ตอนที่ 14 : เขาโกหก
ท่าทีของหัวหน้าศาลาว่าการทำให้ทุกคนในศาลาว่าการต่างก็ตกตะลึง
น่าเหลือเชื่อ
เมื่อวานนี้หลินอี้ยังเป็นักโทษอยู่เลย แต่วันนี้เขากลับถูกหัวหน้าเขตปฏิบัติราวกับเป็ผู้าุโ
จางเชิงฉายสับสนขึ้นมาทันที เขาพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่สั่น “ใต้เท้า ? ”
เขาเห็นสายตาของซุนเหวินเยี่ยนที่มองหลินอี้ไม่ละสายตาและยังโค้งให้เล็กน้อยแสดงท่าทีต่ำต้อย
....
จางเชิงฉายไม่เข้าใจ
“ .... ” หลินอี้ไม่คิดเลยว่าซุนเหวินเยี่ยนจะนอบน้อมกับเขาต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้
แต่เขาก็พอจะรู้เหตุผล
ซุนเหวินเยี่ยนทำแบบนี้ก็เพราะเฉินจิ้นเป่ย
ตราบใดที่เขาไขคดีนี้ด้วยตัวเองได้ ซุนเหวินเยี่ยนก็จะเป็คนที่มีปัญหามากที่สุด
แต่หากทวงคืนอาคมลัทธิเต๋ากลับมาไม่ได้ เฉินจิ้นเป่ยย่อมไม่ปล่อยเขาไปแน่
หลินอี้มองไปยังผู้คนรอบ ๆ และพูดขึ้นมา “ให้พวกเขาหลีกทาง ! ”
“ หือ ? ” ซุนเหวินเยี่ยนถึงกับผงะ
เฉินจิ้นเป่ยมองไปที่ซุนเหวินเยี่ยน ซุนเหวินเยี่ยนรีบโบกมือและพูดขึ้นมา “ ถอยไปเร็วข้า.... ”
“ ขอรับ ใต้เท้า ! ”
“ .... ” แม้ว่าจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขาก็ยังพากันถอยหลังออกไป
มีแค่จางเชิงฉายที่ยังนอนอยู่ที่พื้น
“รีบมาประคองข้าที จะให้ข้ายืนขึ้นเองรึไงกัน ? ” จางเชิงฉายสบถออกมา
ตอนนั้นหลินอี้ได้เดินไปตรงหน้าจางเชิงฉายก่อนจะคุกเข่าลงและยื่นมือออกมา “ส่งมา ! ”
เฉินจิ้นเป่ยคิ้วขมวด
“ว่าไงนะ ? ” จางเชิงฉายอึ้งไปชั่วครู่ เขาหน้าแดงก่ำและพูดขึ้นมา “ส่งอะไร ?ข้าควรส่งอะไรให้เ้า ? เ้าเด็กบัดซบอย่าคิดมาอวดเบ่งต่อหน้าข้าเพียงเพราะเ้าเป็บัณฑิต...ข้า จางเชิงฉายไม่คิดก้มหัวให้เ้าหรอก ”
“เพี๊ยะ...”
หลินอี้ยกมือขึ้นตบหน้าอีกฝ่ายและพูดขึ้นมา“งั้นเ้าคงไม่คิดว่าข้าจะตบหน้าเ้าสินะ ? ”
“เ้า.... ” จางเชิงฉายะโออกมาด้วยความโกรธ เขารู้สึกว่าโดนดูิ่เขามองไปที่หลินอี้ด้วยสายตาแค้นเคือง
หลินอี้ลุกขึ้นยืนมองเข้าไปในตาของจางเชิงฉายและพูดขึ้น “ไม่กี่วันก่อนเ้าอาศัยตอนที่เ้าหน้าที่ที่เฝ้าศาลาเจิ้นโมถางออกไปดื่ม แอบเข้าไปในศาลาเจิ้นโมถางเพื่อขโมยอาคมลัทธิเต๋าใช่รึไม่? ”
หือ !
“อะไรกัน ? ”
“ท่านจางขโมยอาคมลัทธิเต๋าไปรึ ? ”
“เป็ไปไม่ได้ ? คืนนั้นเขาไม่ได้อยู่ที่ศาลาว่าการนิ”
เ้าหน้าที่หลายคนต่างก็ตกตะลึง
เ้าหน้าที่หลายคนคิดว่าไม่น่าจะเป็จางเชิงฉายไปได้ เพราะเขามีข้ออ้างที่น่าเชื่อถือได้
เฉินจิ้นเป่ยสนใจคดีนี้ขึ้นมาและพึมพำออกมา “หือ ? เ้ายืนยันได้แน่รึ ? ”
เขาสงสัยว่าหลินอี้มั่นใจได้ยังไงว่าเป็ฝีมือของจางเชิงฉาย
มันประหลาดเกินไปที่เขาจะรู้ตัวคนร้ายหลังจากที่เข้าไปในศาลาเจิ้นโมถาง
ซุนเหวินเยี่ยนก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
“ฮ่าฮ่า ! ” แทนที่จะโกรธ จางเชิงฉายกลับหัวเราะออกมาและพูดขึ้น“ตลกสิ้นดี ข้า จางเชิงฉาย เกลียดโจรมากที่สุดในชีวิต ! ”
“เ้าบอกว่าข้าขโมยอาคมลัทธิเต๋ารึ ? เ้ามีหลักฐานอะไร ? ”
“เ้าต่างหากที่เป็คนร้าย เ้ามีข้อแก้ตัวรึไม่ ? เ้ามีท่านเฉินหนุนหลังดังนั้นเ้าจึงไม่เกรงกลัวสิ่งใด หากเ้ามีความสามารถพอก็เอาเลย มาจับข้าเลยไม่งั้นแล้วข้าจะคลานไปที่ที่ทำการเขตจินโจวเพื่อให้หัวหน้าเขตตัดสินให้ข้า ! ”
จางเชิงฉายยืดอกพร้อมกับพนมมือหวังให้หลินอี้ใส่โซ่ตรวนกับเขา
เขาคิดว่าหลินอี้จะไม่กล้า
หลินอี้มองไปที่ซุนเหวินเยี่ยนและพูดขึ้น “ท่านซุน ใส่โซ่ตรวนให้กับเขา ! ”
“ ? ? ? ” จางเชิงฉายชะงักไป เขาอยากจะดึงมือกลับมา
แต่ต่อมาเ้าหน้าที่ศาลาว่าการก็เดินเข้ามาใส่โซ่ตรวนรอบคอกับมือเขา ความคิดของเขานั้นพังทลายไปในทันที
จางเชิงฉายหงุดหงิดขึ้นมาและตะคอกออกมา “เ้าคิดจะทำอะไร ? เ้าจะลงมือกับข้ารึ ?ทำไมเ้าไม่ปล่อยข้าไป ? ”
เ้าหน้าที่ศาลาหลายคนพากันมองไปยังหัวหน้า
ซุนเหวินเยี่ยนพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ตอนนี้ท่านหลินเป็คนตัดสินคดีเ้าต้องทำตามที่ท่านหลินสั่ง !”
พูดจบ เขาก็ยิ้มให้กับหลินอี้
“ขุนนางโลกนี้กลัวบัณฑิตของสำนัก...ไม่สิ น่าจะบอกว่ากลัวสถานศักดิ์สิทธิ์มากกว่า”หลินอี้เดาในใจว่ามันน่าจะคล้ายกับระบบชนชั้นในอดีตจากโลกเก่าของเขา
สถานศักดิ์สิทธิ์ มันหมายถึงศาลศักดิ์สิทธิ์
ไม่งั้นแล้วคงเป็ไปไม่ได้เลยที่หัวหน้าเขตจะยอมถ่อมตัวเช่นนี้
หลินอี้มองไปที่จางเชิงฉายและพูดขึ้นมา “ข้าไม่เคยพบเจอใครที่ร้องขอเช่นนี้นี่คือสิ่งที่เ้า้าเอง”
“หลินอี้ เ้าข่มเหงขุนนางโดยไม่มีหลักฐาน เ้าทำให้ปัญญาชนเสื่อมเสียชื่อเสียง ! ”จางเชิงฉายมองไปที่หลินอี้และไม่ลืมที่จะหันไปบอกกับเฉินจิ้นเป่ย
“ท่านเฉิน สำนักศึกษาจะยืนดูอยู่เฉย ๆรึ ? ”
เฉินจิ้นเป่ยพูดขึ้นมาด้วยท่าทีเยือกเย็น “หลินอี้มีตราห้าวหลานกับตัว สำนักศึกษาไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยวนอกจากนี้แล้ว เขาคิดว่าเ้าขโมยอาคมลัทธิเต๋าไป ดังนั้นเขาต้องมีเหตุผลของเขา...”
หลินอี้ไม่มัวเสียเวลา เขามองไปที่จางเชิงฉายและพูดขึ้น“เ้ายอมรับรึไม่ว่าเ้าขโมยอาคมลัทธิเต๋าไป ? ”
“ข้าไม่ได้ทำ ข้าถูกใส่ร้าย เ้าบอกว่าข้าขโมยอาคมลัทธิเต๋าไป เ้ามีหลักฐานรึไม่? ” จางเชิงฉายมองไปที่หลินอี้ด้วยตาที่แดงก่ำ
หลินอี้มองไปที่เ้าหน้าที่ศาลาที่ถือไม้แช่น้ำอยู่และพูดขึ้นมา “โบยซะ ! ”
คนที่ขโมยอาคมลัทธิเต๋าจากศาลาเจิ้นโมถางไปนั้น ไม่ว่าจะเป็รูปร่าง ท่าทางหรือแม้แต่ความรู้สึกพิเศษตอนที่ร่างสีดำนั้นพุ่งผ่านร่างเขาไปนั้นแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องเป็จางเชิงฉาย
แต่เขาไม่มีหลักฐาน
ดังนั้นเขาจึงได้แต่ต้องทรมานอีกฝ่าย !
“ขอรับ ! ” เ้าหน้าที่ศาลาก้าวออกมาพร้อมกับยกตัวจางเชิงฉายขึ้นเตรียมที่จะฟาด
แต่ตอนนั้นเองเฉินจิ้นเป่ยก็ได้พูดขึ้นมา “ช้าก่อน ! ”
หลินอี้มองไปที่เฉินจิ้นเป่ย
จางเชิงฉายยิ้มออกมา เขามองไปที่หลินอี้ด้วยสีหน้าหม่นและพูดขึ้น “หลินอี้เ้าคิดจะใช้ไม้นี่มาหลอกข้ารึ ? ดูสิ แม้แต่ท่านเฉินก็ยังทนดูไม่ไหว.... ”
“เ้าพูดมากเกินไปแล้ว ! ”เฉินจิ้นเป่ยขัดจางเชิงฉายและหันไปบอกกับหลินอี้ “หากเขาขโมยอาคมลัทธิเต๋าจริงงั้นการทรมานเช่นนี้ก็ไร้ประโยชน์...ยังไงซะการขโมยอาคมลัทธิเต๋าก็เป็ความผิดอาญาเขาไม่โง่พอที่จะสารภาพหรอก ! ”
“ข้าเห็นด้วย ! ” หลินอี้พยักหน้าเห็นด้วยและพูดขึ้น“มีทักษะวรรณกรรมใดบ้างที่ทำให้คนพูดความจริงออกมาได้ ? ”
ทักษะวรรณกรรม
คงหมายถึง ..... พลัง ?
ใช้พลังวรรณกรรมเพื่อแสดงพลังวิเศษต่าง ๆ ออกมา
เฉินจิ้นเป่ยมองไปที่หลินอี้ด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะพยักหน้าและพูดขึ้น“แน่นอนแต่เ้ายังไม่อาจจะเรียนรู้มันได้ ถึงอย่างนั้นข้าก็ช่วยเ้าได้... ”
“ตราห้าวหลาน...”
“แท้จริงแล้ว ข้าก็ไม่ยุ่งเกี่ยว ข้าแค่จะดูว่าเขาโกหกรึไม่ ”
“ได้ ! ” หลินอี้เป็คนฉลาดเขาเข้าใจความหมายของคำพูดเฉินจิ้นเป่ยทันที
“จางเชิงฉาย เ้าขโมยอาคมลัทธิเต๋าไปจากศาลาเจิ้นโมถางรึไม่ ? ”หลินอี้มองไปที่จางเชิงฉาย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบ เขาก็ตะคอกออกมา “ตอบข้ามา ! ”
จางเชิงฉายใจสั่น เขารู้สึกว่าสายตาของหลินอี้นั้นน่ากลัว เขาถึงกับพูดออกมา“ไม่...ไม่ใช่ ! ”
หลินอี้หันกลับไปมองเฉินจิ้นเป่ย
เฉินจิ้นเป่ยพูดขึ้นมาด้วยท่าทีเยือกเย็น “เขาโกหก ! ”
ปัง...ในหัวจางเชิงฉายขาวโพลน หน้าเขาซีดเผือดไปในทันที ตัวเขาเริ่มสั่นเทาขึ้นมา
ทุกคนในห้องโถงพากันฮือฮาออกมาเมื่อได้ยินคำพูดของเฉินจิ้นเป่ย
ปัง...ซุนเหวินเยี่ยนใช้ไม้ทุบโต๊ะและพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงโกรธ “จางเชิงฉายในฐานะเ้าหน้าที่แล้ว เ้ากล้าขโมยอาคมลัทธิเต๋าและป้ายความผิดให้กับบัณฑิตหลินเ้าสมควรตาย ! ”
ตอนแรกเขาคิดว่าหลินอี้จะใช้โอกาสนี้เพื่อแก้แค้นจางเชิงฉายเพราะมีเฉินจิ้นเป่ยหนุนหลัง
ไม่คิดเลยว่า...จะเป็ฝีมือของจางเชิงฉายจริง ๆ
หลินอี้ทำได้ยังไงกัน ?
ต้องรู้ก่อนว่าเขาไปที่ศาลาเจิ้นโมถางมาหลายครั้ง แต่กลับไม่พบเบาะแสใด ๆ เลย