หลินซือเยว่ในอดีตกาลนั้น มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้คนเปิดดวงเนตรทิพย์สื่อสารกับเหล่าดวงิญญา ตรงกันข้ามกับนางในตอนนี้ใช้ชีวิตด้วยความระแวดระวัง ไม่ยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นเกินความจำเป็นั่นเพราะนางมาอยู่ในร่างนี้ในวัยเด็ก ที่มีอายุเพียงห้าปีเท่านั้น แต่ละวันจึงผ่านไปอย่างเชื่องช้าไร้คนมีฝีมือข้างกายทรัพย์สินเงินทองนั้นยิ่งไม่มี กว่านางจะรอให้ตัวเองเติบโตมีกำลังพอจะลงจากเขาไปรักษาผู้คนได้ ก็ยามเมื่ออายุสิบปีเสียก่อน
ยามนี้นางอายุสิบหกปีเคยไปไกลสุดแค่อำเภอฝู การเดินทางกลับตระกูลหลินคราวนี้นับว่าเป็ก้าวที่ยิ่งใหญ่ของนางในโลกนี้ก็ว่าได้จะว่าไปแล้วพ่อแม่พี่ชายหรือคนตระกูลหลินหน้าตาเป็อย่างไรนั้นนางนึกไม่ออกเลยจริง ๆ
การเดินทางเป็ไปอย่างราบรื่นเมื่อใดที่หลินซือเยว่บอกให้หยุด เส้นทางข้างหน้ามักจะมีปัญหาอยู่เสมอในคราแรกหลินอ้ายก็โต้แย้งอยู่บ้าง ต่อมาถึงรู้สิ่งใดที่คุณหนูรองผู้นี้เอ่ยออกมามักกลายเป็เื่จริงในภายหลัง โดยเฉพาะหลังออกจากอำเภอฝูได้วันเดียว ลมหนาวมาเยือนอย่างกะทันหันตกดึกหิมะตกหนักในทันที เรียกได้ว่าปีนี้อาจเกิดภัยพิบัติจากความหนาวตามมา
“ป้าเผิงเอาเสื้อกันหนาวไปให้หลินอ้ายด้วย”
“เ้าค่ะคุณหนู”เผิงฉือรีบไปรื้อกล่องที่อยู่ด้านหลังรถม้านำชุดกันหนาวของบุรุษออกมามอบให้หลินอ้าย พร้อมทั้งอุปกรณ์กันหนาวต่าง ๆ
หลินอ้ายรู้สึกซาบซึ้งในความมีเมตตาของหลินซือเยว่มากถึงกับมาคุกเข่าก้มกราบด้วยคราบน้ำตา ยามอยู่ในตระกูลหลินเขาได้รับแต่เสื้อผ้าเก่าๆ ของผู้อื่น เนื่องจากไม่กล้าใช้เงินซื้อสวมใส่ทางบ้านยากไร้ถึงขั้นขายลูกชายมาเป็บ่าวรับใช้ผู้อื่น นี่นับเป็ของขวัญชิ้นแรกที่เขาได้รับเลยก็ว่าได้
“ข้าขอบคุณคุณหนูรองที่เมตตาขอรับ”ไม่เพียงแค่เสื้อผ้าหน้าหนาว อาหารการกินของเขาก็ดีขึ้นด้วยไหนเลยหลินอ้ายจะเคยได้รับสิ่งดี ๆ เช่นนี้มาก่อน
เผิงฉือเห็นน้ำตาของหลินอ้ายก็อดใจอ่อนไม่ได้“รู้ความเช่นนี้ก็ดีแล้ว เ้าก็อย่าได้เนรคุณภายหลังก็แล้วกัน”
“ข้าไม่กล้า ๆ”
“ลุกขึ้นเถอะ”หลินซือเยว่เอ่ยทั้งที่ดวงตา ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่างของห้องพักหิมะสีขาวโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ขอทานหลายคนเริ่มก่อไฟบรรเทาความหนาวผู้คนเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนไม่ออกมาช่างเป็ความงามที่เต็มไปด้วยความยากลำบากเหลือเกิน
“ไป ๆ กลับไปห้องพักของเ้าได้แล้วคุณหนูของข้าจะพักผ่อน”
“ขอรับท่านป้าเผิง”หลินอ้ายหอบเอาเสื้อผ้าหน้าหนาวพร้อมกับผ้าห่มนวมผืนใหญ่ อีกทั้งยังมีเตาอุ่นมือกลับไปยังห้องพักของตัวเอง
“ตระกูลหลินคิดอย่างไรถึงส่งคนขับรถม้าอายุสิบเจ็ดปีมารับคุณหนู ยังไม่รู้ประสาอะไรเลยด้วยซ้ำแค่รถม้าพังยังแก้ไขไม่ได้” เผิงฉือส่ายหน้าไปบ่นไปด้วย“หากเกิดเจอโจรผู้ร้ายระหว่างทาง ใครจะช่วยเหลือใครก็ยังไม่รู้อย่างน้อยก็ควรจะส่งคนคุ้มกันมาด้วยสักคนสองคนก็ยังดี”นางบ่นไปมือก็จัดที่นอนเตรียมให้หลินซือเยว่ไปด้วย
“พวกเขาทิ้งข้าไว้ที่อารามไท่ผิงกวนถึงสิบปีเต็มท่านหวังสิ่งใดจากคนเ่าั้ได้ด้วยรึ”
น้ำเสียงกึ่งเยาะของหลินซือเยว่ทำให้ผิงฉือถึงกับอดรู้สึกสงสารนางไม่ได้ คุณหนูของนางทั้งงดงามและมากฝีมือเหตุใดถึงไม่มาเยี่ยมหาเลยสักครั้ง นางมีใบหน้าเดียวคือความเฉยชามองทุกอย่างรอบตัวด้วยความว่างเปล่า คล้ายกับว่าชีวิตนี้เกิดมาได้ไร้จุดหมาย
“คุณหนูท่านปิดหน้าต่างแล้วมานอนเถอะเ้าค่ะลมหนาวเข้ามาในห้องแล้ว”
“ได้” หลินซือเยว่ลุกขึ้นเดินไปนอนบนเตียง มุมปากยิ้มนิด ๆ เมื่อเห็นเผิงฉือรีบร้อนปิดหน้าต่างบานที่นางนั่งชมวิวเมื่อครู่นี้
“อันที่จริงคุณหนูควรเปลี่ยนชุดแต่งกายใหม่จะใส่เพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีเรียบ ๆ แบบเดิมไม่ได้แล้ว”
“เื่นั้นไม่ใช่เื่ใหญ่”นางเอ่ยสั้น ๆ แล้วพลิกตัวหันหลังให้เผิงฉือ
เผิงฉือนอนบนตั่งสำรองอยู่ในห้องนางเคยคิดจะเลี้ยงดูคุณหนูเหมือนลูกสาวแต่ว่ารูปลักษณ์และความสูงส่งของหลินซือเยว่ ทำให้นางนั้นไม่อาจเอื้อมถึงได้จริง ๆพึงพอใจที่จะเป็คนสนิทข้างกายเช่นดังเดิม นางมองคนบนเตียงครู่หนึ่งก่อนดับตะเกียงแล้วเอนตัวลงนอน
การเดินทางในสามวันต่อมากลับต้องพบเจอปัญหาเมื่อไม่อาจไปถึงโรงเตี๊ยมได้ก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกดินจำเป็ต้องแวะที่ศาลาพักม้าไปก่อน
“ท่านป้าเผิงคนที่ศาลาพักม้าบอกว่าห้องส่วนตัวเต็มแล้วขอรับเหลือแค่ห้องโถงส่วนรวม แต่ข้าไปดูมาแล้วมีแต่ชาวบ้านเนื้อตัวสกปรก นั่งเบียด ๆกันเต็มไปหมด เกรงว่าคุณหนูรองจะอยู่ไม่สะดวก” หลินอ้ายเกิดรู้สึกผิดขึ้นมาเขาบังคับม้าไปไม่ถึงโรงเตี๊ยมข้างหน้า ทำให้หลินซือเยว่ต้องได้รับความลำบากเช่นนี้
“ป้าเผิงตั้งกระโจม”
หลินอ้าย “...?”
เผิงฉือ “เ้าค่ะคุณหนู มาเร็วหลินอ้ายมาช่วยข้าตั้งกระโจมกันว่าแต่ตั้งตรงไหนเ้าคะคุณหนู”
หลินซือเยว่กวาดตามองไปรอบ ๆนางชี้นิ้วไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งบริเวณนั้นสามารถมองเห็นศาลาพักม้าได้อย่างชัดเจน
“ไปเร็วหลินอ้ายใต้ต้นไม้นั่น”
หลินอ้ายเริ่มจะคุ้นชินกับการตัดสินใจของหลินซือเยว่เขารีบจูงม้าไปยังใต้ต้นไม้ และช่วยเผิงฉือจัดการตั้งกระโจม
“ถึงว่าทำไมรถม้ามันถึงหนักเพียงนี้ที่แท้พวกท่านก็ขนมาสารพัดอย่างเลย”
“เ้าโง่ หากคุณหนูของข้าไม่รอบคอบป่านนี้เ้าได้หนาวตายอยู่ข้างนอกนั่นแล้ว”
ไม่เพียงแค่กระโจมของหลินซือเยว่กระโจมเล็กของหลินอ้ายก็ยังมีอีกด้วย
หลินอ้ายมองเห็นกระโจมเล็กของตนเองก็รู้สึกพิศวงยิ่งนักเดินเข้าไปหาเผิงฉือใกล้ ๆ “ท่านป้าเผิงข้าถามจริง ๆ เถอะคุณหนูรองล่วงรู้ดินฟ้าอากาศใช่ไหม ถึงได้รู้ว่าหิมะจะตกอากาศจะหนาวเหน็บ”
“คุณหนูของข้าเติบโตในอารามเต๋าเ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ” เผิงฉือไม่ยอมตอบตามตรง เพราะนางเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเื่ที่หลินซือเยว่ล่วงรู้นั้นมาจากไหนกันแน่ เพราะดูจากความสามารถแล้วเหมือนจะเหนือเ้าอาวาสชุนอยู่หลายขุม
ตั้งกระโจมเสร็จแล้วเผิงฉือก็ทำอาหารที่เตรียมมาด้วยนางทำข้าวต้มร้อน ๆ มีของว่างเป็ขนมที่แวะซื้อระหว่างทาง หลินอ้ายได้กินอาหารร้อนๆ ท้องอิ่มหนังตาเริ่มหย่อน หลินซือเยว่ให้เขาเข้าไปนอนหลับให้เต็มที่เพราะเขาทำงานหนักมาตลอดทั้งวันแล้ว พอหัวถึงพื้นกระโจมเขาก็ส่งเสียงกรนในทันที
เผิงฉือคอยดูกองไฟไม่ให้ดับหลินซือเยว่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวน้อย ดวงตามองไปยังศาลาพักม้าอยู่เป็ระยะเหมือนมีบางเื่ราวในใจที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้
“คุณหนูเข้านอนเถอะเ้าค่ะทางนี้ข้าจะคอยดูกองไฟให้เอง”
“ไม่ต้องหรอกป้าเผิงท่านดับไฟเข้านอนพร้อมข้าได้เลยค่อยตื่นอีกทียามโฉ่ว(01.00-02.59)ก็แล้วกัน” สีหน้าของหลินซือเยว่ดูมีกังวล“เก็บของที่เหลือขึ้นรถม้าไว้ก่อน”
เมื่อหลินซือเยว่เอ่ยเช่นนี้ย่อมมีที่มาที่ไปเผิงฉือไม่รอช้าเก็บหม้อไหทุกอย่างขึ้นไว้บนรถม้าอย่างรวดเร็วกลับมาเข้านอนตามที่คุณหนูของตนสั่ง “ยามโฉ่วจะมีเื่ใช่ไหมเ้าคะ”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ เตรียมตัวไว้เถอะ”
“เ้าค่ะคุณหนู”
ยาวโฉ่ว
เสียงโลหะกระทบกันดังก้องในยามราตรีหลินอ้ายกับเผิงฉือวิ่งออกมาจากกระโจมพร้อม ๆ กันกลับเห็นแผ่นหลังของหลินซือเยว่ที่ยืนตัวตรง สายตาจ้องไปยังศาลาพักม้าเงียบ ๆ
“คุณหนูรองทำอย่างไรดีขอรับพวกเราควรเก็บกระโจมไปจากที่นี่ดีหรือไม่”หลินอ้ายไม่เคยเจอเหตุการณ์น่ากลัวเช่นนี้มาก่อนเสียงกรีดร้องของผู้คนดังโหยหวนไปหมด
“ออกไปตอนนี้ได้ตายเพราะความหนาวแน่นอน”หลินซือเยว่คำนวณดูแล้ว การเดินทางยามนี้โอกาสรอดมีน้อยยิ่งนักไม่เพียงแค่นางที่รู้ คนในศาลาพักม้าเองก็รู้เช่นเดียวกันพวกเขาหนีออกมาแต่ก็รั้งรออยู่รอบ ๆ ไม่ได้เดินทางไปไหนในทันที
ร่างกายของเ้าจะรับรู้ศิลปะการต่อสู้ได้ยามเมื่อผ่านพ้นวัยปักปิ่นไปแล้ว
เสียงตัวตนในอดีตกาลเอ่ยย้ำเตือนนางเช่นนี้ในวันที่นาง้าฝึกวรยุทธ์ แต่นี่นางผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้หนึ่งปีแล้วเหตุใดนางถึงไม่รับรู้ได้ถึงวรยุทธ์ที่เคยมีในอดีต ติดขัดที่ตรงไหนกัน
เสียงฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ามาทางที่พวกเขาตั้งกระโจมอยู่
“ฮูหยินทางนี้เ้าค่ะ !”
“พวกเ้าเป็ใครอย่าเข้ามาใกล้คุณหนูรองของข้านะ!” หลินอ้ายส่ายไม้ฟืนในมือไปยังคนแปลกหน้าเพื่อปกป้องหลินซือเยว่กับเผิงฉือ
คนทั้งกลุ่มถึงกับชะงัก พวกเขาแค่เห็นแสงไฟจากตะเกียง จึงรีบวิ่งมาทางนี้ไหนเลยจะคิดว่ามีคนตั้งกระโจมท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้
“แม่นางฮูหยินของข้าเพิ่งหนีออกมาจากศาลาพักม้าพวกเราไม่ใช่คนร้ายแน่นอน ขอพักอยู่ตรงนี้สักครู่ได้หรือไม่พวกเราไม่มีที่อื่นให้ไปอีกแล้ว” บ่าวสูงวัยผู้หนึ่งไม่สนใจหลินอ้ายแต่หันไปเอ่ยกับหลินซือเยว่ที่อยู่ด้านหลัง
“แม่นมฉีข้าว่าไปต่ออีกสักหน่อยดีหรือไม่”คนผู้นี้ดูไม่เหมือนบ่าว มองไปแล้วเหมือนทหารหรือไม่ก็องครักษ์เสียมากกว่า
“มะไม่ ข้าไม่ไป ข้าจะรอท่านพี่ โอ๊ย !” เจินซูเหวินหรือต่งฮูหยิน เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเทานางถูกคลุมด้วยผ้าขนสัตว์อย่างหนาแน่น
“ฮูหยิน !”แม่นมหนึ่งคนกับสาวใช้อีกสอง ต่างกรูเข้าไปดูฮูหยินของพวกนางคนคุ้มกันอีกสองคนต่างตระหนักถึงความยากลำบากนี้พวกเขาคนหนึ่งมองไปทางซ้ายอีกคนมองไปทางขวาจากนั้นมองกลับไปที่โรงพักหน้าอยู่ตลอดเวลา
หลินซือเยว่หันไปมองเผิงฉือเล็กน้อย“ป้าเผิงไปดู”
“ฮูหยินพวกเ้าเป็อะไรไป”เผิงฉือเข้าไปดูอีกคน ทว่าความมืดทำให้มองเห็นไม่ชัดว่าฮูหยินผู้นี้เกิดอันตรายอันใดขึ้น
“มีน้ำเ้าค่ะ ! แม่นมฉี !” สาวใช้นางหนึ่งััได้ถึงความผิดปกติขณะที่ฮูหยินของนางสีหน้าบิดเบี้ยวไปหมด
“นางกำลังจะคลอดลูก”น้ำเสียงเย็นเยียบของหลินซือเยว่ทำให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนี้ถึงกับสูดลมหายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด“พานางเข้าไปในกระโจม หลินอ้ายก่อไฟต้มน้ำร้อน ป้าเผิงย่ามยาส่วนเ้าสองคนคุ้มกันบริเวณนี้อย่าให้มีผู้ใดเข้ามา”
นางเอ่ยจบทุกคนก็ยังยืนนิ่งอยู่กับที่“ไป !” กระทั่งคำนี้ถูกเอ่ยออกมา พวกเขาถึงกระจายตัวกันไปทำงานตามคำสั่งไม่เว้นกระทั่งคนคุ้มกันก็ยังฟังคำสั่งของนาง
“เ้ากับป้าเผิงอยู่ในกระโจมกับข้าส่วนเ้าสองคนคอยอยู่ด้านนอก” นางหันไปทางแม่นมฉี ก่อนหันไปทางสาวใช้ทั้งสองคน
“ทำตามคำสั่งแม่นางผู้นี้เถอะ”แม่นมฉีเหมือนว่าไม่มีทางเลือก ลอบมองไปที่ศาลาพักม้ายังได้ยินเสียงต่อสู้กันอยู่อีกทั้งบางแห่งยังมีไฟไหม้ลุกลามขึ้น ชาวบ้านคนอื่น ๆกระจายไปอยู่บริเวณอื่นที่ลับสายตาผู้คนมีเพียงกระโจมแห่งนี้ที่เดียวที่อยู่ใกล้ที่สุด