============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“ทำไมจัดแค่สองที่ล่ะ วันนี้ตาคีย์อยู่บ้านนะ”คุณกิตติยาเอ่ยถามหัวหน้าแม่บ้านเสียงดังพลางทรุดกายลงนั่งเก้าอี้ข้างคนที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่หัวโต๊ะ
“คุณคีตาออกไปั้แ่เช้าแล้วค่ะ” หัวหน้าแม่บ้านเอ่ยตอบอย่างสุภาพพร้อมขยับเข้ามาเสิร์ฟข้าวต้มร้อนๆให้กับคนที่เพิ่งลงนั่ง
“เอ๊ะ ไปไหนแต่เช้ากัน”เสียงเอ่ยถามอย่างไม่ชอบใจในคำตอบทำให้คนที่อ่านข่าวรอบเช้าอยู่ลดหนังสือพิมพ์ลงแล้วหันไปตอบภรรยาแทน
“เห็นว่าจะไปรับหนูพริ้งแล้วออกไปทำงานเลยน่ะแล้วก็บอกว่าให้เตรียมอาหารเย็นไว้ด้วย หนูพริ้งจะมาค้างด้วยวันนี้”
“จริงหรือคะคุณ”คนที่เพิ่งจะรับข้าวต้มร้อนๆเข้าปากเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น “ดีจริงงั้นวันนี้เดี๋ยวฉันลงครัวเองดีกว่า คุณจะกลับมาทานด้วยกันไหมคะ” ท้ายประโยคหันมาถามคนข้างกาย
คีตภพขยับยิ้มกับท่าทางของผู้เป็ภรรยาแล้วพยักหน้าเบาๆ “เอาสิวันนี้ยังไม่มีนัดที่ไหน ก็ดีเหมือนกัน ไม่ได้เห็นหน้าลูกสะใภ้นานแล้ว”
“จริงค่ะ ฉันล่ะคิดถึ๊งคิดถึง นี่คุยกับเ้าคีย์เมื่อวานเห็นว่ายังไม่คืบหน้ากันไปไหนเลย ฟังแล้วกลุ้มใจจริงๆสินสอดทองหมั้นที่เตรียมไว้จะได้ใช้เมื่อไรกันคะเนี่ย ลูกชายคุณมัวแต่ช้าแบบนี้”คุณนายกิตติยาบ่นยาว หากแต่ดวงหน้าสวยยังคงประดับด้วยรอยยิ้มยามเมื่อนึกถึงเด็กสาวอีกคน
คำพูดที่เรียกให้คนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะยิ้มอย่างอ่อนใจ ก่อนจะว่าสั้นๆ“พอถูกใจละเป็ลูกชายคุณหญิง พอไม่ถูกใจเป็ลูกชายผมเฉยเลยนะ”
ประโยคที่เรียกค้อนวงโตได้จากคุณกิตติยาหากแต่ไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมากับเขาอีกเธอเพียงแต่หันไปออกคำสั่งกับหัวหน้าแม่บ้านต่ออย่างวุ่นวาย
ภาพที่เห็นทำให้คีตภพยกยิ้มขึ้นอีกครั้งก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มพลางมองตรงภาพหน้าอย่างสุขใจ
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“คุณหนูคะ คุณคีตามาขอพบค่ะ” เสียงจากสาวใช้เอ่ยขึ้นทำให้คนที่กำลังดื่มกาแฟสำลักร่างบางวางแก้วกาแฟในมือลงก่อนจะไอขลุกๆ คว้าน้ำเปล่าขึ้นมาจิบเพื่อคลายอาการ
ท่าทางใทำให้สาวใช้คนเดิมตาโตก่อนจะรีบขอโทษอย่างลนลน“หนูขะ...ขอโทษนะคะ ไม่ได้ตั้งใจให้คุณหนูใ”
เสียงพูดลนลานอีกทั้งหน้าตาตื่นตะลึงของคนที่อยู่ห่างออกไปทำให้คนที่ยังไออยู่ยกมือขึ้นปัดไปมาเพื่อบอกว่าไม่เป็ไรทำให้คนที่หน้าตื่นอยู่คลายความกังวลลงแล้วถอยไปยืนเงียบๆกับแม่บ้านคนอื่น
ท่าทางไอค่อกแคกทำให้คนที่เพิ่งเดินเข้ามาเร่งฝีเท้ามายืนข้างตัวคนที่นั่งเช็ดหน้าเช็ดตาตัวเองอยู่ทันทีคิ้วขมวดเข้าหากันขณะเสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างห่วงใย “พริ้งเป็อะไรคะ”
คำถามที่ให้คนที่เช็ดหน้าเช็ดตาตัวเองอยู่เงยหน้าขึ้นมองก่อนตากลมโตจะเบิกขึ้นอีกนิด“พี่คีย์ มา...แค่กๆ ได้ไงคะ”
“ตอนแรกว่าจะรอที่ห้องโถงหรอก แต่ได้ยินเสียงไอน่ะ เลยเดินตามเข้ามาพี่เป็ห่วง” คีตาตอบคนถาม ปลายนิ้วเรียวขยับไปััแก้มคนที่ไอจนหน้าแดงแ่เบาก่อนจะเอ่ยต่ออย่างไม่ชอบใจ “ทำไมไอจนหน้าแดงขนาดนี้คะ เมื่อคืนยังดีๆอยู่เลย”
“มะ...ไม่ได้เป็อะไรค่ะ แค่สำลักกาแฟเฉยๆ”คนที่ยังแสบคอแสบจมูกเอ่ยตอบอย่างรวดเร็วเมื่อััได้ถึงความร้อนใจจากชายหนุ่มข้างตัว
ประโยคที่ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหลังคนที่ไออยู่เบาๆมือใหญ่พยุงแก้วน้ำในมือเล็กให้อีกฝ่ายจิบช้าๆ
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะเมื่อชายหนุ่มไม่พูดอะไรต่อทำเพียงแค่ลูบหลังคนที่ไออยู่ไม่ขาด
“ดีขึ้นหรือยังคะ” เสียงทุ้มเอ่ยถามเมื่อคนตรงหน้าเริ่มสงบลงแล้วเสียงไอเริ่มจางหาย ดวงหน้าสวยที่ขึ้นสีจัดเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมือวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะก่อนจะจับมือบางไว้แน่น
คนหน้าหวานพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะช้อนตามองคนตรงหน้าแล้วถามคำถามคล้ายๆเดิม “ทำไมมาแต่เช้าเลยคะ”
“ก็พี่บอกเมื่อวานแล้วไงคะว่าจะมาให้กอด” เสียงทุ้มเอ่ยว่าดวงตายิ้มได้พราวระยับขึ้นยามเมื่อตอบคำถามคนตรงหน้า
กึก
คำตอบที่ทำให้แก้มขาวที่เพิ่งจะหายแดงเริ่มขึ้นสีใหม่อีกรอบดวงตาคู่สวยหลุบต่ำลง มือบางขยับออกจากการเกาะกุมเบาๆ
ท่าทางที่คีตาขยับยิ้มอย่างพอใจก่อนจะทรุดกายลงเก้าอี้ด้านข้างแล้วเอ่ยต่อ “ให้พี่ป้อนให้ไหมคะ”
คำถามที่เรียกให้ดวงหน้าสวยตวัดกลับมามอง ดวงตากลมโตจ้องคนถามทันทีเสียงใสๆเอ่ยตอบ “พริ้งทานเองได้ค่ะ”
“เดี๋ยวก็สำลักเอาอีก”
“พี่คีย์!” คนถูกแซวเรียกชื่อคนข้างตัวอย่างขัดใจดวงหน้าหวานบึ้งตึงขึ้นมาทันที
“โอ๋ๆ พี่ไม่แกล้งแล้วก็ได้ค่ะ แต่ขอฝากท้องด้วยมือนึงนะคะ รีบออกมายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย”เสียงทุ้มออดอ้อนคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะอย่างเอาใจประโยคที่เรียกให้คนหน้าสวยหันไปหาคนที่ยืนอยู่ห่างออกไปก่อนจะเอ่ยปากบอก
“พริ้งขอข้าวเช้าอีกชุดให้พี่คีย์ด้วยค่ะ”
“ได้ค่ะคุณหนู”คนที่ยืนห่างออกไปรับคำก่อนจะยกสำรับมาจัดเพิ่มตามคำสั่งเ้านาย
เมื่อเรียบร้อยแล้วมื้ออาหารที่เคยเงียบงันก็ดูจะสดใจขึ้นยามเมื่อชายหนุ่มเย้าแหย่คนหัวโต๊ะตลอดเวลาที่ทานข้าวด้วยกัน
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“พริ้งคะ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกคนข้างตัว มือใหญ่คว้าแขนเรียวไว้เบาๆ
เสียงเรียกขานทำให้พริ้งพราวชะงักปลายเท้าที่เตรียมจะไปขึ้นรถแล้วหันกลับมามองคนเรียกนิ่ง“มีอะไ.....อ้ะ”
ท้ายประโยคกลายเป็เสียงร้องใเมื่อร่างของตัวเองถูกดึงเข้าสู่อ้อมอกอุ่นดื้อๆมือบางดันคนที่กอดตัวเองอยู่ออกทันทีอย่างใ
“ทำอะไรคะพี่คีย์ ปล่อยพริ้งนะคะ” แรงดิ้นที่ทำให้ชายหนุ่มขยับวงแขนโอบรัดร่างบอบบางแน่นกว่าเดิมเสียงทุ้มต่ำกระซิบเบาชิดหูคนตัวเล็ก
“ไม่ปล่อยค่ะ เมื่อคืนพริ้งบอกว่าอยากกอดพี่นี่นา”
ถ้อยคำที่ทำให้คนฟังหน้าแดงจัดหากแต่มือบางก็ยังออกแรงผลักคนตรงหน้าไม่หยุด
จริงอยู่ที่เธอเป็คนพูดแบบนั้น เธอก็อยากกอดเขาจริงๆนั่นแหละแต่ต้องไม่ใช่ตอนที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านแล้วล้อมรอบไปด้วยคนสวน คนรถ คนขนของ ไหนจะเหล่าแม่บ้านที่แห่มาส่งเธอกันอีกสายตาที่จับจ้องมานับรวมๆแล้วไม่ต่ำกว่าห้าคู่นี่แหละที่ทำให้เธอประท้วง
“ดิ้นให้ตายพี่ก็ไม่ปล่อยหรอกค่ะ” และดูเหมือนคนตัวโตกว่าจะชอบใจวงแขนแข็งแรงยังโอบรัดร่างบางๆแน่น ใบหน้าคมเข้ม พยักหน้ารับให้คนที่ทยอยหลบเดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยฝีมือหัวหน้าแม่บ้านเป็การขอบคุณและแน่นอนว่าคนที่อยู่ในอ้อมกอดเขาไม่ทันเห็นหรอก
“ฮื้อออ พี่คีย์” คนที่รู้ว่าสู้แรงไม่ได้ร้องประท้วงเบาแขนบางที่เคยผลักไสผ่อนแรงลงยามเมื่อไออุ่นที่คุ้นเคยโอบรัดเธอไว้แแ่ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปถึงหัวใจทำให้คนที่ดิ้นรนหยุดอยู่กับที่
แพ้อ้อมกอดนี้ทุกที
พริ้งพราวได้แค่ค่อนขอดในใจก่อนที่มือบางจะยกขึ้นมากอดร่างสูงตรงหน้าตอบดวงหน้าสวยซุกลงกับอกอุ่น สูดกลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นกายที่คุ้นชินเข้าปอดอย่างชื่นใจ
การกระทำที่ทำให้ชายหนุ่มขยับยิ้มกว้างกว่าเดิม ปลายนิ้วเรียวลูบหลังลูบหัวของคนที่ตนกอดไว้อย่างปลอบโยน
คีตาปล่อยให้ไออุ่นจากร่างกายทำหน้าที่ของมันเต็มที่ใจที่ร้อนรุ่มมาั้แ่เมื่อคืนค่อยๆสงบลงเมื่อคนที่ห่วงแสนห่วงอยู่ในอ้อมอกแล้ว
เขาจะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีกแน่ๆ
ชายหนุ่มสัญญากับตัวเองในใจ
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“คุณแม่ คิดถึงจังค่ะ”เสียงหวานใสว่าขณะที่ร่างเล็กๆพุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของผู้สูงวัยที่ยืนตอนรับเธออยู่หน้าประตูบ้าน
ฟอดดด
“คิดถึงที่สุดเลยค่ะ” ร่างเล็กย้ำถ้อยคำพร้อมกับยื่นหน้าไปหอมแก้มคุณกิตติยาอย่างออดอ้อน
“แม่ก็คิดถึงพริ้งนะลูก” ผู้สูงวัยกว่าเอ่ยตอบมือบางกอดรัดร่างเล็กๆที่พุ่งตัวเข้ามาหาเธออย่างเอ็นดูใบหน้าที่ละม้ายคล้ายชายหนุ่มอีกคนยิ้มกว้างกับการออดอ้อน
“ทีพี่ล่ะไม่เห็นมีพุ่งมาแบบนี้บ้างเลยนะคะ”คนที่ยืนมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเต็มแก้มออกปากแซวขณะที่ก้าวมายืนข้างมารดามือใหญ่วางลงบนหัวของคนตัวเล็กแล้วออกแรงขยี้เบา
“ไม่ต้องมาแซวน้องเลยนะเรา” ผู้สูงวัยกว่าเอ่ยแย้งดวงตาคู่สวยตวัดค้อนให้ลูกชายตัวเองก่อนจะหันไปบอกกับคนที่ยังกอดเอวเธออยู่“เข้าบ้านกันเถอะจ๊ะ แม่ให้คนทำความสะอาดห้องไว้แล้วไปล้างหน้าล้างตาสักหน่อยแล้วลงมาทานข้าวนะลูก แม่ทำของโปรดพริ้งไว้เยอะแยะเชียว”
“ค่ะคุณแม่”คนอ่อนวัยกว่ารับคำพลางคลายแขนจนเหลือเพียงแค่คล้องไว้ที่เอวของคุณหญิงกิตติยาก่อนจะก้าวเข้าสู่ตัวบ้านเมื่อผู้สูงวัยกว่าขยับตัวดวงหน้าสวยหันไปส่งยิ้มให้คนที่ยังอยู่หน้าประตูส่งท้ายก่อนจะหายเข้าไปในตัวบ้าน
ท่าทางที่คีตาได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจชายหนุ่มหันไปสั่งคนที่ยืนห่างออกไปก่อนจะสาวเท้าตามผู้เป็มารดาตามไปติดๆ
“เอากระเป๋าพริ้งขึ้นไปไว้ห้องเดิมนะครับ”
“รับทราบค่ะคุณคีย์”หญิงสาวรับคำก่อนจะโค้งให้แล้วเดินไปรับกระเป๋าจากคนรถ
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“สวัสดีค่ะคุณพ่อ”หญิงสาวที่บัดนี้ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้วเอ่ยทักผู้ใหญ่อีกคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะมือเล็กประสานกันที่อกก่อนจะทำความเคารพผู้สูงวัยกว่าอย่างนอบน้อม
“สบายดีนะเรา” เ้าของบ้านรับไหว้จากหญิงสาวพร้อมเอ่ยทักทาย
“สบายดีค่ะ แต่ก็เหงาๆอยู่บ้างค่ะคุณพ่อยังไม่ชินที่ยัยหนูรินแต่งงานไปแล้ว แต่่นี้งานเยอะก็เลยจะพอลืมๆไปได้บ้าง”พริ้งพราวเอ่ยตอบผู้สูงวัยกว่าก่อนจะทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้ที่ชายหนุ่มเลื่อนให้“ขอบคุณค่ะพี่คีย์”
“ถ้าเหงาก็มาอยู่กับแม่เขาสิลูก รายนั้นบ่นถึงทุกวี่ทุกวัน”คีตภพเอ่อยตอบว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยความเอ็นดู
“เกรงใจน่ะค่ะคุณพ่อ แค่นี้พริ้งก็มารบกวนคุณพ่อคุณแม่บ่อยๆแล้ว”พริ้งพราวว่าอย่างเกรงอกเกรงใจ เร่งให้คนที่เดินตามเข้ามาเอ่ยแย้งทันที
“รบกวนอะไรกันจ๊ะ แม่น่ะอยากจะให้มาอยู่ด้วยกันแบบถาวรด้วยซ้ำ”คุณกิตติยาเดินมาทรุดกายลงนั่งเก้าอี้ข้างๆสามีเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มสวยเต็มหน้า“ตกลงปลงใจกับลูกชายแม่ไปบ้างหรือยังจ๊ะ”
“อ่า.....เอาไว้ก่อนได้ไหมคะเื่นี้” คนตอบได้แต่ก้มหน้าลงมือบางกุมกันแน่นอยู่บนตัก พวงแก้มขาวเริ่มขึ้นสีจางๆทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆระบายยิ้มอย่างชอบใจมือใหญ่เอื้อมไปจับมือบางที่กุมกันอยู่แล้วบีบเบาๆก่อนจะหันหน้าไปทางแม่ตัวเองอย่างปรามในที
“ผมยังไม่ได้คุยกับน้องเลยครับแม่ จะเร่งไปไหนครับเนี่ย”
“ก็แม่อยากให้หนูพริ้งมาอยู่กับแม่นี่ เราเถอะจะรออะไรอีกนักหนานะ”คนเป็แม่ยังไม่ยอมหยุดทำให้คนตัวเล็กยิ่งตัวลีบลงไปอีกท่าทางที่ให้ผู้ที่ใหญ่ที่สุดในบ้านยิ้มบางๆกับภาพตรงหน้าแล้วเอ่ยปรามผู้เป็ภรรยา
“ไปเร่งหนูพริ้งมากๆเข้า เดี๋ยวเขาก็ไม่ตกลงหรอกปล่อยให้เ้าคีย์มันจัดการของมันเองเถอะคุณ”
“ก็ลูกชายคุณช้านี่คะ” ผู้เป็ภรรยาตอบอย่างกระเง้ากระงอดก่อนจะถอนใจเบาๆ “แต่เห็นแก่หนูพริ้งก็ได้ค่ะ”
คำพูดที่ทำให้คนทั้งสามได้แต่ถอนใจเบาก่อนจะเริ่มลงมือทานข้าว
มื้ออาหารที่มีผู้ร่วมโต๊ะเพียงแค่สี่คน กลับสร้างความสุขและความอิ่มเอมใจให้กับพริ้งพราวได้เป็อย่างดี เธอจึงเจริญอาหารเป็พิเศษ
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
ก๊อกๆๆ
“เข้ามาได้เลยค่ะ ประตูไม่ได้ล็อคไว้”เ้าของห้องเอ่ยปากทั้งที่มือยังยังง่วนอยู่กับเอกสารในมือดวงหน้าสวยไม่แม้แต่หันเหลือบมองผู้มาเยือน ก่อนจะเอ่ยปากถามเมื่อหางตาเห็นคนที่เข้ามาใหม่“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ยังทำงานอยู่อีกหรือลูก” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยเอ่ยขึ้นทำให้คนที่ก้มหน้าอยู่กับงานบนโต๊ะชะงักก่อนจะเงยหน้ามองคนพูด ริมฝีปากบางถูกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มสวยยามเมื่อเห็นคนข้างตัวชัดเจน
“ยังค่ะคุณแม่ เอกสารพวกนี้ต้องเสร็จก่อนวันจันทร์พริ้งเลยอยากทำให้เสร็จๆไปเลย” คนที่เอ่ยตอบละมือจากกองงานตรงหน้าก่อนจะหันตัวมาหาผู้สูงวัยกว่า “คุณแม่มีอะไรกับพริ้งหรือเปล่าคะ”
“เอานี่มาให้น่ะจ่ะ”คุณกิตติยาว่าพร้อมกับยื่นแก้วนมอุ่นในมือให้กับหญิงสาวตรงหน้าดวงตาคู่สวยจ้องคนหน้าหวานอย่างเอ็นดู “อย่าโหมงานหนักไปนะลูก แม่เป็ห่วง”
“ขอบคุณมากค่ะคุณแม่ จริงๆให้เด็กยกมาให้ก็ได้นะคะ พริ้งเกรงใจ”หญิงสาวว่าขณะยื่นมือไปรับแก้วทรงสูงจากมือของผู้าุโกว่าก่อนจะยกขึ้นดื่มจนหมดอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก แค่นี้แม่ทำให้พริ้งได้” ผู้สูงวัยว่าขณะมือบางยกขึ้นลูบหัวคนตรงหน้าอย่างแสนรัก“พริ้งลูก.....ให้แม่ไปคุยกับพ่อแม่หนูก่อนดีไหม ท่านจะได้ไม่จับคู่ให้หนูอีก”
คำถามที่ทำให้ดวงหน้าสวยชะงักก่อนจะถอนใจเบามือบางวางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะก่อนจะสวมกอดเข้าที่เอวของคนยืนอยู่ดวงหน้าหวานซุกลงแนบอกคนเปรียบเสมือนแม่ตัวเองนิ่งก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเบา
“ไม่ต้องหรอกค่ะ สองคนนั้นไม่ฟังหรอกจนกว่าพริ้งจะจัดงานให้มันเป็รูปธรรมกับใครสักคน เขาไม่หยุดมือหรอก อย่าไปเลยค่ะเสียเวลาคุณแม่เปล่าๆ”
“งั้นหนูก็ตกลงปลงใจกับลูกชายแม่สักทีสิจ๊ะลูกชายแม่ไม่ดีตรงไหนหรือเปล่าน้า หนูถึงไม่ตกลงสักที” คุณกิตติยาทอดเสียงอ่อนมือบางยังคงลูบหัวคนที่กอดตนอย่างปลอบโยน
คำถามที่ทำให้พริ้งพราวดันตัวออกก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้สูงวัยริมฝีปากบางขยับเบา “พี่คีย์ดีที่สุดสำหรับพริ้งแล้วค่ะแม่ ไม่มีตรงไหนที่ไม่ดีเลยเพียงแต่ว่าเื่นี้เป็เื่ใหญ่สำหรับคนบางคนพริ้งไม่อยากให้พวกเขาเข้ามายุ่งหรือใช้ประโยชน์จากพี่คีย์ค่ะ”
คำพูดที่ทำให้ผู้สูงวัยกว่าได้แต่ทอดถอนใจด้วยรู้ว่าบุคคลที่หญิงสาวพูดถึงน่ะคือใคร
สส.ทัศพล กับคุณหญิงรตี ผู้ให้กำเนิดหญิงสาวตรงนี้ผู้นี้อย่างไรเล่า
ความหวังดีที่ผู้เป็พ่อแม่มอบให้ลูกสาวด้วยอยากให้มีใครสักคนมาดูแลบุตรสาวตัวเองนั้นเป็ส่วนหนึ่งของมาตรการจับคู่หากแต่อีกส่วนหนึ่งคือผลพลอยได้ทางธุรกิจที่คงได้ตามกันมาหากเ้าหล่อนตกลงปลงใจแต่งงานกับคู่ครองที่ทั้งสองเลือกให้
ครอบครัวเธอก็ไม่ได้ต่างกัน
เมธารักษ์สกุล อาจไม่ได้เป็ตระกูลที่ร่ำรวยล้นฟ้าแต่อำนาจทางธุรกิจหลากหลายแขนงที่สามีเธอกุมบังเหียนอยู่นั่นก็เป็ผลพลอยได้ก้อนโตที่ทางผู้สูงวัยของหญิงสาวเล็งเห็น
แต่จะเป็ไรไปเล่า หากต้องเสียผลประโยชน์ ‘บางอย่าง’ เพื่อแลกกับให้คนตรงหน้ากลายมาเป็คนของเมธารักษ์สกุลเสียที
เื่นี้ต้นคิดไม่ได้มาจากเธอหรอกหากมาจากผู้ที่ถือบังเหียนอย่าง คีตภพผู้เป็สามีต่างหาก สามีเธอเมตตาและเอ็นดูพริ้งพราวไม่ต่างจากคีตภาลูกสาวอีกคนนึงของตระกูล
แม้ฉากหน้าจะนิ่งและดูจะเฉยเมยไม่ก้าวก่ายกับชีวิตของผู้ใด แต่ทุกคนรู้แก่ใจดีที่บ้านหลังนี้เป็ที่ปลอดภัยสำหรับพริ้งพราวโดยไม่ถูกพ่อแม่เ้าหล่อนรังควาญได้นั้นมีสาเหตุมาจากใคร
ความคิดที่ทำให้คุณกิตติยายิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยตอบคนตรงหน้าดวงตาคู่สวยมองสบกันนิ่ง “แต่พริ้งก็รู้ใช่ไหมลูกว่าคุณพ่อ ‘ยอม’ได้ถ้ามันจะทำให้พริ้งกลายเป็คนของเราจริงๆ”
คำพูดที่ทำให้คนฟังนิ่งไปก่อนจะซุกหน้าลงกับอกของผู้สูงวัยตามเดิมโดยไม่โต้ตอบอะไรออกไป
และแน่นอน
เธอเองก็รู้เหมือนกับที่ทุกคนในบ้านนี้รู้เมธารักษ์สกุลยอมแลกบางอย่างกับตัวเธอจริงๆ
ช่างเป็สิ่งที่ไม่เข้าท่าสักนิดในสายตาของเธอเธอจะไม่มีทางทำเื่แบบนั้นกับผู้มีพระคุณเด็ดขาด
ความคิดแรงกล้าที่อยู่ในห้วงคิดของคนหน้าสวยหากแต่ไม่ได้ปริปากออกไป ด้วยรู้ว่าอย่างไรก็ตามเธอไม่สามารถเปลี่ยนความมาดหมายในใจของคนบ้านนี้ได้
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“มานั่งทำอะไรตรงนี้คะ ตากน้ำค้างมากๆจะไม่สบายเอานะ”เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลังเรียกให้คนที่นั่งกอดเข่าตัวเองอยู่หันกลับมองตามเสียงทักทายก่อนจะเบนหน้ากลับมายังสระน้ำกว้างตามเดิม
ไม่มีคำตอบจากคนถูกถาม คีตาขยับยิ้มที่มุมปากเบาร่างสูงของชายหนุ่มกระดกเตกีล่าในมือลงคออีกรอบก่อนจะสาวเท้าเข้ามาทรุดลงบนเดย์เบดตัวเดียวกับที่มีคนนั่งกอดเข่าอยู่คางมนพาดลงบนไหล่เล็กก่อนแล้วปล่อยให้ความเงียบปกคลุม
พริ้งพราวเหลือบมองดวงหน้าคมที่พาดอยู่บนไหล่ตัวเองก่อนจะถาม “โดดงานบ่อยแบบนี้ไม่กลัวพี่คิมยึดร้านหรอกหรือคะ”
คำถามที่เรียกรอยยิ้มให้ผุดขึ้นบนริมฝีปากอิ่มมากกว่าเดิมเสียงทุ้มนุ่มหูเอ่ยตอบเบา “ถ้ามันกล้าก็ให้มันทำเลยค่ะ”
คำพูดที่เรียกให้คนถามหันไปมองก่อนจะถอนใจเบาๆใครเล่าจะกล้าลองดีกับคนบ้านนี้
“ก็จริงนะคะ ใครจะกล้า ขนาดพ่อกับแม่พริ้งยังไม่กล้าเลย”หญิงสาวพึมพำเบาก่อนจะแนบหน้าตัวเองลงบนท่อนแขนเล็กที่ประสานกันอยู่บนเข่า
“คุณแม่พูดเื่นั้นอีกแล้วสิ”ประโยคที่ทำให้คนฟังย้อนกลับอย่างรู้ทันทำให้ร่างบอบบางเม้มรีมฝีปากเข้าหากันแน่นก่อนจะคลายออก
“ท่านแค่เป็ห่วงพริ้งน่ะค่ะ ก็เลยพูดบ่อยๆ พริ้งไม่ได้โกรธท่านนะคะ”
ประโยคที่เอ่ยขึ้นทำให้คีตายกหัวตัวเองขึ้นมือใหญ่วางแก้วในมือไว้บนโต๊ะ ก่อนที่วงแขนแข็งแรงจะโอบรัดเข้าที่เอวบางแล้วดึงรั้งให้แผ่นหลังบางเขามาชิดกับอกอุ่น
การกระทำที่ทำให้คนที่กอดเข่าตัวเองชะงักก่อนจะผ่อนตัวตามแรงดึงอย่างคุ้นเคยกับััที่ได้รับ
นานแค่ไหนแล้วไม่รู้ที่เธอชอบที่จะอยู่ในอ้อมแขนอุ่นๆแบบนี้
ความคิดที่ทำให้ขาเรียวที่ชันอยู่ยืดออกแล้วทิ้งน้ำหนักมากกว่าเดิมการทิ้งน้ำหนักที่ทำให้ใครอีกคนยิ้มกว้าง ดวงตาคู่คมยิ้มได้ตามริมฝีปาก
“ก็ยอมสักทีสิคะ คนบ้านนี้จะได้สบายใจกันสักที”คำพูดที่เรียกรอยมุ่นจากคิ้วเรียวบาง ดวงหน้าหวานตวัดขึ้นมองคนพูดนิ่งริมฝีปากบางเอ่ยออกมาอย่างไม่ชอบใจนัก
“ไม่เสียดายเลยหรือคะที่จะต้องเสียอะไรพวกนี้ แลกกับตัวพริ้งพริ้งว่าไม่คุ้มกันเลยนะคะ ของพวกนั้นบ้านพี่คีย์หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงนะคะ”
“ก็หาเอาใหม่ได้ค่ะ ไม่ได้ลำบากอะไร”คีตาว่าอย่างไม่ร้อนใจ “แต่พริ้งต่างหากล่ะที่อะไรก็มาแทนไม่ได้แล้วพริ้งทำให้ทุกคนที่นี่มีความสุข รู้ไหมคะ” ชายหนุ่มทอดเสียงอ่อนดวงตาคู่คมหวานหยดยามเมื่อจ้องมองดวงหน้าหวานใกล้ตัวนิ่ง
พริ้งพราวอาจจะไม่รู้ตัวแต่เธอสร้างความสุขให้กับคนบ้านนี้บ้านที่เคยเงียบเหงาเพราะต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองกลับมามีเสียงหัวเราะให้กันได้เพียงแค่เธอก้าวเข้ามา
คีตาไม่เคยนึกอยากกลับบ้านเพราะคิดว่าไม่จำเป็ซึ่งเขาก็ไม่เคยรู้ว่านั่นทำให้ผู้เป็แม่เสียใจอยู่เรื่อยๆที่เขาไม่คิดถึงความรู้สึกของคนในบ้านเลย
คีตภา น้องสาวคนสวยเ้าหล่อนขยันและชอบการเรียนเป็ที่หนึ่ง ชีวิตเธอมีแต่ตัวหนังสือ และความรู้มากมายดั้นด้นเรียนนั่นนี่จนปัจจุบันข้ามไปเรียนไกลถึงอเมริกาและก็เหมือนๆกับเขานั่นแหละ บ้านไม่ค่อยกลับเพราะสนุกอยู่กับชีวิตตัวเองโดยลืมคนที่อยู่ข้างหลังไปสนิท
แม้แต่บิดาของเขาเองก็ตาม มัววุ่นวายอยู่กับการงานไม่ได้ขาดเวลาที่มีให้ครอบครัวก็แสนจะน้อยนิด จนกลายเป็ห่างเหินในที่สุด
ทิ้งไว้แต่คุณกิตติยาที่อยู่ในบ้านหลังใหญ่อันเงียบเหงาแม้ว่าจะมีการออกงานการกุศลต่างๆตามแต่จะได้รับเชิญแต่ก็ไม่ทำให้เธอหายเหงาเพราะสุดท้ายบ้านหลังใหญ่ก็มักจะมีเธอเพียงแค่คนเดียวที่ใช้ชีวิตอยู่
ทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในบ้านเขา คุณกิตติยาก็เหมือนได้ลูกสาวเพิ่มยิ่งเป็่ปิดเทอมในตอนเรียนยิ่งแล้วใหญ่หญิงสาวแทบจะมาขลุกอยู่กับแม่เขาทั้งวัน ชนิดที่ว่าปลาบปลื้มขนาดหนักชนิดว่าลูกชายลูกสาวตัวจริงชิดซ้าย
ในขณะที่บิดาซึ่งเขาเองก็ไม่รู้หรอกว่าคนในอ้อมแขนนี้ไปพูดอะไรเข้าคนที่เอาแต่ทำงานงกๆก็เริ่มกลับบ้านเป็เวลามีเวลาแวะเวียนมาทานข้าวกับแม่เขาจนบรรยากาศเหงาๆเริ่มจางลง
แล้วไหนจะตัวเขาอีกล่ะ
‘พี่คีย์จะไปไหนก็ไปเถอะค่ะเดี๋ยวพริ้งอยู่กับคุณพ่อคุณแม่เอง ท่านจะได้ไม่เหงาตอนที่พี่คีย์ไม่อยู่’
นี่คือประโยคที่เอ่ยบอกเขาในตอนที่เขาจะเข้าไปดูที่ร้านและบอกกับเ้าหล่อนว่าคงไม่กลับอีกหลายวันอยากให้เธอกลับไปกับเขาด้วย
ประโยคที่ทำให้เขาชะงักแล้วหันกลับมาถามคนพูดอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
‘คนเหงาเหมือนกันถึงจะเข้าใจค่ะพี่คีย์คุณแม่เองก็ไม่ต่างจากพริ้งเท่าไร ท่านอยากให้พี่คีย์กับน้องภาอยู่ใกล้ๆเหมือนตอนที่พี่เป็เด็ก พอโตขึ้นพี่ก็เอาแต่ทำงาน น้องภาก็หนีไปอยู่หอจนเป็กิจวัตรคุณพ่อเองก็เลิกไม่เป็เวลา ก็เลยเหมือนท่านอยู่คนเดียวถึงท่านจะไม่ได้พูดตรงๆแต่พริ้งก็รู้นะคะว่าท่านรู้สึกยังไงเพราะฉะนั้นถ้าช่วยให้คุณแม่คลายเหงาได้บ้าง พริ้งขออยู่เป็เพื่อนท่านดีกว่าค่ะ’
ประโยคยาวๆที่เหมือนกับเปิดสวิตช์ภาพความจำให้ไหลเข้าหัวเขาช้าๆภาพความทรงจำในหลายๆปีที่ผ่านมา นั่นทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่คนตรงหน้าสื่อได้ไม่ยากมือใหญ่ยื่นไปลูบหัวคนพูดเบาๆก่อนเอ่ยคำตอบที่เรียกให้รอยยิ้มปรากฎได้บนดวงหน้าสวย
‘เอาเป็ว่าเดี๋ยวพี่กลับบ้านละกันค่ะขอแวะไปดูร้านแปปนึง แล้วเดี๋ยวกลับมา บอกคุณแม่ด้วยนะคะว่าพี่จะกลับมากินกับข้าวฝีมือท่านแต่กินกันไปก่อนได้เลย ไม่ต้องรอค่ะ เพราะคงดึก’
คนฟังพยักหน้ารับหงึกหงักก่อนจะหมุนตัววิ่งกลับเข้าไปผู้สูงวัยในบ้านอย่างดีอกดีใจ
ท่าทางที่คีตาได้แต่มองตามด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่มือใหญ่จะคว้าโทรศัพท์ตัวเองออกมาปลายนิ้วเรียวไล่ชื่อคนในโทรศัพท์ก่อนจะกดโทรออก
‘[ค่าพี่ชาย]’ เสียงใสปลายสายรัยคำอย่างสดใส
‘สนใจแวะกลับบ้านไหมคะพี่จะแวะไปรับพรุ่งนี้’ ชายหนุ่มเอ่ย
‘[อ่า ไม่ได้หรอกค่ะพี่คีย์ภามีติวหนังสือให้เพื่อนนัดไว้แล้วด้วย]’ ปลายสายว่าเสียงอ่อยทำให้คนต้นสายหัวเราะในคอก่อนจะเอ่ยแย้งไป
‘ตามใจค่ะแต่ตำแหน่งลูกคนโปรดโดนชิงไปพี่ไม่รู้ด้วยนะคะ ตอนนี้คุณแม่มีลูกสาวคนใหม่แล้ว’
‘[ใครคะพี่คีย์]’ เสียงปลายสายถามพลางนึกก่อนจะร้องออกมา ‘[พี่คีย์หมายถึงพี่สะใภ้ใช่ไหมคะ นี่เมื่อวันก่อนคุณพ่อก็โทรมาคุยเห็นพูดถึงบ่อยๆภายังแปลกใจอยู่เลยปกติคุณพ่อไม่เอ็นดูใครง่ายๆ ไม่ได้การละภาต้องรีบกลับไปดูซะแล้ว]’
ประโยคที่เรียกเสียงหัวเราะดังจากชายหนุ่มก่อนจะกดวางสายน้องสาวตัวเอง
แล้วเชื่อไหมล่ะวันถัดมาคนที่บอกปาวๆว่ามีนัดถึงบ้านั้แ่ยังไม่สิบโมงดี
ยิ่งไปกว่านั้นคนที่กลัวถูกแย่งตำแหน่งลูกคนโปรดกลับกลายเป็ว่ายกตำแหน่งให้ดื้อๆเมื่อเ้าตัวได้พี่สาวคนใหม่มาเพิ่มเป็พี่สาวที่น้องสาวติดแจถึงขั้นทุกครั้งที่รู้ว่าพริ้งพราวมาค้างที่บ้านสาวเ้าก็รีบตรงดิ่งกลับบ้านมาทันที
ครอบครัวที่พร้อมหน้ากันบ่อยๆทำให้ความเงียบเหงาที่เคยมีถูกปัดเป่าออกไปทีละน้อยอย่างที่คนในบ้านไม่รู้ตัวและความไม่รู้ตัวก็กลายเป็ความเคยชินจนทำให้บ้านหลังนี้กลายเป็บ้านแสนสุขในเวลาไม่ถึงปี
บ้านแสนสุขที่มีหญิงสาวเป็แรงดึงดูดให้คนในบ้านจูนเข้าหากันจนติดยังไงล่ะ
ความคิดที่หยุดลงทำให้คีตาขยับยิ้มอ่อนแล้วเอ่ยต่อ“พริ้งเป็คนสำคัญของบ้านนี้ เป็คนสำคัญที่พี่จะไม่ยอมเสียให้ใครแน่ๆค่ะ”
คำพูดที่เรียกให้คนฟังเริ่มร้อนที่แก้มดวงตาคู่สวยเสหลบคนที่จ้องตนเองอยู่ ขณะที่ริทฝีปากบางแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มสวยเสียงในหัวร้องก้องดังสนั่น
พูดแบบนี้พริ้งจะไม่ไปไหนแล้วนะเปลี่ยนใจที่หลังไม่ได้แล้วนะคะพี่คีย์
ความคิดที่หากใครอีกคนได้ยินคงได้แต่ตอบให้อายว่า
พี่ไม่คิดเปลี่ยนใจมาตั้งนานแล้วครับ สาวน้อย
============ รักนี้ดีต่อใจ ============