“ฝากด้วย...” ใบหน้าของอนุว่านดูบิดเบี้ยว อยู่ตรงกลางระหว่างรอยยิ้มและความเกรี้ยวกราด เนื่องจากต้องพยายามปกป้องภาพลักษณ์ที่ถูกทำลายไม่ให้ย่ำแย่ลงไปยิ่งกว่าเดิม
นางจึงจำต้องฝืนยิ้ม
เมื่อแพทย์จากไปแล้ว เสียงพูดคุยกระซิบกระซาบก็เริ่มดังขึ้นโดยรอบ ทำเอาแม่บ้านคนสนิทเริ่มเป็กังวล “ฮูหยินเ้าคะ...”
ทว่านางต้องหุบปากทันทีเมื่อถูกอนุว่านส่งสายตาเกรี้ยวกราดกลับมา
ยังกล้าเรียกนางว่าฮูหยินโดยไม่รู้จักเวล่ำเวลา ประหนึ่งว่าไม่ได้ยินเสียงพูดจาดูถูกของชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าโง่จริงหรือตั้งใจหาเื่ให้นางกันแน่
นางทั้งเดือดดาลและอับอาย ไม่เคยรู้สึกหมดหนทางสู้ถึงเพียงนี้มาก่อน แต่ก็ไร้ทางเลือกอื่นนอกจากกล้ำกลืนศักดิ์ศรีรวมทั้งความเย่อหยิ่งลงไป เพราะไม่อาจขัดต่อหลักลำดับขั้นระหว่างบุคคลอันเป็ประเพณีที่ยึดถือมาช้านานนับั้แ่บรรพบุรุษ
“ฮวาเอ๋อร์ ข้าต้องขออภัยเ้าด้วย ก่อนหน้านี้เป็เพราะรีบร้อนเกินไปจึงเข้าใจทุกอย่างผิด” อนุว่านกลั้นใจยอมรับความผิดพลาดหลังจากรวบรวมกำลังอยู่ครู่หนึ่ง ทว่านั่นไม่ได้ทำให้มู่อวิ๋นฮวายอมถอยโดยง่าย
“อนุว่าน เ้าเป็เพียงนางอนุ แต่ยังกล้าใช้คำพูดราวกับตนเองสูงส่งเหนือผู้ใดอยู่เช่นนี้อีกหรือ เ้าเชื่อจริง ๆ หรือว่าหากหุบเขาไร้ซึ่งเ้าป่าแล้วจะสามารถตั้งตนเป็าาได้โดยง่าย หรือว่าคนตระกูลหลี่ไม่ได้สั่งสอนลูกหลานให้รู้จักที่ต่ำที่สูง เ้าจึงได้ละเลยมารยาทอันดีงามของบ้านเมืองเช่นนี้”
“แม้แต่จะเรียกตนเองว่าเป็อนุของท่านพ่อข้าก็ยังถือว่าสูงเกินไปด้วยซ้ำ คุณธรรมของตระกูลหลี่ช่างชอบกลเสียจริง ค้าขายตำราแต่มิได้นำพาความรู้มาใช้สั่งสอนบุตรสาวบ้างเลยหรือ”
แม้อนุว่านจะค่อนข้างมีชื่อเสียงในเมืองหลวง แต่ชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้ผู้ใดเป็ที่นับหน้าถือตาได้ ยังจำเป็ต้องมีความสามารถและคุณธรรมอันดีงามจึงจะเป็ที่เคารพยกย่องอย่างไร้ข้อกังขา
ในอาณาจักรที่ผู้คนเชิดชูกวีและนักปราชญ์เสียยิ่งกว่าขุนพลผู้กล้า ลำดับชั้นในสังคมเป็สิ่งที่ทุกคนยึดถือเคร่งครัดยิ่งกว่าหลักอื่นใด
ผู้ที่เกิดมามีชาติตระกูลต่ำต้อยหาใช่เื่ผิด แต่การยกตนสูงส่งอย่างเพิกเฉยต่อกาลเทศะ ไม่คำนึงถึงความเหมาะสมนั้นถือเป็ความผิดร้ายแรง
แม้แต่เด็กสามขวบยังถูกสั่งสอนให้เข้าใจเื่เหล่านี้ แล้วคนอย่างอนุว่านจะไม่เข้าใจได้อย่างไร
อนุว่านอ้าปากเอื้อนเอ่ยอีกครา แต่ละคำที่พูดออกมาต้องใช้ความอดกลั้นอย่างยิ่ง แววตาของนางลุกโชนไปด้วยความแค้นที่ไม่สามารถหยุดมู่อวิ๋นอวาได้ ทำได้เพียงปล่อยให้ไฟโทสะแผดเผาตนเองอยู่ภายใน เนื่องจากมีผู้เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่จำนวนมาก
“นั่นเป็ความผิดของข้าเอง”
มู่อวิ๋นฮวาพยักหน้าช้า ๆ “เ้าเข้าใจก็ดีแล้วอนุว่าน แม้สกุลมู่จะไม่ได้เป็ตระกูลขุนนาง แต่ท่านพ่อของข้าก็เป็ผู้ใหญ่ที่ได้รับการนับหน้าถือตาในสำนักหงลู่ ทุกคนที่นั่นยึดถือเื่ลำดับขั้นในครอบครัวอย่างเข้มงวดสูงสุด”
อนุว่านกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว สตรีชื่อเสียงแปดเปื้อนเช่นมู่อวิ๋นฮวาน่ะหรือที่กำลังพล่ามสั่งสอนนางเื่ลำดับขั้นในครอบครัว ช่างบังอาจนัก!
อนุว่านดวงตาวาวโรจน์ และเริ่มตอบโต้ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เป็จริงอย่างที่ว่า ฮวาเอ๋อร์ ที่เ้าพูดนั้นถูกต้อง ตระกูลมู่ยึดถือเื่ลำดับขั้นในครอบครัวอย่างเคร่งครัด หากเพียงย้ายออกไปแล้วกลับเข้ามาก็คงไม่ใช่เื่ใหญ่ แต่ฮวาเอ๋อร์ เ้าสูญเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว การอยู่ใต้ชายคาของตระกูลมู่ต่อไปก็เป็เื่ไม่สมควร เพราะฉะนั้น...”
“จึง้าขับไล่ข้าออกไปอย่างนั้นหรือ” มู่อวิ๋นฮวากล่าวแทรกให้ประโยคของอนุว่านครบสมบูรณ์ด้วยท่าทีนิ่งเฉยไร้วี่แววของความหวาดหวั่น ราวกับคำพูดที่ว่านาง ‘สูญเสียความบริสุทธิ์’ เป็เพียงสายลมพัดผ่าน
อนุว่านเพิ่งตระหนักว่ามู่อวิ๋นฮวาเด็ดเดี่ยวและน่าเกรงขามกว่าที่นางเคยคาดคะเนเอาไว้มาก และไม่อาจใช้ลูกไม้เดิม ๆ จัดการอีกฝ่ายได้อีกต่อไป ระหว่างที่มู่อวิ๋นฮวากล่าวเช่นนั้น อนุว่านก็เริ่มััได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง
ไม่ผิดจากที่นางรู้สึกแม้แต่น้อย เพราะเพียงชั่วอึดใจถัดมา มู่อวิ๋นฮวาก็เริ่มประกาศกร้าว “ข้ารู้ดีว่าตระกูลไม่มีที่สำหรับข้าอีกต่อไป นั่นจึงเป็สาเหตุที่อนุว่านได้เตรียมจะส่งข้ากับแม่นมไปยังอารามอันเหอในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ละทางโลก ใช้ชีวิตอยู่ใต้แสงประทีปแห่งธรรมะไปชั่วชีวิต”
ครั้นคำว่า “อารามอันเหอ” ถูกกล่าวออกมา กลุ่มฝูงชนต่างก็เผยสีหน้าประหลาดใจ
คนที่รู้เื่ก็พอคาดการณ์สถานการณ์ได้ ส่วนคนที่ไม่รู้พอลอบสอบถามกันก็เปลี่ยนท่าทีเป็ตกตะลึง!
สายตาของพวกเขามองสลับไปมาระหว่างอนุว่านและมู่อวิ๋นฮวา
เมื่อเห็นอนุว่านกำลังจะเปิดปาก มู่อวิ๋นฮวาก็ไม่เปิดโอกาส นางรีบก้าวไปข้างหน้าพลางถอนหายใจก่อนจะกล่าว
“อนุว่าน ท่านไม่จำเป็ต้องรีบไล่พวกเราไปเลย ข้ากับแม่นมได้ไตร่ตรองเื่นี้แล้วเช่นกัน ว่าแทนที่จะอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลมู่ให้บ่าวรับใช้ข่มเหงรังแก มิสู้ไปสวดมนต์ที่อารามอันเหอให้องค์าาทุกวัน ขอให้ (ิญญา) ของพระองค์เสด็จมา (โบยบินไป) ขอให้ (ิญญา) ของพระองค์ปลอดภัยและพลานามัย (แตกสลาย) สมบูรณ์ อย่างน้อยพอสิ้นวันยังมีคนยกสำรับอาหารร้อน ๆ มาให้พอไม่หิวโหย”
ทันทีที่ถ้อยคำนี้หลุดออกมา ผู้คนเกือบทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็แตกตื่นใ เมื่อครู่พวกเขาได้ยินอะไรนะ??
สุดยอดวัตถุะเิชั้นดี!!
“พูดอะไรของเ้า เ้าถูกข่มเหงรังแกเสียที่ไหน ให้ตายเถอะ คนในคฤหาสน์จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร” อนุว่านตาเบิกกว้าง ทว่ายังไม่ทันได้พูดต่อ มู่อวิ๋นฮวาก็สวนกลับโดยใช้น้ำเสียงที่ดังกว่า
“อนุว่าน ข้ารู้ว่าท่านอยากพูดอะไร ท่าน้าจะบอกว่าสมควรแล้วที่ข้าต้องมีชีวิตเช่นนี้ในคฤหาสน์ มันเป็เื่ถูกต้องแล้ว เนื่องจากท่านแม่ของข้า เป็เพราะนางทำให้ท่านพ่อโกรธเคืองข้า ดังนั้นหนี้ของมารดาย่อมต้องให้ลูกสาวชดใช้ ข้าจึงจำต้องทนแบกรับแทนท่านแม่ แต่ข้าก็หาได้เกลียดชังท่านพ่อ ข้าไม่ได้เกลียดเขาจริง ๆ เขาทำเช่นนี้กับข้าเพราะมีเหตุผล แต่อนุว่าน ท่านมีเหตุผลใดหรือที่ต้องทำเช่นนี้กับข้า”
คำพูดก่อนหน้านี้ทำให้หัวใจของอนุว่านหล่นวูบไปเล็กน้อย แม้จะไม่รู้ว่านังเด็กไร้ค่าผู้นี้้าอะไรจากนาง แต่ประโยคถัดมาก็ทำให้อนุว่านโล่งใจอีกครั้ง
แน่นอนว่านังเด็กไร้ค่านี้มีจิตใจดีงาม ถึงคราวที่นางจะต้องเรียกร้องความเห็นใจบ้างแล้ว!!
“ข้าไม่เข้าใจว่าเ้าพูดเื่อะไร เ้ารู้ว่านายท่านโกรธเ้าถึงได้ปฏิบัติกับเ้าเช่นนี้ แต่เ้าจะระบายโทสะกับข้าได้อย่างไร ข้าปรนนิบัติรับใช้นายท่านมาหลายปี เ้าพูดเช่นนี้ช่างไม่ยุติธรรมเลย” อนุว่านไม่ใช่กระดาษเปียกน้ำ แม้จะถูกถูแรง ๆ หลายครั้งแต่ยังคงไว้ซึ่งไหวพริบสติปัญญา ว่ากันตามตรง มู่อวิ๋นฮวารู้สึกชื่นชมอนุว่านในส่วนนี้อยู่บ้าง
แต่น่าเสียดายที่วันนี้อนุว่านจะต้องต่อกรกับนาง หากไม่ได้ดึงชุดชั้นในของอนุว่านออก นางขอยอมเขียนชื่อตัวเองกลับหัวเสียยังดีกว่า
“อนุว่าน ั้แ่ท่านแม่ของข้าจากไป ก็สามารถพูดได้ว่าอำนาจของท่านปกคลุมไปทั่วคฤหาสน์ ทุกสิ่งในคฤหาสน์ตระกูลมู่ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของท่าน ท่านบอกเองว่าไม่รู้ข้ากับแม่นมมีความเป็อยู่เช่นไร เกรงว่าท่านคงไม่เชื่อข้า และท่านยังพูดเองว่าได้ช่วยบิดาของข้าทำร้ายข้า ถึงท่านพ่อจะเกลียดท่านแม่ แต่ข้าก็เป็ลูกสาวของเขา เขาเป็ถึงเ้าสำนักหงลู่ แม้แต่เสือร้ายก็ยังไม่กินลูกตัวเอง”
“ท่านย่อมสามารถลดอาหาร เสื้อผ้า และเบี้ยหวัดรายเดือนลงได้ แต่ท่านทำถึงขนาดนี้ได้อย่างไร กลับกลายเป็ว่าข้าไม่ได้รับอาหารแม้แต่น้อย ตลอดทั้งปีไม่มีปัญญาได้กินเนื้อ ท่านให้กินเพียงของเหลือใน่วันหยุด! ฤดูร้อนที่แสนร้อนระอุก็ได้กินแต่ข้าวเน่า ฤดูหนาวที่แสนหนาวก็ได้กินแต่ข้าวที่แข็งเป็น้ำแข็งไม่ต่างจากหิน หากป่วยก็ไม่มีทางได้หาหมอ หากผ่านพ้นไปได้ก็นับว่าโชคดีไป แต่หากไม่ไหวจะไปหาหมอได้ก็ต่อเมื่อมีเงินมากพอ”