หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 จุดไฟ

            ผมยาวสีดอกเลานั้นถูกมัดขึ้นครึ่งศีรษะด้วยผ้าสีเทา อีกครึ่งหนึ่งปล่อยยาวสยาย

            หน้าผากมีไรผมเรียงเส้นเรียบร้อยดุจหญิงงาม

            ใบหน้าดูอารี

            ผู้เป็นเจ้าของใบหน้านี้คือราชครู

            ใบหน้านี้ยามยังเป็นหนุ่มจะต้องรูปงามมากเป็นแน่

            บัดนี้ใบหน้านี้ยามเอ่ยบทสนทนา ริ้วรอยบนหน้าผากสามเส้นก็จะชัดขึ้นมาเช่นกัน

            ยามได้ยินเด็กหญิงถามเรื่ององค์หญิง

            เขาก็สะบัดหน้าอย่างหนักแน่น “ไม่เคยเจอ”

            ต่อมาก็เห็นเจ้าเด็กปีศาจทำหน้าตกใจจนอ้าปากค้าง

            “ท่านอาจารย์ ท่านเคยเจอองค์หญิงจริงหรือ”

            ราชครูพลันทำหน้ากลัดกลุ้ม ก็เขาเพิ่งบอกไปแท้ๆ ว่าไม่เคยเจอ

            เด็กหญิงนั้นจึงคลอนศีรษะไปมาพร้อมกับอธิบาย “พี่ชายบอกว่าใบหน้าของมนุษย์ทุกคนล้วนสื่อสารได้ เมื่อครู่ที่ท่านอาจารย์บอกว่าไม่เคยเจอองค์หญิง ริ้วรอยสามเส้นที่เห็นกันอยู่ทุกวันได้กลายเป็นสี่เส้น คิ้วขวาก็เลิกสูงขึ้น มุมปากก็คว่ำลงเล็กน้อย อีกทั้งมือของท่านก็กระตุกขึ้นมา จริงๆ ก็ยังมีอีกมาก ทว่าอย่างไรเสียเมื่อครู่ท่านต้องกำลังพูดปดอยู่ไม่ผิดแน่”

            ราชครูบัดนี้แทบจะเป็นใบ้ไปแล้ว

            เขารู้ว่าคือพี่ชายของเจ้าเด็กปีศาจคนใด ย่อมต้องเป็นเจ้าเด็กหนุ่มปราบพยัคฆ์คนนั้นอยู่แล้ว กระเป๋าหนังงูของเด็กหญิงเขาก็เดาว่าน่าจะทำมาจากหนังงูเหลือมยักษ์ ดังนั้นยามที่นางแค่พูดว่าพี่ชายก็ราวกับกำลังตะโกนชื่อของเจ้าเด็กหนุ่มนั่นออกมา

            ไม่แปลกใจที่ทุกครั้งยามที่เขาพบเจ้าเด็กนั่นจะรู้สึกไม่สงบนัก ไม่พูดไม่จาสักคำก็มองคนทะลุปรุโปร่งเสียแล้ว ใครจะอยู่ด้วยแล้วสบายใจได้กัน

            “ไม่เป็นไรหรอกท่านอาจารย์ น้าหลัวบอกว่าทุกคนย่อมมีความลับที่ยากจะเอ่ยถึงทั้งนั้น ดังนั้นจึงได้พูดปด เพียงแต่องค์หญิงงามจริงหรือไม่เจ้าคะท่านอาจารย์ งดงามกว่าข้าหรือไม่” เด็กหญิงยิ้มแปล้พร้อมกับถามราชครู

            เมื่อเขาตั้งใจพินิจเจ้าเด็กปีศาจก็ไม่รู้จะกล่าวเช่นไร เจ้าเด็กตรงหน้าตนนั้นทั้งน่ารักและงดงามนัก ผมที่ชี้โด่ชี้เด่บนศีรษะนางก็ทำให้คนมองรู้สึกเบิกบาน องคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าก็นับว่าหมดจด เมื่อถึงเวลาแล้วนางย่อมจะต้องเป็นสตรีที่งดงามอย่างไม่ต้องสงสัย

            แม้โดยปกติเขาจะเห็นว่านางทั้งดื้อเละซนราวกับปีศาจ ทว่าบัดนี้กลับเพิ่งพบว่าแท้จริงแล้วนางช่างงดงามนัก

            แน่นอนว่ารูปโฉมของนางนั้นไม่แพ้องค์หญิงแม้แต่น้อย

            เพียงแต่เด็กหญิงนั้นใส่เพียงชุดยาวสีเทากับเข็มขัดเส้นเล็ก ด้านในก็ใส่กระโปรงเพื่อความสะดวกในการขี่ม้า ท่อนล่างสวมรองเท้าหนังวัวคู่หนึ่ง สะพายกระเป๋าหนังงู ผมบนศีรษะชี้โด่ชี้เด่ราวกับลูกนก ดูแล้วช่างน่ารักเกินบรรยาย

            พระพักตร์ขององค์หญิงน้อยนั้นแน่นอนว่าเลอโฉม ด้วยเพราะฮองเฮาจ้าวนั้นพระพักตร์หวานละมุน

            ทว่าเมื่อตั้งใจมองให้ละเอียด เจ้าเด็กปีศาจตรงหน้านี้กลับงดงามองอาจยิ่งกว่า

            ใช่แล้ว ในสมองของราชครูพลันปรากฏคำว่า “องอาจ” สองพยางค์นี้ขึ้นมา

            เขาส่ายหน้าติดกันหลายหน เขาโดนเจ้าเด็กนี่อำเล่นเสียจนอเนจอนาถเกินไปแล้ว

            “เฉินโย่ว ตัวตนเจ้าในใจของญาติพี่น้องนั้นย่อมเป็นองค์หญิงของพวกเขา ทั้งยังเป็นองค์หญิงที่งดงามที่สุด” ราชครูเอ่ยตอบ

            เฉินโย่วได้ยินก็สะบัดหน้าหลายที่ติดกัน

            “ไม่ใช่ๆ ข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านตัวน้อย ไม่ใช่องค์หญิง”

            เฉินโย่วเดินไปก็ล้วงผลไม้สองลูกออกจากกระเป๋าใบน้อย จากนั้นกัดแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ

            จากนั้นก็บีบมือให้เมล็ดมันแตกออกจนเห็นเมล็ดอ่อนด้านใน

            ลูกหนึ่งส่งเข้าปากตนเอง อีกลูกมอบให้ท่านอาจารย์ แล้วจึงยื่นมือกลับไปจูงมือท่านอาจารย์เช่นเดิม

            “ท่านอาจารย์ ท่านชอบเล่นไฟหรือไม่ ตอนท่านยังเล็กยามเล่นไฟแล้วถูกครอบครัวตีหรือไม่” หัวข้อสนทนาของเฉินโย่วเปลี่ยนเร็วนัก จากองค์หญิงกลายมาเป็นไฟ

            ราชครูนั้นยังคิดอยู่เลยว่าจะอธิบายเรื่องนางฟ้าอย่างไรดี

            บัดนี้จึงหยิบเมล็ดอ่อนใส่ปากแล้วเคี้ยวหนุบหนับ เมล็ดอ่อนมีกลิ่นหอมน้ำมันอ่อนๆ ไม่มีรสหวาน มีแค่ความขมจางๆ ทว่ากลับเอร็ดอร่อยนัก

            ตอนเขายังเด็กงั้นหรือ เขาจำไม่ได้เสียแล้ว  ทว่ายามเขายังเด็กนั้นย่อมไม่เคยเล่นไฟอย่างแน่นอน

            “ข้าไม่เคยเล่น”

            ราชครูเคยเห็นไฟบนแท่นบูชามาก่อน

            มันช่างร้อนแรงนัก

            ตระกูลจ้งนั้นสามารถตัดสินเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้ายได้จากการมองเปลวไฟ

            ไฟนั้นล้วนแต่ถูกใช้ในเรื่องจริงจัง แน่นอนว่าไม่มีทางใช้ในการเล่น

            กระทั่งเรื่องถูกท่านพ่อท่านแม่ตีนั้นก็ไม่เคย แต่ก็...อาจจะเคยก็ได้

            ในความทรงจำที่แสนเลือนรางของเขา เขานั้นถูกส่งเข้าวังไวนัก แม้เขาจะไม่อยากเข้าไปสักนิด จึงทั้งร้องทั้งโวยวาย สุดท้ายจึงโดนตีเข้ายกหนึ่ง

            เขาโดนทุบตีอย่างโหดร้ายจนสลบไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็อยู่ในวังเสียแล้ว

            คงจะเป็นเพราะโดนตีรุนแรงเกินไป จึงทำให้เขาลืมเรื่องนี้ไปเสียแล้ว

            ยามนี้เมื่อได้ยินเด็กหญิงกล่าวขึ้นมา ก็คิดขึ้นได้ว่าเขาเองก็มีช่วงเวลาที่ร้องไห้โวยวายอย่างจนตรอกเช่นกัน

            แท้จริงแล้วการหนีเอาชีวิตรอดนี้ไม่ใช่การจนตรอกครั้งแรกของเขา

            “ท่านอาจารย์ ท่านกำลังยิ้มรึ อันที่จริงท่านก็ยิ้มเป็นนี่นา แม้ท่านจะยิ้มแล้วดูชรากว่าเดิม แต่ยามท่านยิ้มแล้วกลับดูน่าสนิทสนมขึ้น”

            ราชครูเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหญิง ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปจับผมที่ชี้ไปคนละทิศละทางของนางทีหนึ่ง

            เหมือนกับว่าตั้งแต่เจอกันครั้งแรก เขาก็อยากทำเช่นนี้แล้ว

            ที่แท้มันช่างนุ่มนัก

            ทว่าชี้ฟูไปเสียหน่อย

            ราชครูพลันหัวเราะลั่น

            เฉินโย่วมองท่านอาจารย์ของตนราวกับกำลังมองคนโง่งม

            รู้สึกว่าท่านอาจารย์ของตนช่างน่าสงสารเสียจริง ไม่เคยเล่นไฟ ยามระลึกถึงเรื่องที่เขาถูกตีในวัยเด็กก็ยังยิ้มออกมาเสียนี่

            เฉินโย่วจึงตัดสินใจแล้วว่าจะพาท่านอาจารย์ไปเล่นไฟ

            อืม

            เช่นนั้นราชครูจึงถูกเด็กน้อยจูงมือเดิน ผ่านทั้งถนนกระดูก ผ่านทั้งสะพานเถาวัลย์บนหน้าผา จากนั้นก็เข้าไปในถ้ำ

            ราชครูคิดไม่ถึงว่าภูเขาลูกนี้จะมีถ้ำใหญ่ถึงเพียงนี้ ช่างน่าทึ่งนัก

            ถ้ำนั้นใหญ่โตมโหฬารจนแม้แต่ม้าเป็นขบวนก็ผ่านได้

            เดินอยู่ด้านในสักระยะหนึ่งก็มีตะเกียงกระดูกแขวนอยู่

            ช่างเหนือจากที่คาดไว้ ยามเขาเดินไปก็ไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย

            เขารู้สึกว่าในอุ้งมือตนนั้นยังมีมืออุ่นๆ คู่น้อยอยู่

            ตลอดทางก็ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของนางประเดี๋ยวก็ไฟ ประเดี๋ยวก็องค์หญิง ประเดี๋ยวก็พูดเรื่องเจ้ามืด เจ้าเสี่ยวอวี้ เจ้าก้าง เสียงเล็กๆ นั้นดังขึ้นราวกับมีเรื่องให้พูดไม่รู้จบ ฟังดูเบิกบานนัก

            “เจ้าจะพาอาจารย์ไปที่ใด” บัดนี้นั้นเดินมาไกลราวกับไกลแสนไกล จนราชครูรู้สึกเหนื่อย จึงอดไม่ได้ที่จะขัดจังหวะการเล่าเรื่องของเด็กหญิงแล้วถามขึ้น

            “ใกล้แล้ว อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว ท่านอาจารย์เห็นแสงรำไรตรงหน้านั้นหรือไม่” เฉินโย่วน้อยกล่าวออกมาอย่างไม่เหนื่อยหอบ

            ราชครูมองตามเด็กหญิงก็เห็นแต่ความมืดมิด มีแสงที่ไหนกัน

            ทว่าเมื่อมองเด็กหญิงก็เห็นว่านางนั้นยืนยันว่ามีแสงจริงๆ เขาจึงได้แต่พยักหน้าตามอย่างกระอักกระอ่วน

            คิดในใจว่าตนคงไม่ได้ตาฝ้าฟางด้วยความชราถึงเพียงนั้นกระมัง

            เฉินโย่วน้อยจึงถลึงตาขึ้นมาอีกครั้ง

            ท่านอาจารย์โกหกแล้ว เขาต้องมองไม่เห็นเป็นแน่

            ราชครู.......

            เมื่อเดินไปอีกครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เดินมาถึงจุดที่เด็กหญิงบอกว่ามีแสงสว่าง ราชครูนั้นแทบจะสบถด่า เดินมาไกลถึงเพียงนี้ ซ้ำยังต้องผ่านทางคดเคี้ยว นางเห็นแสงสว่างเป็นเช่นนี้หรืออย่างไร เขาย่อมต้องโดนเจ้าเด็กนี่หลอกอีกแล้วเป็นแน่

            เดินมาจนถึงโพรงถ้ำที่อยู่สูงจากพื้นดินนัก เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นท้องฟ้าสีคราม

            ราชครูยืนอยู่ตรงนั้น มองท้องฟ้าทรงกลมๆ ทันใดก็คิดถึงวลีหนึ่งขึ้นมา ‘มองท้องฟ้าจากก้นบ่อ’

            “ท่านอาจารย์ ท้องฟ้ากลมๆ นี่สวยมากใช่หรือไม่” เฉินโย่วยืนอยู่ด้านข้างก็กำลังแหงนมองพร้อมถามขึ้น

            เอาเถิด ราชครูพลันรู้สึกขบขันขึ้นมา

            แม้จะชัดเจนนักว่าคำที่เขากล่าวนั้นแฝงไปด้วยความหมายลบ ทว่าเมื่อเจ้าเด็กนี่พูดขึ้นมา เขาก็พลันรู้สึกอบอุ่นและเบิกบานใจ

            “น่ามองนัก”

            ราชครูพยักหน้า

            “ยังมีที่สวยกว่านี้อีก” ที่เฉินโย่วลากท่านอาจารย์มาไกลถึงเพียงนี้ก็เพื่อให้เขาได้ตื่นตาตื่นใจเสียหน่อย

            จากนั้นจึงเห็นเฉินโย่วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าหนังงูของนางแล้วหยิบหินเหล็กไฟที่นางแอบไว้ออกมา พี่เสี่ยวอู่เป็นคนให้นางมา

            ราชครูก็ได้แต่ยืนรอชมการแสดงจากเด็กหญิง

            ก็เห็นว่าในมือนางถือหินเหล็กไฟ ใช้มือคู่น้อยเช็ดเบาๆ จากนั้นก็โยนลงบนพื้น ก็เห็นว่าพื้นที่มืดมิดเมื่อครู่ค่อยๆ มีไฟลุกขึ้นมา เปลวไฟสีฟ้าราวกับดอกไม้สดที่ผลิบานค่อยลามลุกขึ้นสูง

            ส่วนเด็กหญิงนั้นยืนอยู่ตรงกลางพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570