เก้าร้อยปีก่อน... ท้องฟ้าเหนือมหาทวีปมิได้เป็สีครามสดใสเฉกเช่นทุกวันนี้ ทว่ามันกลับแดงฉานดุจโลหิตที่หลั่งชโลม อบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันกดทับของมหาพลังที่มนุษย์ปุถุชนไม่อาจเอื้อมคว้า ยามเมื่อเผ่าเทพพิโรธ เมืองทั้งเมืองย่อมต้องกลายเป็ผุยผง แหลกลาญราบคาบเป็หน้ากลอง
ในวันนั้น แกนนำแห่ง์จากสิบสามเผ่าพันธุ์เทพได้ร่วมมือกันเพื่อลงทัณฑ์โลกเบื้องล่าง โลกมนุษย์ที่พวกเขามองว่าเป็เพียงมดปลวกผู้บังอาจละเมิดกฎเกณฑ์ บนฟากฟ้าอันไกลโพ้น ห้วงมิติเกิดการบิดเบี้ยวจนปรากฏรอยแยกขนาดมหึมา เมฆาหมุนวนเกลียวกระหน่ำเป็พายุคลั่ง ก่อนที่ "ฝ่ามือปราณ์" อันใหญ่โตมโหฬารจนไม่อาจประมาณขอบเขตจะปรากฏขึ้น มันกว้างใหญ่ไพศาลพอที่จะบดขยี้แคว้นทั้งแคว้นให้ลบหายไปจากแผนที่โลกได้ในพริบตา
แรงกดดันจากฝ่ามือเทพสายนั้นส่งผลให้อากาศธาตุหนักอึ้งดุจมหาบรรพตทับถม ตึกรามบ้านช่องเริ่มปริแตกพังทลายลงด้วยแรงอัดอากาศ มนุษย์นับล้านกรีดร้องอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทว่ากลับไม่มี์องค์ใดรับฟัง
"เปิดค่ายกลพิทักษ์เมือง! เปิดเร็วเข้า!" เสียงประมุขแห่งราชวงศ์มนุษย์แผดร้องลั่นจนเส้นเืในลำคอปูดโปน
ม่านแสงรัศมีจากค่ายกลป้องกันเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมาสว่างวาบขึ้น มันเป็มหาค่ายกลที่สืบทอดมาแต่โบราณกาล หนาแน่นและครอบคลุมทั่วทั้งมหานคร ทว่า… เมื่อฝ่ามือปราณของเผ่าเทพกดต่ำลงมาเรื่อยๆ ค่ายกลที่ว่าแข็งแกร่งกลับเริ่มส่งเสียงร้าวสลาย แคร่ก… แคร่ก… และในที่สุดก็แหลกเป็ผุยผงราวกระจกเงาที่ถูกค้อนเหล็กทุบทำลาย ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ ไม่มีสิ่งใดป้องกันได้ ความสิ้นหวังแผ่ซ่านเข้าเกาะกุมหัวใจของมนุษย์ทุกคน
ทว่า ในขณะที่ทุกคนต่างหลับตาลงเพื่อยอมรับความตาย… ณ มุมตรอกเล็กๆ อันซอมซ่อแห่งหนึ่งของเมือง
ท่ามกลางความโกลาหลและฝุ่นควันมหาศาล ข้างร้านข้าวต้มโกโรโกโสที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุม พลันบังเกิดแสงสว่างวาบสายหนึ่งขึ้นมา มันไม่ใช่แสงที่เจิดจ้าจนแสบตา หากแต่เป็เพียงแสงสีขาวบริสุทธิ์สายเล็กๆ แผ่รังสีอบอุ่นและสงบนิ่งอย่างประหลาด แสงนั้นพุ่งทะยานจากพื้นดินสวนกระแสแรงกดดันของเผ่าเทพขึ้นสู่ฟากฟ้า
พลันนั่นเอง สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของจักรวาลก็อุบัติขึ้น!
แสงสว่างสายเล็กๆ นั้น ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปเท่าใด มันกลับยิ่งขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทาง ทุกๆ หนึ่งลี้ที่มันทะยานผ่าน ชั้นบรรยากาศจะสั่นะเื พลังงานมหาศาลที่ซ่อนอยู่ภายในเริ่มเผยอานุภาพ ชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่พุ่งสวนขึ้นไปนั้นคือ "พลังฝ่ามือ" เช่นเดียวกัน!
ยิ่งระยะทางไกลขึ้น สูงขึ้นเท่าไหร่ ขนาดของมันก็ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้น… จนกระทั่งมันมีความใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าฝ่ามือของเผ่าเทพองค์นั้นนับสิบเท่า! มันไม่ได้เป็เพียงแค่พลังปราณธรรมดา แต่เป็ปราณบริสุทธิ์ที่หนาแน่นจนมิติรอบข้างบิดเบี้ยวและแตกสลายเป็รอยร้าวสีดำ
ตูม!!!
ไม่มีเสียงะเิที่ทำให้แก้วหูดับ มีเพียงความเงียบงันอันน่าหวาดหวั่น ยามที่ฝ่ามือั์สีขาวบริสุทธิ์พุ่งเข้าปะทะกับฝ่ามือพิโรธของเผ่าเทพ ฝ่ามือของเผ่าเทพกลับถูกกลืนกินและสลายหายไปในอากาศธาตุในพริบตา ราวกับหยดหมึกที่หยดลงในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ พลังทำลายล้างที่สามารถล้างโลกได้ถูกบดขยี้จนดับสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่เพียงแค่นั้น พลังฝ่ามือลึกลับนั้นยังพุ่งทะลุชั้นฟ้า ทะลวงผ่านก้อนเมฆ ข้ามมิติไปกระแทกเข้ากับประตู์ของเผ่าเทพ จนจิตใจอันหยิ่งผยองและแข็งแกร่งของเหล่าทวยเทพต้องสั่นคลอนด้วยความหวาดกลัวเป็ครั้งแรกในรอบหลายหมื่นปี
นั่นคือเื่ราวเมื่อเก้าร้อยปีก่อน…
มหาศึกในวันนั้นไม่มีใครรู้ว่ายอดฝีมือนิรนามเ้าของฝ่ามือขยี้์คือใคร เขาหายไปไหน หรือล้มตายไปแล้วในศึกครั้งนั้น หลังจากวันนั้นมา โโลกมนุษย์ก็ได้รับความสงบสุขยาวนานถึงเก้าศตวรรษ ยาวนานเสียจนผู้คนเริ่มหลงลืมความหวาดกลัว ยาวนานเสียจนเื่ราวฝ่ามือสยบฟ้ากลายเป็เพียงนิทานปรัมปราที่เล่าขานกันในโรงน้ำชา หรือนิทานก่อนนอนที่พ่อแม่ใช้เล่าให้เด็กๆ ฟังเท่านั้น
"นี่คือตำนาน… หรือว่าตำนานนั้นยังมีชีวิตอยู่?" ชายชรานักเล่านิทานในเมืองหลวงมักจะทิ้งท้ายประโยคนี้ด้วยรอยยิ้มลึกลับเสมอ
เวลาผ่านไปเก้าสิบปี (900 ปี) ยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน ราชวงศ์ล่มสลายและถูกสถาปนาขึ้นใหม่ แต่มนุษย์ก็ยังคงเป็มนุษย์ พวกเขายังคงดิ้นรน ทำมาหากิน และแก่งแย่งชิงดีกันอยู่เช่นเดิม
ณ ชายขอบของเมืองหลวงแห่งใหม่ มีพื้นที่เขตรากหญ้าที่ขัดแย้งกับความหรูหราของพระราชวังอย่างสิ้นเชิง ที่นั่นคือ "ตรอกคอกไก่"
เหตุที่ได้ชื่อนี้ เพราะชาวบ้านยากจนที่อาศัยอยู่ในตรอกแคบๆ แห่งนี้เกือบทุกหลังคาเรือนมักจะเลี้ยงไก่เอาไว้ประทังชีวิต เสียงไก่ขันยามเช้า กลิ่นมูลไก่จางๆ และเสียงกระพือปีกของพวกมันกลายเป็เอกลักษณ์ของที่นี่ ตรอกคอกไก่คือแหล่งรวมของคนหาเช้ากินค่ำ คนงานแบกหาม ขอทาน และหญิงม่าย เป็สถานที่ที่ผู้ดีมีเงินไม่มีวันเฉียดกรายเข้ามาใกล้
ทว่า ในมุมมืดท้ายตรอกคอกไก่ มีร้านข้าวต้มเล็กๆ ร้านหนึ่งตั้งอยู่ โต๊ะไม้ไผ่เก่าๆ สามสี่ตัวที่สีซีดจนเกือบเป็สีขาว หม้อดินเผาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตาถ่าน ส่งควันโชยสีขาวละมุนพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวมันและน้ำซุปกระดูกเคี่ยวโชยไปทั่วบริเวณ
และเ้าของร้านแห่งนี้คือชายหนุ่มคนหนึ่ง นามว่า "หยุนฟาน"
หยุนฟานสวมชุดผ้าป่านสีเทาซอมซ่อ ใบหน้าของเขาเรียบเฉย ท่าทางดูเนิบช้าและเฉื่อยชา ราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สามารถทำให้เขาตื่นเต้นได้ ดวงตาของเขาดำสนิทและลึกล้ำราวกับสระน้ำโบราณที่ไร้ก้นบึ้ง หากใครสังเกตให้ดีจะพบเื่ที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างหนึ่ง… ชาวบ้านเก่าแก่ในตรอกคอกไก่ต่างรู้ดีว่า ั้แ่รุ่นปู่รุ่นทวดของพวกเขายังเป็เด็ก เถ้าแก่หยุนฟานคนนี้ก็มีหน้าตาเช่นนี้ สวมชุดเช่นนี้ และทำข้าวต้มด้วยท่าทางเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน
เวลาเก้าร้อยปีไม่อาจสร้างรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของเขาได้เลย เขาไม่แก่ขึ้น ไม่หนุ่มลง ไม่รวยขึ้น และไม่จนลง ราวกับว่าเขาคือรูปปั้นหินที่ตั้งอยู่ตลอดยุคสมัย หยัดยืนท้าแดดท้าฝนตลอดเวลาอันยาวนาน
"เถ้าแก่หยุน! ข้าวต้มถ้วยหนึ่ง ขอเนื้อเยอะๆ หน่อยนะ!" เสียงของชายขาพิการคนหนึ่งที่เดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาในร้านเอ่ยทักทาย
"ได้เลยลุงหลิว รอสักครู่" หยุนฟานยิ้มบางๆ มือขวาจับทัพพีตักข้าวต้มร้อนๆ ส่งควันฉุยลงในชามตราไก่ใบเก่า ก่อนจะคีบเนื้อหมูชิ้นโตใส่ลงไปจนพูนชาม ซึ่งมากกว่าราคาเงินอีแปะสองเหรียญที่ลุงหลิววางไว้บนโต๊ะเสียอีก
สำหรับคนจนในตรอกคอกไก่ หยุนฟานคือ "พ่อพระ" ของพวกเขาย่างแท้จริง ใครไม่มีเงินเขาก็ให้กินฟรี เด็กกำพร้าที่ผอมโซมักจะได้ข้าวต้มอุ่นๆ จากร้านนี้ประทังชีวิตเสมอ เขาเป็ที่รักและเคารพของคนเล็กคนน้อยในสังคมซอมซ่อแห่งนี้
แต่ในสายตาของคนนอกหรือพวกนักเลงหัวไม้… หยุนฟานกลับเป็เพียง "ไอ้ขยะ" ไร้ค่าที่ไม่เคยสู้คน
"เฮ้ย! ไอ้เถ้าแก่ขยะ! เงินค่าคุ้มครองเดือนนี้เมื่อไหร่จะจ่ายฮะ?!"
เสียงะโหยาบคายดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของชายฉกรรจ์สามสี่คน สวมเสื้อผ้าไหมหยาบๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ พวกมันคือคนของ "พรรคเสือดำ" นักเลงท้องถิ่นที่คอยขูดรีดชาวบ้านในเขตรากหญ้า หัวหน้ากลุ่มที่เดินนำเข้ามาคือ "จางเป้า" ชายร่างใหญ่หนวดเคราครึ้ม มันใช้เท้าถีบม้านั่งไม้ไผ่ของร้านจนล้มคว่ำลงกับพื้น
ชาวบ้านแถวนั้นรวมถึงลุงหลิวต่างพากันตัวสั่นสะท้านด้วยความกลัว ทว่าหยุนฟานกลับเพียงแค่ปัดฝุ่นที่เสื้อผ้าป่านของตนเบาๆ แล้วหันไปมองจางเป้าด้วยรอยยิ้มสุภาพดั่งเช่นทุกครั้ง
"พี่จางเป้า เดือนนี้กลุ่มคนงานแบกหามเพิ่งจะโดนโกงค่าแรงไป ชาวบ้านในตรอกไม่มีเงินจริงๆ ครับ ส่วนร้านของข้าก็ขายได้เพียงวันละไม่กี่อีแปะ ผ่อนผันให้อีกสักหน่อยได้หรือไม่?" หยุนฟานเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่มีแววโกรธเคือง
"ผ่อนผันรึ? ไอ้ขยะอย่างแกมีสิทธิ์มาต่อรองกับข้าั้แ่เมื่อไหร่!" จางเป้าถ่มน้ำลายลงบนพื้น "ถ้าไม่มีเงิน ก็เอาอีตัวในบ้านแกมาขัดดอกซะสิ! ข้าได้ยินมาว่าแกมีเมียสวยๆ ตั้งหลายคนซ่อนอยู่ข้างหลังร้านไม่ใช่รึไงฮะ? ฮ่าๆๆ!"
พวกสมุนนักเลงหัวเราะร่าอย่างน่าเกลียด สายตาของพวกมันหันไปมองประตูด้านหลังร้านข้าวต้มด้วยความโลภ
ในวินาทีนั้น ดวงตาที่เคยราบเรียบดุจผิวน้ำของหยุนฟานกลับวูบไหวเล็กน้อย กลิ่นอายบางอย่างที่เยือกเย็นจนน่าขนลุกแผ่ออกมาวูบหนึ่ง แต่เพียงเสี้ยววินาทีมันก็หายไป เขยังคงรักษารอยยิ้มไว้ ทว่าน้ำเสียงกลับนิ่งสงบลงอย่างประหลาด
"พี่จางเป้า ล้อเล่นเื่อะไรก็พอได้… แต่เื่ครอบครัวของข้า อย่าเอามาล้อเล่นจะดีกว่า"
"โอ้โฮ! ไอ้ขยะนี่มันมีปากมีเสียงเว้ย! มึงคิดว่ามึงเป็ใครฮะ!" สมุนคนหนึ่งก้าวเข้ามาข้างหน้าพร้อมกับเงื้อหมัดขึ้นสูง หมายจะชกเข้าที่ใบหน้าของหยุนฟานเพื่อสั่งสอน
ชาวบ้านต่างพากันหลับตาลง ไม่อยากเห็นภาพเถ้าแก่ใจดีต้องถูกซ้อมจนเืกบปาก… ทุกคนรู้ดีว่าหยุนฟานไม่เคยตอบโต้ ไม่เคยสู้คน เขาจะยอมโดนทุบตีด่าทอเสมอ ราวกับว่าความเ็ปทางกายภาพของมนุษย์ไม่มีผลต่อเขา
ปึก!
เสียงหมัดกระทบเนื้อดังขึ้น ทว่าไม่ใช่ใบหน้าของหยุนฟาน แต่เป็มือขวาของเขาที่ยกขึ้นมารับหมัดของนักเลงผู้นั้นไว้ได้อย่างแม่นยำและง่ายดาย ราวกับรับลูกพลัมที่ร่วงจากต้น หยุนฟานไม่ได้ใช้แรงอะไรมากมาย แต่ข้อมือของนักเลงคนนั้นกลับถูกตรึงแน่นจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้
"ปล่อยข้านะเว้ย! ไอ้ขยะนี่ปล่อยข้า!" นักเลงคนนั้นหน้าดำหน้าแดงด้วยความเ็ป ราวกับว่าข้อมือของมันถูกคีมเหล็กขนาดมหึมาหนีบเอาไว้
หยุนฟานถอนหายใจเบาๆ "ข้าบอกแล้วไง… วันนี้ข้าไม่อยากมีเื่"
เขาเพียงสะบัดมือเบาๆ ราวกับไล่แมลงวัน ร่างของนักเลงร่างใหญ่คนนั้นกลับลอยละลิ่วปลิวละล่องออกไปนอกร้าน กระแทกเข้ากับสุ่มไก่ข้างตรอกจนพังยับเยิน มันนอนร้องครวญครางด้วยความจุกเสียดโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองปลิวมาได้อย่างไร
จางเป้าเห็นดังนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความใและโมโห "หนอย! แกบังอาจลงมือกับคนของข้าเรึ? พวกเรา ลุยมัน!"
ก่อนที่พวกนักเลงจะทันได้ขยับตัว ทันใดนั้น ประตูหลังร้านข้าวต้มก็ถูกเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีผู้หนึ่ง นำมาซึ่งกลิ่นอายอันทรงพลังที่ทำให้พวกนักเลงต้องหยุดชัก!
สตรีที่เดินออกมาจากหลังร้าน สวมชุดสีเขียวมรกตเรียบง่ายทว่ากลับไม่อาจซ่อนเร้นรูปร่างอันงดงามและทรวดทรงที่สมบูรณ์แบบได้ ใบหน้าของนางหมดจดงดงามดั่งภาพวาด ทว่าแววตากลับเฉียบคมและดุดันดุจพญาเหยี่ยว ในมือของนางถือกระบี่โบราณเล่มหนึ่งที่ยังไม่ได้ออกจากฝัก
นางคือ "หลิ่วหรู่เยี่ยน" หนึ่งในภรรยาของหยุนฟาน อดีตยอดฝีมือหญิงแห่งสำนักกระบี่ลอยฟ้าที่เลื่องชื่อในยุทธภพมนุษย์ ผู้ซึ่งยอมละทิ้งชื่อเสียงและอำนาจเพื่อมาใช้ชีวิตเป็แม่บ้านคอยซักผ้าหุงหาอาหารให้ชายขายข้าวต้มในตรอกแห่งนี้
"ใครกล้ามาส่งเสียงดังรบกวนเวลาพักผ่อนของลูกข้า?" น้ำเสียงของหลิ่วหรู่เยี่ยนเย็นะเื ดึงให้บรรยากาศในตรอกคอกไก่หนาวเหน็บลงในพริบตา
จางเป้าััได้ถึงกลิ่นอายสังหารอันรุนแรงจากสตรีเบื้องหน้า ขนลุกซู่ไปทั้งตัว มันรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ "ชิ! ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้หยุนฟาน! พวกเราถอย!" จางเป้ารีบพาสมุนที่าเ็พยุงกันวิ่งหนีออกจากตรอกคอกไก่ไปอย่างรวดเร็วราวกับสุนัขจนตรอก
ยามเมื่อความวุ่นวายจบลง หลิ่วหรู่เยี่ยนหันไปมองสามีของนาง แววตาที่เคยดุดันกลับเปลี่ยนเป็อ่อนเชื่อมและแฝงไปด้วยความเคารพรักอย่างลึกซึ้ง นางเดินเข้าไปช่วยยกม้านั่งไม้ไผ่ที่ล้มลงให้ตั้งขึ้นตามเดิม
"ท่านพี่… พวกมันรังแกท่านเกินไปแล้ว หากท่านอนุญาต ข้าจะไปล้างบางพรรคเสือดำให้สิ้นซากในคืนนี้" นางเอ่ยเสียงเบา
หยุนฟานยิ้มและส่ายหัวเบาๆ "หรู่เยี่ยน เอ๋ย… พวกมันก็เป็แค่เศษดินเศษหญ้าในโลกมนุษย์ มนุษย์เหยียบย่ำมดปลวกโดยไม่ตั้งใจฉันใด มดปลวกก็อาจจะเผลอมาไต่ตอมเราฉันนั้น ข้าอยู่มาเก้าร้อยปีแล้ว เื่แค่นี้ไม่อาจทำให้ใจของข้าสั่นคลอนได้หรอก"
"แต่พวกมันบังอาจเรียกท่านว่า… ขยะ" หลิ่วหรู่เยี่ยนขบกรามแน่น นางยอมรับไม่ได้ที่มีคนมาดูถูกชายที่เป็ดั่งท้องฟ้าของนาง ชายผู้ซึ่งหากสะบัดมือเพียงครั้งเดียว มหาทวีปนี้อาจจะหายไปครึ่งหนึ่ง
"คำพูดของพวกไร้ปัญญา จะเก็บมาใส่ใจทำไมกัน" หยุนฟานกล่าวพลางหันไปมองในหม้อดินเผา "ข้าวต้มสุกได้ที่แล้ว ไปเรียก 'เสี่ยวิ' กับ 'เสี่ยวหัว' ออกมากินข้าวเถอะ พวกเขาฝึกวิชาปราณพื้นฐานมาทั้งเช้า คงจะหิวแย่แล้ว"
เมื่อพูดถึงลูกๆ ดวงตาของหยุนฟานก็ประกายความอบอุ่นและภาคภูมิใจ
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ เผ่าเทพมีทั้งหมด 14 เผ่าพันธุ์ ซึ่งแบ่งแยกปกครอง์อย่างเป็เอกเทศ แต่ละเผ่าเก่งกาจแตกต่างกันไป บ้างใช้ศาสตรา บ้างใช้เวทมนตร์ บ้างใช้คำสาปและค่ายกลสังหาร แต่ตัวของหยุนฟานนั้น… คือสายเืแท้ๆ ของ "เผ่าเทพที่ 14" เผ่าสายปราณบริสุทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุด เหนือล้ำกว่าอีก 13 เผ่าพันธุ์จนทอดทิ้งระยะห่างอย่างไม่อาจเห็นฝุ่น
ทว่า์กลับมอบบททดสอบอันโหดร้าย โอกาสที่เผ่าที่ 14 จะให้กำเนิดทายาทมีเพียง หนึ่งในสิบล้าน เท่านั้น! ประชากรที่น้อยขั้นวิกฤตทำให้เผ่าของเขาเลือนหายไป จน์ชั้นฟ้าคิดว่าสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว
แต่เมื่อหยุนฟานลงมาที่โลกมนุษย์ และร่วมหอลงโรงกับภรรยาที่เป็มนุษย์ กฎเกณฑ์แห่ง์กลับแปรเปลี่ยน อัตราการเกิดของสายเืผสมระหว่างเทพเผ่าที่ 14 กับมนุษย์กลับกลายเป็ หนึ่งต่อหนึ่ง! เมียหนึ่งคน สามารถให้กำเนิดทายาทได้หนึ่งคนอย่างแน่นอน แม้ว่าลูกๆ ที่เกิดมาจะเป็ "สายเืผสม" (Demi-God) ที่ความบริสุทธิ์ของปราณเทพลดลงมาเนื่องจากมีเืมนุษย์เจือปน แต่ถึงกระนั้น… ความแข็งแกร่งโดยกำเนิดของพวกเขาก็ยังคงอยู่ในระดับที่พร้อมจะสยบยอดฝีมืุ์ทั้งใต้หล้า และทัดเทียมกับเทพชั้นต่ำได้อย่างสบายๆ
ตอนนี้ ในตึกแถวเก่าๆ หลังร้านข้าวต้ม มีลูกๆ ของเขาถึงห้าคนจากภรรยาสามคนกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
เด็กชายตัวน้อยวัยเจ็ดขวบ "เสี่ยวิ" และเด็กหญิงวัยเก้าขวบ "เสี่ยวหัว" วิ่งหน้าตาตั้งออกมาจากหลังร้าน ทั้งสองคนมีผิวพรรณที่ผุดผ่องดั่งหยกขาว ดวงตาสุกใส แตกต่างจากเด็กยากจนทั่วไปในตรอกคอกไก่อย่างเห็นได้ชัด รอบๆ ตัวของเด็กทั้งสองมีกระแสปราณอ่อนๆ หมุนวนอยู่จางๆ ชนิดที่ว่าหากปรมาจารย์แห่งยุคมาเห็นเข้าคงต้องกระอักเืด้วยความอิจฉาในพร์ระดับสัตว์ประหลาดนี้
"ท่านพ่อ! วันนี้ข้าโคจรปราณได้ครบเก้าสิบรอบแล้ว!" เสี่ยวิวิ่งมาเกาะขาของหยุนฟานพร้อมอวดความสำเร็จ
"เก่งมาก" หยุนฟานลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู "แต่จำไว้... พลังที่มี ไม่ได้มีไว้เพื่ออวดอ้าง หรือรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่อยากให้พวกเ้ามีไว้เพื่อปกป้องสิ่งสำคัญ"
"ข้าทราบแล้วค่ะท่านพ่อ ข้าจะปกป้องร้านข้าวต้มของเรา และปกป้องไก่ทุกตัวในตรอกคอกไก่ด้วย!" เสี่ยวหัวพูดพยักหน้าหงึกๆ ด้วยท่าทางจริงจัง ทำให้หยุนฟานและหลิ่วหรู่เยี่ยนหัวเราะออกมาพร้อมกัน
บรรยากาศในร้านข้าวต้มเล็กๆ เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเรียบง่าย ท่ามกลางเสียงไก่ขันและเสียงพูดคุยของชาวบ้านชวนให้รู้สึกสงบใจอย่างยิ่ง
ทว่า… หยุนฟานรู้ดี ความสงบสุขเก้าร้อยปีที่เขาประทานให้โลกใบนี้ กำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า
เขาััได้… สัญญาณชีพจรฟ้าดินบนฟากฟ้าอันไกลโพ้น เริ่มมีกระแสปราณเทพที่ปั่นป่วนและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองสายใหม่กำลังตื่นขึ้น มันคือกายาเทพสายใหม่ที่พุ่งทะยานขึ้นมาในรอบสหัสวรรษ 'มหาบุรุษแห่งเผ่าเทพ' รุ่นใหม่ถือกำเนิดขึ้นแล้ว และพวกมันกำลังเริ่มส่งสายตาจับจ้องลงมายังโลกมนุษย์เพื่อตามหาร่องรอยของ "ฝ่ามือปริศนา" ที่เคยฝังความอัปยศไว้ให้พวกมันเมื่อเก้าศตวรรษก่อน
หยุนฟานมองขึ้นไปบนท้องฟ้าผ่านรอยแตกของหลังคาร้านข้าวต้ม แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นิ่งสงบแกร่งกร้าวราวกับมหาจักรพรรดิผู้กุมชะตาโลก ก่อนจะแปรเปลี่ยนกลับมาเป็เถ้าแก่ร้านข้าวต้มธรรมดาๆ ในวินาทีต่อมา
"เอาล่ะ กินข้าวต้มกันเถอะ เดี๋ยวจะเย็นหมดซะก่อน" หยุนฟานเอ่ยเรียบๆ
กงล้อแห่งโชคชะตาที่หยุดนิ่งมา 900 ปี เริ่มกลับมาหมุนอีกครั้งอย่างช้าๆ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่… ตรอกคอกไก่แห่งนี้!