ท่ามกลางความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด ปราศจากสุ้มเสียงใด ๆ ราวกับดวงตามืดบอดและหูที่ดับสนิท
หลังจากนิโคลัสฟื้นขึ้นมา เขาไม่สามารถมองเห็นหรือได้ยินสิ่งใดได้เลย ทุกสิ่งรอบกายทั้งมืดและเงียบสนิท
ค่อยเคลื่อนไหวและสืบเท้าไปรอบอย่างเชื่องช้า พลางคิดทบทวนเื่ต่าง ๆ ก่อนที่จะสลบไป
เพลิงสีโลหิตห่อหุ้มร่าง คันธนูและลูกธนูที่ลุกโชนด้วยเพลิงโลหิต
เพียงสามครั้ง จากนั้น ทุกอย่างก็ดับลง
ภาพสุดท้ายในความทรงจำคือ พี่วิคเตอร์
‘เกิดอะไรขึ้น คนอื่นไปไหนกันหมด’
เขาไม่้าส่งเสียงใด ทำได้เพียงพยายามสืบเท้าออกไปในความมืดเบื้องหน้า
ชายหนุ่มพยายามวนไป ในระยะไม่เกินสิบก้าวจากจุดที่เขายืนเมื่อรู้สึกตัว
เท้าที่คอยสืบออก พร้อมกับมือที่พยายามควานไปในความมืดมิด แต่ยังไม่พบสิ่งใด
“เป๊าะ!”
“อ๊าก!”
อดีตนักฆ่าสะดุ้งสุดตัวจนร้องเสียงหลง ะโถอยกรูดด้วยความใ
เสียงดีดนิ้วที่ดังขึ้นฉับพลัน พร้อมกับแสงที่ส่องขึ้นจากเบื้องล่าง ส่องให้เห็นใบหน้าอันใหญ่โตของชายกลางคน ในระยะที่เกือบชิดตัวเขา
“ฮ่าฮ่าฮ่า...”
เสียงหัวเราะดังลั่น จากชายคนดังกล่าว พลางชี้นิ้วไปที่ชายหนุ่มที่สีหน้าซีดเผือดด้วยความใ
“ไม่คิดเลยว่าข้าจะได้เห็นเ้าเป็แบบนี้”
เขากล่าวอย่างมีความสุข ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มปลื้มปริ่ม
“ท่านเป็เทพแล้วนะ ยังมาแกล้งเด็กอย่างข้าอีก”
“ของเซ่นไหว้ที่ได้ไป ยังไม่พออีกเหรอ”
“เซ่นไหว้บ้านเ้าซิ ข้ายังไม่ตาย”
เสียงต่อปากต่อคำระหว่างเทพากับนายน้อยหนุ่มดังขึ้น ทำลายบรรยากาศอันเงียบงันไปหมดสิ้น
รอบข้างจากที่เคยมืดมิด กลับขาวโพลนไปจนสุดตา
“แล้วท่านเรียกข้ามาทำไมหรือ”
ชายหนุ่มถามด้วยความแปลกใจ เพราะพึ่งผ่านไปไม่กี่วัน ไม่น่ามีเหตุผลอะไรที่ท่านเทพจะมาพบเขา
“ข้าไม่ได้เรียกเ้า แต่เป็เ้าเองที่้าข้า”
“ข้าถามจริง ๆ นะ ถ้าเ้าอยากตายไวขนาดนั้น เ้าก็ไม่น่ารับปากอัญเชิญมาั้แ่แรก”
เทพาบ่นกึ่งต่อว่าชายหนุ่มไปตรง ๆ แม้ว่าเ้าตัวอาจยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาทำอะไรลงไป
“ข้า...ไม่เข้าใจขอรับ”
เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น มันรวดเร็วมาก เหมือนทุกอย่างเกิดขึ้นจากสัญชาตญาณ เขาไม่ได้คิดอะไรเลย
“ก็นั่นแหล่ะ เพราะเ้าไม่คิดอะไรเลย ปล่อยให้สัญชาตญาณพาไป จนสุดท้าย เ้าก็เกือบตาย หากไม่ได้ข้าช่วยไว้”
“ได้โปรดประทานความรู้แก่ผู้โง่เขลาคนนี้ด้วยเถิดท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่”
ต้องหยอดคำหวานผสานกับความจริงใจ เผื่อท่านเทพผู้นี้จะผ่อนคลายลง
“ไม่ต้องคิดหยอดคำหวานเลย เ้าคิดอะไรอยู่ข้ารู้หมดแล้ว”
“เข้าเื่เลย เรามีเวลาไม่มาก...เ้าคิดว่าพลังจาก ‘เพลิงโลหิต’ นั้นต้องใช้สิ่งใดแลกมา”
ท่านเทพเอ่ยถามเขาตรงๆ
ทุก ‘พลัง’ ต้องมีแหล่งพลังงานเป็ตัวขับเคลื่อน เช่น เวทมนตร์ต้องมีมานาเป็พลังงานในการขับเคลื่อน
ยิ่ง ‘พลัง’ ที่แสดงออกมามากเท่าไหร่ พลังงานที่ต้องใช้ยิ่งมากขึ้นตาม
“ข้ายังไม่มีมานามากพอ และ พลังงานอื่น ๆ ก็ไม่มีในร่างข้า ดังนั้น...ร่างกายข้า ใช่ไหมขอรับ”
ชายหนุ่มพูดไปด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ทันทีที่คิดได้
“ใช่ เ้าก็ไม่ได้ โง่ แต่เ้าก็ยังปล่อยให้มันเกิดขึ้น”
เขาพูดพลางส่ายหัวเบา ๆ
“เ้าปล่อยให้สัญชาตญาณ... โทสะ... ความอยากเอาชนะ... กลืนกินเ้าจนหมด”
“หากเ้าตั้งสติไว้ แล้วใช้มันเพียงครั้งเดียว เ้าคงไม่อยู่ในสภาพนี้”
เขาพร่ำสอนราวกับอาจารย์กำลังอบรมศิษย์ ชายหนุ่มทำได้เพียงก้มหน้ารับการสั่งสอนอย่างตั้งใจ
“เพลิงโลหิต นี้ เป็ทักษะหนึ่งของข้า จะใช้ในยามความเป็ความตาย เท่านั้น”
“เพราะมันต้องแลกด้วย ‘เืและเนื้อ’ ของเ้า ยิ่งพลังมาก ร่างกายเ้ายิ่งเสียหาย”
“จำใส่ิญญาเ้าเอาไว้”
“เ้าต้องเป็ผู้ควบคุมพลัง ไม่ใช่ให้พลังควบคุมเ้า”
ท่านเทพย้ำเตือนชายหนุ่ม ให้จดจำสิ่งนี้เอาไว้ เพราะมันเป็อันตรายถึงชีวิต
“ขอบคุณขอรับ ข้าน้อยจะจดจำไว้ตลอดไป”
นิโคลัสโค้งคารวะให้กับเขาด้วยความเคารพ ราวกับศิษย์คำนับอาจารย์
“เ้าอย่าพึ่งดีใจเกินไป แม้ข้าจะช่วยชีวิตเ้าไว้ได้ แต่เ้ายังต้องเผชิญความเ็ปอยู่”
“ร่างกายเ้าจะยังทรุดโทรมอยู่ เ้าจะต้องทรมานจากผลกระทบเพราะร่างที่ถูกใช้จนเกินตัว”
“แต่ก็ดี เ้าจะได้จดจำได้ขึ้นใจว่า ผลกระทบของเพลิงโลหิตเป็อย่างไร”
เขาเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก เหมือนมีความสุขยามเห็นชายหนุ่มทรมาน
“และอย่าลืม เ้าติดหนี้ข้า หนึ่งครั้ง ของสักการะรอบหน้าก็เยอะ หน่อยนะ”
สุดท้าย ท่านเทพาไม่เคยลืมเื่ของสักการะ
“ขอรับ”
นายน้อยต้องยอมรับแต่โดยดี แต่อย่างน้อยเขาก็รอดมาได้เพราะท่านเทพเข้าช่วยเหลือ
“ท่านเทพขอรับ ข้าอยากรู้ว่า มีวิธีใดบ้างที่จะปิดบัง ศักยภาพสูงสุดของข้า หรือไม่”
“หรือแค่ลดลงมาขั้นหนึ่งเป็เพียง มหาปราชญ์ ก็ได้ขอรับ”
สิ่งนี้ ติดอยู่ในความคิดของเขามานาน เขาตั้งใจที่จะปรึกษาพ่อบ้านอยู่แล้ว
แต่ขณะนี้เขาอยู่กับเทพาแล้ว ต้องไม่ทิ้งโอกาสให้เสียเปล่า
“มีอยู่ แต่...”
ท่านเทพจะกล่าวแต่หยุดไว้ พลางทำมือโดยใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้จรดกันเป็วงกลม อันเป็เครื่องหมาย เหรียญ ที่บ่งบอกถึง เงินตรา
“ข้าทราบแล้วขอรับ รอบหน้า อาวุธเกรดเงิน ทั้งหมดสามชิ้น เพียงพอไหมขอรับ”
“ตอนนี้ข้ายังไม่ได้ตั้งหลักเลย เงินทุนมีน้อยมากขอรับ”
นายน้อยผู้ยากไร้แสดงสีหน้าเศร้าหมองให้เห็นชัดเจน
“ตกลง ไว้เ้ามีมากขึ้นค่อยให้ข้าเยอะหน่อยก็ได้”
“ส่วนเื่ศักยภาพเ้า ข้าจะผนึกมันไว้ที่ระดับ กึ่งมหาปราชญ์”
“แต่เ้าจงจำไว้”
“แม้ไม้ใหญ่โดดเดี่ยวจะล้มง่าย แต่เล็กไปนกกาก็ไม่มาพึ่งพิง”
“ข้าน้อยจะยึดถือเป็แนวปฏิบัติขอรับ”
“หมดเวลาแล้ว ระวังตัวและมีสติตลอดเวลานะ จำไว้”
“เดี๋ยวท่านเทพ ข้ามีข้อสงสัยอีก...”
ยังไม่ทันกล่าวจบ ท่านเทพก็หายไปจากสายตา พื้นที่รอบข้างที่เคยขาวโพลนค่อยๆ ดับมืดลงจากที่ไกลเข้าหาตัวเขา
“ไปเร็วจริง ๆ เหมือนรู้ว่าข้าจะถามว่า เขารู้ได้อย่างไรว่าข้าเกือบตาย”
ทันทีที่ความมืดเข้าปกคลุม ความเ็ปแสนสาหัสแล่นเข้าสู่ทั่วร่างเขาในทันที
“อ๊าก!”
มันเ็ปรวดร้าวเข้าไปถึงิญญา มากเกินกว่าที่ชายหนุ่มจะทนไหว จำต้องส่งเสียงร้องออกมาอย่างยาวนาน
“เ้าหนู เ้าหนู อดทนไว้ อังเดร รีบร่ายเวทรักษาเร็วเข้า”
สุ้มเสียงชราร้องออกมาด้วยความวิตกกังวล รีบร้องบอกให้นักเวทรักษาเร่งรักษาชายหนุ่มทันที
แม้ว่าตลอดทั้งวันที่เขาสลบไป อังเดร จะช่วยรักษามาอย่างต่อเนื่อง แต่อาการภายนอกดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ิัที่แห้งเหี่ยวราวกับคนชรา ปรากฏรอยแผลฉีกขาดทั่วร่าง
ผมที่เคยดำขลับกลับขาวโพลนไปทั้งศีรษะ
การที่เขารอดมาได้ นับได้ว่าเป็ปาฏิหาริย์แล้ว
“ไปเอายาฟื้นพลังจากเ้าพวกนั้นมาเพิ่มเร็ว”
แจ็คผู้คล่องแคล่วรีบถลันตัวออกไปที่กลุ่มพ่อค้าในทันที เพียงไม่กี่อึดใจก็นำยาฟื้นพลังกลับมา
“เ้าหนูพยายามดื่มยานี้หน่อย”
ชายชราอยากจะประคองเขาขึ้นมาดื่มยา แต่ไม่สามารถทำได้เพราะจับไปตรงไหน ชายหนุ่มก็ร้องออกมาตลอดมา
จึงทำได้เพียงรินยาเข้าปากที่แห้งผากในท่านอน
ด้วยผลของเวทรักษาจากอังเดร ทำให้เขาพอได้สติขึ้นมาบ้าง จึงฝืนกลืนน้ำยาฟื้นฟูเข้าไปได้ แม้จะเจ็บแผลในลำคอเพียงใดก็ตาม
ก่อนที่เขาจะหลับไปพร้อมกับคำพูดของท่านเทพ ที่ดังก้องอยู่ในใจ...
‘เ้าต้องเป็ผู้ควบคุมพลัง ไม่ใช่ให้พลังควบคุมเ้า’
หากนับจากที่นิโคลัสสิ้นสติไป เวลาได้ผ่านไปแล้วหนึ่งวันเต็มๆ
เวลานี้ พวกเขาและกองคาราวานเหรียญทอง ได้เดินทางออกห่างจากพื้นที่ต่อสู้มาไกลมากแล้ว
ย้อนเวลากลับไป ยามเมื่อนายน้อยของพวกเขาหมดสติและร่างกายค่อย ๆ เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว
จอมเวทชราะเิโทสะออกมาแบบไม่มียั้ง พลังที่เคยซ่อนไว้ถูกใช้ออกไปอย่างเต็มกำลัง
เถาวัลย์ปรากฏขึ้นจากพื้นดินเข้ารัดพันร่างของศัตรูที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกคน แล้วสังหารในทันที
เหลือเพียงหัวหน้าที่ขี่เสือดำและเหล่านักรบระดับสามอีกสองสามคน
แม้ชายชราจะไม่ได้ฆ่า แต่พวกเขาคงอยากตายไปเลยดีกว่า ต้องทนเ็ปจากการโดนเถาวัลย์แทงทะลุไหปลาร้าและเอ็นร้อยหวาย และมันยังปิดกั้นการใช้พลังของพวกเขาด้วย ทำให้ต้องทนรับความเ็ปราวกับคนธรรมดา
เหล่าผู้คนในกองคาราวานต่างตกตะลึงชะงักค้างกันไปหมด แม้แต่ลมหายใจยังไม่กล้าให้ดังเกินไป
โดยเฉพาะชายร่างอ้วนหัวหน้าพ่อค้าเหรียญทองถึงกับทรุดตัวลงไปกับพื้น มันร้ายแรงยิ่งกว่าถูกล้อมด้วยคนแปดสิบคนมากมายนัก
จอมเวท เขาทำให้จอมเวทขุ่นเคือง ช่างรนหาที่ตายยิ่งนัก
โชคดีที่ชายชราสนใจแต่เพียงการรักษาหลานชาย ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงเดือดร้อนแน่นอน
ด้วยคำสั่งของชายชรา สินาทั้งหมดเป็ของ เขี้ยวอัสดง อย่างไม่มีใครกล้าโต้แย้ง
เมื่อพวกเขาสอบสวนศัตรูทั้งสามเรียบร้อยแล้ว ก็จัดการพวกมันแล้วฝังรวมกันไว้ในป่าบริเวณนั้น
จากนั้นเร่งเดินทางในทันที โดยรถม้าที่ดีที่สุดของโอลิเวอร์ ที่ทั้งนุ่มนวลและเย็นสบาย ได้ยกให้กับนิโคลัสและท่านรอย
ตอนที่นิโคลัสรู้สึกตัว เป็ยามที่พวกเขาหยุดพักกันหลังจากเดินทางมาตลอดบ่ายและกลางคืนจนถึงรุ่งเช้า
จนไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ เนื่องจากคนอื่นเหนื่อยล้าจากการกระเด้งกระดอนบนรถม้าและเกวียนคันอื่นตลอดการเดินทาง
เมื่อเห็นนายน้อยฟื้นขึ้นมาแล้ว จอมเวทชราจึงให้ทุกคนพักค้างคืนกันบริเวณนี้เลย เพื่อให้เขาได้พักผ่อนและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
“ท่านพ่อ นิคเป็อย่างไรบ้าง”
วิคเตอร์ที่ปกติไม่ค่อยพูด กลับเอ่ยถามเป็คนแรกเมื่อเห็นชายชราเดินลงมาจากรถม้า
“สงบลงแล้ว แต่อาการยังน่าเป็ห่วง ข้าเลยให้พักผ่อนไปก่อน”
“พวกเ้า สร้างกระโจมไว้รอบรถม้า แล้วส่งหน่วยตระเวนออกไปสำรวจรอบด้าน และวางกับดักตรวจจับผู้บุกรุกไว้ด้วย”
พ่อบ้านเอ่ยถึงอาการของนายน้อย แล้วกำชับเื่การเฝ้าระวังต่าง ๆ กับลูกชาย
“ขอรับ”
จากนั้นเขาก็ออกไปสั่งการในทันที
แจ็คกับเจคอบ รับหน้าที่เป็ผู้นำทีมหน่วยลาดตระเวนและวางกับดักในครั้งนี้ ร่วมกับนักล่าไพรของกองคาราวาน
อีกด้านหนึ่ง บนรถม้าที่โอลิเวอร์และอเล็กซ์พักอยู่ ทั้งสองกำลังปรึกษากันเื่ของจอมเวทรอย
“ท่านอเล็กซ์ ท่านว่าเราควรเปิดเผยสาเหตุที่พวกนั้นจะจับตัวท่าน ให้ท่านจอมเวททราบ ดีไหมขอรับ”
หัวหน้าพ่อค้าเอ่ยถามชายหนุ่มด้วยความสุภาพ
“จากที่เราและเขี้ยวอัสดงร่วมกันสอบสวนนักฆ่าพวกนั้น พวกมันก็ไม่ทราบรายละเอียดอะไร เป็เพียงการรับงานลักพาตัวจากชมรมนักฆ่าเท่านั้น พวกมันจึงไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง”
“ด้านท่านจอมเวทก็ยังไม่ได้ซักไซ้สอบถามเราเพราะติดที่ต้องดูแลหลานชาย”
“หากเรายอมเปิดเผยออกไปเอง ก่อนที่จอมเวทจะเอ่ยถาม จะดีกว่าไหมขอรับ”
“คงต้องเป็เช่นนั้น ข้าดูท่าทีของเขาแล้ว คงพาหลานชายไปเข้าสถาบันวาลเดียลาเช่นเดียวกับข้า เขาไม่น่าคิดร้ายกับข้าใช่ไหม”
อเล็กซ์แม้รู้สึกว่าจำเป็ต้องบอกแต่ยังเกิดความลังเลอยู่บ้าง
“คงไม่หรอก หากเขา้าจัดการพวกเรา เขาคงทำั้แ่ตอนนั้นแล้วขอรับ”
“งั้น่ค่ำนี้ เราจะบอกกับเขาด้วยตนเอง พร้อมกับให้ดูจดหมายฉบับนั้นด้วย”
จากนั้นทั้งสองยังคงปรึกษาในรายละเอียดอื่น ๆ กันต่อไป
ยามพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า สายลมอ่อน ๆ พัดพาอากาศเย็น ๆ จากขุนเขาและแมกไม้
ฝูงนกน้อยโบยบินกลับรัง พลิ้วไหวไปมา แต่งแต้มผืนฟ้ายามเย็นให้ดูงดงามยิ่งนัก
เบื้องบนช่างงดงามราวภาพวาดที่ธรรมชาติบรรจงแต่งแต้ม
แต่ในขณะเดียวกัน คนเบื้องล่างกลับรู้สึกราวกับถูกเมฆดำถาโถมกดทับ ดั่งพายุที่กำลังตั้งเค้า
รอเพียงจังหวะจะกระหน่ำใส่ไม่ยั้ง
ชายชรารูปร่างผอมบางโดยมีผมและเคราที่ขาวโพลน ดุจดังนักเวทาุโ นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะอาหารโดยยังไม่ได้แตะต้องสิ่งใดเลย
สายตาเ็ากำลังจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มผมบรอนซ์ตรงหน้า โดยไร้สุ้มเสียงใดๆ
เสียงสุภาพดังแทรกขึ้นจากด้านข้าง เพื่ออยากช่วยบรรเทาบรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่
“เรียนท่านหัวหน้ารอย พวกเราได้เรียนเชิญพวกท่านมาร่วมรับประทานอาหารเย็น เพราะเราอยากขอขมาท่าน และชี้แจงถึงสาเหตุที่เราโดนดักทำร้ายขอรับ”
โอลิเวอร์พูดพลางเช็ดเหงื่อที่หน้าผากที่พลั่งพลูออกมาไม่ขาดสาย
“เ้าหรือเ้าหนูนี่จะเป็คนพูด”
พ่อบ้านไม่อ้อมค้อมและไม่อยากเสียเวลาอีก เขาอยากกลับไปเฝ้านายน้อยของเขามากกว่าเสียเวลากับคนพวกนี้
“ข้าน้อยจะเป็คนชี้แจงเองขอรับ เพราะเป็เื่ของข้าน้อยโดยตรง”
อเล็กซ์รีบตอบคำพลางลุกขึ้นและเดินไปยื่นซองจดหมายฉบับหนึ่งด้วยสองมืออย่างอ่อนน้อม
“ข้าน้อย อเล็กซ์ ฟาร์เมียร์ จากแดนใต้ กำลังเดินทางไปสอบคัดเลือกเข้าสถาบันวาลเดียลาตามคำเชิญในจดหมายขอรับ”
ชายชราที่กำลังเปิดจดหมายอยู่ ชำเลืองมองไปที่ชายหนุ่ม เมื่อได้ยินชื่อของเขา จากนั้นก้มอ่านข้อความในจดหมายอย่างช้า โดยไม่มีใครสังเกตเห็นมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยของเขา
“เหตุที่ข้าน้อยถูกตามจับ เนื่องจากข้อความในจดหมายส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งคือข้าน้อยมีศักยภาพในวิถีอัศวิน เทียร์ห้า อัศวินผู้ยิ่งใหญ่ คาดว่าความลับนี้อาจรั่วไหลออกไป คนเ่าั้คิดว่า สถาบันอาจเห็นความสำคัญของข้าน้อยจึงคิดนำข้าน้อยไปเป็ข้อต่อรองเรียกหาผลประโยชน์ขอรับ”
ชายหนุ่มยืนอธิบายให้ชายชราฟัง ด้วยความกลัวเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเขาเคยชินกับแรงกดดันแบบนี้มานานแล้ว
“เ้าคิดว่าพูดเพียงเท่านี้ จะทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นหรือไง”
จอมเวทกล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก ทุกคนต่างมองเห็นรอยยิ้มนี้แล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันสื่อความหมาย ดีหรือร้าย
“ข้าน้อยมิกล้า”
ชายหนุ่มถึงกับตัวสั่นทันทีจากแรงกดดัน ยามเห็นแววตาของชายชราตรงหน้า
“เ้าไม่ได้ปิดบังความจริงอย่างอื่นไว้อย่างนั้นหรือ ข้าให้โอกาสเ้าอีกครั้ง”
เขาเอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้มที่ชัดขึ้น
“ข้าน้อย...ข้า”
ว่าที่อัศวินหนุ่มอ้ำอึ้งลังเลอย่างมาก แต่ความลับของเขาไม่สามารถบอกใครได้จริง
“เ้าเหมือนกับพ่อเ้ามาก ตอนที่เห็นเ้าครั้งแรก ข้าก็แปลกใจ แต่เมื่อเ้าบอกสกุลของเ้าออกมา ข้าก็แน่ใจ”
“เ้ายังคงใช้สกุลแม่เ้าอยู่ พ่อเ้านี่ก็หัวรั้นไม่เปลี่ยน ส่วนปู่เ้าก็คร่ำครึหัวโบราณยึดแต่ประเพณีของตระกูล”
ชายชราเริ่มพลั่งพลูถ้อยคำออกมา พลางหวนนึกถึงเื่ราวเก่าก่อน โดยไม่ทันสังเกตสีหน้าที่ตกตะลึงของชายหนุ่มตรงหน้า
อเล็กซ์ดวงตาเบิกโพลง ผุดลุกยืนและถอยหลังโดยไม่รู้ตัว จิตใจขมวดเกร็งขึ้นทันทีเมื่อได้ยินถ้อยคำดังกล่าว
ชายชราผู้นี้คือใคร
“ท่าน!...”