ซือซือที่หมดสติไปนานหลายเค่อค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา และสิ่งแรกที่เห็นก็คือเพดานห้องนอนในบ้านหลังเดิมที่เธอเริ่มรู้สึกคุ้นเคยแล้วนั่นเอง
“เฮ้อ... ที่แท้ก็ฝันไปนี่เอง ฝันร้ายซะด้วย” เธอค่อยๆ ยันตัวขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง พลางยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาลูบอกปลอบขวัญตัวเอง
“ฟื้นแล้วหรือ”
เสียงทุ้มห้าวที่ฟังดูยานคางคล้ายกับว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนดังขึ้นจากด้านหนึ่ง ทำให้เธอหันขวับไปมองจนคอแทบเคล็ด
“ฆะ... ฆะ... ฆาตกร...”
หลังจากทบทวนความทรงจำล่าสุดที่คิดไปเองว่าเป็ความฝัน เธอก็จำได้ทันทีว่าผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ได้ลงมือทำอะไรลงไปบ้าง ภาพคนมากมายที่ล้มตายราวใบไม้ร่วงด้วยฝีมือของเขาผุดขึ้นมาอีกครั้ง ซือซือไม่รู้ว่าควรจะกรีดร้องหรือวิ่งหนีก่อนดี แต่ชายหนุ่มแปลกหน้าก็ยังยืนกอดอกพิงประตูห้องมองเธอด้วยท่าทางเฉื่อยชา
“ข้าคือคนที่สังหารฆาตกรที่จะมาฆ่าเ้าต่างหาก ไม่รู้จักบุญคุณเอาเสียเลย”
“ข้าเป็เพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่มีศัตรูที่ไหน จะมีคนอยากฆ่าข้าได้ยังไง” ยิ่งดูจากชุดที่พวกมันสวมใส่ด้วยแล้ว เหมือนพวกกลุ่มที่รับจ้างฆ่าคนแบบที่เคยเห็นในซีรีส์จีนซะมากกว่า
หยางเฉวียนิมองเด็กสาวอย่างพิจารณา สิ่งที่เขาเห็นคือใบหน้าจิ้มลิ้มหมดจด ดวงตากลมโตสุกใส ผิวพรรณแม้จะไม่ได้ขาวผุดผ่องดุจน้ำนมเหมือนเหล่าคุณหนูในเมืองใหญ่ อาจเป็เพราะต้องทำงานกลางแจ้ง แต่ก็ขาวกว่าชาวบ้านทั่วไป และดูนวลเนียนไม่ได้หยาบกร้านราวคนทำงานหนัก ท่าทางของนางดูไร้พิษภัย จะว่ากลมกลืนกับเหล่าชาวบ้าน ก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก
“เ้าอยู่ที่นี่คนเดียวหรือ บิดามารดา ญาติพี่น้องของเ้าเล่า”
ซือซือย่นคิ้วให้กับคำถามเปลี่ยนประเด็นของคนตรงหน้า ที่จริงแล้วคนที่ควรโดนสอบสวนคือคนแปลกหน้าอย่างเขาไม่ใช่หรือไง
“ข้า... ทำไมข้าต้องบอกท่านด้วย! ท่านต่างหาก เป็ใคร มาทำอะไรที่นี่ แล้วพวกนั้นเป็ใคร ทำไมท่านถึงบอกว่าพวกมันมาเพื่อฆ่าข้า”
ซือซือเห็นชายหนุ่มตรงหน้ากระตุกยิ้มมุมปากราวกับคำถามของเธอเป็เื่น่าขัน แม้จะมีหนวดเคราบดบังอยู่แต่ก็เห็นได้อย่างชัดเจน เธอจึงย่นคิ้วอย่างไม่พอใจ
“หากจะสอบสวนข้าก็ลุกออกมา ข้าหิว! ยังไม่ได้กินอะไรั้แ่เมื่อวาน!” จากนั้นเขาก็เดินหันหลังออกไป ทิ้งให้เธอนั่งมึนงงอยู่คนเดียว
“จะออกมาหรือไม่ หาไม่ ข้าจะกินเนื้อกวางพวกนี้ให้หมด ไม่มีเหลือให้เ้าหรอกนะ”
เสียงะโจากด้านนอกที่มาพร้อมกับคำว่า ‘เนื้อกวาง’ ทำให้หูของเธอกระดิก น้ำลายของเธอไหลออกมาเต็มปาก ซือซือโยนคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบทิ้งไป แล้วรีบวิ่งออกจากห้องไปยังโต๊ะไม้หนึ่งเดียวกลางบ้านในทันที
บัดนี้บนโต๊ะไม้เก่าๆ ของเธอเต็มไปด้วยส่วนต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตที่เคยเป็กวางมาก่อน มันถูกหั่นเป็ชิ้นๆ และถูกย่างจนส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว น้ำลายที่สออยู่เต็มปากของเธอแทบจะไหลออกมาอยู่แล้ว
ซรู้ดดดดดดดดด
หยางเฉวียนิมองดวงตากลมโตเป็ประกายวาววับที่จับจ้องอยู่บนกองเนื้อย่างอย่างขบขัน ก่อนจะใช้มือหยิบเนื้อย่างชิ้นใหญ่เข้าปากและเคี้ยวโดยไม่สนใจนางอีก
เมื่อเด็กสาวเ้าของบ้านเห็นดังนั้น ก็รีบปราดเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับบุรุษแปลกหน้า และหยิบเนื้อย่างขึ้นมากัดอย่างแรงโดยไม่สนใจกิริยาใดๆ อีกเช่นกัน
หนึ่งบุรุษที่หิวจนไส้กิ่ว หนึ่งเด็กสาวที่ไม่ได้กินเนื้อย่างมาั้แ่ทะลุมิติมาที่นี่ ต่างนั่งแทะเนื้ออย่างเมามันท่ามกลางเสียงเคี้ยวหงุบหงับจุ๊บจั๊บของคนสองคน
หลังจากมื้ออาหารที่เป็อภินันทนาการจากฆาตกร... เอ้อ... แขกแปลกหน้าจบลง บรรยากาศแห่งความหวาดระแวงในคราวแรกก็ผ่อนคลายลงหลายส่วน
“ท่านเป็คนล่ากวางมาเหรอ” ถ้าดูจากฝีมือในการฆ่าคนของเขาแล้ว ต่อให้เป็เสือหรือกระทิงเขาก็คงล่าและฆ่าได้เพียงแค่ตวัดดาบฉับเดียวกระมัง
“อยู่กันสองคน หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็เ้าหรืออย่างไร” คำตอบยียวนนั้นทำให้ซือซือถึงกับมองค้อน ผู้ชายคนนี้นี่มันยังไงกัน จะตอบให้ดีๆ หน่อยก็ไม่ได้!
“แล้วท่านจะตอบคำถามข้าได้หรือยัง”
ซือซือเห็นบุรุษแปลกหน้าบิดี้เีสองสามครั้ง ก่อนจะนั่งเท้าคางมองเธอด้วยดวงตาที่เริ่มปรือปรอย
“ก็อย่างที่บอกไปแล้ว มีคนจ้างให้ข้ามาคุ้มครองเ้า และพาเ้ากลับเมืองหลวง”
“กลับเมืองหลวง?” เขาบอกเธอตอนไหนกัน!
“อืม...”
“ข้าไม่มีคนรู้จักที่เมืองหลวงสักหน่อย”
“แต่มีคนที่เมืองหลวงรู้จักเ้า ถึงได้ส่งข้ามาอย่างไรเล่า”
“ข้าไม่รู้จักใครทั้งนั้น ไม่รู้จักท่านด้วย ข้าไม่ไปหรอก!”
หยางเฉวียนิกลับมานั่งตัวตรงแล้วถอนหายใจออกมา
“หากไม่ไปกับข้า เ้าก็อาจจะต้องกลายเป็ศพ คนพวกนั้นจะไม่หยุดจนกว่าจะได้ศพของเ้ากลับไป ส่วนข้า! มีนามว่า หยางเฉวียนิ!”
หากเขาเอ่ยชื่อตนเองออกไปในเมืองหลวงหรือตามเมืองใหญ่ๆ ที่มีความเจริญมากกว่านี้ ผู้คนแปดถึงเก้าส่วนย่อมต้องรู้จักหรืออย่างน้อยต้องเคยได้ยินมาบ้างอย่างแน่นอน แต่ดูเหมือนเด็กสาวตรงหน้าจะอยู่ในส่วนหลัง
ซือซือรู้สึกสับสนอยู่ในใจ เธอรู้จากความทรงจำของร่างเดิมว่าเซียวหว่านซือคนนี้ไม่ใช่หลานแท้ๆ ของท่านยายเซียว ท่านยายเล่าให้ฟังว่าเก็บนางมาจากในป่าเมื่อครั้งที่นางยังเป็เพียงทารกแบเบาะ มีเพียงจี้หยกเล็กๆ รูปเขี้ยวสัตว์ห้อยคอเอาไว้ และมีตัวเลขสลักอยู่คล้ายจะเป็วันเดือนปีเกิดของเ้าตัว จะเป็ไปได้หรือเปล่าว่าคนที่เมืองหลวงนั้นจะเป็ญาติของเซียวหว่านซือคนนี้
“คนที่เมืองหลวง... พวกเขาเป็ใคร”
“แซ่หาน คุ้นหรือไม่”
ซือซือส่ายหน้า คนในหมู่บ้านมักจะมีแซ่เซียวหรือไม่ก็แซ่จาง ส่วนคนในตัวตำบลหรืออำเภอ เท่าที่เธอขุดความทรงจำของร่างเดิมมาได้ ก็ไม่รู้จักใครที่มีแซ่หานเช่นกัน
“แล้วเ้ามีบิดามารดาหรือญาติพี่น้องที่นี่อีกหรือไม่”
เธอยังคงส่ายหน้า
หยางเฉวียนิที่เฝ้ามองและลักลอบติดตามนางมาได้ราว 7 วันย่อมรู้คำตอบดีอยู่แล้ว
“เช่นนั้น เ้าอยากไปเมืองหลวงเพื่อพบคนแซ่หานที่อาจเป็ญาติหรือคนรู้จักของเ้าหรือไม่”
