ยามเช้าตรู่ของเมืองฮาร์เรน สายลมหนาวปลายฤดูเบาบางลงไปมากแล้ว แสงแดดสีทองอบอุ่นสาดส่องผ่านละอองหมอกยามเช้า กระทบลงบนหลังคาหินและถนนสายหลักของเมือง เสียงล้อเกวียนไม้ดังกระทบพื้นหินแกรนิตเป็จังหวะสม่ำเสมอ ผสมผสานกับเสียงะโขานขายของจากบรรดาแม่ค้าพ่อค้าที่เริ่มออกมาจัดวางแผงค้า
เมืองฮาร์เรนหลังพายุแห่งความโสมมและอำนาจมืดของตระกูลอัลดริชล่มสลายลง ได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความหวาดระแวงและสายตาอันสิ้นหวังของผู้คนถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้ม และความรู้สึกปลอดภัยที่ไม่เคยััมานานนับทศวรรษ
ทว่า ในมุมหนึ่งของเมือง... ตรงสุดปลายถนนการค้าที่เคยเงียบเหงาร้านตีเหล็กเล็ก ๆ อย่าง Flame Nest ยังคงตื่นขึ้นก่อนใครเสมอ เสียงถ่านไม้ปะทุ เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ... ลอยละล่องออกมารวมกับกลิ่นไหม้ของถ่านหินและไอความร้อนส้มแดง ควันไฟสีเทาบาง ๆ ลอยเอื่อยออกจากปล่องควันโรงหลอม ขึ้นสู่ท้องฟ้าสีฟ้าอมส้มยามเช้า
โซร่านั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ทรงสูงหน้าเตาหลอม เรือนผมสีแดงเพลิงทอดแสงสะท้อนเปลวไฟ ั์ตาสีแดงเรียบเฉยจ้องมองใบดาบสั้นในมือเรียวยาว เขากำลังใช้ผ้าฝ้ายเนื้อหยาบเช็ดคราบคราบน้ำมันและเศษละอองแร่เหล็กออกจากคมดาบอย่างประณีตและใจเย็น
ทุกการเคลื่อนไหวของเขามั่นคง ละเอียดอ่อน ทว่าเปี่ยมไปด้วยน้ำหนักของช่างตีเหล็กผู้ผ่านประสบการณ์มานับไม่ถ้วนบนโต๊ะทำงานไม้ตัวเก่าข้างเตาหลอม มีถุงผ้าสีน้ำตาลใบเล็กวางอยู่เงียบๆ ถุงผ้านั้นไม่มีตราประทับของสมาคมการค้า ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีลวดลายหรูหรา มีเพียงตัวหนังสือตัวเล็กๆ ที่ตั้งใจบรรจงเขียนลงบนหน้าซองกระดาษป่านที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน
"ถึงพี่โซร่า"
โซร่าวางดาบสั้นลงบนแท่นไม้ ั์ตาสีเพลิงหยุดนิ่งที่ซองจดหมายนั้นอยู่พักหนึ่ง ความเงียบในโรงหลอมตระหนกขึ้นราวกับกาลเวลาชะลอตัวลง
ชายหนุ่มไม่ได้รีบร้อน เขาเอื้อมมือเรียวยาวไปหยิบซองกระดาษขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ฝ่ามือที่ผ่านการจับค้อนและสู้รบมานานนับพันปีััได้ถึงความหนาและความตั้งใจของกระดาษแผ่นนั้น ค่อยๆ เปิดผนึกซองออกช้าๆ โดยไม่ให้กระดาษขอบยับ
ด้านในมีกระดาษเพียงแผ่นเดียว ลายมือยังไม่สวยงามนัก มีเส้นเอียงและรอยหมึกเข้มเบาตามแรงกดของผู้เขียน ทว่าทุกตัวอักษรกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและมิติแห่งอารมณ์อันลึกซึ้ง
โซร่ากางแผ่นกระดาษออก ั์ตาสีเพลิงกวาดสายตาอ่านตัวอักษรทีละบรรทัด เสียงสายลมยามเช้าที่พัดผ่านหน้าต่างไม้ แว่วผ่านเข้ามาพร้อมกับบทเพลงแห่งอดีตที่หวนคืน
ถึง...พี่โซร่า
ถ้าพี่กำลังอ่านจดหมายฉบับนี้อยู่...แปลว่าพี่คงแอบเอาไปอ่านตอนที่ไม่มีใครเห็นอีกตามเคย ถึงพี่จะชอบทำเป็ไม่สนใจคนอื่นก็เถอะค่ะ
ก่อนอื่น...หนูอยากขอบคุณ ไม่ใช่ในฐานะนายจ้าง ไม่ใช่ในฐานะคนที่ช่วยคดีของพวกเรา แต่ในฐานะ..."คนที่ช่วยคืนชีวิตของครอบครัวลูมิน่า"
เมื่อก่อน...หนูคิดว่าชีวิตของเราคงจบลงแล้ว ร้านเบเกอรี่ของพ่อกับแม่ที่พวกเราสานต่อคงต้องปิดตัว หนี้สินค่าใช้จ่ายต้นทุนเต็มไปหมด เรย์ต้องฝืนทำงานทั้งที่ยังเป็เด็ก ส่วนหนู... เอาแต่โทษตัวเองทุกวัน ถ้าวันนั้น...พวกเราไม่ได้เจอคุณสเตลร่าและไม่ได้ร้าน Flame Nest ช่วยเอาไว้ หนูไม่รู้เลยว่าตอนนี้พวกเราจะยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้หรือเปล่า
โซร่านึกย้อนไปถึงวันแรกที่หญิงสาวตัวเล็กๆ และน้องชายของนางเดินเข้ามาในร้านตีเหล็กแห่งนี้ แววตาของทั้งคู่ในวันนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สับสน และไร้ซึ่งที่พึ่งพา หนี้สินต่างๆที่พอกพูนและความอยุติธรรมที่บีบบังคับให้เด็กทั้งสองต้องยอมละทิ้งความฝันและความทรงจำของพ่อแม่ เพื่อมาเป็ลูกจ้างแรงงานหนักในร้านของเขาชั่วคราว
ในสายตาของอดีตราชันัผู้เคยเห็นการล่มสลายของจักรวรรดินับหมื่น...ความสิ้นหวังของเด็กสองคนนั้นเป็เพียงเื่เล็กน้อยทว่ากลับสะกิดบางสิ่งในใจของเขาอย่างน่าประหลาด
ตอนนี้... ร้านเบเกอรี่ลูมิน่าของพวกเราสองพี่น้องกลับเปิดอีกครั้งแล้วนะคะ ทุกเช้าจะมีเด็ก ๆ มาต่อแถวซื้อขนมปัง คุณปู่หลายคนชอบซื้อขนมปังถั่วแดง คุณยายชอบขนมปังนมสด ส่วนเรย์... ตอนนี้ทำขนมปังเก่งกว่าหนูแล้วค่ะ ถึงเ้าตัวจะยังเถียงและยังดื้อรั้นอยู่ก็เถอะ
เวลาลูกค้าชิมแล้วบอกว่า "อร่อยเหมือนเมื่อก่อนเลย" หนูมักจะร้องไห้ทุกครั้ง เพราะร้านแห่งนี้...ไม่ใช่ร้านของพ่อกับแม่อีกแล้ว แต่มันกลายเป็ร้านของพวกเราสองคนจริงๆ
พี่คงไม่รู้หรอกนะคะ แต่ทุกวันจะมีลูกค้าหลายคนถามว่า "ร้านนี้เกี่ยวข้องกับช่างตีเหล็กผมแดงหรือเปล่า" ทุกครั้ง...หนูจะตอบเหมือนเดิม "ไม่ค่ะ" เพราะพี่คงไม่ชอบให้ใครเอาชื่อไปโฆษณา แต่ในใจหนู...รู้ดีว่าถ้าไม่มีพี่ ร้านนี้ก็คงไม่มีอยู่แล้ว
โซร่าอ่านถึงตรงนี้ ั์ตาสีแดงฉายแววราบเรียบ ทว่าริมฝีปากขยับเหยียดน้อยๆ ชายหนุ่มรู้ดีว่าเอเลน่าเป็เด็กที่ฉลาดและละเอียดอ่อน นางรู้ว่าโซร่าเกลียดความวุ่นวาย เกลียดการถูกยกย่อง หรือการนำชื่อของเขาไปอ้างอิงกับสิ่งใดๆ การปฏิเสธของนางต่อหน้าลูกค้า จึงเป็การปกป้องความสงบสุขของเขาอย่างนอบน้อมที่สุด
เรย์ยังชอบพูดอยู่เลยว่า "อีกหน่อยผมจะหาเงินมาคืนพี่โซร่าให้หมด" หนูหัวเราะทุกครั้ง เพราะรู้ดีว่า ต่อให้หาเงินได้มากแค่ไหน...ก็คงคืนบุญคุณไม่ได้
แล้วก็... มีเื่หนึ่งที่หนูยังไม่เคยพูด วันนั้น... วันที่พี่บอกให้พวกเราลาออกจากร้าน หนูคิดจริงๆ ว่า...พี่เกลียดพวกเราแล้ว แต่ตอนนี้พอคิดย้อนกลับไป...ก็อายตัวเองเหมือนกัน เพราะสุดท้าย พี่แค่ผลักพวกเรากลับไปหาชีวิตที่ควรเป็
พี่เป็คนแปลกจริง ๆ ไม่เคยพูดว่าเป็ห่วง ไม่เคยพูดว่าโชคดี ไม่เคยพูดว่าขอบคุณ แต่ทุกครั้ง...พี่กลับทำทุกอย่างแทนคำพูดเ่าั้เสมอ
ความทรงจำยามที่โซร่าหักดาบัสีดำลงเป็สองท่อนกลางลานประลองจัตุรัสฮาร์เรน และการโยนถุงทองคำบรรจุเหรียญทองร้อยเหรียญให้สองพี่น้องฉายชัดขึ้นมาในความนึกคิด
เขาไม่ได้ทำเพราะ้าคำสรรเสริญ ไม่ได้ทำเพราะ้าเป็ฮีโร่... เขาทำเพียงเพราะเขา้าทำลายศาสตราวุธแห่งความแค้น และส่งคืนชีวิตปกติให้แก่คนที่สมควรได้รับมันกลับคืนไป
เมืองฮาร์เรนเปลี่ยนไปมาก คนเริ่มเชื่อว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง เด็กหลายคนเริ่มอยากเป็ช่างตีเหล็ก ร้านค้าเริ่มค้าขายอย่างซื่อตรง ไม่มีใครกล้ารังแกคนอ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทุกคนเรียกสิ่งนี้ว่า "ปาฏิหาริย์แห่งเปลวเพลิง"
แต่หนูรู้...มันไม่ใช่ปาฏิหาริย์ มันคือผลของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ยอมแบกความเกลียดชังเอาไว้ เพื่อให้คนอื่นได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ
สุดท้ายนี้...หนูมีคำขออยู่ข้อเดียว
ช่วยดูแลตัวเองด้วยนะคะ ถึงพี่จะเก่งแค่ไหน ถึงพี่จะดูเหมือนไม่แพ้ใคร ถึงพี่จะเป็คนที่แข็งแกร่งที่สุดที่หนูเคยเจอ แต่สำหรับหนู...พี่ก็ยังเป็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง ที่ชอบทำงานหนัก ชอบลืมกินข้าว ชอบนอนหน้าเตาหลอม แล้วก็...ชอบทำเป็ปากร้าย ทั้งที่ใจดีที่สุดในโลก
ถ้าวันไหนพี่เหนื่อย ร้านลูมิน่าจะมีขนมปังอุ่นๆรอพี่อยู่เสมอ ไม่ต้องจ่ายเงินนะคะ เพราะครั้งนี้...ขอให้เป็ของขวัญจากครอบครัวลูมิน่าบ้าง ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริง ๆ ค่ะ
จาก เอเลน่า ลูมิน่า และ เรย์ ลูมิน่า
โซร่าอ่านจดหมายฉบับนั้นจนถึงตัวอักษรสุดท้าย...
ภายในโรงหลอม Flame Nest เงียบสงบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอและเสียงถ่านไม้ปะทุแ่เบา
ไร้ซึ่งคำกล่าวตอบใด ๆ หลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มผมแดง เขาสืบสายตาพิจารณาแผ่นกระดาษนั้นอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ พับกระดาษอย่างประณีตทีละทบด้วยความใส่ใจ สอดเก็บกลับเข้าไปในซองป่านตามเดิมอย่างเรียบร้อย
ครืด...
โซร่าดึงลิ้นชักไม้ตัวล่างสุดของโต๊ะทำงานออกมา... ลิ้นชักที่เขาไม่เคยเปิดให้ใครเห็น และไม่เคยมีใครรู้ว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ข้างใน
ภายในลิ้นชักที่ไร้ซึ่งฝุ่นจับนั้น...ไม่มีเหรียญทองมหาศาล ไม่มีแบบพิมพ์ดาบระดับตำนาน ไม่มีแร่โลหะหายากจากัมีเพียงของไม่กี่ชิ้นที่บันทึกความทรงจำอันมีค่าที่สุดของเขาเอาไว้... ชิ้นแรก... คือ รูปถ่ายขาวดำเก่าๆ ของบารอส ชายชราอดีตช่างตีเหล็กผู้เคยรับโซร่ามาเลี้ยงดูในฐานะหลานชาย ผู้เป็เหมือนอาจารย์ และผู้เปิดประตูความเป็มนุษย์ให้แก่เขา
ชิ้นที่สอง...คือ เหรียญทองแดงเก่าๆหนึ่งเหรียญ เหรียญแรกที่โซร่าหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการรับจ้างตีเหล็กในฐานะมนุษย์สามัญชน
และชิ้นสุดท้าย...คือ จดหมายฉบับนี้ จากสองพี่น้องลูมิน่า
โซร่าวางซองจดหมายของเอเลน่าและเรย์ ลงข้าง ๆ รูปถ่ายของบารอสอย่างนุ่มนวลและแ่เบา ประหนึ่งวางวัตถุที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต
กึก...
เขาปิดลิ้นชักไม้นั้นลงช้า ๆ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่ม... ทว่า บนใบหน้าคมเข้มที่เคยราบเรียบ เ็า และไร้ความรู้สึกของอดีตราชันัผู้เคยผ่านามานับไม่ถ้วน... กลับมี รอยยิ้มบางๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น... ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาเพียงชั่วครู่
มันเป็รอยยิ้มที่อบอุ่น ผ่อนคลาย และเต็มไปด้วยความหมาย...รอยยิ้มของสิ่งมีชีวิตที่เคยโดดเดี่ยวอยู่บนจุดสูงสุดของโลก ทว่าในวันนี้ เขาได้พบเจอบ้านและคุณค่าของการปกป้องที่แท้จริงแล้ว
โซร่ายัดกายลุกขึ้นยืน ั์ตาสีแดงเพลิงกลับมาฉายแววมุ่งมั่นและสงบนิ่งตามเดิมเขาก้าวเท้าเดินตรงไปยังเตาหลอม หยิบที่คีบเหล็กขึ้นมาเติมก้อนถ่านไม้ลงไปในกองไฟ เปรี๊ยะ! เปลวไฟสีส้มแดงลุกโชนขึ้นอีกครั้ง สะท้อนแสงวาบวับบนเรือนผมสีแดงของเขา ชายหนุ่มยกค้อนตีเหล็กคู่ใจขึ้นมา...แล้วเริ่มลงมือตีเหล็กลงบนแท่นทั่งอย่างเป็จังหวะ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงค้อนกระทบเหล็กร้อนดังก้องสะท้อนไปทั่วโรงหลอม ราวกับเป็เสียงจังหวะหัวใจของร้าน Flame Nest ที่ไม่เคยดับสูญ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างสงบสุข ราวกับเป็เพียงวันธรรมดาวันหนึ่งในเมืองฮาร์เรน โดยหารู้ไม่ว่าสเตลร่าเองก็แอบดูเขาอ่านจดหมายนั้นและเผลอคลี่ยิ้มที่ผ่อนคลายตามไม่ได้อยู่เงียบๆที่มุมประตู
ทว่า...ในอีกฟากหนึ่งของเมือง
ณ ร้านเบเกอรี่ลูมิน่า...ควันสีขาวหอมกรุ่นลอยพุ่งออกจากปล่องไฟของเตาอบใหม่ เอเลน่าและเรย์กำลังช่วยกันยกถาดไม้บรรจุขนมปังปอนด์สีเหลืองทองอบใหม่ ๆ ออกมาจากเตา
เด็ก ๆ และชาวบ้านหลายสิบคนกำลังยืนต่อแถวยิ้มแย้มอยู่นอกร้าน พร้อมส่งเสียงคุยกันอย่างมีความสุข
กลิ่นหอมหวานของแป้งสาลี ยีสต์ และเนยสด อบอวลไปทั่วถนนสายเก่า สายลมยามเช้าหอบเอาไอความหอมกรุ่นนั้น พัดผ่านบ้านเรือนผู้คน ผ่านจัตุรัสกลางเมือง... และลอยมาถึงประตูหน้าของร้าน Flame Nest มันลอยผ่านช่องหน้าต่างไม้...เข้ามารวมกับกลิ่นเหล็กร้อนและถ่านไม้ของโซร่า กลิ่นหอมอบอุ่นนั้น...ลอยเอื่อยอยู่รอบตัวชายหนุ่มผมแดง ราวกับเป็คำว่า
"ขอบคุณ"
ที่ไม่จำเป็ต้องเอื้อนเอ่ยออกมาเป็คำพูดอีกต่อไป.
.
.
.
.
คฤหาสน์หินอ่อนอันโอ่อ่าของตระกูลอัลดริช ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีทหารกองเกียรติยศยืนรักษาการณ์หลายสิบคนอย่างเกรียงไกร บัดนี้กลับเงียบสงบราวกับสุสานที่ไร้ผู้เยี่ยมเยียน
เสียงลมยามเย็นพัดผ่านยอดหอคอย คละคลุมไปด้วยความโศกสลดและร่องรอยของการพังทลาย ธงประจำตระกูลสิงโตคู่สีทองถูกปลดลงจากเสาและเผาทิ้ง ตราประจำตำแหน่งไวเคานต์ที่เคยสลักอยู่เหนือประตูใหญ่ถูกชาวเมืองที่โกรธแค้นช่วยกันทุบทำลายจนแตกกระจายเป็เศษหิน บานประตูไม้เนื้อแข็งถูกขว้างปาด้วยก้อนหิน ขยะ และคราบไข่เน่าแทบทุกวัน พ่อค้าแม่ค้าทั่วทั้งเมืองไม่มีใครกล้าค้าขายหรือส่งวัตถุดิบให้คฤหาสน์หลังนี้อีกต่อไป
สมาคมการค้ากลางประกาศยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้าทั้งหมด ขุนนางจากเมืองใกล้เคียงที่เคยประจบสอพลอก็รีบตัดความสัมพันธ์อย่างเด็ดขาดเพื่อเอาตัวรอด
ภายในห้องทำงานชั้นบนที่เคยโอ่อ่า...
เอริก อัลดริช ชายผู้เคยใช้อำนาจกดขี่และคุมจิ๊กซอว์แห่งความชั่วร้ายของเมืองฮาร์เรนมาเนิ่นนาน บัดนี้เหลือนั่งอยู่เพียงลำพังในความมืด บนโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีที่เคยเต็มไปด้วยเอกสารราชการและหนังสือแต่งตั้งยศ บัดนี้เหลือเพียงเอกสารสามฉบับ...
คำสั่งปลดจากตำแหน่งถาวร
หนังสือยึดทรัพย์สินเข้ากองกลาง
และหมายเรียกเข้าสอบสวนคดีทุจริตจากทหารส่วนกลาง
เอริกจ้องมองตัวหนังสือสีดำบนกระดาษเ่าั้ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งบัดนี้ว่างเปล่าและไร้แวว เขาหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะแห้งแล้งดังเอคโค่ไปทั่วห้องว่างเปล่า ก่อนที่เสียงหัวเราะนั้นจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็เสียงสะอื้นไห้อย่างหมดรูป
"...ทุกอย่าง...จบแล้ว...อำนาจ...เกียรติยศ...ไม่เหลืออะไรเลยสักอย่างเดียว..."
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องรับรองด้านล่าง วิกตอเรีย ผู้เคยได้ชื่อว่าเป็สตรีที่หยิ่งผยองและเ้าระเบียบที่สุดในเมือง บัดนี้กำลังนั่งซุกตัวอยู่บนพื้นหินเย็นเชียบ กอดผ้าม่านเก่า ๆ ไว้แน่นด้วยฝ่ามือที่สั่นระริก
เครื่องประดับทองคำและอัญมณีจำนวนมากของนางถูกเ้าหน้าที่ยึดและนำไปประมูลขายใช้หนี้ ชุดราตรีราคาแพงจากเมืองหลวงถูกขายทอดตลาดเพื่อจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้บริสุทธิ์ แม้แต่เหล่าคนรับใช้และสาวรับใช้ที่เคยประคบประหม่า ก็ทยอยขนของและลาออกจนหมดสิ้น
ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเสียงสรรเสริญ เหลือเพียงความเงียบสงบอันกังวาน และความว่างเปล่าที่คอยกัดกินจิตใจของพวกเขาทุกวินาที
ตัดฉากไปยัง...ห้องเล็กชั้นใต้ดิน ณ สถานกักกันส่วนกลาง
ห้องขนาดแคบไร้หน้าต่าง ไร้ลมพัดผ่าน และไม่อาจััได้ถึงแสงแดดยามเช้า...
อาเดล อัลดริช อดีตอัจฉริยะนักดาบผู้เคยทะนงตน บุตรคนโตแห่งตระกูลอัลดริชผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้นั่งขดตัวเหม่อมองกำแพงหินขรุขระ ร่างกายของเขาสูบผอมจนเห็นกระดูกไหปลาร้า ชัดเจนว่าเส้นทางมานาภายในร่างถูกพลังบดขยี้ของโซร่าทำลายล้างจนพังทลายอย่างสมบูรณ์ สายเืเวทมนตร์กลายเป็เพียงเถ้าถ่าน บัดนี้อย่าว่าแต่การจับดาบจริง แม้แต่การยก "ดาบไม้" น้ำหนักเบาขึ้นมา เขายังไร้เรี่ยวแรงจะทำได้
และที่เลวร้ายยิ่งกว่าาแทางกาย...คือาแในจิติญญา
ทุกๆคืนที่มืดมิด อาเดลจะสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกพร้อมกับเหงื่อท่วมตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความพรั่นพรึงสุดขีด เสียงกังวานอันเ็าของอดีตราชันัยังคงดังก้องอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
"ลุกขึ้นมา..."
"ข้ายังไม่อนุญาตให้เ้ายอมแพ้สักหน่อย"
"ฮึก...ฮือออ! อย่า! อย่าเข้ามา!"
อาเดลกุมศีรษะตัวเองไว้แน่น กรีดร้องและร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่กำลังขวัญเสีย ทุกครั้งที่เขายามหลับตา เขาจะฝันเห็นภาพกำแพงเพลิงสีแดงดำที่แผดเผาฟ้าดิน เห็นดวงตาสีแดงเพลิงคู่คมของโซร่าที่จ้องมองลงมาจากความมืด และรู้สึกเหมือนตนเองยังคงถูกพันธนาการอยู่บนสังเวียนประลองวันนั้น... ติดอยู่ในกรงเพลิงนั้นตลอดกาล
เหล่าผู้รักษาและแพทย์เวทมนตร์หลายคนลงความเห็นตรงกันหลังจากเข้าตรวจอาการ...
อาเดลไม่ได้เสียสติเพราะโรคจิตเวช...แต่จิติญญาของเขา หวาดกลัวและแตกสลายจนไม่อาจกลับมาเป็คนเดิมได้อีกต่อไป บทลงโทษที่แท้จริงที่โซร่ามอบให้ ไม่ใช่การสังหารร่างกายให้จบสิ้นไป... แต่เป็การทำลาย ตัวตน ความเย่อหยิ่ง และเกียรติยศทั้งหมดของอาเดลจนไม่เหลือชิ้นดี
ตัดฉากไปยัง...เมืองหลวงเดนิเซีย
ณ สำนักงานใหญ่สมาคมช่างตีเหล็กหลวง
บรรยากาศในห้องประชุมสภาช่างฝีมือเต็มไปด้วยความตึงเครียด ยามที่ อิกเนียส วัลคาร์ ช่างตีเหล็กหลวงระดับตำนาน ก้าวเท้าเดินเข้ามาภายในห้อง
ช่างฝีมือและกรรมการนับสิบชีวิตต่างพากันลุกขึ้นยืนทำความเคารพด้วยความยำเกรงเช่นทุกครั้ง ทว่าชายชราผมสีเงินกลับไม่ได้กล่าวทักทาย เขายื่นมืออันสั่นเทาลงไปในเสื้อคลุม หยิบ ตราประจำตำแหน่งช่างตีเหล็กหลวง ที่ทำจากทองคำและเพชรแท้ วางลงบนโต๊ะไม้กลางห้องประชุมอย่างสงบนิ่ง
"...ข้าขอลาออก"
เสียงราบเรียบของชายชราทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความตึงเครียดและตกตะลึง!
"ท..ท่านอิกเนียส!" ประธานสมาคมร้องขึ้นด้วยความลนลาน "เกิดอะไรขึ้นครับ?! ท่านเป็ถึงเสาหลักของสมาคมช่างตีเหล็กหลวงแห่งอาณาจักรเซซิลล่าร์นะ!"
อิกเนียสแย้มยิ้มออกมาบาง ๆ ั์ตาของเขามองออกไปนอกหน้าต่างดวงตาเป็ประกายผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"ข้าตีดาบและศาสตราวุธามาตลอดทั้งชีวิต..."
"ข้ามัวแต่มองหาความแข็งแกร่ง ความคม และชื่อเสียงจอมปลอม..."
"แต่วันนั้น...ณ เมืองฮาร์เรน...เมืองเล็็กๆอันห่างไกลที่ไม่มีความสำคัญใดๆในสายตาข้าเลย"
"ข้าเพิ่งได้เรียนรู้และค้นพบว่า...ยังมีคนที่สร้างอาวุธขึ้นมา เพื่อหยุดย้างความแค้น แทนที่จะสร้างมันเพื่อหล่อเลี้ยงไฟแห่งาอยู่"
ชายชราหลับตาลง ภาพของชายหนุ่มผมแดงที่ใช้ฝ่ามือเปล่าหักดาบัสีดำระดับตำนานทิ้งอย่างไม่แยแส ย้อนคืนมาในความคิด
"ช่างตีเหล็กที่กล้าทำลายผลงานระดับตำนานของตัวเองลงต่อหน้าผู้คน..."
"...คือช่างตีเหล็กที่เข้าใจความหมายของคำว่า 'อาวุธ' มากยิ่งกว่าข้าเสียอีก"
หลังจากวันนั้น...อิกเนียส วัลคาร์ ถอดชุดช่างตีเหล็กหลวงออกอย่างเป็ทางการ เขาเดินทางออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเกษตรกรรมเล็กๆริมแม่น้ำอันสงบเงียบ
เขาเปิดโรงตีเหล็กหลังเล็กๆมุงหลังคาด้วยฟาง ไม่รับงานสร้างอาวุธให้แก่ขุนนางหรือแม่ทัพคนใดอีกต่อไป... ชายชราใช้ฝ่ามือที่เคยหลอมดาบกษัตริย์ ตีเพียง จอบ เสียม ค้อน ตะปู และมีดทำครัว ให้แก่ชาวบ้านและเกษตรกรธรรมดา ๆ ด้วยรอยยิ้ม
เหนือประตูไม้ของโรงตีเหล็กหลังนั้น มีเพียงป้ายไม้เรียบง่ายสลักข้อความสั้น ๆ ไว้ว่า...
"อาวุธที่ดีที่สุด คืออาวุธที่ไม่จำเป็ต้องถูกใช้"
ณ ร้าน Flame Nest เมืองฮาร์เรน
กลิ่นเหล็กร้อนและไอถ่านไม้นุ่มลึกยังคงอบอวลอยู่ภายในร้านเช่นเดิม...
โซร่า ยังคงยืนอยู่หน้าเตาหลอม ยกค้อนเหล็กด้ามดำขึ้นและลงด้วยจังหวะที่มั่นคงสม่ำเสมอ
เคร้ง...เคร้ง...เคร้ง...
สะเก็ดไฟสีส้มร่วงกราวลงสู่พื้นหิน ชายหนุ่มผมแดงไม่เคยเอ่ยถึงชื่อของอาเดลอีกเลย ไม่เคยโอ้อวดถึงชัยชนะในการประลอง ไม่เคยพูดถึงการหักดาบตำนานต่อหน้าขุนนางนับหมื่น
สำหรับอดีตราชันั...เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็เพียง "งานงานหนึ่ง" ที่เข้ามารบกวนชีวิต และมันก็ได้จบลงไปแล้วตามหน้าที่
ทว่า...สำหรับผู้คนในเมืองฮาร์เรนแล้ว
วันนั้นคือวันที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของเมืองไปตลอดกาล วันที่พวกเขาได้ตระหนักและเรียนรู้ว่า...ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกใบนี้... ไม่ใช่คนที่จับดาบเข่นฆ่าศัตรูเพื่อสะสมอำนาจ แต่คือคนที่สามารถหยุดยั้งวงจรแห่งความยุติธรรมอันโหดร้าย... แล้วเดินกลับมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย โดยไม่ต้องหันหลังกลับไปมองมันอีกเลย
เคร้ง... เคร้ง... เคร้ง...
เสียงค้อนกระทบเหล็กดังกังวานสอดประสานไปกับกลิ่นหอมหวานของขนมปังอบใหม่จากร้านลูมิน่าที่ลอยมาตามสายลมยามเช้า...หล่อเลี้ยงชีวิต ความหวัง และสันติภาพของเมืองฮาร์เรนต่อไปอย่างไม่มีวันดับสูญ.