รอยแตกกลางหลังของผู้ปกครองป่า มิได้เป็เพียงรอยแตกบนแผ่นศิลา
มันคือรอยแตกบนความเงียบงันของทั้งเมือง
ก่อนหน้านั้น ผู้คนเห็นเพียงูเาที่มีลมหายใจ เห็นเพียงเกราะหินที่ธนูเด้งกลับ หอกบิ่น ขวานอาบออร่าธาตุไฟยังทำได้เพียงฝากรอยไหม้ตื้น ๆ เอาไว้บนผิวศิลา
แต่ตอนนี้ หลังจากเด็กผอมซีดคนหนึ่งหมุนตัวกลางอากาศ แล้วตอกส้นเท้าลงบนหลังของสัตว์อสูรราวกับกำลังตำหนิพื้นถนนที่วางตัวผิดตำแหน่ง แผ่นหินหนาที่ไม่มีใครเจาะเข้า กลับแตกออกเป็รอยกว้าง
เืสีคล้ำซึมออกมาตามรอยแยก
กลิ่นคาวเืปะปนกับกลิ่นฝุ่นหินและควันที่ลอยขึ้นมาจากกลางหลัง
ผู้ปกครองป่าทรุดตัวลงทั้งสี่ขา เสียงหอบหายใจของมันดังหนักหน่วงราวกับเตาหลอมขนาดั์ที่กำลังจะะเิ
และสนามรบทั้งสนามก็เงียบไปชั่วขณะ
ไดกอนยังค้างอยู่ในท่าจับขวาน
แอสปาร์ลดคันธนูลงโดยไม่รู้ตัว
ชิโซะมองแผ่นหินที่แตกกระจายบนพื้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง
บรอนน์ นักล่าผู้ใช้ขวานคู่และออร่าธาตุไฟ ผู้ถูกเรียกว่าเ้าหัวกระดูกอย่างไร้ความเคารพมาแล้วหนึ่งครั้ง มองรอยแตกบนหลังหมีศิลาแล้วรู้สึกว่าขวานในมือตัวเองเบาขึ้นอย่างประหลาด
ไม่ใช่เพราะมันเบาลงจริง ๆ
แต่เพราะสิ่งที่เขาเชื่อว่าหนักแน่นที่สุดในเมืองนี้ เพิ่งถูกเด็กซอมซ่อคนหนึ่งทำให้แตกด้วยส้นเท้า
โนเอลยืนอยู่บนพื้น ห่างจากร่างมหึมาของหมีศิลาไม่กี่ก้าว
เขาปัดฝุ่นออกจากชายเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังยืนอึ้งกันเป็แถว
“ยืนชมผลงานข้าอีกนานไหม?”
เสียงของเขาดังขึ้นอย่างหงุดหงิด
“ข้าสร้างจุดให้ตีไว้ให้แล้ว ถ้าพวกเ้ายังไม่รีบใช้ มันจะปิดแผลก่อนที่สมองพวกเ้าจะเริ่มทำงานเสียอีก!”
คำพูดนั้นเหมือนค้อนฟาดลงบนกระดิ่งสนามรบ
บรอนน์ได้สติก่อนใคร
“นักล่า! เล็งรอยแตกกลางหลัง!”
แอสปาร์ยกคันธนูขึ้นทันที
“นักธนู เล็งตามข้า! อย่ากระจายเป้า!”
ไดกอนคำรามต่ำในลำคอ กระชับขวานแน่น
“แนวโล่! เตรียมรับแรง ถ้ามันลุก ข้าจะเบี่ยงซ้าย!”
ชิโซะวางมือทั้งสองลงบนพื้น
“รากไม้ เตรียมตรึงขาหลัง!”
ความวุ่นวายที่เกือบแตกกระจายเมื่อครู่ ถูกคำสั่งหลายชุดร้อยกลับเข้าด้วยกันอีกครั้ง
ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะโนเอละโจากบนหลังคา
แต่เพราะทุกคนเห็นแล้วว่าเสียงของเด็กผอมซีดคนนั้นพาให้พวกเขารอด
เห็นแล้วว่าคำสั่งประหลาดของเขาทำให้แนวโล่ไม่แตก
เห็นแล้วว่าเด็กหนุ่มมองเห็นสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็น
และเห็นว่าสิ่งที่ดูเป็ไปไม่ได้เริ่มมีความหวังขึ้นมา
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ลูกศรชุดแรกพุ่งเข้าใส่รอยแตกกลางหลัง
บางดอกปักเข้าเนื้อสีคล้ำ บางดอกกระแทกขอบศิลาแล้วเด้งออก แต่คราวนี้ทุกดอกมีเป้าหมายเดียวกัน
หมีศิลาคำรามลั่น พยายามบิดตัวหันหลังหนี
“เ้าั์เขียว! ปิดทางหนี” โนเอละโ
“รู้แล้ว!”
ไดกอนพุ่งเข้าไปด้านซ้ายของมัน ขวานใหญ่ตั้งเฉียง ออร่าขาวไร้ธาตุไหลจากแก่นพลังผ่านเอว สะโพก แผ่นหลัง หัวไหล่ และแขนอย่างที่เขาเพิ่งเรียนรู้ได้ไม่นาน
เขาไม่ได้รับแรงตรง
ไม่ได้ดันด้วยกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว
แต่ใช้ขวานเป็แกนเบี่ยงจังหวะหมุนตัวของหมีศิลาให้ช้าลงครึ่งลมหายใจ
ครึ่งลมหายใจนั้นเพียงพอให้ชิโซะลงมือ
“รากพันสามชั้น!”
เถาวัลย์หนามพุ่งขึ้นจากพื้น ไม่ได้รัดทั้งร่างของหมีศิลาอย่างสิ้นเปลือง แต่พุ่งเข้าหาขาหลังสองข้างในจังหวะที่น้ำหนักของมันกำลังย้ายผิดตำแหน่ง
กรึก!
ขาหลังของผู้ปกครองป่าชะงักไปเสี้ยววินาที
“เ้าหัวกระดูก!”
“ข้ารู้!”
บรอนน์พุ่งเข้าจากด้านขวา ขวานคู่ในมือถูกอาบด้วยออร่าสีแดงเพลิง เปลวไฟลุกไหวตามคมขวาน เสียงลมร้อนดังฟู่เมื่อเขาเหวี่ยงอาวุธขึ้นเหนือศีรษะ
คราวนี้เขาไม่ได้ฟันใส่เกราะหนาอย่างดื้อรั้น
เขาฟันขอบรอยแตก
ฉัวะ!!!
ขวานซ้ายตัดขอบศิลาให้ปริกว้างขึ้น
ฉัวะ!!!
ขวานขวาฟันซ้ำเข้าตรงเนื้อที่เผยออกมา
เปลวไฟไม่ได้เผาูเาให้ละลาย
แต่เผาเืและเนื้อที่เพิ่งเปิดออกให้ไหม้เกรียมจนหมีศิลาสะบัดตัวอย่างเ็ป
“ดี!” โนเอละโ “ไฟของเ้ามีประโยชน์ขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว เ้าหัวกระดูก!”
บรอนน์กัดฟัน
“ข้าควรดีใจไหมที่ถูกชมแบบนี้!”
“อย่าเพิ่งดีใจ เดี๋ยวจะตายก่อน!”
หมีศิลาเหวี่ยงตัวกลับอย่างรุนแรง
ปึงงง!!!
แนวโล่ด้านขวาถูกแรงะเืผลักถอย นักล่าหลายคนเกือบเสียหลัก แต่คราวนี้ไม่มีใครวิ่งมั่วเหมือนตอนแรก คนถือโล่ถอยเป็จังหวะ คนถือหอกเสียบต่ำเพื่อกันขา นักธนูถอยขึ้นหลังเกวียนและหลังคาเตี้ยเพื่อยิงต่อ
แผลแรกไม่ได้ฆ่ามัน
แผลที่สองก็ยังไม่พอ
แต่เมื่อธนู หอก ขวาน เถาวัลย์ คันดิน และโล่เริ่มขยับด้วยจังหวะเดียวกัน ผู้ปกครองป่าที่เคยเป็ูเาไร้ผู้ต้าน ก็เริ่มกลายเป็สัตว์าเ็ที่ถูกบังคับให้เสียเืทีละหยด
โนเอลยืนมองจากพื้นถนนแทนหลังคาแล้ว
ดวงตาดำสนิทของเขาไล่ตามทุกแรงปะทะ ทุกการถอย ทุกตำแหน่งที่กำลังจะเกิดช่องว่าง
“โล่ซ้าย ถอยครึ่งก้าว!”
“หอกกลาง แทงต่ำ!”
“นักธนู อย่ายิงตอนมันสะบัดหัว รอให้มันลงน้ำหนัก!”
“เ้าเปียจิ๋ว อย่าดึงนาน ดึงแล้วปล่อย ไม่เช่นนั้นเถาวัลย์เ้าจะกลายเป็อาหารเสริม!”
ชิโซะหน้าแดงเพราะทั้งกลัวทั้งหงุดหงิด
“ข้ารู้แล้ว น้องชายสุดเก่ง!”
“ดี เรียกข้าด้วยความเคารพมากกว่านี้หน่อย แล้วเถาวัลย์เ้าอาจโตเร็วขึ้น”
แอสปาร์ยิงลูกศรเข้ารอยต่อใกล้หัวไหล่ของหมีศิลา ก่อนหันมาะโ
“ข้าไม่คิดว่าพืชจะโตเพราะคำชมของเ้า!”
“เ้าไม่ใช่พืช เ้าหัวแหลม อย่าแสดงความเห็นแทน”
แม้ปากยังเถียงกัน แต่จังหวะการต่อสู้ดีขึ้นอย่างชัดเจน
หมีศิลาพยายามหันหนีรอยแตก แต่ถูกไดกอนเบี่ยงแรง
พยายามพุ่งชนแนวโล่ แต่ถูกคันดินบีบทาง
พยายามยกขาหน้าขึ้นกวาด แต่ถูกหอกแทงต่ำและลูกศรของแอสปาร์บังคับจังหวะ
พยายามถอยกลับเข้าป่า แต่บรอนน์กับนักล่ากลุ่มหนึ่งคอยตัดเส้นทางด้านข้าง
ทุกอย่างกำลังดีขึ้น
ดีขึ้นอย่างน่าประหลาด
ดีขึ้นจนผู้คนเริ่มกล้าหายใจเต็มปอดอีกครั้ง
และนั่นเอง ที่ผู้ปกครองป่าคลั่งอย่างแท้จริง
กรรรรรรร…
เสียงต่ำลึกดังออกมาจากลำคอของมัน
ไม่ใช่เสียงคำรามเพื่อข่มขวัญ
แต่เป็เสียงของสัตว์ที่ถูกทำร้ายซ้ำ ๆ จนเหลือเพียงความเดือดดาล
แผ่นหินบนหลังที่แตกออกเริ่มขยับผิดจังหวะ บางส่วนงอกใหม่ไม่ทัน บางส่วนแตกซ้อนบนรอยเดิม เืสีคล้ำไหลออกมากขึ้น แต่แทนที่มันจะช้าลง หมีศิลากลับกดร่างต่ำแล้วพุ่งออกไปอย่างบ้าคลั่ง
มันไม่สนทิศทาง
ไม่สนการป้องกัน
ไม่สนาแ
มันพุ่งตรงเข้าหาแนวโล่ราวกับ้าบดทุกชีวิตให้หายไปจากสายตา
“ตั้งรับ!” บรอนน์ะโ
สายเกินไป
ตึงงงงงง!!!
แนวโล่แตกกระจายราวกับใบไม้ถูกพายุพัด คนถือโล่หลายคนกลิ้งไปกับพื้น ผู้ใช้เวทย์สายดินคนหนึ่งถูกแรงะเืทำให้คาถาขาดกลางทาง คันดินด้านขวาพังลงทันที
ชิโซะพยายามเรียกเถาวัลย์ขึ้นรัดขาหลัง
ผัวะ!
เถาวัลย์ถูกกระชากขาดก่อนจะทันพันครบชั้น
แอสปาร์ยิงลูกศรไปยังดวงตา แต่ฝุ่นหินที่พุ่งขึ้นทำให้ลูกศรเฉียดออกไปเพียงเล็กน้อย
บรอนน์พุ่งเข้าขวางด้วยขวานคู่ ออร่าไฟลุกพรึ่บขึ้นรอบแขน
ปึง!!!
แรงกระแทกจากไหล่ของหมีศิลาซัดเขาถอยไปหลายก้าว รองเท้าหนังขูดพื้นเป็รอยยาวจนเกือบล้ม
ไดกอนพยายามเข้ารับต่อ แต่แม้เขาจะใช้วิธีถ่ายแรงที่โนเอลสอนแล้ว แรงคลั่งของหมีศิลาก็ยังหนักเกินกว่าจะควบคุมได้ทั้งหมด
คนเริ่มถอย
ความกลัวที่เพิ่งถูกกดไว้ด้วยชัยชนะเล็ก ๆ คืบคลานกลับขึ้นมาอีกครั้ง
โนเอลเห็นแววตานั้น
แววตาของคนที่กำลังจะเชื่อว่าตนไม่มีทางชนะ
เขาเดาะลิ้นเบา ๆ ด้วยความไม่พอใจ
“หยุดถอย!”
เสียงของโนเอลดังฝ่าฝุ่นหิน
ไม่มีมานา ไม่มีเวทย์ขยายเสียง ไม่มีตราประจำตำแหน่ง ไม่มีเกราะ ไม่มีธงรบ
มีเพียงเด็กผอมซีดคนหนึ่งที่ยืนอยู่กลางถนน และน้ำเสียงที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้
“ถอยไปไหน? ข้างหลังพวกเ้าคือบ้าน คือคนเจ็บ คือเด็กที่ยังวิ่งหนีไม่ทัน!”
ผู้คนหลายคนชะงัก
โนเอลชี้ไปยังรอยเืบนหลังของหมีศิลา
“ดูให้ดี! มันเืออกได้ เจ็บได้ และล้มได้!”
หมีศิลาคำรามใส่เขา เสียงนั้นดังพอจะทำให้หน้าต่างบ้านใกล้เคียงสั่นะเื
โนเอลไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
“พวกเ้าไม่ได้กำลังสู้กับเทพ ไม่ได้สู้กับโชคชะตา และไม่ได้สู้กับูเาที่ไม่มีวันพัง!”
เขาแสยะยิ้ม
“มันเป็แค่หมีตัวใหญ่ที่กำลังเจ็บ!”
บรอนน์ยกขวานขึ้นอีกครั้ง ลมหายใจหอบหนัก แต่ดวงตาเริ่มกลับมาคมขึ้น
ไดกอนปักขวานลงพื้นแล้วลุกยืน
ชิโซะกัดริมฝีปากก่อนเรียกเถาวัลย์ชุดใหม่ขึ้นรอบเท้า
แอสปาร์พาดลูกศรอีกดอกบนสายธนู
โนเอลกวาดตามองทุกคน
“ถ้าพวกเ้าไม่ล้มมันตรงนี้ มันจะเหยียบเมืองนี้จนแบนราบ แล้วค่อยกินพวกเ้าเป็ของว่าง!”
เขายกนิ้วชี้ไปยังหมีศิลา
“แต่ถ้าพวกเ้ายังอยากมีชีวิต—ก็ยืนขึ้น!”
ความเงียบอัดแน่นอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วโนเอลก็ะโปิดท้ายด้วยน้ำเสียงมั่นใจเกินเหตุ
“คืนนี้ เราจะกินเนื้อหมี!”
ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็คนหัวเราะก่อน
อาจเป็นักล่าคนหนึ่งที่ยังเืไหลจากหน้าผาก
อาจเป็ทหารยามที่โล่แตกไปครึ่งใบ
หรืออาจเป็บรอนน์ที่หอบหนักจนเสียงหัวเราะฟังคล้ายคำราม
แต่เสียงหัวเราะนั้นทำให้ความกลัวในใจแตกร้าว และเมื่อนั้นความกล้าจึงกลับมา ผู้คนเริ่มลุกขึ้นอีกครั้ง
“ได้ยินเด็กนั่นแล้วใช่ไหม!” บรอนน์ะโ ออร่าไฟลุกขึ้นรอบขวานทั้งสอง “คืนนี้ข้าจะกินส่วนไหล่ของมัน!”
ไดกอนยกขวานขึ้น
“ข้าขอเนื้อซี่โครง!”
ชิโซะชูมือขึ้นอย่างจริงจัง
“ถ้าได้เนื้อขาหน้า ข้าจะทำซุป!”
แอสปาร์ถอนหายใจทั้งที่กำลังเล็งธนู
“ในสถานการณ์เช่นนี้ เ้ายังคิดถึงซุปอีกหรือ?”
“ซุปหลังศึกสำคัญมาก!”
โนเอลพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ดี ในที่สุดพวกเ้าก็เริ่มมีเป้าหมายที่คู่ควรกับการมีชีวิตอยู่”
หมีศิลาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
คราวนี้โนเอลไม่ถอยไปสั่งจากด้านข้าง
เขาวิ่งเข้าหามัน
“หลบไป!”
ทุกคนเบิกตากว้าง
“โนเอล!” ไดกอนะโ
แต่โนเอลไม่หยุด
ร่างผอมซีดพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วผิดกับรูปลักษณ์ เขาเหยียบเศษหินก้อนหนึ่ง ะโขึ้นบนโล่ที่ล้มอยู่ แล้วใช้มันเป็ฐานส่งตัวเข้าใกล้หัวของหมีศิลา
หมีศิลาก้มหน้าลง คำรามกว้างจนเห็นเขี้ยวหนาและลมหายใจร้อนจัดที่พุ่งออกมาจากปาก
โนเอลมองปากนั้นแล้วขมวดคิ้ว
“ฟันสวยดีนี่”
เขากำหมัดขวา
“แต่เหม็นเป็บ้า เพราะฉะนั้น หุบปากซะ!!”
หมัดของโนเอลเสยขึ้นใต้คางหมีศิลา
ตึงงงงงง!!!
เสียงกระแทกดังทึบลึกจนพื้นถนนสั่น
หัวของผู้ปกครองป่าถูกซัดหงายขึ้นอย่างรุนแรง เขี้ยวบนกระทบกันดังกรับ ลมหายใจร้อนถูกตัดขาดกลางคัน ร่างมหึมาชะงักค้าง ยืนสองขาค้างกลางอากาศ เป็จังหวะที่ทั้งคอ อก ท้อง และรอยแตกบนหลังเปิดออกพร้อมกัน
ทุกคนในสนามรบเห็นช่องนั้น
บางคนเห็นรอยแตกกลางหลัง
บางคนเห็นใต้ท้องที่เปิดโล่ง
บางคนเห็นเืสีคล้ำที่ไหลลงมาตามขนหยาบ
แต่สำหรับคนของเมืองนี้จำนวนไม่น้อย สิ่งที่พวกเขาเห็นในเสี้ยววินาทีนั้น ไม่ได้มีเพียงร่างของหมีศิลาที่เสียหลักอยู่กลางสนามรบ
เห็นหลังของพี่ชายที่หายเข้าไปในป่ากับคณะล่า เพื่อหาเนื้อให้พอเป็บรรณาการ แล้วไม่เคยเดินกลับออกมาอีก
เห็นมารดาที่เย็บเสื้อให้สามีในคืนก่อนออกล่า พร้อมรอยยิ้มที่พยายามทำให้ลูกเห็นว่าไม่กลัว
เห็นเด็กกำพร้าที่โตมากับคำอธิบายสั้น ๆ ว่า “พ่อของเ้าทำเพื่อให้เมืองยังอยู่ได้”
เห็นฤดูหนาวที่คลังอาหารพร่องลง เพราะส่วนหนึ่งถูกกันไว้ให้ป่าแทนที่จะเป็คน
เห็นสายตาของผู้ใหญ่บ้านรุ่นก่อนที่ต้องประกาศรายชื่อคนออกล่าบรรณาการด้วยน้ำเสียงมั่นคง ทั้งที่นิ้วมือสั่นจนแทบซ่อนไม่อยู่
สิ่งเ่าั้ไม่ได้ถูกพูดออกมา
ไม่มีเวลาให้พูด
ไม่มีถ้อยคำใดเหมาะกับ่เวลานั้น
มีเพียงเสียงหัวใจของผู้คนที่เต้นพร้อมกันราวกับกลองศึก
โนเอละโทันที
“ตอนนี้!”
เขาชี้ไปยังรอยแตกและหน้าอกที่เปิดออก
“ทุกอย่างที่มี ใส่ลงไป!”
บรอนน์เป็คนแรกที่พุ่งเข้าไป
เขามิได้ฟันเพื่อพิสูจน์ตนเองอีกแล้ว
มิได้ฟันเพราะศักดิ์ศรีของนักล่า
ขวานคู่ในมือถูกอาบด้วยออร่าไฟที่ลุกแรงยิ่งกว่าครั้งใด ราวกับไฟกองใหญ่ที่เผาความอัดอั้นของเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็คมขวาน
“ย๊ากกกก!”
ฉัวะ!!!
ขวานคู่ฟันลึกเข้าไปในรอยแตกกลางหลัง
ประกายไฟกระจายไปกับเืสีคล้ำ
ไดกอนตามเข้ามาด้านข้าง ขวานใหญ่ฟาดลงบนขอบแผลด้วยแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่
เขานึกถึงถนนที่ขบวนเกวียนเคยเคลื่อนผ่าน
นึกถึงสินค้าที่ต้องไปให้ถึงเมือง
นึกถึงความหมายของการคุ้มกัน ที่ไม่ใช่เพียงพาสิ่งของผ่านอันตราย แต่คือพาผู้คนผ่านชีวิตที่ยากลำบากไปอีกวัน
บรึ้ม!!!
ขวานของไดกอนกระแทกลง เสียงดังหนักแน่นราวกับคำสาบานของคนที่้าปกป้อง
แอสปาร์ยิงลูกศรสามดอกติดกัน
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ดอกหนึ่งพุ่งเข้าดวงตาข้างหนึ่ง
ดอกหนึ่งปักรอยต่อใกล้ลำคอ
อีกดอกพุ่งเข้ารอยแผลเดิมบนใต้ท้อง
เขาไม่ใช่คนของเมืองนี้ั้แ่เกิด แต่ในคืนนั้น เขายิงด้วยความแม่นยำของคนที่รู้ดีว่า หากลูกศรพลาดเพียงดอกเดียว คนที่อยู่ข้างหลังอาจไม่มีโอกาสได้หัวเราะกับครอบครัวอีก
ชิโซะกรีดนิ้วลงบนพื้น เถาวัลย์หนามจำนวนมากพุ่งขึ้นจากใต้ถนน รัดขาหลังของหมีศิลาไว้แน่นราวกับโซ่พืช
รากไม้ของนางสั่นสะท้านจนมือเล็ก ๆ แทบชา
แต่ชิโซะกัดฟันแน่น
นางนึกถึงเด็ก ๆ ที่จะได้กินซุปร้อน ๆ โดยไม่ต้องกลัวเสียงคำรามจากป่า
“อย่าให้มันตั้งตัวได้!”
เสียงของนางดังขึ้นชัดเจนกว่าที่เคย
คนถือหอกแทงเข้าใต้ท้องและรอยแผลเดิมพร้อมกัน
ไม่ใช่แค่หอกของนักล่า
มีหอกของทหารยามที่เคยยืนเฝ้าประตูในคืนฤดูหนาว
มีหอกของชายวัยกลางคนที่เคยเสียพี่ชายให้การล่าบรรณาการ
มีหอกของเด็กหนุ่มที่ยังสั่นกลัว แต่ตอนนี้ยืนอยู่ข้างบิดาพร้อมน้ำตาและฟันที่กัดแน่น
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
นักธนูระดมยิงเข้ารอยแตก
ไม่ใช่เพียงลูกศรของแอสปาร์
แต่เป็ลูกศรของคนที่เคยยิงกวางเพื่อเลี้ยงครอบครัว
ลูกศรของหญิงนักล่าที่เคยกลับบ้านพร้อมเนื้อไม่พอเพราะต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้บรรณาการ
ลูกศรของชายชราที่มือสั่น แต่ยังดึงสายธนูด้วยความทรงจำของเพื่อนที่ไม่เคยกลับจากป่า
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ผู้ใช้เวทย์ดินยกพื้นด้านหนึ่งขึ้น ทำให้ร่างมหึมาเสียสมดุล
มานาของพวกเขาไม่ได้มากมาย
เวทย์ของพวกเขาไม่ได้อลังการ
แต่ทุกก้อนดินที่ยกขึ้นคือแรงของคนที่เคยก้มหน้าขุดหลุมฝังผู้ตายในวันที่เมืองต้องส่งบรรณาการ
ครืดดดด!!!
พลโล่ที่ยังเหลืออยู่ดันแนวด้านข้าง คอยกันไม่ให้หมีศิลาพลิกตัวหนี
โล่บางใบแตกไปครึ่งหนึ่ง
แขนบางข้างสั่นจนแทบยกไม่ขึ้น
แต่เ้าของโล่ยังยันไว้ เพราะครั้งนี้โล่ของพวกเขาไม่ได้ป้องกันแค่ตัวเอง
มันป้องกันทั้งเมืองจากอดีตที่ยาวนานเกินไป
ทุกแรง
ทุกแผล
ทุกเสียงะโ
หลอมรวมกันเป็จังหวะเดียว
ไม่ใช่จังหวะของกลุ่มทหารรับจ้างเพียงสามคน
ไม่ใช่จังหวะของนักล่าผู้ใช้ขวานคู่เพียงคนเดียว
ไม่ใช่จังหวะของเด็กผอมซีดที่ยืนสั่งการอย่างมั่นใจเกินเหตุ
แต่มันคือจังหวะของทั้งเมือง
เมืองที่เคยก้มหน้าให้ป่า
เมืองที่เคยเอาชีวิตคนของตนไปแลกความสงบ
เมืองที่ในที่สุดก็ยกอาวุธขึ้นพร้อมกัน เพื่อบอกความกลัวหลายชั่วอายุคนว่า พอเสียที
ผู้ปกครองป่าพยายามคำรามดิ้นรนอีกครั้งแต่เสียงนั้นออกมาเพียงครึ่งเดียว
ร่างมหึมาสั่นสะท้าน เืสีคล้ำไหลทะลักออกจากรอยแตกบนหลังและใต้ท้อง
มันก้าวถอยหนึ่งก้าว
สองก้าว
จากนั้นเข่าหน้าข้างหนึ่งก็ทรุดลง
ตึง!
หมีศิลาพยายามดันตัวขึ้นอีกครั้ง แต่เถาวัลย์ของชิโซะรัดขาหลังไว้แน่น ไดกอนและบรอนน์กดแรงลงพร้อมกัน ขณะที่ลูกศรของแอสปาร์ดอกสุดท้ายปักลึกเข้าไปใต้ดวงตาของมัน
เสียงลมหายใจของผู้ปกครองป่าขาดห้วง
แล้วร่างมหึมานั้นก็ล้มลง
โครมมมมมม!!!
ฝุ่นหินพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
พื้นถนนสั่นะเืราวกับเมืองทั้งเมืองสะดุ้ง
แล้วทุกอย่างก็เงียบ
เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของผู้คน
เงียบจนได้ยินเสียงฝุ่นตกลงบนแผ่นหิน
เงียบจนแม้แต่นกในป่ายังเหมือนไม่กล้าร้อง
ผู้ปกครองป่านอนแน่นิ่งอยู่กลางถนน
สิ่งที่เคยทำให้เมืองนี้ต้องลดเสียงลงเมื่อเอ่ยชื่อ บัดนี้ไม่ขยับอีกต่อไป
ไม่มีใครเฮในทันที เพราะชัยชนะครั้งนี้ใหญ่เกินกว่าความดีใจจะตามมาทัน
ชายชราคนหนึ่งทรุดเข่าลงกับพื้น เขาคืออดีตผู้ใหญ่บ้านของเมืองนี้ ผู้เคยนำขบวนบรรณาการเข้าไปยังชายป่าปีแล้วปีเล่า ั้แ่เส้นผมยังดำสนิทจนกลายเป็สีขาวเหมือนขี้เถ้า
ครั้งหนึ่ง เขาเคยแบกเนื้อสัตว์อสูรที่พอจะเลี้ยงชาวบ้านได้ทั้งปีไปวางไว้บนแท่นบรรณาการใหญ่กลางป่าด้วยมือของตนเอง
ครั้งหนึ่ง เขาเคยยอมส่งหนัง เขี้ยว และวัตถุดิบล้ำค่าที่เมืองควรเก็บไว้แลกยาและเมล็ดพันธุ์ เพียงเพื่อให้ผู้ปกครองป่าไม่หันหน้ามายังประตูเมือง
หลายครั้ง เขาต้องยืนมองครอบครัวนักล่าร้องไห้ เพราะของที่ถูกส่งไปเป็บรรณาการนั้น ได้มาจากเืและชีวิตของคนในเมืองเอง
หลายครั้ง เขาต้องบอกเด็กกำพร้าว่า บิดาของพวกเขาตายเพื่อให้เมืองนี้ยังอยู่ได้อีกหนึ่งฤดูกาล
หลายครั้ง เขาต้องยิ้มให้ชาวบ้านทั้งที่ในใจรู้ว่าอาหารที่นำไปวางไว้ชายป่า อาจเป็อาหารที่ลูกหลานในเมืองต้องอด
เขาแบกภาระนั้นมาทั้งชีวิต
และส่งต่อมันให้ลูกชายของตนด้วยหัวใจที่หนักกว่าหิน
บัดนี้ ภาระนั้นนอนแน่นิ่งอยู่กลางถนน
ชายชราก้มหน้าลง น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนฝุ่น
ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้า
แต่เป็น้ำตาของคนที่เพิ่งรู้ว่าหลังของตนไม่จำเป็ต้องแบกูเาอีกต่อไป
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาข้างเขา
เขาคือผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน ใบหน้ายังมีร่องรอยของคนที่ต้องโตเร็วเกินวัย ดวงตาแดงก่ำจากทั้งฝุ่นและความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา
เขาคุกเข่าลงข้างบิดา วางมือลงบนไหล่ของชายชราอย่างแ่เบา
“พ่อ…”
เสียงของเขาสั่น
“มันจบลงแล้ว…ใช่ไหม?”
อดีตผู้ใหญ่บ้านเงยหน้าขึ้นมองร่างของผู้ปกครองป่าอยู่นาน
จากนั้นเขาก็พยักหน้าอย่างช้า ๆ
“ใช่…”
เสียงของชายชราแหบพร่า
“ในที่สุด เมืองนี้ก็ไม่ต้องส่งบรรณาการอีกแล้ว”
ถ้อยคำนั้นเหมือนเปลวไฟที่ตกลงบนกองฟางแห้ง
ผู้คนที่ได้ยินเริ่มหันมองกัน
บางคนยกมือปิดปาก
บางคนทรุดตัวลงนั่ง
บางคนหัวเราะทั้งน้ำตา
แล้วเสียงแรกก็ดังขึ้น
“เราชนะแล้ว…”
ตามด้วยอีกเสียง
“ผู้ปกครองป่าล้มแล้ว!”
จากนั้นทั้งเมืองก็ะเิเสียงโห่ร้อง
เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกันอย่างไม่เป็ระเบียบ ไม่ไพเราะ ไม่สง่างาม และไม่สมควรแก่การบันทึกในราชสำนัก
แต่สำหรับเมืองกลางหุบเขาแห่งนี้ มันคือเสียงที่งดงามที่สุดในรอบหลายชั่วอายุคน
โนเอลยืนอยู่ท่ามกลางเสียงโห่ร้องนั้น
ผมดำยุ่งเหยิง เสื้อผ้าเต็มไปด้วยฝุ่นหิน แขนขามีรอยถลอกเล็กน้อยจากการลงแรงเกินจำเป็
เขาก้มมองมือตัวเอง แล้วบ่นเบา ๆ
“ฝุ่น หิน เื กลิ่นหมี…เห็นทีว่าข้าจะต้องรีบไปเอาแหวนมาใช้แล้วสิ"
ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มหันมามองเขา
ดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความขอบคุณที่ยังหาคำพูดไม่เจอ
“เ้าหนู…”
เขาก้าวเข้ามาหาโนเอล
“ช่วยบอกชื่อของเ้าได้หรือไม่?”
โนเอลชะงักไปเล็กน้อย
ราวกับคำถามนี้เป็สิ่งที่เขารอคอยมาเนิ่นนานกว่าใครจะเข้าใจ
เขายืดหลังขึ้น ปัดฝุ่นออกจากอกเสื้ออย่างมีพิธีรีตองเกินสภาพของตัวเอง แล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
“จงจำเอาไว้ให้ดี”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“ชื่อของข้าคือ โนเอล”
ความเงียบเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่
ไม่ใช่เพราะผู้คนไม่รู้จักชื่อนั้น
ตรงกันข้าม
ชื่อนั้นคือชื่อที่เด็กทุกคนเคยได้ยินในนิทานก่อนนอน คือชื่อที่นักบวชบางคนเอ่ยถึงในคำสวด คือชื่อของผู้กอบกู้โลกเมื่อสี่ร้อยปีก่อน และเป็ชื่อที่ในยุคนี้มีข่าวลือว่าได้หวนคืนกลับมาแล้วในฐานะสัญลักษณ์ของโลก
แต่ในวินาทีนั้น ไม่มีใครสนใจว่าเด็กผอมซีดตรงหน้าจะเกี่ยวข้องกับตำนานเ่าั้หรือไม่
ไม่มีใครสนใจว่าเขาจะชื่อเหมือนผู้กอบกู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่หรือไม่
เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นด้วยตาตนเอง มิใช่ชื่อในประวัติศาสตร์
แต่เป็เด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่ท่ามกลางฝุ่น เื และเศษศิลา
เด็กหนุ่มที่ะโด่าคนทั้งเมืองให้ตั้งแถว
เด็กหนุ่มที่ใช้ส้นเท้าฟาดหลังผู้ปกครองป่าจนแตก
เด็กหนุ่มที่ซัดคางหมีศิลาให้เงยขึ้น และเปิดจังหวะให้ทุกคนโค่นมันลงได้
สำหรับพวกเขา ไม่ว่าโนเอลในตำนานจะเป็ใคร
โนเอลตรงหน้าก็คือคนที่ปกป้องเมืองนี้เอาไว้จริง ๆ
ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มสูดลมหายใจลึก ก่อนโค้งศีรษะลง
“ขอบคุณ…โนเอล”
เสียงเรียกชื่อแรกดังขึ้นจากปากของเขา
แล้วเสียงที่สองก็ตามมา
“โนเอล!”
“โนเอล!”
“วีรบุรุษของเมือง!”
เสียงะโเรียกชื่อดังขึ้นรอบตัว
โนเอลหลับตาลงเล็กน้อย ราวกับกำลังรับฟังเสียงสรรเสริญอย่างสมควรแก่ตำแหน่งของตน
จากนั้นเขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ดี”
เขากล่าว
“ในที่สุดโลกใบนี้ก็เริ่มออกเสียงชื่อข้าถูกเสียที”
แอสปาร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลยกมือกุมหน้าผาก
“ข้าควรประทับใจหรือเหนื่อยใจก่อนดี”
ชิโซะตอบอย่างจริงจัง
“ทั้งสองอย่างน่าจะเหมาะ”
ไดกอนหัวเราะเสียงดังจนความตึงเครียดที่เหลืออยู่ในสนามรบแตกกระจายไปอีกส่วน
-----
คืนนั้น เมืองกลางหุบเขาคึกคักกว่าที่เคยเป็
ไม่มีใครอยากรีบเข้านอน
หลังจากผู้ปกครองป่าถูกชำแหละ แบ่งเนื้อ และจัดเก็บส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้ เสียงก่อไฟก็ดังขึ้น ณ ลานกลางเมือง
ควันย่างลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำ
กลิ่นเนื้อหมีศิลาที่ถูกหมักด้วยเกลือ สมุนไพร และเครื่องเทศพื้นบ้านกระจายไปตามถนนหิน
นักล่าหลายคนนั่งล้อมกองไฟ เล่าเหตุการณ์เมื่อกลางวันด้วยท่าทางที่เริ่มเกินจริงขึ้นทีละนิด
เด็กบางคนเริ่มเถียงกันว่าโนเอลหมุนตัวกลางอากาศสองรอบหรือสามรอบ
ทหารยามคนหนึ่งยืนยันว่าเขาเห็นโนเอลถีบหลังหมีจนูเาข้างหลังะเื
นักผจญภัยอีกคนเติมว่า เขาแน่ใจว่าหมีศิลามองโนเอลแล้วกลัวก่อนโดนต่อยคาง
ไม่มีใครแก้
เพราะเื่เล่าที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ มักเริ่มถูกเติมสีสันก่อนที่เืบนพื้นจะแห้งเสียอีก
และท่ามกลางความโกลาหลของงานเลี้ยงนั้น ชิโซะก็หายตัวไปจากวงสนทนาของกลุ่มผักสวนครัว
แอสปาร์เป็คนแรกที่สังเกตเห็น
“ชิโซะหายไปไหน?”
ไดกอนที่กำลังถือเนื้อย่างชิ้นใหญ่หันซ้ายขวา
“เมื่อครู่ยังอยู่ตรงนี้”
โนเอลนั่งอยู่บนลังไม้ใกล้กองไฟ มือหนึ่งถือถ้วยน้ำซุปเล็ก ๆ ที่เพิ่งได้รับจากใครสักคนอย่างไม่ทราบที่มา เขาหันไปมองลานอีกฝั่ง ก่อนชี้นิ้วอย่างเฉื่อยชา
“เ้าเปียจิ๋วกำลังยึดครัวของเมืองอยู่ตรงนั้น”
ทั้งสองหันไปมองตาม
แล้วพบภาพที่ไม่มีใครคาดคิด
หน้าหม้อเหล็กขนาดใหญ่พอจะให้เด็กสามคนลงไปอาบพร้อมกัน ชิโซะยืนอยู่บนลังไม้เล็ก ๆ มือหนึ่งถือตะหลิวซุปขนาดเกือบเท่าแขนตนเอง อีกมือชี้สั่งคนครัว นักล่า และทหารยามที่กลายเป็ผู้ช่วยจำเป็ไปโดยไม่รู้ตัว
“ไฟด้านซ้ายอ่อนเกินไป! เติมฟืนอีกสองท่อน!”
“เนื้อส่วนไหล่ต้องหั่นบางกว่านี้ ไม่อย่างนั้นน้ำซุปจะดึงรสออกมาไม่ทัน!”
“รากผักป่าที่อยู่ในตะกร้านั้น อย่าโยนลงไปทั้งหมด! ใส่ทีละกำมือ รสขมจะได้ไม่หนักเกิน!”
นักล่าร่างใหญ่คนหนึ่งที่เมื่อกลางวันเพิ่งเผชิญหน้ากับหมีศิลา กำลังยืนถือกะละมังผักอย่างสงบเสงี่ยม
ทหารยามสองคนช่วยกันคนหม้อด้วยสีหน้าจริงจังราวกับกำลังป้องกันประตูเมืองรอบสอง
คนครัวของโรงเตี๊ยมยืนข้าง ๆ ชิโซะ ทำหน้าราวกับเพิ่งพบปรมาจารย์ปรุงซุปที่ถูก์ส่งลงมา
แอสปาร์อ้าปากค้าง ยืนนิ่งไปนานมาก
จากนั้นเขาก็ถอนหายใจด้วยสีหน้าของคนที่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
“ข้าล่ะทึ่งจริง ๆ ชิโซะ”
ชิโซะหันกลับมามองทั้งที่มือยังคนหม้ออยู่
“อะไร?”
“เมื่อเช้าเ้าเป็ทหารรับจ้าง ตอนกลางวันเกือบถูกหมีบด ตอนกลางคืนเ้ากลายเป็หัวหน้าครัวของเมืองไปแล้ว”
ชิโซะพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม
“หลังศึก ร่างกาย้าน้ำซุป”
แอสปาร์มองนักล่าตัวใหญ่สามคนที่ต่อแถวรอซุปอย่างสงบเสงี่ยม
“ดูเหมือนร่างกายของทั้งเมืองจะเห็นด้วยกับเ้า”
ชิโซะยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ก่อนตักซุปหมีศิลาถ้วยใหญ่ส่งให้บรอนน์
บรอนน์รับถ้วยไปอย่างไม่คาดหวังนัก แต่เมื่อซดเข้าไปคำแรก ดวงตาใต้หมวกกระดูกของเขาก็เบิกขึ้น
“นี่มัน…”
ชิโซะเงยหน้าขึ้นอย่างลุ้น
“เป็อย่างไร?”
บรอนน์มองถ้วยซุปในมือ ก่อนพูดช้า ๆ
“กลิ่นดินหนัก ๆ ของเนื้อหายไปเกือบหมด รสเข้ม แต่ไม่คาว…เนื้อส่วนไหล่นุ่มขึ้นด้วย”
นักล่ารอบข้างหันขวับ
“จริงหรือ?”
“ข้าขอลองบ้าง!”
“ข้าอยู่แนวหน้าเมื่อกลางวัน ข้าควรได้ก่อน!”
“ข้าถือโล่แตกไปครึ่งใบ ข้าต่างหาก!”
ไม่ถึงสิบลมหายใจ แถวรอซุปก็ยาวขึ้นเป็สองเท่า
ชิโซะตาเป็ประกายราวกับเห็นป้ายร้านคาเฟ่ต้นไม้ของตนเองลอยอยู่กลางอากาศ
ไดกอนยืนกอดอกอยู่ข้างหม้อซุปด้วยสีหน้าภูมิใจราวกับเขาเป็คนปรุงเอง
“นี่แหละ พลังของผักสวนครัวแห่งเวอร์แดนเทียร์!”
แอสปาร์พึมพำ
“เราคุ้มกันสินค้า ล่าหมี และเปิดร้านซุปภายในวันเดียวกัน นี่มันเส้นทางอาชีพแบบใดกัน”
โนเอลตักซุปเข้าปากหนึ่งคำ
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง
ชิโซะหันมามองทันที
“เป็อย่างไรบ้าง น้องชายสุดเก่ง?”
โนเอลวางถ้วยลงอย่างสุขุมราวกับนักปราชญ์กำลังตัดสินชะตาอาณาจักร
“อืม”
เขากล่าว
“ความกลัวหลายรุ่น เมื่อต้มกับรากผักและเกลือพอเหมาะ รสชาติไม่เลวเลย”
ชิโซะยิ้มกว้าง
แอสปาร์หันไปกระซิบกับไดกอน
“ข้าว่านั่นคือคำชมระดับสูงสุดของเขาแล้ว”
ไดกอนพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ใช่ เขากินต่อ แปลว่าดีมาก”
เสียงหัวเราะ เสียงดื่มกิน เสียงเพลงพื้นบ้าน และเสียงเล่าเื่เกินจริงดังต่อเนื่องไปตลอดค่ำคืน
เมืองที่เคยกลัวเงาป่า กำลังนั่งกินเนื้อของผู้ปกครองป่ารอบกองไฟ
ความกลัวไม่ได้หายไปทั้งหมดในคืนเดียว
แต่คืนนั้น ผู้คนได้ลิ้มรสความกลัวของตนเองในชามซุปร้อน ๆ และพบว่ามันกลืนลงคอได้ง่ายกว่าที่คิด
สำหรับโนเอล คืนนั้นจบลงด้วยเนื้อย่างสามจาน ซุปสองถ้วย ขนมปังครึ่งตะกร้า และการถูกเรียกชื่ออย่างถูกต้องมากกว่าทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา
เมื่อกองไฟค่อย ๆ มอดลง เสียงหัวเราะยังคงลอยคลอไปกับควันบาง ๆ เหนือหลังคาเมือง และในคืนนั้น เมืองกลางหุบเขาก็หลับใหลลงใต้ท้องฟ้าเดียวกับเมื่อวาน หากแต่เงาของป่าที่ทอดทับอยู่ไกลออกไป มิได้ดูหนักหนาเหมือนเดิมอีกแล้ว
-----
เช้าวันถัดมา เมืองกลางหุบเขายังคงมีกลิ่นควันไฟและเนื้อย่างลอยค้างอยู่ในอากาศ
ผู้คนหลายคนยังเดินด้วยท่าทางอ่อนแรงจากทั้งศึกหนักและงานเลี้ยงหนัก เด็ก ๆ วิ่งไปตามถนนพร้อมไม้ท่อนเล็กในมือ ะโเลียนแบบท่าถีบหลังหมีของโนเอลจนผู้ใหญ่ต้องรีบห้ามก่อนจะมีใคระโจากหลังคาจริง ๆ
บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมือง เด็กหนุ่มผอมซีดที่ตอนนี้เริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาจากโภชนาการที่ครบถ้วนของสารอาหาร ผู้เพิ่งกลายเป็ฮีโร่อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์
โต๊ะตรงหน้าเขาเต็มไปด้วยอาหารเช้าที่เ้าของโรงเตี๊ยมยกมาให้เองโดยไม่คิดเงิน
ขนมปังอุ่น เนื้อย่างชิ้นบาง ไข่ตุ๋นสมุนไพร ซุปถ้วยเล็ก ผลไม้แห้ง และชาดำกลิ่นหอมอ่อน ๆ ถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยราวกับโต๊ะนี้เป็แท่นบูชาของคนหิว
โนเอลเอนหลังพิงเก้าอี้ ใบหน้าเปี่ยมด้วยความพอใจระดับที่หาได้ยาก
‘เมืองนี้ยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก แต่การต้อนรับผู้มีพระคุณนับว่าไม่เลว’
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ
ชั้นสองของโรงเตี๊ยมเปิดโล่งด้านหนึ่ง มองเห็นลานเมืองด้านล่างที่ยังมีผู้คนเก็บกวาดร่องรอยงานเลี้ยงเมื่อคืน ธงผ้าหลากสีถูกผูกไว้ตามเสาไม้แบบรีบ ๆ เด็กหลายคนยังชี้ขึ้นมาทางเขาแล้วกระซิบกระซาบด้วยดวงตาเป็ประกาย
โนเอลแสร้งทำเป็ไม่เห็น
แต่ยืดหลังขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนั้นเอง เสียงรองเท้าหนังขัดเงากระทบพื้นไม้ก็ดังขึ้นจากบันได
ตึก
ตึก
ตึก
เสียงนั้นเป็จังหวะสม่ำเสมอเกินกว่าจะเป็ชาวบ้านธรรมดา
คนกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นมาบนชั้นสองอย่างเป็ระเบียบ
เสื้อคลุมของพวกเขาตัดเย็บจากผ้าชั้นดี สีเทาเข้มเรียบหรู ขอบปักด้วยด้ายเงินบางละเอียด บนอกเสื้อประดับเข็มตรารูปยอดเขาและค้อนคู่ ไหล่ซ้ายมีผ้าคลุมสั้นพาดลงมาอย่างผู้มีตำแหน่ง ไม่ใช่เสื้อผ้าของพ่อค้าทั่วไป และยิ่งไม่ใช่ชุดของนักล่าที่เพิ่งคลุกฝุ่นสนามรบเมื่อคืน
รองเท้าหนังของพวกเขาถูกขัดจนสะท้อนแสงเช้า
ถุงมือสีเข้มไม่มีรอยเปื้อนแม้แต่น้อย
กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ กับเสียงผ้าคลุมเสียดสีกันเบา ๆ ทำให้บรรยากาศโรงเตี๊ยมเหมือนมีขุนนางยกห้องประชุมขึ้นมาวางกลางร้านอาหาร
คนที่เดินนำหน้ามีใบหน้าเรียบเฉย ผมถูกหวีเรียบไปด้านหลัง บนคอเสื้อมีแถบโลหะสลักตราเดียวกับเข็มบนอก เขาหยุดยืนหน้าโต๊ะของโนเอลในระยะที่คิดว่าสุภาพพอ แต่ยังสูงส่งพอจะไม่ต้องก้มตัวมากนัก
“เ้าหนู”
เขากล่าว
“เ้าคือคนที่ชื่อโนเอลใช่หรือไม่?”
โนเอลจิบชาอีกคำ
ไม่ตอบ
ชายคนนั้นคิ้วขยับเล็กน้อย แต่ยังรักษาน้ำเสียงไว้ได้
“มีคน้าพบเ้า ช่วยไปกับพวกเราหน่อยได้หรือไม่?”
โนเอลยังคงเงียบ
เขาค่อย ๆ วางถ้วยชาลงบนจานรอง
กริ๊ก
เสียงเล็ก ๆ นั้นดังชัดอย่างประหลาดท่ามกลางความเงียบของชั้นสอง
จากนั้นเด็กหนุ่มผอมซีดจึงเงยหน้าขึ้น มองอีกฝ่ายั้แ่รองเท้าหนังขัดเงา ถุงมือสะอาด เสื้อคลุมปักด้ายเงิน เข็มตราบนอก ไปจนถึงผ้าคลุมไหล่ที่จัดวางอย่างตั้งใจเกินจำเป็
มุมปากของโนเอลยกขึ้นเล็กน้อย
“เ้ายูนิฟอร์ม”
ชายตรงหน้าคิ้วกระตุกทันที
“ข้ามีชื่อ”
“ข้าก็มีชา” โนเอลตอบนิ่ง ๆ “และตอนนี้ชาสำคัญกว่าชื่อเ้า”
บรรยากาศบนชั้นสองแข็งค้างไปชั่วขณะ
โนเอลเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ แล้วใช้นิ้วเคาะขอบถ้วยชาเบา ๆ
“ช่วยบอกข้ามาสามเหตุผล”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ว่าทำไมข้าถึงต้องลุกจากเก้าอี้ตัวนี้ แล้วเดินตามเ้าที่เพิ่งโผล่มาทำหน้าสูงส่งเหมือนข้าเป็เด็กส่งของ”
ชายชุดดีทั้งกลุ่มนิ่งไปพร้อมกัน
โนเอลยกถ้วยชาขึ้นอีกครั้ง แสยะยิ้มบาง ๆ เหนือขอบถ้วย
“และถ้าเหตุผลแรกคือ ‘เพราะมีคนใหญ่คนโตอยากพบ’…”
เขาจิบชาอย่างใจเย็น
“ข้าแนะนำให้เ้ากลับไปคิดใหม่ั้แ่บันไดขั้นแรก”