ในเวลาเดียวกัน... ณ ดินแดนโบราณอันห่างไกลที่อยู่นอกเหนือเขตแดนของมนุษย์ แรงสั่นะเืจากมิติที่ส่งผ่านมาจากโลกฝั่งนั้น ได้ทำให้ห้วงอากาศที่เคยนิ่งสงบพลันปั่นป่วนอย่างรุนแรง
ลึกลงไปภายใต้ความมืดมิดที่ไร้จุดสิ้นสุด ภาพกลับตัดผ่านรอยแยกแห่งมิติข้ามไปยังอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเป็ที่ตั้งของวังัอันยิ่งใหญ่ ทัศนียภาพรอบด้านคือความตระการตาของมิติที่มนุษย์มิอาจเอื้อมถึง
บนท้องฟ้าและตามยอดผาสูงชัน มีฝูงัหลากหลายสายพันธุ์กำลังโบยบินและส่งเสียงคำรามก้อง ทั้งัวารีที่เกล็ดสะท้อนแสงแวววาว ัพฤกษา และัอัคคีที่แผ่ไอร้อน
ทว่าสายพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดจนน่าเกรงขามในดินแดนแห่งนี้ กลับเป็เหล่าวายุัดำ ท่ามกลางความมืดสลัวนั้นยังมีัแสงประกายสีขาวบริสุทธิ์บินปะปนอยู่ประปราย ช่วยแต่งแต้มให้ดินแดนแห่งมิติอัญเชิญดูลึกลับและมีมนต์ขลังขีดสุด
ณ ใจกลางโถงศิลาของวังั ัดำโบราณตนหนึ่งที่มีอายุอานามผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนานกำลังนอนหมอบอยู่ ดวงตาสีอำพันของมันวาวโรจน์ขึ้นท่ามกลางความสลัว ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดคือ
แม้ร่างกายของมันจะดูเหมือนัดำที่ผ่านการกรำศึกมาอย่างโชกโชน แต่ตามเกล็ดสีทมิฬนั้นกลับมีออร่าแสงสีขาวบริสุทธิ์เรืองรองออกมาเป็จังหวะ ราวกับว่าภายใต้เปลือกนอกที่มืดมิดนั้นมีแสงสว่างมหาศาลที่ถูกกักขังและพยายามจะฉายออกมา มันขยับปีกทมิฬผืนใหญ่ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ทรงพลัง
"กระแสพลังจากโลกฝั่งนั้นสั่นะเือีกครั้งแล้ว... จิติญญาที่พวกเราเฝ้ารอกำลังตื่นขึ้น ถึงแม้จะััได้ว่ามันเป็แค่เศษเสี้ยวพลังส่วนหนึ่งของนางก็ตาม"
ัดำอีกตนหนึ่งซึ่งหมอบนิ่งอยู่บนแท่นศิลาสูงสุด ดวงตาสีเพลิงของมันทอประกายลึกล้ำอย่างน่าขนลุก มันแผ่ไอพลังอันคุ้นเคยที่สูญหายไปนานหลายหมื่นปีออกมาก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"ในที่สุด... สัญญาณจากนางก็ส่งมาถึงจนได้ ยิ่งพวกมนุษย์ในโรงเรียนอัญเชิญนั่นเทิดทูนพลังแห่งแสงสว่างมากเท่าไหร่ และตราหน้าว่าสีดำอย่างพวกเราคือฝ่ายร้าย... มันก็ยิ่งเข้าทางแผนการของเรามากเท่านั้น"
"แล้วเหตุใดท่านถึงยอมให้ผู้นั้นกักขังท่านไว้ในวังวนแห่งนี้ เฝ้ารอคอยมานานนับหลายพันปีเพื่อรอวันที่นางจะกลับมาฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งกันหล่ะ?"
"ก็เพราะความน่าสะพรึงกลัวของท่านผู้นั้นอย่างไรเล่า... การกักขังนี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าเลือกเอง แต่เป็อาณัติที่ข้ามิอาจปฏิเสธ หากข้าขัดคำสั่งดวงจิตของข้าคงถูกดับสูญไปนานแล้ว ข้าจึงทำได้เพียงเฝ้ารอวันที่นางจะกลับมาอย่างสมบูรณ์ เพื่อที่จะได้นำข่าวดีนี้ไปรายงานต่อหน้าท่านผู้นั้นอีกครั้ง... เพราะไม่ว่าอย่างไร พันธสัญญาแห่งโชคชะตาที่แท้จริงได้เริ่มหมุนวนแล้ว และไม่มีใครหน้าไหนจะหยุดยั้งการตื่นรู้ของนางได้"
กลับมายังโถงอัญเชิญกลางวิหารอีกครั้ง บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เหล่าอาจารย์ต่างเร่งตรวจสอบเสาศิลาและอักขระเวทด้วยความตื่นตระหนก เพราะพิธีกรรมที่ควรจะสมบูรณ์แบบกลับจบลงด้วยความเงียบงันที่ไม่มีใครเคยพบเจอมาก่อน
"ั้แ่วันที่โรงเรียนก่อตั้งขึ้นมา เราไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน" อาจารย์าุโเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน "ระดับพลังของเธอสูงส่งขนาดนั้น ัควรจะแย่งกันตอบรับพันธสัญญาด้วยซ้ำ แต่นี่... มันเหมือนไม่มีัตัวไหนกล้าเข้าใกล้ หรืออาจจะเป็เพราะัที่เธออัญเชิญนั้นพิเศษจนเราเข้าไม่ถึงกันแน่?"
อาจารย์ใหญ่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจสั่งการ "วันนี้ยุติการอัญเชิญเพียงเท่านี้ก่อน และพวกเธอทุกคน... แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนเสีย เื่นี้อาจารย์จะปรึกษากันเป็การภายในอีกครั้ง"
ท่ามกลางเหล่านักเรียนที่ทยอยเดินออกจากโถงด้วยความสงสัย ไอวี่และสกายรีบเดินตรงเข้ามาหาเซเลส ทั้งคู่ไม่ได้เอ่ยถามคำถามใดๆ แม้จะมีข้อสงสัยมากมายอยู่ในใจ แต่สายตาของพวกเธอกลับฉายแววความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง ในขณะที่ "วาน" ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนักกลับค่อยๆ หันมามองเซเลส
สายตาที่เคยนิ่งเฉยและเ็าของเขากลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ใช่สายตาที่เ็าเหมือนทุกครั้ง แต่เป็ความรู้สึกห่วงใยที่ปนเปไปกับความสับสนที่เขาเองก็ไม่อาจเอ่ยปากบอกใครได้ เขามองดูเซเลสอยู่ครู่หนึ่งคล้ายอยากจะสื่อสารอะไรบางอย่าง ก่อนจะหันหลังกลับและเดินจากไปในความเงียบ
เซเลสทำเพียงแค่พยักหน้าเงียบๆ ในหัวของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับความรู้สึกวูบไหวเมื่อครู่ เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งหลุดเข้าไปในมิติที่คุ้นเคยอย่างประหลาดจนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง เพื่อนทั้งสองจึงพาเธอเดินออกจากวิหารเพื่อแยกย้ายกันกลับหอพัก
ตลอดทางเดินกลับ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบงัน ไอวี่และสกายทำได้เพียงเดินเคียงข้างเพื่อปลอบประโลมด้วยความเงียบ ขณะที่เซเลสเองก็ยังคงจมดิ่งอยู่กับห้วงความคิดถึงสถานที่ปริศนาแห่งนั้น
จนกระทั่งวันถัดมา ภายใต้บรรยากาศที่ดูอึมครึมกว่าปกติ อาจารย์ใหญ่ได้ตัดสินใจเดินทางไปยังหอสมุดลับท้ายวิหารเพื่อขอคำชี้แนะจาก "อาจารย์เวอเดี้ยน"
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่หอสมุด เสียงที่ควรจะเงียบสงัดกลับดังสนั่นไปด้วยเสียงกองหนังสือที่ถล่มลงมา อาจารย์ใหญ่ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นกองหนังสือเก่าแก่ตั้งสูงพะเนินราวกับูเา
และที่นั่น...อาจารย์เวอเดี้ยนกำลังสนุกกับการะโพุ่งตัวลงไปในกองหนังสือราวกับเป็กองใบไม้แห้ง เขามุดขึ้นมุดลง โผล่หัวออกมาพร้อมกับคราบฝุ่นบนใบหน้าและแว่นตาที่เบี้ยวไปมาอย่างคนอารมณ์ดี
"โอ้! ใหมดเลย! นึกว่าหนอนหนังสือตัวไหนมาแอบดูข้าเสียอีก" เวอเดี้ยนโผล่ขึ้นมาจากกองหนังสือพลางปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าด้วยท่าทางโก๊ะๆ เขาไม่ได้แสดงท่าทีเกรงกลัวอาจารย์ใหญ่แม้แต่น้อย กลับกันยังทำท่าะโโลดเต้นเหมือนเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำอะไรซุกซน
อาจารย์ใหญ่ยืนนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง เอือมระอากับภาพที่เห็นจนต้องยกมือกุมขมับ "ท่านเวอเดี้ยน... เลิกทำตัวเป็เด็กแล้วตั้งใจฟังข้าหน่อยได้ไหม? เื่ที่โถงอัญเชิญเมื่อวานนี้ มันไม่ใช่เื่เล่นๆ เลยนะ"
ทันใดนั้น ท่าทางมึนๆ โก๊ะๆ เมื่อครู่ของเวอเดี้ยนก็หายวับไปราวกับสับสวิตช์ เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบและจริงจังจนบรรยากาศในหอสมุดเปลี่ยนไปทันที "เื่ที่นักเรียนคนหนึ่ง... ไม่สามารถอัญเชิญัออกมาได้สินะ?"
อาจารย์ใหญ่ถึงกับชะงัก "ท่านรู้? ข้ายังไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของนักเรียนคนนั้นเลยนะ... ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันเกิดอะไรขึ้นในวิหาร?"
เวอเดี้ยนเดินไปหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมา แล้วมองอาจารย์ใหญ่ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก "ข้าไม่จำเป็ต้องอยู่ในวิหารก็รู้ได้ว่าลมหายใจของโลกใบนี้มันเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ัทุกตนที่เงียบงัน... พวกมันไม่ได้แค่ไม่ออกมา แต่มัน 'ไม่กล้า' ที่จะออกมาเผชิญหน้ากับสิ่งที่นักเรียนคนนั้นอยู่ต่างหาก"
อาจารย์ใหญ่ยืนนิ่งอึ้ง "ท่านกำลังจะบอกว่า... ัเ่าั้ไม่ได้ปฏิเสธที่จะออกมา แต่พวกมันกำลัง 'หวาดกลัว' พลังที่แฝงอยู่ในร่างของเด็กคนนั้นอย่างนั้นหรือ?"
เวอเดี้ยนวางตำราเล่มหนาลง แล้วหันมามองหน้าอาจารย์ใหญ่ "ัเป็สิ่งมีชีวิตที่ััถึงความเข้มข้นของพลังได้ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าใคร ท่านคิดว่าอะไรที่ทรงพลังขนาดทำให้ัที่เย่อหยิ่งที่สุดถึงกับยอมเงียบเสียงได้ล่ะ?"
เขาเดินวนไปมารอบกองหนังสือพลางหัวเราะหึๆ ในลำคอ ท่าทางดูมึนๆ โก๊ะๆ กลับมาอีกครั้ง "แต่มันก็ไม่ใช่แค่ความกลัวหรอกนะ... พลังที่แฝงอยู่ในร่างของเด็กคนนั้นมันทรงพลังเกินกว่าที่ัตนไหนจะอาจเอื้อมถึง
ต่อให้พวกมันคิดจะช่วย พลังงานของพวกมันก็คงจะแตกสลายไปก่อนที่จะทันได้ปรากฏตัวเสียอีก พลังที่อยู่ในร่างกายนั้นมันกดทับสัญญาณการเป็ผู้นำของพวกัไปจนหมดสิ้น หากจะให้ออกมา พวกมันต้องยอมสยบให้แก่พลังนั้น ซึ่งพวกมันไม่มีทางยอมรับได้ง่ายๆ หรอก"
อาจารย์ใหญ่ขมวดคิ้วแน่นด้วยความกังวล "แล้วถ้าเป็เช่นนั้นจริง... เด็กคนนั้นจะอยู่อย่างไร? หากพลังที่อัดแน่นอยู่ในร่างกายไม่ถูกถ่ายเทออกผ่านพันธะสัญญากับั ร่างกายของเขาก็มีแต่จะแหลกสลายไปในสักวันหนึ่งไม่ใช่หรือ?"
เวอเดี้ยนหยุดเดิน แววตาที่เคยโก๊ะๆ กลายเป็ความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่ง "นั่นแหละคือสิ่งที่ท่านเข้าใจผิด ท่านอาจารย์ใหญ่... ท่านคิดว่าเด็กคนนั้นจำเป็ต้องพึ่งพาัเพื่อระบายพลังหรือ? บอกไว้ตรงนี้เลยนะ ต่อให้ไม่มีัแม้แต่ตนเดียวที่ทำพันธะด้วย สิ่งนั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเขาแม้แต่นิดเดียว พลังที่อยู่ในตัวเขาน่ะ... มันไม่ได้้าทางออก แต่มันกำลังรอเวลาที่จะ 'ตื่นขึ้น' ต่างหาก"
เขาเว้นจังหวะไปชั่วครู่ก่อนจะหยิบกาน้ำชาขึ้นมาจิบ แล้ววางแก้วลงช้าๆ "ท่านอาจารย์ใหญ่... ช่วยพาเด็กคนนั้นมาพบข้าที่หอสมุดเป็การส่วนตัวได้หรือไม่?"
...อาจารย์ใหญ่ชะงักงันไปทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด 'ปกติท่านไม่เคยอนุญาตให้ใครย่างกรายเข้ามาในนี้เลยสักครั้ง... แม้แต่นักเรียนที่มาขอคำปรึกษา หรืออาจารย์ท่านอื่นที่้าหารือเื่งาน ท่านก็ปฏิเสธมาตลอด... มีเพียงข้าที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาประสานงานอยู่เพียงลำพัง'
เขาคิดในใจพลางจ้องมองเวอเดี้ยนด้วยความสงสัยระคนสับสน แต่สุดท้ายก็พยักหน้าตอบรับแบบงงๆ ก่อนจะเดินหันหลังออกจากหอสมุดไป
เมื่อประตูปิดลง เวอเดี้ยนที่ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางกองหนังสือก็เผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา เป็รอยยิ้มที่มีเลศนัยและแฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่ไม่มีใครหยั่งถึง เขากลับไปหยิบหนังสือเล่มเดิมขึ้นมาอ่าน ราวกับกำลังรอคอยเวลาที่ "บางสิ่ง" จะเริ่มต้นขึ้น
่บ่ายของวันถัดมา
ณ ห้องโถงเรียนรวม ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็วันเรียนที่ปกติ บรรยากาศการเรียน่บ่ายดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งไอวี่และสกายเพิ่งกลับมาจากการทำธุระที่อาจารย์คาร์ลอสวานให้ไปจัดการ ทั้งสองก็กวาดสายตามองไปที่โต๊ะเรียนของเพื่อน แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ของใช้สำหรับเรียนของเซเลสยังวางอยู่ที่เดิมเหมือนไม่มีใครลุกออกไปไหน
ไอวี่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะหันไปถามเพื่อนนักเรียนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ "นี่พวกเธอเห็นเซเลสบ้างไหม แล้วก็พ่อหนุ่มเ็าคนนั้นน่ะ เห็นบ้างหรือเปล่า เมื่อกี้ตอนพวกเราออกไปทำธุระพวกเขาก็น่าจะยังอยู่กันนะ"
เพื่อนนักเรียนคนนั้นทำหน้าแปลกใจพลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง "เออ จริงด้วยสิ ทั้งคู่หายไปไหนกันเนี่ย ไม่เห็นเลยนะ อยู่ดีๆ ก็หายไปพร้อมกันเฉยเลย"
สกายมองที่นั่งว่างของทั้งสองคนด้วยความแปลกใจก่อนจะหันมาพูดกับไอวี่ "นั่นสิ ทั้งที่ของยังวางอยู่ครบเลยนะ พวกเขาหายไปไหนกันเนี่ย หรือว่าจะออกไปข้างนอกด้วยกัน"
ทั้งสองตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหาอาจารย์คาร์ลอสที่กำลังวุ่นอยู่กับการจัดเอกสาร
ไอวี่พูดด้วยน้ำเสียงกังวล "ขอโทษนะคะอาจารย์คาร์ลอส คือว่าเพื่อนในห้องของเราสองคนหายไปไหนก็ไม่ทราบค่ะ ทั้งเซเลสแล้วก็พ่อหนุ่มเ็าคนนั้น อาจารย์พอจะทราบไหมคะว่าพวกเขาหายไปไหน หรือมีใครมาเรียกพวกเขาออกไปหรือเปล่าคะ"
อาจารย์คาร์ลอสหยุดชะงักจากการตรวจรายชื่อ เขามองดูที่นั่งว่างของทั้งคู่แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย "เซเลสน่ะ เพิ่งจะมีอาจารย์ใหญ่แวะมาพาตัวไปเมื่อครู่นี้เอง เห็นว่ามีเื่สำคัญที่ต้องจัดการเป็การส่วนตัว แต่เื่พ่อหนุ่มคนนั้นน่ะอาจารย์ไม่ทราบนะ ไม่เห็นมีใครมาเรียกเขานี่"
คำตอบของอาจารย์คาร์ลอสทำให้ไอวี่และสกายสบตากันด้วยความใ บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อการหายไปของทั้งคู่ดูไม่เป็เื่บังเอิญ ยิ่งอาจารย์คาร์ลอสยืนยันว่าเรียกแค่เซเลส ความสงสัยว่าพ่อหนุ่มเ็าคนนั้นแอบตามไปเองหรือมีเื้ัอะไรบางอย่างจึงยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ