บทที่ 3ดวงจันทร์โลหิต
หากลู่เฟิงคิดจะทำอาชีพชาวประมงต่อเขาไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือของพรรคดาบโลหิต ไปได้เลย
เพราะพรรคนี้ผูกขาดกิจการประมงทั้งหมดในเมืองฟงิหากชาวบ้านไม่ยอมเช่าเรือ และอุปกรณ์จากพวกมันก็เท่ากับตัดหนทางทำมาหากินของตัวเอง และต้องนั่งรอวันอดตาย
ต่อให้ดวงดีหาปลามาได้เองการจะนำไปตั้งแผงขายริมฝั่งก็ต้องเสียค่าแผงมหาโหด แถมยังโดนหักรายได้ไปอีกสามส่วน
หรือถ้าคิดจะแอบลอบขายเองพวกนักเลงคุมท่าที่เป็สุนัขรับใช้ของพรรคดาบโลหิตก็จะตามมาทุบตี และปล้นปลาไปจนหมดตัวอยู่ดี
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพรรคดาบโลหิตบีบคั้นจนชาวประมงต้องล้มตายไปไม่รู้เท่าไหร่แม้ร่างเดิมจะออกเรือก่อนฟ้าสาง และกลับบ้านหลังตะวันตกดินทุกวัน
แต่เงินที่ได้มาก็ยังแทบไม่พอซื้อข้าวกินแล้วลู่เฟิงจะยอมหันหน้าเข้าหาพรรคที่โเี้เช่นนี้ได้อย่างไร
ส่วนพรรคเกราะเหล็กก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน พวกมันควบคุมบ่อนพนัน และหอนางโลมเป็แหล่งซ่องสุมของหัวขโมยและคนชั่ว หากยังมีทางเลือกอื่นลู่เฟิงไม่มีวันเอาชีวิตไปพัวพันกับพวกมันเด็ดขาด
ตอนนี้จึงเหลือเพียงพรรคเจ็ดดาราเดิมทีพรรคนี้เติบโตมาจากขบวนค้าม้าที่เดินทางไกล แม้ไม่อาจเรียกว่าเที่ยงธรรมแต่ก็ยังถือกฎชาวยุทธ์มากกว่าอีกสองพรรค
ถึงกระนั้นการเข้าสังกัดพรรคก็ไม่ต่างจากเอาชีวิตไปวางบนคมดาบสามพรรคกับสี่ตระกูลใหญ่แย่งชิงผลประโยชน์กันไม่หยุดสมาชิกชั้นล่างอาจกลายเป็เบี้ยสละได้ทุกเมื่อ
ด้วยเหตุนี้ลูกหลานคนธรรมดาจำนวนมากจึงยอมขายตัวเป็บ่าวในบ้านเศรษฐีดีกว่าเข้าไปเสี่ยงตายในยุทธภพ
แต่ลู่เฟิงไม่มีสิทธิ์เลือกมากนักเขาต้องเข้าให้ถึงวิถียุทธ์เพื่อคว้าโอกาสรอดแม้จะเล็กเพียงน้อยนิดก็ตาม
เ้าของร่างเดิมเคยสมัครพรรคเจ็ดดาราแล้วถูกปฏิเสธแต่หากเขาฝึกวิชาดาบผ่าฟืนจนถึงขั้นสมบูรณ์ได้ภายในไม่กี่วันบางทีวิชาที่ดูต่ำต้อยนี้อาจกลายเป็กุญแจเปิดประตูพรรคให้เขาก็ได้
หลังพักจนหายเหนื่อยลู่เฟิงหยิบมีดขึ้นมาผ่าฟืนที่เหลือในลานบ้านต่อไป
ใบมีดวาบผ่านเศษไม้กระเด็นกระจาย ฟืนทุกท่อนถูกผ่าจนบางเฉียบราวกับไม้จิ้มฟัน
ทันใดนั้นแผงข้อความในหัวก็ขยับ
[พลังิญญา:0.1]
[ความคืบหน้า:(49/300)]
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่บรรทัดแรกทันที
‘ก่อนกินโจ๊กยังเป็ศูนย์ แล้วพลังิญญา 0.1 มาจากไหน?’
ระหว่างผ่าฟืนค่านี้ไม่เคยเพิ่มความเป็ไปได้มากที่สุดจึงมาจากโจ๊กต้มปลาที่เพิ่งกินเข้าไป
‘ภาพประหลาดดูดซับพลังบางอย่างจากอาหารได้หรือ?’
ข้อมูลตอนนี้ยังน้อยเกินกว่าจะสรุปและพลังเพียง 0.1ก็ยังใช้ทำอะไรไม่ได้ ลู่เฟิงจึงเก็บความสงสัยไว้แล้วเดินออกจากบ้าน
ลมเย็นะเืกระแทกหน้าเขาประคองเสื้อผ้าให้กระชับก่อนเดินไปเคาะประตูลานบ้านเล็กๆ ที่อยู่ติดกัน
"ยายหวังอยู่บ้านหรือไม่?"
"ใครกัน?"
เสียงแหบชราดังจากด้านใน
"ข้าเองลู่เฟิง"
ไม่นานหญิงชราผมขาวก็เปิดประตูออกมาอย่างเชื่องช้า
"เฟิงเอ๋ยวันนี้จับปลาได้ดีหรือไม่?"
"จับได้ตัวใหญ่หลายตัวแต่ถูกหลิวต้าชิงไปหมด"
ลู่เฟิงไม่อยากรื้อฟื้นความเจ็บใจจึงเปลี่ยนเื่
"อากาศใกล้หนาวแล้วยายเตรียมฟืนไว้พอหรือยัง ข้ามาช่วยผ่าให้"
ยายหวังส่ายหน้าพรางด่าสาปแช่งหลิวต้าอยู่หลายคำก่อนจะยิ้มกว้างและรีบเปิดทางให้เขาเข้าไป
สองตายายปลูกผักกาดขายและไม่มีลูกหลานคอยดูแล หลังพ่อแม่ลู่เฟิงเสียชีวิตยายหวังมักแบ่งใบผักที่ขายไม่หมดให้เขาเสมอ
เมื่อคิดจะหาฟืนเพื่อฝึกวิชาบ้านของนางจึงเป็แห่งแรกที่เขานึกถึง
กองท่อนไม้สูงตรงมุมลานสะท้อนอยู่ในดวงตาของลู่เฟิงมันดูไม่ต่างจากกองสมบัติล้ำค่าสำหรับเขา
"ดื่มน้ำก่อนเถอะ..."
"ไม่ต้องลำบากหรอกยายข้าเพิ่งดื่มมาจากบ้าน"
สายตาของเขาไม่ละจากกองฟืนราวกับสิ่งที่เห็นไม่ใช่ท่อนไม้ แต่เป็บันไดที่ทอดขึ้นสู่ยอดวิถียุทธ์
คนยากจนต้องใช้ฟืนส่วนคนร่ำรวยจึงมีปัญญาใช้ถ่านชั้นดี
เมื่อฤดูหนาวใกล้เข้ามาทุกบ้านต้องกักตุนเชื้อเพลิง
สองตายายไม่มีแรงขึ้นเขาจึงนำผักไปแลกฟืนจากเพื่อนบ้าน ท่อนไม้ใหญ่หนาเ่าั้ถูกกองทิ้งไว้เพราะผ่ายาก
ลู่เฟิงลากม้านั่งเล็กมานั่งลงทันทีโดยไม่ต้องรอให้เชิญ
่แรกที่ฝึกวิชานี้เขาต้องฟันหลายครั้งจึงจะผ่าท่อนไม้ได้ แต่เมื่อเข้าสู่ขั้นชำนาญแปดถึงเก้าครั้งในสิบครั้ง เขาสามารถผ่ามันแยกออกจากกันได้ด้วยคมมีดเดียวแล้ว
ทว่าแต้มประสบการณ์กลับเก็บยากขึ้นบางครั้งต้องฟันถึงหกเจ็ดครั้งจึงจะเพิ่มหนึ่งแต้ม แต่ลู่เฟิงก็พอใจมาก
‘เหลืออีกสองร้อยกว่าแต้ม ใช้เวลาไม่นานแน่’
การได้เห็นตัวเองก้าวหน้าทีละน้อยเห็นหยาดเหงื่อทุกหยดเปลี่ยนเป็ผลตอบแทน เป็ความรู้สึกที่ยากจะปฏิเสธ
ชาติที่แล้วลู่เฟิงเคยทุ่มเททำธุรกิจหลายอย่างแต่สุดท้ายไม่เพียงล้มเหลว ยังเหลือหนี้สินก้อนโตความพยายามในโลกนั้นไม่เคยรับประกันผลสำเร็จเลย
แต่ภาพประหลาดกับรับประกันว่าแรงที่ลงไปจะไม่สูญเปล่าแม้จะเป็การผ่าฟืนซ้ำซาก แต่ก็ทำให้เขาจดจ่อจนลืมความเหน็ดเหนื่อย
ฉับ!
[แต้มประสบการณ์วิชาดาบผ่าฟืน+1]
คมมีดมั่นคงขึ้นทุกครั้งจังหวะดาบแม่นยำกว่าเดิม ยิ่งเมื่อความคืบหน้าเกินหนึ่งร้อยห้าสิบแต้มการได้รับแต้มกลับง่ายขึ้น บางครั้งฟันเพียงครั้งเดียวก็เพิ่มหนึ่งแต้มแล้ว
[แต้มประสบการณ์วิชาดาบผ่าฟืน+1]
[ความคืบหน้า:(199/300)]
ก่อนท้องฟ้าจะมืดสนิทเขาก็สามารถเพิ่มความคืบหน้าขึ้นมาถึง 199 ได้สำเร็จ
‘เหลืออีกแค่หนึ่งร้อยเอ็ดแต้ม!’
เมื่อลู่เฟิงวางมีดลงความเจ็บแปลบก็แล่นริ้วขึ้นมาจากฝ่ามือ ตุ่มพองสองจุดแตกจนมีเืซึมเขาฝึกเพลินจนไม่ทันรู้สึกตัวด้วยซ้ำ
"ยายดึกแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะมาช่วยต่อ"
ยายหวังยื่นมันเทศสองหัวกับใบผักกาดให้
"ลำบากเ้าแล้วจริงๆ"
หากมองเพียงค่าจ้างของเหล่านี้ไม่คุ้มแรงทำเลยแม้แต่น้อย แต่ลู่เฟิงไม่ได้มาเพื่ออาหารมันเทศกับผักจึงเป็กำไรที่เกินคาด
เขาขอตัวลาแล้วเดินกลับบ้านพลางเงยหน้ามองท้องฟ้า
ภาษาและตัวอักษรของโลกนี้คล้ายภาษาโบราณในความทรงจำแม้แต่มันเทศก็ยังมีอยู่ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ยืนยันว่าเขาไม่ได้ย้อนกลับไปยังอดีตของโลกเดิม นั้นก็คือจันทร์สีแดงขนาดใหญ่ราวกับโม่หินแขวนเด่นอยู่กลางนภา
มันแดงฉานดุจโลหิตเ็าและไร้เมตตาราวกับดวงตาเพียงข้างเดียวของเทพมารที่กำลังเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตทั้งปวงจากเบื้องบน