ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 20: ปฏิเสธ

    ฉู่เฉิงนั่งก้มหน้า เสียงของหยวนเฮ่อทำให้เขารู้สึกรำคาญ วังเสี่ยวเจินและอวี่หลินหลินก็อยู่บนรถด้วยเช่นกัน เมื่อเห็นหลินซีคุยกับหยวนเฮ่ออย่างมีความสุข วังเสี่ยวเจินก็เบะปากและรู้สึกอิจฉาอยู่ในใจ หยวนเฮ่อเป็นคนรูปร่างหน้าตาดี ส่วนนิสัยก็เป็นคนตรงไปตรงมา วังเสี่ยวเจินจึงประทับใจเขามาก เมื่อเห็นว่าหยวนเฮ่อถูกหลินซีหยอกล้อจนเขายิ้มกว้าง ใบหน้าของวังเสี่ยวเจินก็แสดงความรู้สึกไม่พอใจออกมา เธอกวาดตาผ่านไปที่ฉู่เฉิง เมื่อเห็นฉู่เฉิงจ้องเธอด้วยแววตาไม่เบิกบาน เธอก็พลันรู้สึกประหลาดใจ แต่ตอนที่กำลังจะเอ่ยตำหนิฉู่เฉิง ฉู่เฉิงก็ก้มหน้ากลับลงไปอีกครั้งทำเอาวังเสี่ยวเจินรู้สึกเหมือนมีลมจุกอยู่ที่คอหอยของเธอ วังเสี่ยวเจินโกรธจนต้องกลอกตาใส่ฉู่เฉิงอยู่หลายหน เมื่อมาถึงในตัวเมือง หยวนเฮ่อจึงพูดกับหลินซี “อยากเดินกับพวกฉันไหม ฉันเข้าเมืองบ่อย ค่อนข้างคุ้นเคยกับที่นี่ไม่น้อยเลย” หลินซีคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถามหยวนเฮ่อ “นายรู้ไหมว่าที่ไหนมีวิทยุขาย” หยวนเฮ่อตะลึงงันพร้อมคิดในใจว่าผู้หญิงคนนี้มีเงินเยอะจริงๆ เขาจึงถามหลินซีไป “เธอจะซื้อวิทยุงั้นเหรอ มันน่าจะแพงเอาเรื่องอยู่นะ แถมยังต้องมีคูปองสำหรับซื้อสินค้าอุตสาหกรรมอีก เธอมีเหรอ” หลินซีขมวดคิ้ว เธอลืมเรื่องคูปองนี้เสียสนิท เมื่อหยวนเฮ่อเห็นท่าทางของหลินซีเขาก็พอจะเดาออก เขาจึงให้คำแนะนำแก่เธอ “ฉันพอจะมีวิธีหาวิทยุได้อยู่ แล้วก็ไม่ต้องใช้คูปองนั่นด้วย แต่ว่ามันคงไม่ใช่ของใหม่ เป็นของมือสองที่รับมาจากคนอื่นอีกที เธอยังอยากได้อยู่ไหม” หลินซีรีบพยักหน้า “อยากได้สิ ขอแค่คุณภาพใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร ฉันก็ตกลงแล้ว” “ได้ งั้นเดี๋ยวฉันไปถามให้เธอนะ” หยวนเฮ่อให้หลินซีไปเดินเล่นรอก่อน พร้อมนัดหมายว่าเขาจะกลับมาบอกข่าวเรื่องวิทยุกับเธอในอีกครึ่งชั่วโมง หลินซีอยากจะพาฉู่เฉิงไปซื้อหนังสือ ฉู่เฉิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “พี่ พวกเราไปซื้อหนังสือเก่าดีไหม หนังสือเก่าถูกกว่า” หลินซีคิดว่าฟังดูมีเหตุผล หลังจากที่สอบถามคนแถวนั้นพวกเธอก็หาร้านหนังสือเก่าจนเจอ ทั้งสองคนเข้าไปเลือกหนังสือ ซึ่งในร้านก็มีหนังสือสำหรับเด็กอยู่ไม่น้อย หลินซีซื้อมาหลายเล่มโดยจ่ายเงินไป 2 เหมา ฉู่เฉิงรู้สึกว่ามันราคาถูกเอามากๆ เขาเลยหัวเราะคิกคักแล้วพูดขึ้น “พี่ครับ คราวหลังพวกเราก็มาซื้อหนังสือที่ร้านนี้นะ”  หลินซีรู้สึกว่าเรื่องบางเรื่องก็จำเป็นที่จะต้องบอกเขาให้ชัดเจน เธอจึงเตือนเขาอย่างตั้งใจว่าหนังสือบางประเภทสามารถซื้อมือสองได้ แต่หนังสือบางประเภทจำเป็นต้องซื้อของใหม่ โดยเฉพาะตำราเรียน เพราะข้อมูลความรู้ต่างๆเป็นสิ่งที่มีการปรับใหม่อยู่เสมอ จะต้องไม่เอาแต่เห็นแก่ของถูกและยังต้องตัดสินใจจากสภาพการณ์ด้วย ฉู่เฉิงเข้าใจดี และเขารู้สึกว่าสิ่งที่พี่สาวบอกล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น ทั้งสองคนเดินกันเกือบจะครบรอบจึงกลับมาที่จุดนัดพบ รออยู่เพียงครู่เดียวหยวนเฮ่อก็กลับมา เมื่อมองเห็นหลินซีเขาก็วิ่งตรงเข้ามาหาแล้วพูดขึ้นเบาๆ “เธอโชคดีมากเลย คนนั้นเขามีของอยู่ เขาขาย 30 หยวน ฉันตรวจสภาพให้แล้ว ตัววิทยุไม่มีปัญหาอะไรเลย” สามสิบหยวนไม่ถือว่าถูก หลินซีมีเงินติดตัวอยู่เพียงสี่สิบกว่าหยวนเท่านั้น แต่แล้วเธอก็ตัดสินใจกัดฟันซื้อ หลินซีให้เงินกับหยวนเฮ่อ ครึ่งชั่วโมงผ่านไปหยวนเฮ่อก็ถือห่อผ้าห่อหนึ่งกลับมา หลินซีแกะห่อผ้าออกแล้วตรวจดูภายนอกของวิทยุ เธอพบว่านี่เป็นวิทยุมือสองสภาพ 60% เธอเก็บของให้เรียบร้อยก่อนจะกล่าวขอบคุณหยวนเฮ่อด้วยความจริงใจ จากนั้นหยวนเฮ่อก็รีบแยกตัวออกไปทำธุระของตนเพื่อให้ทันเวลากลับ  ขณะอยู่บนรถไถนาขากลับ บนหน้าผากของหยวนเฮ่อก็มีเหงื่อไหลเต็มไปหมด เมื่อเห็นดังนั้นหลินซีก็รู้สึกผิด เพราะหยวนเฮ่อต้องวิ่งไปวิ่งมาทำธุระให้เธอทั้งเช้า หลินซีจึงเอ่ยชวนหยวนเฮ่อมาทานอาหารที่บ้าน และหยวนเฮ่อก็ตกปากรับคำเป็นที่เรียบร้อย ฉู่เฉิงรู้สึกไม่ค่อยพอใจ แต่เขาก็รู้ว่าหยวนเฮ่อให้ความช่วยเหลือเรื่องการซื้อวิทยุ ดังนั้นถึงจะไม่พอใจ เขาก็ไม่แสดงอะไรออกมา เพราะเขารู้แล้วว่าพี่สาวไม่ชอบที่เขาแสดงท่าทางใจแคบ เขาจึงทำได้เพียงเก็บความรู้สึกไว้ในใจแบบนี้ เมื่อกลับถึงบ้าน สิ่งแรกที่หลินซีทำคือเปิดวิทยุ ในวิทยุมีถ่านใส่ไว้แล้ว เพียงแค่กดเปิดก็ใช้ได้เลย ภาษาจีนกลางสำเนียงมาตรฐานดังออกมาจากวิทยุ เมื่อหลินซีได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเธอก็รู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมาก คนที่นี่ต่างพูดคุยกันด้วยภาษาถิ่น แม้หลินซีจะฟังรู้เรื่องแต่เธอก็รู้สึกเหงาๆอยู่เสมอราวกับตนเป็นแขกที่มาจากต่างบ้านต่างเมืองตัวคนเดียว ที่บ้านเกิดของหลินซีก็มีภาษาถิ่นเช่นกัน และที่นี่ก็ไม่น่าจะมีคนที่พูดภาษาถิ่นบ้านเธอได้ แต่อย่างไรก็ดี การได้ยินภาษาจีนกลางก็ทำให้เธอรู้สึกว่านี่เป็นภาษาที่คุ้นเคยและทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมา เมื่อฉู่เฉิงเห็นหลินซีฟังวิทยุอย่างตั้งใจในดวงตามีหยดน้ำใสๆคลออยู่ ฉู่เฉิงเดาว่าหลินซีคิดถึงบ้านเสียแล้ว เขาดึงแขนเสื้อหลินซีเบาๆ หลินซีจึงหันกลับมา เธอยิ้มแล้วถามขึ้น “ฟังที่วิทยุเขาพูดรู้เรื่องไหม”  ฉู่เฉิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ก็พอจะฟังเข้าใจอยู่ครับ” หลินซีสังเกตเห็นว่าเวลาที่ฉู่เฉิงพูดจะติดสำเนียงท้องถิ่นอย่างชัดเจน ทั้งที่มีการส่งเสริมการใช้ภาษาจีนกลางสำเนียงมาตรฐานมานานหลายปีแล้ว แต่ทุกคนยังคุ้นเคยกับการใช้ภาษาถิ่นของตนอยู่ดี หลินซีจึงตัดสินใจว่าจะสอนฉู่เฉิงพูดภาษาจีนกลาง เพื่อให้เขาสามารถสื่อสารกับคนอื่นๆได้ดีขึ้นเมื่อต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านในอนาคต จากนี้ไปหลินซีจะให้ฉู่เฉิงฟังวิทยุทุกวัน จะได้ฝึกพูดกับผู้ประกาศข่าว และยังต้องฝึกอ่านออกเสียงด้วยจะได้ช่วยแก้ไขการออกเสียงได้ อีกหลายปีข้างหน้า ถ้าฉู่เฉิงออกจากหมู่บ้านชิงซานแห่งนี้ไปและเขาสามารถพูดภาษาจีนกลางได้อย่างคล่องแคล่ว เขาจะเข้าใจถึงความตั้งใจของหลินซีเอง เมื่อมีวิทยุุแล้ว วิชาเรียนในทุกๆวันของฉู่เฉิงจะมีวิชาการอ่านออกเสียงเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งวิชา แต่ถึงอย่างไรฉู่เฉิงก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจอะไร เขากลับรู้สึกดีใจที่จะได้มีเวลาอยู่กับหลินซีมากขึ้น เวลาฝึกอ่านหลินซีจะอ่านให้ฟังก่อน 1 รอบเพื่อเป็นตัวอย่าง จากนั้นค่อยให้ฉู่เฉิงอ่านตาม เวลาฉู่เฉิงอ่าน หลินซีก็จะตั้งใจฟังและช่วยแก้ไขการออกเสียงของเขา หนุ่มน้อยมีความสามารถในการเรียนรู้ที่ดีเป็นอย่างมาก หลังจากฝึกฝนการอ่านได้ระยะหนึ่ง ฉู่เฉิงก็สามารถใช้ภาษาจีนกลางสื่อสารกับหลินซีได้อย่างคล่องแคล่ว ในวันที่เหล่ายุวปัญญาชนได้หยุดพัก หลินซีชวนหยวนเฮ่อ ฟางฉวนจื้อ หลิวเสียและหวังเหอผิงมาทานข้าวด้วยกัน ครั้งก่อนที่หลิวเสียและฟางฉวนจื้อช่วยหลินซีย้ายบ้าน เธอก็ยังไม่ได้ขอบคุณพวกเขาอย่างเป็นทางการเลย เธอจึงใช้โอกาสนี้ให้ทุกคนมาทานอาหารร่วมกัน  อาหารถูกจัดวางไว้เต็มโต๊ะ แม้อาหารส่วนใหญ่จะเป็นเมนูที่ทำจากผัก แต่ตอนที่ผัดอาหาร หลินซีก็ใส่น้ำมันปรุงอาหารไปไม่น้อย ทั้งยังมีผัดเนื้อหั่นบางและไข่ดาวอีกด้วย นี่จึงถือว่าเป็นเมนูที่ทำออกมาอย่างหลากหลายมากทีเดียว หยวนเฮ่อรินเหล้าให้พวกผู้ชายดื่มกันคนละเล็กละน้อย ทุกคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานในบรรยากาศที่ดูสนิทสนมและเป็นกันเอง ขณะทานอาหาร เรื่องของฟางฉวนจื้อกลายเป็นหัวข้อสนทนาของทุกคน ตอนนี้รายชื่อนักศึกษาคัดเลือกจากทหาร ชาวนา และกรรมกรออกมาแล้ว ฟางฉวนจื้อจึงต้องไปเรียนแล้ว ทุกคนต่างร่วมยินดีที่ในที่สุดเขาก็ได้สมปรารถนาและจะได้ไปเรียนต่อเสียที รอยยิ้มของหลิวเสียมีความรู้สึกเจ็บปวดปะปนอยู่ เธอชำเลืองมองฟางฉวนจื้ออยู่หลายครั้ง ซึ่งหลินซีก็สังเกตเห็นอาการผิดปกติของหลิวเสียเช่นกัน และนั่นทำให้หลินซีรู้สึกแปลกใจ หลังจากทานอาหารมื้อนี้เสร็จ ทุกคนก็ลุกขึ้นและกล่าวอำลา จากนั้นหลินซีก็ให้ฉู่เฉิงไปตักน้ำเพื่อเตรียมล้างถ้วยล้างจาน แต่แล้วหยวนเฮ่อก็กลับมาอีกครั้ง หลินซีรู้สึกประหลาดใจมาก เธอจึงถามขึ้น “ทำไมถึงกลับมาล่ะ ทำของอะไรหล่นไว้งั้นเหรอ” หยวนเฮ่อทำท่าทางเขินอายเล็กน้อยก่อนจะถามขึ้น “ฉู่เฉิงอยู่ไหม”  “มาหาฉู่เฉิงเหรอ ตอนนี้เขาไปตักน้ำอีกสักพักก็กลับมาแล้ว”  หยวนเฮ่อลูบหัวตัวเองและพูดอ้ำๆอึ้งๆอย่างเขินอาย “ฉันมีเรื่องอยากจะพูดกับเธอ”  “มีอะไรงั้นเหรอ” หลินซีเห็นท่าทางอ้ำอึ้งไม่กล้าพูดของเขาทำให้เธอคิดในใจว่าเขาคงจะไม่ขอยืมเงินใช่ไหม ผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดหยวนเฮ่อก็พูดขึ้นพร้อมใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย “หลินซี ฉันรู้สึกว่าเธอเป็นคนดีมากเลย ฉันอยากคบหากับเธอเป็นคู่รัก แล้วเธอล่ะ คิดยังไงกับฉันเหรอ” เมื่อฟังหยวนเฮ่อพูดจบ หลินซีพลันรู้สึกสับสนไปหมด เธอยังอายุไม่ครบ 17 ปีเสียด้วยซ้ำ แน่นอนว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะเลย ทำไมจึงถูกสารภาพรักได้เล่า หลินซียังไม่ทันปฏิเสธฉู่เฉิงก็กลับเข้ามาพร้อมใบหน้าอันน่ากลัว เขากระแทกถังน้ำลงบนพื้นอย่างแรงจนน้ำในถังกระฉอกออกมา หัวใจของเด็กน้อยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อยหรือเป็นเพราะโมโห เขาจ้องหยวนเฮ่อด้วยความโกรธจนทำให้หยวนเฮ่อรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เห็นดังนั้นหลินซีจึงรีบหยุดสถานการณ์ตรงหน้าเอาไว้  “ฉู่เฉิง ไปต้มน้ำให้พี่หน่อยสิ เดี๋ยวพี่จะใช้ล้างจาน” ฉู่เฉิงพยายามอดกลั้นอารมณ์โกรธที่แทบจะระเบิดออกมาก่อนจะเข้าครัวไปทั้งอย่างนั้น เมื่อมีฉู่เฉิงแทรกเข้ามาหลินซีจึงรู้สึกไม่สบายใจที่จะบอกปฏิเสธคำสารภาพรักของหยวนเฮ่อ ตอนนี้ยังมีคนอื่นฟังอยู่ด้วย คิดยังไงก็รู้สึกไม่เหมาะสม ซึ่งหยวนเฮ่อก็รู้สึกได้เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงรีบพูดขึ้น “เรื่องนี้เธอค่อยๆคิดก็ได้นะ ฉัน... ฉันจริงจังมากจริงๆ” พูดจบหยวนเฮ่อก็จากไป หลินซีถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพึมพำในใจว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่ และเมื่อหันกลับไปเธอก็เห็นฉู่เฉิงยืนมองเธออยู่ไกลๆ หลินซีทำตัวไม่ถูกเพราะครั้งแรกของการถูกสารภาพรักของเธอกลับตกอยู่ในสายตาของคนอื่นไปเสียอย่างนั้น หยวนเฮ่อก็ช่างไม่เลือกเวลาจริงๆ ฉู่เฉิงเดินเข้ามาหาหลินซีด้วยท่าทางโกรธจัด เขาพูดขึ้น “พี่ คนคนนี้มีเจตนาไม่ดีแน่ ครั้งหน้าพวกเราต้องอยู่ห่างจากเขาไว้นะ” ได้ยินเช่นนั้นหลินซีก็รู้สึกตลกเป็นอย่างมาก เธอลูบหัวฉู่เฉิงก่อนจะพูดขึ้น “เด็กน้อย นายยังไม่เข้าใจ อย่าเพิ่งสนใจเรื่องผู้ใหญ่ดีกว่านะ”  ฉู่เฉิงรู้สึกร้อนรนขึ้นมาทันใด เขาจับมือของหลินซีและพูดขึ้น “พี่สาว พี่คงจะไม่ได้ชอบเขาไปแล้วใช่ไหมครับ” เมื่อได้เห็นท่าทางร้อนรนของเด็กน้อยหลินซีก็พูดไม่ออก เธอทำได้แต่อธิบายออกไป “ไม่หรอก เดี๋ยวพี่จะกลับไปคุยกับเขาเองนะ” ได้ยินแบบนั้นฉู่เฉิงจึงวางใจ หลินซีคิดว่าสักวันเธอก็ต้องกลับ และเมื่อเธอต้องจากไป เธอก็ไม่รู้ว่านี่จะกลายเป็นเรื่องวุ่นวายที่ตามติดไปกับร่างเดิมของเธอหรือเปล่า แม้ตอนนี้เธอจะยังไม่รู้ว่าจะกลับร่างเดิมได้หรือไม่ก็ตาม อย่างไรเสียหลินซีก็ไม่อยากเก็บเรื่องที่ยังไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรเหล่านี้มาเป็นทุกข์ เธอต้องการเพียงแค่ใช้ชีวิตตอนนี้อย่างมีความสุข เลี้ยงดูฉู่เฉิงให้เติบใหญ่ ทำภารกิจให้เสร็จแล้วกลับไปที่โลกเดิมของตัวเองก็พอ วันต่อมาหลิวเสียก็มาหาหลินซีที่บ้าน ฉู่เฉิงจึงอุ้มวิทยุเข้าห้องของตัวเองไปเพื่อฝึกฝนการพูด เมื่อได้ยินเสียงวิทยุ หลิวเสียก็พูดขึ้นเบาๆ “ฉันเห็นเธอซื้อทั้งหนังสือซื้อทั้งวิทยุให้ฉู่เฉิง เธอใช้เงินเหมือนเทน้ำทิ้งแบบนี้ ยังอยากจะมีชีวิตต่อไปหรือเปล่าเนี่ย”  หลินซีหัวเราะ “ฉันรู้อยู่แล้วล่ะ จากนี้ไปจะไม่ซื้อของเพิ่มแล้ว คงไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมากนักแล้วล่ะ”  หลิวเสียส่ายหน้าพร้อมใบหน้าที่แสดงออกว่าไม่เห็นด้วย “ไว้ตอนที่เธอเริ่มทำงานเธอจะรู้ว่าหาเงินยากมาก พวกเราออกไปทำงานทุกวัน พอครบปีแล้วยังมีเงินแค่สิบกว่าหยวนเอง ถึงตอนนั้นเธอจะหัวเราะไม่ออก เธอซื้อวิทยุตั้ง 30 หยวน แบบนี้ต้องเก็บเงินนานแค่ไหนเธอรู้ไหม” เมื่อเห็นว่าหลิวเสียพยายามคิดแทนตัวเอง หลินซีก็ยิ้มไปฟังไป ซึ่งหลิวเสียก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่กำชับไม่ให้เธอใช้เงินฟุ่มเฟือยและต้องคิดให้ไกลขึ้นอีกหน่อย เพราะการเลี้ยงเด็กนั้นไม่ง่ายเลย จากนี้ไปเรื่องที่ต้องจ่ายเงินก็จะเยอะขึ้น และในขณะที่ทั้งสองคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน หยวนเฮ่อก็โผล่เข้ามา หลิวเสียรู้ดีว่าหยวนเฮ่อมาที่นี่ทำไม เธอจึงยิ้มและหันไปทางหลินซีก่อนจะหาเหตุผลเพื่อบอกลาและจากไป หลินซีกวาดสายตามองห้องของฉู่เฉิงและคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดกับหยวนเฮ่อ “พวกเราไปคุยกันที่อื่นดีกว่านะ” ทั้งสองคนออกไปข้างนอก หลินซีกับหยวนเฮ่อเดินไปเรื่อยๆ และพูดคุยกันไปพักใหญ่ หยวนเฮ่อก็ก้มหน้าก้มตาคิดอะไรบางอย่างอยู่นาน สุดท้ายเขาก็ยิ้มให้หลินซีและเดินจากไป  ฉู่เฉิงที่ตามมาอยู่ไกลๆมองแผ่นหลังของหยวนเฮ่อที่กำลังเดินจากไป ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหมองหม่น เมื่อหลินซีกลับมาที่บ้านเธอกลับไม่พบฉู่เฉิง เธอไม่รู้ว่าเด็กน้อยไปที่ไหน แต่เขาออกไปทั้งที่ยังไม่ปิดประตู เธอจึงตัดสินใจว่าหากฉู่เฉิงกลับมาเธอจะต้องอบรมเขาสักหน่อย หลินซีนึกถึงคำพูดของหลิวเสียและพลันนึกถึงวันที่ฉู่เฉิงค่อยๆเติบโตขึ้น จากนี้ไปเขายังจะต้องเข้าเรียน ซึ่งยังต้องใช้เงิน และตอนนี้เงินที่เธอมีก็ไม่ได้มากสักเท่าไร เธอคงต้องไปหาเงินหน่อยแล้ว ขณะที่หลินซีกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ฉู่เฉิงก็กลับมาแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าเขากำลังไม่พอใจ หลินซีเลยถามออกไปแต่เขาก็ไม่ตอบและก้มหน้าก้มตากลับเข้าห้องไปเงียบๆ