คำตอบที่หลิวปิงหยุนได้ ทำให้นางรู้สึกแปลกใจ อีกฝ่ายไม่มีความลังเลที่จะให้คำตอบเลยแม้แต่น้อย
“ไปสิ แต่คืนนี้อากาศเย็น ท่านใส่เสื้อผ้าหนาๆหน่อยแล้วกัน”
ไม่นานนัก หยางหลี่หยางก็มาถึงหน้าประตูจวน เมื่อบ่าวรับใช้เปิดออก เด็กหนุ่มวัย10ปีคุกสองเข่าอยู่กับพื้น สองแก้มปรากฏคาบน้ำตาที่ยังไม่แห้งสนิท
เมื่ออีกฝ่ายเห็นหลี่หยางออกมา ต้าเสี่ยวรีบกล่าวด้วยความหวัง “ขะ...ข้าน้อยขออภัยที่มารบกวนนายท่านหยางยามวิกาล แต่ข้าน้อยมีความจำเป็จริงๆ
นายท่านเื่ที่เราตกลงกันไว้ ข้าน้อยขอรับเงินเพียงครึ่งหนึ่ง แต่นายท่านได้โปรดจ่ายเงินก้อนนั้นให้กับข้าตอนนี้ได้หรือไม่??”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่หยางกล่าวถามด้วยความสงสัย “เ้ามีความจำเป็ใด??”
การกระทำของอีกฝ่ายนั้น ดูไม่สมเหตุสมผลเลย หากพูดว่าอยากได้เงิน แต่ธุรกิจระหว่างทั้งคู่ลุล่วงสำเร็จไปแล้ว อีกเพียงสองวันก็จะได้รับเงินและยังเป็เงินเต็มตามจำนวนไม่ใช่เพียงครึ่งเดียวอย่างที่อีกฝ่ายเสนอมา
อีกอย่างการเคาะประตูจวนขุนนางใหญ่ สร้างความวุ่นวาย ก่อกวนยามวิกาล มีโอกาสสูงที่เด็กนี่จะไม่ได้มีชีวิตกลับออกไป
ถ้าหากอีกฝ่ายไม่มีเื่จำเป็จริงๆถึงขนาดยอมเสี่ยงชีวิตให้ต้องทำเช่นนี้ ก็มีเพียงคำตอบเดียว คือ...มันกำลังถูกต้ม อีกฝ่าย้าเชิดทั้งเงินและเควสหนีไป
หลี่หยางนิ่งเฉย มันกำลังรอดูว่าต้าเสี่ยวจะมีท่าทีอย่างไรกับคำตอบ แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีทีท่าเหมือนว่ากำลังเล่นละครอยู่เลยแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มกล่าวตอบ “ข้าน้อยอาศัยอยู่กับท่านแม่สองคน แต่เมื่อปีก่อนนี้ ท่านแม่ของข้าป่วยหนัก เพื่อให้สองปากท้องมีชีวิตรอดได้อย่างไม่ต้องอดตาย
ข้าน้อยจึงเข้าไปในโลกมายา เพื่อหาเงินมาเป็อาหารและค่ารักษาของท่านแม่ ไม่ว่าจะหมอคนไหนก็พูดเหมือนๆกันว่า อาการของท่านแม่จะต้องรักษาด้วยสมุนไพรสามโกฐ
แต่ว่าสมุนไพรทั้งสามนั้นมีราคาสูงมาก ท่านแม่จึงอยู่มาโดยไม่ได้รับการรักษานานแรมปี และเวลานี้อาการของท่านทรุดหนักลงมาก ข้าน้อยให้ท่านแม่รออีกไม่ได้แล้ว”
ได้ยินเช่นนั้นหยางหลี่หยาง กระซิบถาม “สมุนไพรสามโกฐ? มันคืออะไร??”
จิ้นอวี่กระซิบตอบ “เื่ต่อยตีข้าตอบได้ แต่เื่สมุนไพรข้าไม่รู้”
เสียงแ่เบาของหลิวปิงหยุนดังเข้าหูของหลี่หยาง “สมุนไพรสามโกฐคือ ชังจู๋(โกฐเขมา) ชวนซยง(โกฐหัวบัว)และตังกุยเหว่ย(โกฐเชียง)
ทั้งสามเป็สมุนไพรที่ใช้รักษาอวัยวะภายใน ราคาของทั้งสามหนึ่งหยิบมือสูงถึง50เหรียญทอง”
หยางหลี่หยางพยักหน้าขึ้นลงช้าๆ แต่สายตายังไม่ละไปจากต้าเสี่ยว ท่าทางของอีกฝ่ายร้อนรนไม่เหมือนคนโกหก น้ำเสียงเมื่อกล่าวถึงมารดาสั่นเครือราวกับจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเวลา
'เื่นี้คงไม่ใช่สิ่งที่แต่งขึ้นสินะ' คิดได้เช่นนั้นหลี่หยางกล่าวออก “จิ้นอวี่ไปตามหมอประจำตระกูลมา”
เมื่อเห็นบ่าวรับใช้จากไป หลิวปิงหยุนหดสายตามองไปยังแผ่นหลังของบุรุษ
“ท่านจะช่วยเหลือเด็กคนนี้?”
“หากเื่ทั้งหมดเป็จริง ชะตาชีวิตของเขาน่าสงสารเกินไป” กล่าวถึงตรงนี้หลี่หยางหวนคิด
โลกใบนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากโลกอื่นๆ หากข้าไม่เจอจิ้นอวี่ ไม่จับพลัดจับผลูมาอยู่ในตระกูลหยาง บางทีชะตาชีวิตของข้า อาจไม่แตกต่างจากเด็กหนุ่มตรงหน้าก็ได้
เมื่อจิ้นอวี่มาถึงมันได้พาหมอประจำตระกูลมาด้วย หมอประจำตระกูลหยางเป็ชายแก่ผมขาว อายุราวๆ50-60ปี นามว่าฝูหรง
เมื่อบ่าวหน้าประตูรู้ว่านายน้อยจะออกจากจวน จึงได้จัดเตรียมรถม้าไว้ให้
หลี่หยางมองไปที่รถม้า พร้อมกับส่ายหน้า “ถ้าใช้รถม้า จะทำให้เราไปถึงช้าไม่ใช่หรือ เอาแค่ม้าก็พอ ข้าจะขี่ไปเอง”
บ่าวรับใช้นำม้าออกมา3ตัว หนึ่งเป็ของท่านหมอพร้อมหีบยา อีกหนึ่งจิ้นอวี่ะโขึ้นนั่ง มันคว้าจับเด็กหนุ่มขึ้นไปนั่งด้วย และตัวสุดท้ายเป็หลี่หยางเหยียบโกลนม้าขึ้นไป
ในวันแต่งงาน มันเคยขี่ม้าไปรับเ้าสาวแล้วครั้งหนึ่ง หลี่หยางจึงคุ้นเคยกับการขี่ม้ามากขึ้น มันมองไปยังหลิวปิงหยุน ก่อนจะเอื้อมมือออกไปให้หญิงสาว
หว่างคิ้วของหลิวปิงหยุนร่นเข้าหากัน ‘เขาตั้งใจแบบนี้หรือไง??’ แต่เมื่อเห็นสายตาที่บ่าวรับใช้มองอยู่ หากสามีภรรยาไม่กล้าขี่ม้าตัวเดียวกัน ก็คงเป็เื่แปลกและถูกนำไปเล่าต่ออย่างแน่นอน
“ปิงหยุนเร็วเข้า มีคนป่วยรอพวกเราอยู่!!” หลี่หยางกล่าวย้ำ
ในใจของหลี่หยางไม่ได้คิดถึงการขี่ม้าเคียงคู่แต่อย่างใด มันยื่นมือออกไปด้วยสัญชาตญาณที่้าช่วยเหลือคนเท่านั้น
ม้าของจิ้นอวี่นำอยู่หน้าสุดโดยมีต้าเสี่ยวเป็คนบอกทาง ม้าของหลี่หยางวิ่งตามหลัง โดยมีม้าของหมอฝูหรงปิดท้าย
หยางหลี่หยางเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ เนื่องจากปลายผมดำปลิวตามแรงลมส่งกลิ่นหอมแตะจมูกของมัน
สองแขนที่กุมบังเหียนควบคุมม้าให้วิ่งไปข้างหน้า ประหนึ่งกำลังโอบกอดสตรีจากด้านหลัง หลี่หยางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อมองไปยังหลังหูและต้นคอขาวเนียน
กอปรกับการที่ร่างของทั้งคู่ขยับขึ้นลงตามจังหวะการวิ่งของม้า หลี่หยางไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย ในใจพยายามคิดถึงเื่อื่น แต่กลิ่นหอมของหญิงสาวดึงมันกลับมาให้คิดถึงแต่เื่อย่างว่า
ร่างกายของทั้งสองแนบชิดกัน มันทำให้หญิงสาวรู้สึกถึงความเป็ชายที่ตื่นขึ้นของอีกฝ่าย ใบหน้าของหลิวปิงหยุนแดงก่ำ นางกัดปากอย่างเขินอาย
“สถานการณ์แบบนี้ ท่านคิดไว้ก่อนแล้วสินะ??”
ได้ยินเช่นนั้นหลี่หยางอยากที่จะปฏิเสธ แต่ถึงจะพูดอย่างไรออกไป ฟ้าดินก็คงไม่เชื่อ เพราะ่ล่างที่แนบติดกับสะโพกของหญิงสาว มันไม่ยอมอ่อนลงเลย
“ปะ...เปล่า” น้ำเสียอ่อยของชายหนุ่มแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
ทันใดนั้น!! ม้าของจิ้นอวี่หยุดวิ่งกะทันหัน หลี่หยางที่ตามมาไม่ห่าง ต้องบังคับหยุดม้าอย่างรวดเร็ว สำหรับจิ้นอวี่แล้วการหยุดม้าที่วิ่งมาด้วยความเร็วประหนึ่งการหยุดสองเท้าของตัวเอง
แต่สำหรับหลี่หยางมันไม่ได้เชี่ยวชาญถึงขนาดนั้น การหยุดม้าอย่างกะทันหันทำให้ม้าที่มันกำลังควบขี่ยกสองขาหน้าขึ้นสูง
ท่วงท่าร่างกายของหลี่หยางและปิงหยุนกอดกันแน่นยิ่งกว่าเดิม ส่วนล่างแนบชิดมีเพียงผ้าผืนบางของทั้งคู่ที่กันเอาไว้ จมูกและปากกระแทกเข้าไปที่หลังคอของหญิงสาวเบาๆ ทำให้นางถึงกับสั่นเกร็ง
แน่นอนว่าทุกอย่างมันเป็อุบัติเหตุ ‘ข้าไม่ได้ตั้งใจ’ คำพูดเหล่านี้กรีดร้องอยู่ในใจของหลี่หยาง หากแต่ไม่สามารถกล่าวอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจได้เลย
หยางหลี่หยางกำลังจะโยนความผิดที่เกิดขึ้นไปให้จิ้นอวี่ เพราะอยู่ๆจิ้นอวี่ก็บังคับม้าให้หยุดวิ่ง หากแต่สิ่งที่เห็นทำให้มันมิได้กล่าวคำพูดใดออกไป
ถนนเบื้องหน้าเป็เส้นทางเชื่อมต่อระหว่าง เขตปกครองที่2และ3 หากแต่เวลานี้มันถูกรถม้าคันหนึ่งปิดกั้นเส้นทางเอาไว้ไม่ให้ไปต่อ
รถม้าคันนี้ใหญ่โตหรูหรา มองจากภายนอกก็รู้ได้ว่า ผู้ที่อยู่ด้านในไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน
“พวกเ้ามาจากทางไหนให้กลับไปทางนั้น!!! อย่ามารบกวนเวลาของนายท่าน” ชายร่างใหญ่มีรอยสักสีดำั้แ่ลำคอไปถึงสองแก้มกล่าวด้วยเสียงดังดุร้าย
พร้อมกันนั้น ใบหน้าของชายหนุ่ม ั์ตากระจ่างใส คิ้วเรียวประหนึ่งกระบี่พาดเฉียง แม้จะมองเห็นผ่านหน้าต่างเกี้ยวแต่หลี่หยางก็บอกได้ว่า คนๆนี้กำลังเปลือยท่อนบนอยู่
ไม่นานมันก็กระจ่างถึงเหตุผล หญิงสาวผมดำสยาย ใบหน้ารูปไข่ ผิวหน้าขาว คิ้วดกดำ แม้ส่วนอื่นๆจะซ่อนอยู่หลังหน้าต่างเกี้ยว แต่ก็พอรู้ได้ว่านางเองก็ไม่ได้สวมใส่อะไรอยู่เหมือนกัน
สตรีนางนั้นมองไปที่หยางหลี่หยาง สายตาหยดย้อยด้วยความสุขก่อนจะดึงใบหน้าของบุรุษเข้ามาพัวพันด้วยริมฝีปากอวบอิ่มสีแดง
บุรุษหนุ่มตอบรับประสานริมฝีปากและดึงผ้าม่านปิดหน้าต่างอย่างไม่สนใจ
ชายร่างใหญ่มีรอยสักกล่าวย้ำอีกครั้ง “รีบออกไปจากที่นี่ เวลานี้ถนนเส้นนี้ไม่มีผู้ใดผ่านไปได้”
หมอชราฝูหรงกระซิบแก่นายน้อยของมัน น้ำเสียงแ่เบาด้วยความระมัดระวัง “ผู้หญิงคนนั้น คือคุณหนูรองตระกูลสวี่ สวี่ซือหลาน!!”
ได้ยินเช่นนั้นหลี่หยางหวนคิดถึงคำพูดของปู่ 'เสิ่น ซุน จง สวี่ หาน เฉิน' หกตระกูลใหญ่ที่ไม่ควรผิดใจด้วย
สวี่ซือหลานคนนี้เป็คนของตระกูลสวี่ ไม่ควรผิดใจกัน เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง ชายหนุ่มกล่าว “หากไม่ผ่านถนนเส้นนี้ มีวิธีใดไปที่เขต3อีกบ้าง??”
หมอชราฝูหรงกล่าวตอบ “อาจจะต้องเปลี่ยนเส้นทางขึ้นไปยังเขตที่1 ผ่านประตูในเขตที่4และย้อนกลับเข้าเขตที่3 เราจะถึงที่หมายตอนรุ่งสาง”
หลี่หยางมองไปที่ต้าเสี่ยวก่อนจะตัดสินใจ เวลานี้สีหน้าของเด็กหนุ่มคล้ายจะร้องไห้อยู่ทุกเวลา แต่มันก็พยามที่จะฝืนเก็บเอาไว้ในใจ
ทันทีที่หลี่หยางเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ความคิดหนึ่งแว่บเข้ามาในหัว 'ใครจะรู้ได้ แม่ของต้าเสี่ยวอาจไม่สามารถอยู่รอบุตรชายให้กลับไปหาก็ได้'
สำหรับต้าเสี่ยวแล้ว มันรู้ดีว่าการจะผ่านถนนเส้นนี้หมายความว่า จะทำให้ตระกูลหยางผิดใจกับตระกูลสวี่ เื่ใหญ่แบบนั้นไม่มีใครยอมทำเพื่อคนธรรมดาเช่นมันและแม่แน่นอน
หลี่หยางกระซิบข้างหูของหลิวปิงหยุน “รอข้าประเดี๋ยว”
จากนั้นมันะโลงจากหลังม้า เดินเข้าใกล้รถม้าของตระกูลสวี่ ยิ่งเข้าใกล้ใบหน้าของหลี่หยางยิ่งปั้นยาก เนื่องจากเสียงเสียดสีแนบเนื้อและเสียงร้องครางของบุรุษสตรีดังแว่วออกมาให้ได้ยิน
“แม่นางสวี่ ข้าน้อยหยางหยางมีธุระจำเป็ต้องผ่านถนนเส้นนี้ ขอความเมตตาช่วยเปิดทางให้ด้วย”
คำพูดของหลี่หยางประหนึ่งทำให้เสียงร่วมรักของทั้งสองหยุดลง ก่อนที่เสียงกระเส่าของสตรีดังขึ้นจากด้านในรถม้า
“หยางหยาง? เ้าคือคุณชายเ้าสำราญของเมืองเหยี่ยชิง?? รูปหล่อไม่เลว ข้ามีนิสัยใจอ่อนกับหนุ่มหล่อด้วยสิ เอาแบบนี้คนของเ้าผ่านไปได้ แต่คุณชายเ้าสำราญจะต้องอยู่เป็เพื่อนข้าถึงเช้า”
หลี่หยางรู้ทันทีว่าคำกล่าวของอีกฝ่ายหมายถึงอะไร มันรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ขออภัยด้วย ข้าพึ่งจะแต่งงานไป ไม่สามารถอยู่กับหญิงอื่นได้อีกแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น ม่านสีแดงแง้มออกอีกครั้ง สายตามองผ่านชายหนุ่มไปยังหญิงสาวบนหลังม้า
“ข้าก็เคยได้ยินมา คุณชายตระกูลหยาง ตบแต่งกับหญิงแพศยาหลิวปิงหยุนที่ชอบใช้หน้าตาและวาจาหว่านเสน่ห์บุรุษไปทั่วเมืองเหยี่ยชิง
คฤหบดีค้าพลอยเล็กๆบัดนี้สมหวังแล้วสินะที่ได้ตบแต่งเข้าตระกูลขุนนางใหญ่ ฝากบอกไปถึงบิดาของเ้าด้วยนะ หากใช้บุตรสาวหากินแบบนี้ เหตุใดไม่ส่งตัวไปทำงานที่หอโคมแดงั้แ่เด็กเล่า”
“ฮาฮาฮาฮ่าฮ่าฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะของบุรุษดังขึ้นจากด้านในรถม้า
หลิวปิงหยุนได้แต่กัดปากข่มสะกดความในใจเอาไว้ไม่พูดออก แม้จะมีความไม่พอใจที่ถูกกล่าวหาและหยามเหยียดบิดา แต่บุตรสาวคฤหบดีเล็กๆจะไปต่อปากต่อคำกับบุตรสาวขุนนางใหญ่ได้อย่างไร??
หากแต่คนที่โกรธนั้นหาใช่มีแต่หลิวปิงหยุนเพียงคนเดียว หลี่หยางที่กำลังโค้งศีรษะพลันเหยียดตัวตรง ดวงตาจ้องมองไปที่ผู้กล่าวด้วยความเงียบ
เห็นเช่นนั้น ชายร่างใหญ่มีรอยสักกล่าวออก “มองแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? จะเอาหรือ??”
หยางหลี่หยางยังคงนิ่ง หากแต่ดวงตาจับจ้องไปที่รถม้า “ถอนคำพูดและขอโทษภรรยาของข้า แล้ววาจาที่ท่านกล่าวว่าร้ายภรรยาข้าจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น”
ได้ยินเช่นนั้นเสียงของสตรีดังขึ้น “ชิ...น่าเบื่อจริงๆ ไล่พวกมันออกไปให้หมด” สิ้นเสียงกล่าวเปลี่ยนเป็เสียงเสียดสีแนบเนื้อดังแทน นางร่วมรักกับบุรุษในรถม้าต่ออย่างไม่สนใจ
เมื่อได้รับคำสั่ง ครั้งนี้ชายร่างใหญ่ไม่กล่าวคำใดอีก มันก้าวเข้าหาหยางหลี่หยาง ก่อนจะปล่อยหมัดตรงหมายจะหักดั้งจมูกของคุณชายเ้าสำราญให้กลับด้วยเืสีแดง
หลี่หยางมองไปที่หมัดของอีกฝ่ายอย่างไม่กระพริบตา มันเคยเข้าฟิตเนสและได้เรียนมวยไทยมาบ้างเล็กน้อย ถึงเวลาแล้วที่มันต้องใช้สิ่งเ่าั้ออกไปเพื่อป้องกันตัว
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเบี่ยงตัวหลบด้วยฟุตเวิร์ค หมัดตรงของอีกฝ่ายพลันหยุดเคลื่อนไหวในอากาศ มือซ้ายของจิ้นอวี่ประดุจครีมเหล็กหนีบไปที่แขนของชายร่างใหญ่
แม้ขนาดตัวของจิ้นอวี่จะพอๆกับหลี่หยาง ดูเล็กไปทันตาเมื่อยืนประจันหน้ากับชายร่างใหญ่ผู้นี้ แต่สีหน้าและแววตาของจิ้นอวี่กลับนิ่งสงบและไม่สั่นไหวแม้เพียงน้อย
หลี่หยางเห็นสหายของมันลงมือ จึงกล่าวถาม “เ้าคิดว่ายังไง??”
“ข้าเติบโตมาเพื่อเป็ดาบให้แก่เ้าอยู่แล้ว สั่งมาคำเดียวก็พอ” จิ้นอวี่กล่าวตอบ
ได้ยินเช่นนั้นหยางหลี่หยางกล่าวออกด้วยใบหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงเป็ปกติ “ข้า้าคำขอโทษจากปากของนาง แต่ถ้าใครมาขวางฝากเ้าช่วยจัดการที”สิ้นเสียงกล่าว ในความมืดยามค่ำคืน หลี่หยางรู้สึกถึงสายลมวูบใหญ่พัดเข้ามา
จากนั้นเป็จิ้นอวี่ที่ได้บิดมือของอีกฝ่ายจนหมุนกลับด้าน ก่อนจะะโขึ้นเหนือศีรษะและใช้เท้าขวา กดร่างใหญ่ลงไปกับพื้น
พร้อมกันนั้นเสียงดัง ตูมมม!!! บังเกิดดังขึ้นที่เบื้องหน้า พริบตาเดียวชายร่างใหญ่ลงไปกองกับพื้น ดวงตาเหลือกขาว น้ำลายฟูมปาก
หลี่หยางก้าวเท้าข้ามอีกฝ่ายไป ในใจครุ่นคิด ‘ท่านปู่...ครั้งนี้ข้าคงต้องขอโทษแล้ว’