บทที่ 20 ยันต์พูดความจริง คุยเื่สายสัมพันธ์ มันบั่นทอนทรัพย์
เขาจะคายลูกกวาดในปากทิ้งตอนนี้ยังทันหรือไม่?
"เ้าคิดจะทำอันใด?" ลู่ชิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกเล็กน้อย
ไม่รู้เพราะเหตุใด ทั้งที่ตรงหน้าเป็เพียงเ้าก้อนแป้งน้อยน่ารักน่าเอ็นดู แต่เขากลับรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาเสียได้
"วางใจเถิดเ้าค่ะ"
หรานหร่านยิ้มแฉ่งจนตาหยีเป็เส้นโค้ง ั์ตาสุกสกาวเป็ประกาย "ท่านอาลู่แค่บอกหรานหร่านมาว่า ผู้ใดลอบปองร้ายท่านพ่ออยู่เื้ัก็พอเ้าค่ะ!"
ลู่ชิงหลบสายตาวูบหนึ่ง แสร้งมองไปทางอื่น "ใต้เท้ามีความสามารถล้ำเลิศ ภูตผีปีศาจตนใดอยู่ต่อหน้าใต้เท้าล้วนต้องเผยธาตุแท้! ใครจะกล้าทำร้ายท่านกัน!"
หรานหร่านพองแก้ม ปากยื่นอย่างขัดใจ "ท่านอาลู่ หลอกเด็กสามขวบหรือเ้าคะ? หรานหร่านสี่ขวบแล้วเ้าค่ะ!"
ลู่ชิง "..."
ลู่ชิงเม้มปากแน่น เอ่ยว่า "ใต้เท้าเป็ถึงบิดาเ้า เ้าไม่เชื่อในความสามารถของเขาหรือไร?"
"ฮึ!" หรานหร่านแสดงออกชัดเจนว่าไม่เชื่อ มือน้อย ๆ กอดอก จ้องลู่ชิงตาเขม็ง แสร้งทำเป็ดุ "ท่านอาลู่ ถ้าไม่พูดความจริง หรานหร่านจะลงมือแล้วนะเ้าคะ?"
ลู่ชิงลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
"จะ... เ้าจะทำอะไร?"
เ้าก้อนแป้งน้อยแสยะยิ้ม มือน้อยอูม ๆ สะบัดขึ้นกลางอากาศ หยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา ยันต์แผ่นนั้นก็พุ่งไปแปะอยู่บนหน้าผากของลู่ชิง แล้วเลือนหายไปไร้ร่องรอย
ฝ่ายลู่ชิงรู้สึกเพียงว่ามีแสงสีทองวูบหนึ่งผ่านหน้าไป ไม่ได้ใส่ใจอันใดมากนัก
"ท่านอาลู่ ท่านน้าหญิงที่ท่านมีใจให้คือผู้ใดหรือเ้าคะ?" หรานหร่านถามยิ้ม ๆ
ลู่ชิงชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าพลันแดงซ่าน อ้าปากตั้งใจจะบอกว่าตนไม่มีหญิงที่พึงใจ แต่ปากเ้ากรรมกลับขยับไปเองว่า "หงซิ่ง!"
สิ้นคำว่า 'หงซิ่ง' ลู่ชิงก็รีบตะครุบปากตัวเองทันควัน จ้องมองเ้าก้อนแป้งน้อยที่ดูไร้พิษสงตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
"จะ... เ้าทำอะไรกับข้า?" ลู่ชิงถามเสียงตะกุกตะกัก
หรานหร่านก้าวเท้าป้อม ๆ เดินเข้ามาหาทีละก้าว พลางตอบว่า "ยันต์พูดความจริงที่หรานหร่านทำเองเ้าค่ะ หรานหร่านเก่งหรือไม่เ้าคะ!?"
ลู่ชิง "..."
ในโลกนี้มีของพรรค์นี้อยู่ด้วยรึ?
ทันใดนั้น ดวงตาของลู่ชิงก็เป็ประกาย หากเอายันต์พูดความจริงนี้ไปแปะนักโทษ มีหรือที่พวกมันจะไม่ยอมคายความจริง?
คิดได้ดังนั้น ลู่ชิงก็มองหรานหร่านด้วยสายตาเว้าวอน "ยันต์พูดความจริงนี่... แบ่งให้ท่านอาสักสองสามแผ่นได้หรือไม่?"
"เชอะ!"
เ้าก้อนแป้งน้อยสะบัดหน้าหนี ปากยื่น "ข้าโกรธแล้ว! ถึงมีก็ไม่ให้หรอก"
ลู่ชิงลูบจมูกแก้เก้อ ยิ้มประจบ "คุณหนูน้อย อย่าโกรธเลย เ้าถามมาเถิด ข้าสัญญา ถามอะไรตอบหมดเปลือก!"
"เ้าถามว่าใครรังแกใต้เท้าใช่หรือไม่? เยอะแยะเลยเชียว!"
ลู่ชิงพรั่งพรูเื่ราวที่ตนได้พบเห็นตลอดเจ็ดปีที่ติดตามเซียวจิ้งเสวียนออกมาจนหมดไส้หมดพุงราวกับเทเมล็ดถั่ว
เ้าก้อนแป้งน้อยฟังจบ มือน้อย ๆ ก็กำหมัดแน่น คิ้วสวยขมวดเป็ปม เอ่ยถามหยั่งเชิง "องค์หญิงน้อยอะไรนั่น เก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือเ้าคะ?"
"อืม"
ลู่ชิงพยักหน้าหนักแน่น "องค์หญิงน้อยผู้นี้พอคลอดออกมา ท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเมฆมงคลห้าสี ว่ากันว่าหน้าประตูจวนตระกูลเย่ยังมีเสียงพญาหงส์ร้องก้องกังวาน"
"หลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติหนักหนาเพียงใด ขอแค่องค์หญิงน้อยผู้นี้ขึ้นแท่นสวดมนต์ขอพร ภัยร้ายก็จะกลายเป็ดี ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล"
"ผู้คนต่างพากันร่ำลือว่า ฮวงซุ้ยบรรพบุรุษตระกูลเย่คงมีควันเขียวพวยพุ่ง ถึงได้มีโชคดีเช่นนี้"
"น่าเสียดายนัก... ตระกูลเซียวกับตระกูลเย่มีหนี้แค้นต่อกัน!"
ลู่ชิงเล่ามาถึงตรงนี้ก็อดรู้สึกว่า์ช่างไม่ยุติธรรม
เขาได้รับความช่วยเหลือจากเซียวจิ้งเสวียนเมื่อหลายปีก่อน จึงติดตามรับใช้มาโดยตลอด ในสายตาเขา เซียวจิ้งเสวียนเปี่ยมด้วยสติปัญญาและความสามารถ เหล่านายท่านสกุลเซียวก็ล้วนเป็สุภาพบุรุษเปิดเผย
ใครจะคาดคิดว่าบุตรสาวสุดที่รักของตระกูลเซียวกลับต้องมาพัวพันกับตระกูลเย่ จนถูกใส่ร้ายป้ายสีและต้องจบชีวิตลง ทำให้ทั้งสองตระกูลกลายเป็ศัตรูคู่อาฆาต
นับั้แ่บุตรสาวตระกูลเย่ถือกำเนิด ตระกูลเย่ก็อาศัยสมญานาม 'ดาวนำโชค' ของนาง เจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูจนกลายเป็ที่ประจบสอพลอของคนทั่วเมืองหลวง
ส่วนตระกูลเซียว กลับถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกกดข่มเหยียบย่ำสารพัด
จวนเจิ้นกั๋วกงที่เคยยิ่งใหญ่ เกือบจะต้องพบจุดจบ บ้านแตกสาแหรกขาด
"หนี้แค้น?"
เ้าก้อนแป้งน้อยเอามือป้อม ๆ เท้าคาง แก้มป่องครุ่นคิดอย่างจริงจัง
หรือว่า... การที่โชคชะตาของท่านพ่อถูก่ชิงไป จะเกี่ยวข้องกับองค์หญิงน้อยตระกูลเย่ผู้นั้น?
ยิ่งคิด หรานหร่านก็ยิ่งมั่นใจ
มิเช่นนั้น โหงวเฮ้งวาสนาสูงส่งของท่านพ่อ จะตกอับถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
"คิก ท่านอาลู่ หรานหร่านคำนวณดูแล้ว ่นี้ดวงดอกท้อของท่านกำลังเบ่งบาน ท่านน้าหญิงหงซิ่งใกล้จะมาถึงแล้วนะเ้าคะ"
จู่ ๆ เ้าก้อนแป้งน้อยก็ยกมือน้อย ๆ ขึ้นมาทำท่าดีดนิ้วคำนวณราวกับโหรเทวดา แล้วเปลี่ยนเื่คุยหน้าตาเฉย
ลู่ชิงหนังตากระตุก สีหน้าสลดลงเล็กน้อย "นางต้องคอยปรนนิบัติฮูหยิน อย่างเร็วกว่านางจะมาถึงก็คงอีกเป็เดือนกระมัง!"
หรานหร่านได้ยินดังนั้นก็หัวเราะคิกคัก
"เ้าหนู เ้าไปเรียนรู้วิชาพวกนี้มาจากไหน? ไต้ซือเหลียวคงเขียนยันต์เป็ด้วยรึ? นี่มันวิชาของนักพรตมิใช่หรือ?"
ลู่ชิงสงสัยยิ่งนัก ไต้ซือเหลียวคงเลื่องชื่อลือนามด้านวิชาแพทย์ แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าท่านละทางโลกเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ *[1] แล้ว
วิชาจับผีเขียนยันต์เป็ของลัทธิเต๋า เด็กคนนี้ไปเรียนมาจากไหนกัน?
"ไต้ซือเหลียวคงเป็อาจารย์รองเ้าค่ะ การเขียนยันต์นี่อาจารย์สี่เป็คนสอน!" หรานหร่านตอบ
ลู่ชิง "..."
ตกลงเ้ามีอาจารย์กี่คนกันแน่?
"เอ่อ..." หรานหร่านนับนิ้วมือตัวเองทีละนิ้ว สุดท้ายก็เงยหน้ายิ้มแฉ่ง "หกคน มีอาจารย์หกคนเ้าค่ะ"
"หกคน?" ลู่ชิงถามลองเชิง "ใครบ้างหรือ?"
หรานหร่านเกาหัวแกรก ๆ ขมวดคิ้วมุ่นเหมือนใช้ความคิด ก่อนจะตอบว่า "หรานหร่านก็จำชื่อไม่ได้หรอกเ้าค่ะ รู้แต่ว่าเป็อาจารย์ของข้า! เป็ตาเฒ่าเหม็นพวกนั้น!"
ลู่ชิง "..."
"งั้นยันต์นั่น... ทำให้ข้าสักหลาย ๆ แผ่นได้หรือไม่?"
หรานหร่านเอียงคอมองลู่ชิง แล้วแบมือป้อม ๆ ไปตรงหน้าเขา กระดิกนิ้วยิ้มตาหยี
"จ่ายเงินมาสิเ้าคะ"
ลู่ชิงเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ทำหน้าเหมือนคนอกหัก "หรานหร่าน เราสนิทกันแล้วมิใช่หรือ?"
"อื้อ" หรานหร่านพยักหน้า
"งั้นเราก็นับเป็คนกันเองแล้วใช่ไหม?" ลู่ชิงถามต่อ
"อื้อ" หรานหร่านพยักหน้าอีก
"งั้นก็จบเื่!" ลู่ชิงตีมือลงบนฝ่ามือน้อย ๆ ของนางเบา ๆ "ความสัมพันธ์ระดับเรา คุยเื่เงินพาลจะเสียน้ำใจเปล่า ๆ มิใช่หรือ?"
หรานหร่านทำแก้มป่องเหมือนปลาปักเป้าทันที เอ่ยสวนกลับว่า "ท่านอาลู่ งั้นเราอย่ามาคุยเื่น้ำใจกันเลยเ้าค่ะ!"
"อ้าว ทำไมพูดเช่นนั้นเล่า!" ลู่ชิงหัวเราะแห้ง ทำท่าทางเหมือนหมาป่าเ้าเล่ห์กำลังหลอกล่อกระต่ายน้อย
หรานหร่านเบะปากเล็ก ๆ สีแดงระเรื่อ
"ก็คุยเื่น้ำใจ... มันบั่นทอนทรัพย์ในกระเป๋านี่เ้าคะ!"
*[1] ร่มกาสาวพัสตร์ (อ่านว่า กา-สา-วะ-พัด) แปลว่า ผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาด คือ ผ้าเหลือง, ผ้าจีวร, หรือผ้านุ่งห่มของพระสงฆ์สามเณรในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็สีเหลือง สีแก่นขนุน หรือสีกรัก เปรียบเสมือน "ธงชัยของพระอรหันต์" หรือเครื่องหมายของผู้บวชและปฏิบัติธรรม