บทที่ 19
เหลือแต่ความทรงจำ
“ภูผา “แพรพิมพ์อุทาน เพราะความใเล็กน้อย เพราะเธอไม่คาดคิดว่า จะได้มาพบกับภูผาที่นี่
“แพร ผมคิดถึงแพรเหลือเกิน “ภูผาบอกอย่างดีใจ ความสัมพันธ์เก่า ๆ เริ่มปรากฏแจ่มชัดในความรู้สึกของเขาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อได้มาพบหญิงอันเป็ที่รักของเขา แต่แล้วก็ต้องห้ามใจ ห้ามความรู้สึกตัวเองทันที เพราะบัดนี้ แพรพิมพ์ได้เปลี่ยนสถานะจากคนรัก กลายมาเป็พี่สะใภ้ของเขาไปเสียแล้ว
“แพรสบายดีไหมครับ “ภูผาปรับน้ำเสียงให้ฟังดูเป็ปกติ และระงับความดีใจและเสียใจที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ๆ เอาไว้
หญิงสาวพยักหน้ารับ แทนคำพูด เพราะตัวเธอเองก็รู้สึก ไม่ต่างจากชายหนุ่มมากนัก เพราะบัดนี้เธอได้กลายมาเป็พี่สะใภ้ของเขาแล้ว แทนที่จะได้เป็ภรรยาของเขา
“ภูผามาได้ยังไงกันค่ะ “แพรพิมพ์ปรับน้ำเสียงบ้าง เมื่อเห็นว่าท่าทางของภูผาดูระวังตัวขึ้น
“ผมมากับป๋าและคุณแม่ “ภูผายังคงรักษาระดับน้ำเสียงให้เหมือนเดิม แล้วนั่งลงบนพื้นหญ้าเขียวขจี ที่ปกคลุมเนินเขาเตี้ย ๆ นี้ไว้ เว้นระยะห่างกับแพรพิมพ์พอประมาณ
แพรพิมพ์หันไปมองหน้าชายหนุ่ม แล้วหันกลับมาตามเดิม สายตาทอดยาวไปข้างหน้า ด้วยความรันทด และความคิดที่สับสน กับท่าทางของชายหนุ่ม
“ภูผารังเกียจแพรหรือคะ “แพรพิมพ์ถาม ด้วยเริ่มสะท้านความรู้สึกเล็กๆ ขึ้นภายในใจ
ชายหนุ่มใช้นิ้วมือเขี่ยใบหญ้าไปมา อย่างใช้ความคิด เขาอยากจะโอบกอดเธอไว้ ให้หายคิดถึง ภาพในอดีตผุดขึ้นกลางใจ ระหว่างเขากับเธอ ความสุข คำมั่นสัญญา ระหว่างเขาสองคนนั้น ปัจจุบันมันไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อก่อนนี้มันกลายเป็อดีต ที่แสนจะเ็ป คงเหลือแต่าแ ของความรู้สึกที่นับวันจะฝังลึกลง ๆ จนในที่สุดก็กลายเป็ความทรงจำที่ขมขื่น
“ผมทราบเื่ของแพรทั้งหมดแล้ว “ชายหนุ่มเริ่มต้น ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย แต่ชายหนุ่มพยายาม กล้ำกลืนความรู้สึกผิดหวัง ให้จมลงไปกับความทรงจำในอดีต
“คุณพงศ์โทรไปบอกว่า เจอคุณใหญ่แล้ว ป๋าเลยรีบมาที่นี่ “ภูผาบอก
เขาทอดสายตามองทิวเขา ที่อยู่ด้านหน้าของเขาอย่างไร้จุดหมาย ภาพในอดีตเริ่มผุดขึ้นมาอีกแล้ว แต่โชคยังดีที่ไม่ทันจะสร้างความเ็ปให้เขามากไปกว่านี้ เพราะพลันสายตาของเขาเหลือบเห็นเด็กน้อยคนหนึ่ง กำลังวิ่งตรงเข้ามาหา ในความรู้สึกของเขาบอกได้ทันที ว่าเด็กน้อยคนนี้ คือลูกของศิลากับแพรพิมพ์ ความรู้สึกชาวาบเกิดขึ้นและ วิ่งแล่นเข้าจับขั้วหัวใจทันที อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ลูกชายแพรใช่ไหมครับ “ภูผาถาม เมื่อเด็กน้อยเดินมายืนอยู่ข้าง ๆ แพรพิมพ์
“ไหว้คุณอาเสียลูก “แพรพิมพ์บอกอย่างขมขื่น เมื่อลูกชายเดินมายืนอยู่ใกล้ ๆ ตัวเธอ แว๊บนึงภาพในอดีตปรากฏในใจเธอ
ภูผาเพ่งมองดูเด็กน้อย ซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย อนาคตที่เคยวาดไว้ในครั้งหนึ่ง กลับตาละปัดไปหมดแทนที่เขาจะได้เป็พ่อกลับเป็อา ส่วนคนเป็พ่อกลับเป็ศิลา โชคชะตากำลังเล่นตลกกับเขาอยู่หรือ
“รูปหล่อเหมือนคุณพ่อเลย ชื่ออะไรครับ “ภูผาถามเด็ก
ในใจเจือด้วยความรู้สึกเจ็บเล็ก ๆ ในอก เกิดความเสียดายว่า ทำไมเขาจึงไม่ได้เป็พ่อของเด็กคนนี้ อยากให้เหมือนกับที่เขาเคยวางแพลนเอาไว้
“เสือน้อยคับ “เด็กน้อยบอกอย่างใสซื่อ
“ลูกชายแพรน่ารักจังเลยครับ “ภูผาพยายามข่มภาพในอดีต ระหว่างเธอกับเขาให้รางเลือนหายไป
แพรพิมพ์ยิ้มเจื่อน ๆ ให้ชายหนุ่ม แล้วดึงตัวลูกชายเข้ามากอด
เธอจำคำพูดได้ทุกคำระหว่างภูผากับเธอ ในวันนั้นวันที่เขาและเธอ ร่วมกันสร้างความฝันในอนาคตไว้ด้วยกันจะมีลูกสักสองสามคน จะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันไปตลอดอายุขัย เมื่อนึกขึ้นมาแพรพิมพ์รู้สึกเ็ปขึ้นมา แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เหตุการณ์มันล่วงเลยมานานแล้ว ก็คงจะต้องเดินต่อไปในทางที่สมควรของแต่ละคน
“นี่ถ้าป๋ากับแม่เห็นหลาน คงดีใจน่าดูเลย “ภูผาเริ่มเปลี่ยนเื่พูด โดยพยายามบังคับ ความรู้สึกเก่าๆ ให้หมดความหมาย
“ภูผามาถึงั้แ่เมื่อไหร่คะ “หญิงสาวถาม เมื่อปรับความรู้สึกได้แล้ว
“เมื่อสักครู่นี้เอง พอรู้ว่าแพรมานั่งเล่นอยู่ที่นี่ ผมก็เลยตามหาแพร่เพราะ ..... “ภูผาไม่กล้าบอกความรู้สึก ที่มีต่อหญิงสาว เพราะเวลานี้แพรพิมพ์ ไม่ได้อยู่ในฐานะหญิงที่เขาจะเอามาเป็คู่ครองอีกแล้ว
ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาวด้วยความรู้สึกเสียดาย ทำไมโชคชะตาถึงได้ใจร้ายกับเขาเหลือเกิน ภูผาอดตัดพ้อโชคชะตาไม่ได้
แววตาที่ชายหนุ่มมองมานั้น ทำให้หญิงสาวต้องเบือนหน้าหนี เธอไม่อยากเห็นสายตาผิดหวังของเขา เพราะบัดนี้เธอตัดสินใจแล้วว่า เธอจะยอมรับศิลา อย่างน้อยเธอก็ทำเพื่อลูก ความรักที่เคยมีต่อภูผานั้น เธอได้เก็บมันไว้ เป็ความทรงจำในอดีตไปเสียจนหมดสิ้นแล้ว เธอรู้ดีว่ามันไม่มีโอกาส ที่จะกลับไปเป็อย่างเก่าได้เลย จริงอยู่ถึงเธอจะยังไม่ได้รักศิลาในตอนนี้ แต่สักวันหนึ่ง เธอคงทำใจรักเขาได้ เพราะถึงอย่างไรเสีย ศิลาก็คือพ่อของลูก และเป็สามีของเธอ เธอไม่อยากผิดฝาผิดตัว กับเื่การมีครอบครัว แต่ใจหนึ่งพลันคิดไปว่า เธอกับศิลา คงจะต้องเดินกันไปคนละทางตลอดชีวิตแล้ว
หญิงสาวส่งของบางอย่างให้ชายหนุ่ม ด้วยดวงใจที่แตกสลาย รู้สึกรันทดกับโชคชะตาของตัวเอง ทำไมไม่สมหวังเหมือนคนอื่นเขาบ้าง แล้วเมื่อไรชีวิตจะมีความสุขกับเขาบ้างไหมหนอ
ชายหนุ่มมองของที่แพรพิมพ์ส่งมาให้ หัวใจเต้นไม่เป็จังหวะด้วยความเสียใจเมื่อได้รับของสิ่งนั้นมา
“แม่แขให้มาตามแม่แพรคับ “เด็กน้อยบอก
พลันความคิดทั้งในอดีตและปัจจุบัน ของคนทั้งสองก็ต้องหยุดลงทันที เมื่อได้ยินเด็กน้อยบอกว่า จันทร์แขให้มาตาม
“ไปกันเถอะค่ะ เราไปหาพี่แขกันดีกว่า “หญิงสาวตัดบท เพราะไม่อยากให้ภูผาและตัวเธอ ต้องเ็ปไปกับอดีตที่ผ่านมาแล้ว
แพรพิมพ์บอกภูผา ด้วยความรู้สึกชาที่หัวใจ แล้วลุกขึ้นยืน จูงมือเสือน้อยเดินนำหน้าไป โดยไม่ได้หันมาดูว่า ภูผากำลังจ้องมองเธอกับเสือน้อย ด้วยหัวใจที่ปวดร้าว
“นั่นไงคะ เดินมากันนู่นแล้ว “จันทร์แขบอกกับทนงเกียรติ แล้วชี้มือให้มองตาม
ดวงมณีชะเง้อชะแง้มองหาใจจดใจจ่อ ไม่แพ้สามีเลย
“นั้นใช่ไหมเสือน้อย “ดวงมณีถามอย่างตื่นเต้น ที่จะได้เห็นหน้าหลานเป็ครั้งแรก
“ใช่ค่ะนั่นแหละเสือน้อย “จันทร์แขบอก
ทนงเกียรติกับดวงมณี เดินเข้าไปหาหลาน ก่อนที่หลานจะเดินเข้ามาถึงตัวเสียอีก ด้วยความดีอกดีใจ เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นหน้าหลานชาย ทนงเกียรติกอดหลาน ด้วยความรักใคร่เอ็นดู จ้องมองหน้าเด็กน้อยอย่างชื่นชม เขายิ้มให้หลานอย่างปลื้มใจ
“ไหว้คุณปู่กับคุณย่าซิเสื้อน้อย “จันทร์แขบอกเด็กน้อย
“สวัสดีคับคุณปู่คุณย่า “
“เหมือนตาใหญ่เมื่อตอนเด็ก ๆ เหลือเกินหลานปู่ “ทนงเกียรติ กล่าวขึ้นเมื่อพิจารณา ดวงหน้าน้อย ๆ ของหลานชาย ภายในใจนั้น เต็มตื้นไปด้วย ความสุขความปลาบปลื้มและยินดี
“ไหน ๆ ขอย่ากอดบ้างซิ “ดวงมณีร้องบอก
ดวงมณีกอดหลานไว้แน่น จนภูผาทนยืนดูภาพที่เห็นไม่ไหว หัวใจมันสั่นหวิว ทำไมหนอเสือน้อย ไม่เป็ลูกเขากับแพรพิมพ์ เขาจึงตัดสินใจเดินเลี่ยงออกไป ดวงมณีเห็นอาการของบุตรชาย แล้วสงสารขึ้นมาอย่างจับใจ เธอคลายกอดจากหลานชาย
“ดิฉันขอตัวสักครู่นะคะ “เธอบอกสามี แล้วเดินไปหาบุตรชายทันที
ภูผายืนเหม่อลอยด้วยความเ็ป เขาพยายามจะกดทับความรู้สึกต่าง ๆ ในอดีต ให้จมลงสู่ก้นหัวใจ ด้วยความยากลำบาก พยายามฝืนความรู้สึกเ็ปต่าง ๆ ที่กำลังรุ่มเร้าโจมตีเขาอยู่ ดวงมณีเดินเข้าไปจับบ่าลูกชาย ชายหนุ่มหันมามองหน้ามารดา แล้วหันไปทิศทางเดิม ด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยว
“อย่าเสียใจไปเลยลูก คิดเสียว่าลูกกับหนูแพร ไม่ใช่เนื้อคู่กัน ลูกจะได้สบายใจขึ้น “ดวงมณีปลอบลูก เมื่อเห็นอาการของภูผาเศร้าสร้อย
“ไหน ๆ เื่มันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว อย่าให้มันมาทำลายความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกันเลย อย่างน้อยลูกกับหนูแพร ก็คบกันฐานะอื่นก็ได้นี่ลูก เพื่อความสบายใจของลูกเอง และหนูแพรด้วย “
ชายหนุ่มหันมามองมารดาอีกครั้ง ด้วยแววตาขอบคุณ แล้วสวมกอดมารดาไว้ ด้วยความรัก
“ครับแม่ผมจะทำตามที่แม่บอก ผมจะพยายามลืมเหตุการณ์เก่า ๆ ให้ได้ ถึงแม้มันจะทรมานใจผมมากก็ตาม “ภูผาให้คำมั่นกับมารดา เพื่อให้มารดาคลายความวิตก และเพื่อตัวของเขาเองด้วย
“ดีแล้วลูก ชีวิตของลูก ยังต้องพบเจออะไรอีกมากมาย ลูกเข้มแข็งในวันนี้ได้ ต่อไปข้างหน้า ลูกจะยืนอยู่ได้ด้วยความมั่นคง ไม่ว่าเหตุการณ์ข้างหน้า ที่เกิดขึ้นมันจะเลวร้ายสักเท่าไร จำไว้นะลูก ไม่มีใครจะโชคร้ายไปตลอดชีวิตหรอก เมื่อเหตุการณ์ร้าย ๆ ผ่านไป ชีวิตก็จะดีขึ้น อาจจะพบเจอคนที่ใช่สำหรับเรา ชีวิตมันก็เหมือนกับฟ้าหลังฝนไง หลังจากฝนหยุดตก ความชุ่มชื่นก็ปรากฏ”
“ครับแม่ ผมจะจำคำของแม่ไว้ ผมรักแม่นะครับ “
ชายหนุ่มรับคำ แล้วกระชับวงกอดมารดาให้แน่นเขา เพื่อที่จะซึมซับความรักแท้ของมารดา ไว้ให้เต็มหัวใจของเขา ดวงมณีกอดตอบลูก ด้วยความรู้สึกเดียวกัน
“แม่ก็รักลูกจ้ะ ไปกันเถอะนะ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ “
“ครับ “
สองแม่ลูกเดินประคองกันไป เพื่อกลับไปรวมตัวที่เดิม ภูผารู้สึกว่าความทุกข์โศกได้สลายจางลงไปบางส่วน บ้างแล้ว เพราะได้รับการเยียวยา จากหัวใจที่บริสุทธิ์ของมารดา
“เชิญที่โต๊ะอาหารกันดีกว่าครับ เด็ก ๆ เตรียมอาหารพร้อมแล้วเชิญทางนี้เลยครับ “เสียงอาทิตย์เ้าของบ้านเชื้อเชิญ
“โยม “พระศิลาอุทานเบา ๆ เมื่อเห็นทนงเกียรติ กำลังเดินตรงเข้ามาหา
“กระผมต้องกราบขอโทษท่านด้วย ที่บอกเื่ของท่านให้คุณลุงทราบ” พงศ์เกษมรีบบอก หลังจากกราบพระประธานแล้ว เดินมาหาพระศิลาก่อน เพราะเกรงว่าท่านจะโกรธ เพราะเขาเองก็ทนไม่ได้ที่เห็นทนงเกียรติ เป็ทุกข์เป็ร้อนเกี่ยวกับเื่ของศิลาไม่ได้
ทั้งหมดตรงเข้าไปกราบพระประธาน เมื่อกราบเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเดินมารวมตัวกัน ตรงหน้าพระศิลา แล้วก็ก้มกราบพระ ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป
“กระผมทราบข่าวจากตาพงศ์ ก็เลยรีบขึ้นมาหาท่านทันที “ทนงเกียรติบอกกับพระลูกชาย ด้วยความดีใจ ที่ได้เห็นหน้าลูกชายเป็ครั้งแรก หลังไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปี นับั้แ่ที่เขาออกจากบ้านไปในคืนนั้น
“โยมพ่อสบายดีนะครับ “พระศิลาถามบิดา แล้วหันไปมองภูผา ที่นั่งก้มหน้าอยู่ข้าง ๆ ดวงมณี
“ก็สบายดีตามสภาพของร่างกาย ทำไมท่านจะต้องปิดบัง เื่ที่อยู่ด้วยละขอครับ “ทนงเกียรติถาม
พระศิลาละสายตาจากการมองภูผา แล้วหันมาสนทนากับบิดาต่อ
“อาตมาต้องขอโทษด้วย ที่ต้องทำให้โยมพ่อเป็ห่วงเป็ใย “
“ท่านมาอยู่อย่างนี้ มิลำบากแย่หรือเ้าคะ “ดวงมณีถาม เมื่อมองสภาพรอบ ๆ ถ้ำ ซึ่งปราศจาก เครื่องอำนวยความสะดวกสบายทั้งสิ้นทั้งปวง
“ไม่ลำบากหรอกโยมแม่ พื้นฐานของมนุษย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัตถุ พื้นฐานของมนุษย์จริง ๆ มันขึ้นอยู่ที่ใจ ทำอย่างไรที่จะทำให้พื้นฐานของใจ พัฒนาขึ้นในทางที่ดี โดยไม่ต้องพึ่งพาวัตถุ ที่สร้างขึ้นมาภายหลัง สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ก็เป็เพียงสิ่งที่ใจจะเลือก จะคิด และพิจารณาที่จะเอามายึดมั่นไว้ และใช้ในการดำรงชีพ ยึดมากก็ทุกข์มาก “
“ท่านทำใจได้ขึ้นเยอะเลยนะขอรับ “ภูผากล่าว ด้วยความแปลกใจ ที่ศิลาดูสงบ ไม่แสดงอาการรุ่มร้อน ว้าวุ่นเหมือนก่อน
“ก็ยังไม่ทั้งหมดหรอกโยม”
ทั้งหมดยังคงสนทนากันอยู่พักใหญ่ จึงลากัน
“พรุ่งนี้ กระผมนิมนต์เลี้ยงเพลน่ะขอรับ วันนี้พวกผมต้องขอตัวกลับก่อนขอรับ “ทนงเกียรติบอกกับพระลูกชาย
พอทั้งหมดกลับไปหมดแล้ว หลวงพ่อจึงเดินมานั่งข้าง ๆ พระศิลา
“โยมพ่อกลับไปกันแล้วหรือท่าน “หลวงพ่อถาม ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตา
“ขอรับหลวงพ่อ “
“ชีวิตมนุษย์ก็อย่างนี้แหละท่าน แล้วแต่ใครจะเลือก แบกทุกข์เอาไว้ ใครดับทุกข์ได้ก็ดีไป ใครดับทุกข์ไม่ได้ ก็คงจะต้องดิ้นรนต่อไป จนกว่าจะเจอหนทางแก้ไข ที่เหมาะกับตัวเอง อาตมาเข้าใจท่านดี ว่าท่านกำลังต่อสู้ กับจิตใจในส่วนลึก คนเราต่างเกิดมาด้วยกรรมที่แตกต่างกัน ทุกอย่างเป็ไปตามกรรม มนุษย์เรามีกรรมเป็ตัวกำหนด ถ้าไม่เป็ไปดังที่ตั้งใจไว้ ก็ให้ถือเสียว่าบุญเรามีมาแค่นี้ ไม่มีผู้ใดหลีกหนีกรรมได้พ้น “
หลวงพ่อเตือนสติพระศิลา ราวกับท่านหยั่งรู้อนาคต และความเป็ไปในกาลข้างหน้า ของพระศิลาได้ดี ว่าจะต้องพบเจออะไรบ้างในอนาคตข้างหน้า
พระศิลาถามพงศ์เกษม เมื่อเห็นสีหน้าของเขาผิดปกติ มีความวิตกกังวล กระสับกระส่าย อย่างเห็นได้ชัด พระศิลาเกิดความรู้สึกหวาด ๆ ใจคอไม่ดี เมื่อพระศิลานั่งลงบนอาสนะเรียบร้อยแล้ว พงศ์เกษมก้มลงกราบ ด้วยจิตใจที่ร้อนรุ่ม เขานั่งไตร่ตรองอยู่สักครู่ จึงตัดสินใจที่จะบอกเื่ราว ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พระศิลารับรู้
“ท่าน “พงศ์เกษมหยุดช่างใจก่อนสักครู่
“ท่าน เสือน้อย ..... “พงศ์เกษมอึกอัก ๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี เขาเองก็ไม่แน่ใจว่า สมควรจะพูดหรือไม่
พระศิลาเห็นกิริยาของเพื่อน ดูกระสับกระส่าย วิตกกังวล ก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย พระศิลาเริ่มใจคอไม่ดียิ่งขึ้น
“บอกมาเถอะ อาตมารอฟังอยู่ “พระศิลาบอก โดยพยายามข่มใจให้สงบ กับเหตุการณ์ที่พงศ์เกษมจะบอก สำหรับตัวท่านเอง มีลางสังหรณ์ว่า จะต้องเกิดเื่ร้ายขึ้นอย่างแน่นอน
“กระผมไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี คืออย่างนี้นะขอรับท่าน หลังจากที่กลับจากที่นี่แล้ว พวกเราพากันเข้าไปในตัวเมือง คุณแพรกับเสือน้อย กำลังเดินดูของในร้าน ที่อยู่ริมถนนนั้น จู่ ๆ ก็มีรถปิกอัพเสียหลักพุ่งเข้าชน ร้านที่คุณแพรกับเสือน้อยยืนดูของอยู่ “พงศ์เกษมพูด แล้วเว้น่หายใจ
พระศิลาได้ยิน ใจหายวูบขึ้นมาทันที ยากที่จะบังคับให้จิตสงบลงได้
“โยมแพรกับเสือน้อยละ เป็อย่างไรบ้าง “พระศิลาปรับน้ำเสียงถาม ด้วยความเป็ห่วงเป็ใย บังคับน้ำเสียงให้ปกติ พยายามข่มจิตให้สงบ ไม่ให้เกิดความวิตกกังวล
“คุณแพรตอนนี้ยังไม่รู้สึกตัวเลย ส่วนเสือน้อย " พงศ์เกษมหยุดชั่งใจ ว่าจะบอกต่ออย่างไรให้พระศิลา เป็ห่วงน้อยลง แต่ก็ต้องตัดสินใจบอกความจริง เพราะถึงอย่างไรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเหตุการณ์มันเกิดขึ้นมาแล้ว
" อาการหนักขอรับ ตอนนี้อยู่ในห้องไอซียู เป็ตายเท่ากัน “พงศ์เกษมพูด หางเสียงหายไปในลำคอ
พระศิลานั่งนิ่ง เมื่อได้ยินข่าวร้าย หัวใจเขาแทบสลาย เหมือนกับดวงใจถูกกระชาก อย่างแรงด้วยน้ำมือของพญามัจจุราช
“เสือน้อยเสียเืมาก และเืที่โรงพยาบาล ก็มีไม่พอ ประสานงานไปที่ โรงพยาบาลในกรุงเทพฯแล้ว กว่าจะได้มาก็กลัวไม่ทันการณ์ เืเราทุกคนก็คนละกรุปกับแก จะใช้เืของคุณแพร ก็ไม่ได้เพราะเธอก็ยังไม่รู้สึกตัวเลย ผมจึงตัดสินใจมารบกวนท่าน เพราะท่านอาจจะมีเืกรุปเดียวกันกับส่วนน้อยก็ได้ “
พงศ์เกษมบอกถึงสาเหตุที่ ต้องนำข่าวร้ายมาบอก ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่อยากจะรบกวนการปฏิบัติธรรม ของพระศิลาเลย
สีหน้าของพระศิลา ดูเครียด แฝงไปด้วยความวิตกกังวล จิตใจกระวนกระวาย ด้วยความเป็ห่วงภรรยาและลูก ภายในใจนั้น ก็ยังสับสนวุ่นวาย ไม่รู้จะตัดสินใจเช่นใดดี
“ไปเถอะท่าน ไปทำหน้าที่ของท่านให้สมบูรณ์ การช่วยชีวิตมนุษย์ ถือเป็การสร้างบุญอันยิ่งใหญ่ และนี่ก็เป็เืเนื้อเชื้อไขของท่านเองด้วย ท่านก็ยิ่งสมควรจะต้องไปดูแลเขา “หลวงพ่อ ซึ่งนั่งฟังเื่มาั้แ่ต้น รู้สึกเห็นอกเห็นใจพระลูกศิษย์ และเมื่อเห็นกิริยาของพระศิลา กระสับกระส่าย ตัดสินใจไม่ได้ ว่าจะต้องทำประการใด