วันเวลาสองเดือนผ่านไปอย่างสงบ ในที่สุดการประลองคัดเลือกศิษย์สายในก็มาถึง ความแตกต่างระหว่างศิษย์สายนอกและสายใน แม้ต่างกันเพียงอักษรเดียวทว่าคุณค่าของความหมายกลับคล้ายอยู่คนละโลก
ศิษย์สายนอก.. ไม่ว่าจะเป็การฝึกฝน ทรัพยากร และความเป็อยู่ ล้วนแต่ต้องอาศัยตนเองดิ้นรนให้ได้มา แก่งแย่งแข่งขันจนเกิดเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายกันเองอยู่เป็ประจำ
แต่สำหรับศิษย์สายใน อัจฉริยะที่ผ่านการเลือกเฟ้นจากคนนับพันย่อมได้รับการปฏิบัติที่แตกต่าง มีเพียงศิษย์สายในเท่านั้นที่สามารถเรียกได้ว่าเป็สมาชิกรุ่นเยาว์ของหมู่ตึกพฤกษา พวกเขาจะได้รับการอบรมสั่งสอนจากอาจารย์ทั้งห้าของสำนัก .... ไม่ว่าที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ล้วนได้รับการดูแลอย่างดี ทรัพยากรต่างๆก็มีแจกจ่ายให้เป็ประจำ ไม่จำเป็ต้องดิ้นรนทำภารกิจนอกสำนักเพื่อแลกกับหินปราณอีก
สรุปแล้วคือ พวกเขาไม่มีเื่ใดที่ต้องกังวลทั้งสิ้น มีหน้าที่เพียงฝึกฝนตนให้ก้าวหน้าที่สุดเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับสำนักเท่านั้น
จำนวนศิษย์สายในทั้งหมดมีไม่เกินหนึ่งร้อยคน และผู้ที่สามารถผ่านเข้าไปสู่สำนักในได้ในแต่ละปี ก็ยังถูกจำกัดไว้เพียงห้าคนเท่านั้น ในสภาวะเนื้อน้อยพระมาก…ไม่แปลกที่การประลองคัดเลือกเข้าเป็ศิษย์สายในจะเป็การแข่งขันที่ดุเดือดและถูกจับตามองมากที่สุดของสำนักตลอดมา
คุณสมบัติของการเข้าเป็ศิษย์สายในนั้นสูงมาก ข้อแรก คือต้องอายุไม่เกิน 21 ปี หากผู้ใดพ้นวัยแล้วยังมิอาจผ่านเข้าสู่สำนักเป็ศิษย์สายในได้ จะถูกพิจารณาให้สิ้นสภาพการเป็ศิษย์ ต้องออกจากสำนักไป
กฎข้อนี้สร้างความกดดันให้เหล่าศิษย์สายนอกตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์ที่อายุใกล้ครบเกณฑ์เ่าั้ นับวันยิ่งกดดันตนเองจนแทบเป็บ้า หากต้องกลับภูมิลำเนาไปในสภาพศิษย์แบบครึ่งๆกลางๆ ย่อมเป็เื่น่าอับอายของชีวิต ไม่อาจเชิดหน้าบอกผู้อื่นว่าตนเป็ศิษย์แห่งหมู่ตึกพฤกษาได้อย่างภาคภูมิใจ
คุณสมบัติข้อที่สองก็คือสามารถสำเร็จระดับยอดยุทธ์ ก่อนวัย 21 ปี ผู้ที่ทำเช่นนี้ได้จะถูกรับเป็ศิษย์สายในโดยปริยาย
ที่ผ่านมายอดศิษย์สายนอกลำดับต้นๆอย่างมากก็มีเพียงปราณในระดับเดียวกับถงชี่ นั่นก็คือ นักยุทธ์แปดหรือเก้าดาว หลังจากสามารถผ่านการประลองคัดเลือกเข้าสู่สำนักเป็ศิษย์สายในได้ ....เพียงรับการดูแลจากสำนักฝ่ายในอีกราวหนึ่งถึงสองปีก็สามารถเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์สบายๆ
แต่กับอัจฉริยะบางคน ที่แม้มิได้รับทรัพยากรหรือการดูแลพิเศษก็ยังสามารถสำเร็จระดับยอดยุทธ์ คนเหล่านี้มีพร์อันน่าทึ่ง อนาคตย่อมกลายเป็ตัวตนอันยิ่งใหญ่ระดับแว่นแคว้นได้ ไม่ว่าสำนักใดก็ล้วนมองหาต้นกล้าเช่นนี้เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับสำนัก รวมถึงหมู่ตึกพฤกษาก็เช่นเดียวกัน
ข้อสุดท้าย เป็ที่มาของการประลองในวันนี้ นั่นคือเป็หนึ่งในห้าอันดับแรกของผู้เข้าประลองคัดเลือกศิษย์สายใน
ทว่าสำหรับปีนี้นั้น ตำแหน่งเหลือเพียงสี่อันดับ เพราะฉวนสี่ที่สำเร็จยอดยุทธ์ไปเมื่อสองเดือนก่อน ได้ที่ว่างอันดับหนึ่งไปแล้ว
จำนวนศิษย์สายนอกมีจำนวนหลายพันคน ทว่าผู้ที่จะผ่านคัดเลือกกลับมีเพียงห้าอันดับแรก เพื่อความรวดเร็วในการประลอง และลดความวุ่นวายลง ทางสำนักจึงมีข้อกำหนดไว้ว่า ผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าประลอง จะต้องเป็ผู้ที่อยู่ในสามสิบอันดับแรกของศิษย์สายนอกเท่านั้น
หลังมู่เชียนเอาชนะหลี่เช่อได้ในงานประลอง นางจึงได้ลำดับสองของศิษย์สายใน ยิ่งเวลานี้ไม่มีฉวนสี่ นางย่อมกลายเป็ลำดับหนึ่งไปสามารถเข้าร่วมการประลองศิษย์สายในได้อย่างแน่นอนแล้ว
การฝึกตนของนางตอนนี้อยู่ในระดับนักยุทธ์แปดดาวขั้นกลาง เวลาเพียงสามเดือนนับจากย่างเท้าเข้าสำนัก มู่เชียนกลับสามารถพัฒนาปราณยุทธ์ได้ถึงสามขั้น ความเร็วและพร์ที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงสัตว์ประหลาดเช่นนี้ ย่อมสร้างชื่อเสียงให้แก่เด็กสาว ทั้งสำนักสายนอกเวลานี้ไม่มีใครไม่รู้จักนาง ที่สำคัญนางยังสัตว์อสูรที่ร้ายกาจอย่างอสรพิษหยกดำ ระดับปราชญ์อสูร ลำพังต้นทุนนี้ก็ทำให้นางสามารถครองตำแหน่งาาศิษย์สายนอกคนใหม่ได้อย่างมั่นคงแล้ว
ความสำเร็จที่คนอื่นมองว่าแสนรวดเร็วจนเข้าขั้นมหัศจรรย์ มู่เชียนกลับมองว่าเป็ระดับเต่าคลาน!! นางรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก หากมิใช่เสี่ยวจิ้งคอยจำกัดระดับการดูดดึงปราณของนางอยู่ตลอดเวลา คาดว่านางคงบรรลุยอดยุทธ์ไปนานแล้ว
ดูอย่างมู่เฉิงหลิน น้องชายฝาแฝดของนาง เขาเพิ่งส่งจดหมายมาเมื่อหนึ่งเดือนก่อนว่า ได้เข้าสู่สำนักในของตำหนักอัคคีเป็ที่เรียบร้อยแล้ว !!
พร์ปราณไฟธาตุเดี่ยวของเขาเดิมทีก็สามารถพัฒนาได้รวดเร็วอยู่แล้ว เมื่อประกอบกับโอสถรวมปราณที่นางมอบให้ ทำให้เขาสำเร็จถึงระดับนักยุทธ์แปดดาวชั้นสูงอย่างง่ายดาย ทางสำนักและเหล่าอาจารย์ไม่อยากให้ต้นกล้าดีเลิศเช่นนี้เสียเวลากับฝ่ายนอกของสำนักอีก จึงตัดสินใจเลื่อนมู่เฉิงหลินเข้าสู่สำนักสายในเป็กรณีพิเศษ ...ได้ยินว่าชายหนุ่มได้รับการดูแลอย่างดี มีทรัพยากรให้ใช้จำนวนมาก และยังถูกวางตัวให้เป็ว่าที่ยอดยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์แคว้นต้าหนาน !!!
เด็กสาวคิดเปรียบเทียบความเป็อยู่ของน้องชายฝาแฝดกับตนเองแล้วก็ถอนใจ
“เสี่ยวจิ้ง เ้าตื่นตระหนกเกินไปหรือไม่ ที่ผ่านมา่เ้าไม่อยู่ ข้าก็เคยฝึกปราณแบบรวดเร็วมาแล้ว แม้จะมีปัญหาปราณธาตุไม่สมดุล ต้องเสียเวลาปรับแต่งอยู่บ้าง ทว่าก็ยังไม่เชื่องช้าเพียงนี้” หญิงสาวพยายามเกลี้ยกล่อมัน้อยอีกครั้ง วันพรุ่งนี้ก็จะประลองคัดเลือกศิษย์สายในแล้ว หากเขายอมให้นางบรรลุขั้นเก้าดาวก่อนการประลองก็ยังดี
“มิใช่เ้า้าให้ข้าเข้าสู่สำนักสายใน และสำเร็จระดับยอดยุทธ์ จะได้รีบไปจากที่นี่หรอกหรือ ?” เมื่อเริ่มต่อรองก็คว้าเอาข้อถือสาที่สุดของัเทพออกมาทันที ที่ผ่านมาเสี่ยวจิ้งพูดกรอกหูนางเื่การไปจากที่นี่อยู่ทุกวี่วัน แต่ทว่าเขากลับคอยห้ามปรามมิให้นางเลื่อนขั้นโดยเร็ว ...นี่มันน่าอึดอัดเกินไปแล้ว...
“เฮอะ... แค่ประลองศิษย์สายนอกเ้าตื่นเต้นอะไรกัน ? พวกมันมีผู้ใดเทียบเ้าได้ล่ะ อีกอย่าง...เ้าเข้าใจว่านี่คือข้าถ่วงเวลาเ้ารึ ? บอกไว้ก่อน แต่เดิมแผนของข้าคือให้เ้าสำเร็จระดับยอดยุทธ์ในเวลาสองปี นี่เพียงไม่ถึงปีเ้ากลับบรรลุมาถึงนักยุทธ์แปดดาว ข้ายอมถอยให้เ้าที่สุดแล้ว เ้าว่าข้ายังวิตกเกินไปอีกหรือ..?!” เสี่ยวจิ้งโต้กลับเสียงเย็น สีหน้าัน้อยบอกชัดเจนว่าสิ่งที่นาง้านั้น เขาไม่มีทางอนุญาต
มู่เชียนมีสีหน้าสลดลง ระหว่างนั้นมือข้างหนึ่งก็รีบกระดิกนิ้วส่งสัญญาณให้เสี่ยวจือจือเข้ามา นางสังเกตุว่าผ้าปูโต๊ะที่จิ้งจกเทพผู้นี้เกาะอยู่เริ่มเกิดควันลอยขึ้นมาอีกแล้ว ….. !!
เสี่ยวจือจือเห็นสัญญาณที่นายสาวส่งมา ก็รีบละจากกระถางดอกไม้ที่ตัดแต่งอยู่ เข้ามาปรนนิบัติพัดวีเทพอสูรน้อยทันที มือสองข้างนวดสันหลังแบบที่เขาชอบ ทั้งชงชาหญ้าหิมะหวานที่เขาชอบ ตามด้วยผ้าชุบน้ำเย็นจัดช่วยลดอุณหภูมิซับไล่ตามตัว ที่ผ่านมานางทำเช่นนี้เป็ประจำวันละหลายๆครั้งจนคล่องแคล่วยิ่ง ครู่เดียวอารมณ์โกรธของเทพอสูรัเพลิงก็บรรเทาลง เสี่ยวจิ้งค่อยมีอารมณ์นั่งอธิบายเื่ราวให้มู่เชียนฟังโดยละเอียด
“รู้หรือไม่ ระดับขั้นทั้งสิบของผู้ฝึกตน ขั้นที่สำคัญที่สุดมิใช่ขั้นสุดท้าย แต่คือขั้นแรก ระดับนักยุทธ์นี่อย่างไรเล่า ...ในระดับนี้ เปรียบเหมือนการสร้างรากฐาน หากรากฐานเ้าแข็งแรงเพียงพอ ต่อไปเมื่อระดับฝึกตนสูงขึ้นเ้าก็จะได้เปรียบผู้อื่นมากนัก”
“ได้เปรียบอย่างไรหรือ?” เห็นเด็กสาวตั้งใจฟังไม่ได้มีทีท่าต่อต้าน เสี่ยวจิ้งก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้น
“ลองคิดดู ผู้อื่นอาจเก็บน้ำในแก้ว หรือ โอ่งใบหนึ่ง แต่เ้าสามารถน้ำในลำธาร หรือแม้กระทั่งระดับมหาสมุทร เ้าคิดว่าแตกต่างกันหรือไม่ ?! ระดับปราณก็เช่นกัน หากพื้นฐานของเ้าแข็งแรง ปริมาณของปราณในร่างเ้าก็จะมากกว่าผู้อื่นหลายเท่าตัว ผู้อื่นใช้ปราณหมดไปสามครั้งแล้ว เ้ายังมีอีกเหลือเฟือ…วันหน้าเ้าจะเข้าใจเอง…น่าเสียดายที่ผ่านมาเ้าฝ่าฝืนคำแนะนำของข้าไป ทำให้ผลลัพธ์ที่วางไว้ต่ำลงมาไม่น้อย”
คิดถึงจุดนี้แล้วคิ้วสองข้างของเทพอสูรัเพลิงก็ย่นเข้าหากันอย่างอดไม่ได้
“แค่ทำรากฐานให้มั่นคงก็มีผลแตกต่างกันปานนั้นเชียวหรือ ?”
“เฮอะ.. ผู้รอบรู้เช่นข้าต้องหลอกเ้าหรือ ?” ัน้อยยังหลงตัวเองไม่เปลี่ยน
คำอธิบายอย่างเห็นภาพของเขาก็ทำให้มู่เชียนตื่นเต้นจนตาเป็ประกาย รู้อย่างนี้นางก็ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายกับการกดพลังปราณอีกต่อไป ระหว่างมหาสมุทรกับโอ่งใบน้อย ไม่ต้องคิดพิจารณาก็สามารถเลือกได้แล้ว !
เช้าวันประลอง ศิษย์เกือบทุกคนจากทั้งสำนักต่างก็มาร่วมชมการแข่งขัน... ศิษย์สายนอกนั้นไม่ต้องพูดถึง นี่คือการประลองที่พวกเขาใฝ่ฝันถึงไม่ว่ายามหลับหรือตื่น เป็เป้าหมายสูงสุดในชีวิตก็ว่าได้ ศิษย์สายนอกไม่ว่าผู้ที่มีสิทธิ์และไม่มีสิทธิ์ร่วมประลอง ล้วนปรากฏตัวในที่แห่งนี้ ไม่ขาดแม้เพียงคนเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น กระทั่งศิษย์สายในบางคนก็ยังปรากฏตัวขึ้นเพื่อสังเกตการณ์อีกด้วย ศิษย์สายในเหล่านี้ล้วนเป็ตัวแทนของกลุ่มอิทธิพลต่างๆจากสำนักใน
กลุ่มอิทธิพลเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อเป้าหมายในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ที่อาจจำเป็ต้องใช้ศิษย์จำนวนมาก แน่นอนว่าสำนักในก็มีความขัดแย้งกันเกิดขึ้นเป็ระยะ ทว่าภายใต้กฎอันเข้มงวดของสำนัก ทำให้พวกเขาไม่อาจแสดงความรุนแรงต่อกัน ทำได้แค่เพียงแข่งขันกันว่ากลุ่มอิทธิพลใดจะมีสมาชิกมากกว่า สมาชิกของกลุ่มใดอยู่ในระดับสูงกว่า ไม่กี่อย่างเท่านั้น
และวันนี้พวกเขาก็มาเพื่อเฟ้นหาจับจองสมาชิกคนใหม่เข้าสู่กลุ่มของตน...
เวทย์คุ้มครองบนลานประลองเปล่งประกายหนาแน่นกว่าปกติ คงเพราะม่านป้องกันของเวทีในวันนี้แข็งแกร่งกว่าที่ใช้การประลองทั่วไป... ไม่มีใครไม่ทราบว่า การประลองคัดเลือกศิษย์สายในนั้นดุเดือดมาก หลายครั้งถึงกับมีผู้ร่วมประลองได้รับาเ็สาหัส และตายลงภายหลังด้วยซ้ำ
แม้จะมีกฎการประลองว่า หยุดเพียงรู้ผลแพ้ชนะ ทว่ามือเท้าไร้ตา ขอเพียงไม่ฆ่าใครตายกลางเวที ทางสำนักก็มิอาจลงโทษผู้กระทำผิดได้
การประลองเริ่มต้นด้วยการจับฉลาก แบ่งเป็สิบห้าคู่ ประลองแพ้คัดออก สี่อันดับสุดท้ายจะผ่านการคัดเลือกเข้าสู่สำนักสายในโดยไม่จำเป็ต้องประลองวัดสูงต่ำอีก
การประลองแบบนี้ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยฝีมือ ยังต้องอาศัยโชคอยู่บ้าง หากโชคดีพบกับผู้เข้าแข่งขันที่อ่อนแอสักหลายรอบ อาจประสบผลสำเร็จ สามารถผ่านการคัดเลือกเข้าเป็ศิษย์สายในได้ ทว่าหากพบคู่ต่อสู้เก่งกาจั้แ่รอบแรกๆ ตัวอย่างเช่นห้ายอดศิษย์สายในเ่าั้ ต่อให้เป็ยอดฝีมือพวกเขาก็อาจต้องตกรอบแรกไปอย่างน่าเสียดาย ...ผู้เข้าประลองทั้งหลายได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ตนต้องพบกับหนึ่งในห้าอันดับแรกเร็วเกินไปนัก
มู่เชียนยามนี้ยืนอยู่ด้านข้างของเวที ข้างกายของนางมีเสี่ยวจือจือและเสี่ยวจิ้งอยู่เช่นเคย เมื่อโม่เจี้ยนมองมาเห็นศิษย์น้องยืนอยู่ก็ยิ้มกว้างรีบเดินเข้ามาหา
“ศิษย์น้องมู่ … การประลองวันนี้ข้าไม่อาจออมมือให้เ้าได้ เฮ้อ.. ไม่อยากเจอเ้าเลยจริงๆ” ดวงตาสีเขียวเป็ประกายวิบวับ ขณะแสร้งทำเสียงเซื่องซึม ทำให้มู่เชียนหลุดยิ้มออกมา
“อืมม...ข้าก็หวังเช่นนั้นเ้าค่ะ ไม่อยากทำลายความหวังของคนกันเองเลยจริงๆ”
“เฮ้อ !!...ถึงอย่างไรเ้าก็ยังเด็ก เหลือเวลาอีกมากมายนัก …หวังว่าจะอภัยให้ข้าที่อาจทำเ้าตกรอบไปนะ” โม่เจี้ยนแสร้งถอนใจ แล้วประสานมือคารวะให้นางอย่างสุภาพ ซึ่งหญิงสาวก็แสร้งคารวะกลับอย่างนอบน้อมยิ่ง
“เช่นกันๆ ศิษย์พี่ก็อายุมากแล้ว ย่อมรับมือกับความผิดหวังได้มากกว่า... ข้าขออภัยล่วงหน้าแล้วกันนะเ้าคะ ”
ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองต่างเชือดเฉือนกันด้วยคำพูดจนพอใจ แล้วก็เริ่มหัวเราะให้กันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศตึงเครียดเปลี่ยนเป็ผ่อนคลายขึ้นทันตา
หลังการจับฉลากจบสิ้นลง การประลองก็เริ่มต้นขึ้นในที่สุด บนเวทีการต่อสู้อันดุเดือดค่อยๆดำเนินไป บางคู่ก็สามารถตัดสินใจผลแพ้ชนะได้ในหนึ่งกระบวนท่า ขณะที่บางคู่ฝีมือสูสีกัน ...การประลองจึงรุนแรงจนแทบจะเป็การแลกด้วยชีวิตเลยทีเดียว
ในที่สุด…หนึ่งในการประลองที่น่าจับตามองของปีนี้ก็มาถึง
“การประลองรอบต่อไป มู่เชียนอันดับสอง พบ เกาเจี้ยน อันดับเก้า เริ่มการประลองได้ !”