Deep Ocean #ฉลามคลั่งรัก (YAOI/3P)

    ฉลามคลั่งรัก 27 : ไขปริศนา

    ฉลามคลั่งรัก 27 : ไขปริศนา

    #ฉลามคลั่งรัก

     

                    ผมหรี่ตาลงมองแผ่นหลังกว้างตรงกระดูกสันหลังเว้าลงและมีแผลเป็นทางยาวราวกับโดนอะไรตัดผ่านมันเหมือนกับประตูที่พร้อมจะเปิดเชื้อเชิญมัจจุราชยังไงยังงั้นผมเลียปากไล้ปลายนิ้วไปกับความยาวของมันชั่วขณะผมนึกว่ามันจะเป็นลูกคลื่นแบบผิวไม่ราบเรียบ ทว่าพอลองสัมผัสจริง ๆกลับพบว่ามันไม่ต่างจากภาพวาดที่ลงสีผิด

                    พลันผมก็นึกถึงคำพูดของโนเอลก่อนหน้านี้

                    ‘ได้สิ เพราะผมจะใบ้เรื่องหลังดีวาน’

                ‘ถ้าคุณสังเกตให้มาก คุณอาจจะตาสว่างขึ้นนะโซล’

                    คิ้วสวยขมวดกันนิดๆ พยายามคิดว่าก่อนหน้านี้เคยเห็นมันไหม เท่าที่ผมจำได้เวลามีเซ็กซ์เขาจะปิดไฟไม่ก็ทำในที่มืดตลอดเลยมองไม่เห็นว่าเรือนร่างนี้มีตำหนิอะไรบ้างยิ่งตอนกลางวันก็ไม่ต้องห่วง ดีวานใส่เสื้อผ้ามิดชิดตลอดไม่เหมือนดีแลนที่จะชอบถอดเสื้อบ่อย ๆเขาชอบอ้างว่าร้อนและมักลงไปว่ายน้ำเป็นประจำ

                    แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราควรโฟกัสหรอกใช่ไหม ผมกำลังคิดว่าแผลเป็นนี่เกี่ยวอะไร...

                    โนเอลต้องการจะบอกอะไรผมกันแน่

                    “ก็แค่อุบัติเหตุ”

                    “หืม ?”

                    “มันผ่านมานานแล้วคุณอย่าสนใจเลย”ดีวานตอบกลับไม่แม้แต่จะมองหน้าผมด้วยซ้ำ “บางอย่างรู้ไปก็เท่านั้นมองข้ามบ้างก็ไม่ได้เสียหายอะไร”

                    “อุบัติเหตุอะไรทำไมถึงบอกผมไม่ได้ ?”

                    “…”

                    “นึกว่าคุณรักผมจริง ๆ”ผมลดเสียงลงจะใช้ข้ออ้างนั่นก็คงไม่ได้ผมเป็นคนขอให้เขาโกหกจะไปเรียกร้องก็ใช่เรื่องที่ไหน อีกส่วนคือผมต้องการลองใจดีวานขยับตัวมาประคองหน้าผมไว้ เกลี่ยแก้มเล็กน้อยบังคับให้มองตากัน

                    “ที่ผมไม่บอกเพราะว่ามันไม่สำคัญ”

                    “ดีวาน”

                    “อย่าน้อยใจผมเลยนะ ผมอยากให้คุณสนใจแค่ความรักของพวกเราส่วนเรื่องอื่นก็ปล่อยมันไปเถอะ” ผมย่นคิ้วใส่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลึกลับขนาดนั้นเสียดายที่ดีวานไม่คิดจะอธิบายผมกลับ เขากดจูบลงบนเรียวปากห้ามปรามให้ผมเลิกถามวิธีนั้นทำให้ผมกัดปากเขาเบา ๆ เป็นการเตือนว่าการลองดีกับผมมันจะเป็นยังไง

                    ถึงตอนนี้ผมจะทำอะไรเขาไม่ได้แต่ในเมื่อเขาไม่คิดจะบอกอะไร และผมได้คำใบ้มาแบบนั้น...

                    ผมคงอยู่เฉยไม่ได้หรอก

                    ร่างสูงกระโดดลงน้ำไปว่ายน้ำกับน้องทิ้งให้ผมยืนกอดอกมองดูการแข่งกีฬานอกบ้านที่ไม่น่าสนใจเท่าแผ่นหลัง พอสังเกตดี ๆก็เห็นว่าดีแลนมีแผลเหมือนกัน แต่เป็นแผลเล็ก ๆ คล้ายกับรอยขีดข่วนมากกว่าถ้าไม่สังเกตแบบละเอียดก็จะมองไม่เห็นตำหนินั้น ผิดกับดีวานที่มันเด่นชัด

                    มันตลกที่ผมดันนึกถึงครีบของดาย

                    มันก็เว้าแหว่งไม่ต่างจากหลังของดีวานเช่นกัน

                    มือบางเสยผมอย่างคิดหนักได้แต่ถามตัวเองว่าโนเอลต้องการจะสื่ออะไรกันผมไม่เห็นว่าแผลเป็นนั่นจะเกี่ยวกับเรื่องโจเอลตรงไหนแล้วที่บอกว่ามีคนมาสารภาพเรื่องการตายของโจเอลนี่มันคือยังไงทำไมต้องให้ผมมาถามจากคนที่อยู่ ๆ ก็โผล่มาอย่างสองพี่น้องดีแลนดีวานนี่ด้วยกัน ?

                    หรือเพราะพวกเขาโผล่มาโนเอลถึงได้เข้ามาในชีวิตผม ?

                    แต่มันจะเกี่ยวข้องกับพวกเขายังไงในเมื่อฉลามของผมฆ่าโจเอลตายเหตุการณ์นั้นมีแค่ผมกับเมกาโลดอนพี่น้องเท่านั้นที่รู้ขนาดริชาร์ดกับโอเว่นก็ยังไม่เห็น รู้อีกทีก็ตอนที่ผมขึ้นมาบอกเพราะงั้นผมฟันธงได้แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางรู้เรื่องนี้ได้

                    แต่เพราะอะไรพวกเขาถึงอยู่กับผมได้...

                    เพราะอะไรโนเอลถึงรู้จักกับพวกเขา

                    แล้วเพราะอะไรที่ทำให้พวกเราโคจรมาเจอกัน

                    นี่ผมกำลังอยู่ในเกมอีกอันใช่ไหม?

                    “นี่มัน...เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย”

     

                    ผมไม่ได้เซ้าซี้พวกเขา มันไม่ใช่นิสัยผมที่จะมาเล่นใหญ่ยิ่งใช้โหมดงี่เง่าเอาแต่ใจก็ไม่ใช่พื้นฐานที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาแต่ผมเลือกที่จะสังเกตตามที่โนเอลบอก ผมรู้สึกเหมือนว่าต้องระวังตัวยิ่งกว่าถึงจะยังไม่แน่ใจว่าดีวานกับดีแลนรู้เรื่องการตายของโจเอลจริงไหมแต่ถ้าไม่รู้โนเอลจะให้ผมมาถามกับพวกเขาทำไม

                    เขาคงไม่ได้กำลังปั่นหัวผมหรอกใช่ไหมผมเหนื่อยเกินกว่าที่จะโดนหลอกใช้แล้วนะ

                    “กินข้าวสิ มัวแต่นั่งคิดอะไร”

                    “อะ...”

                    “หรืออยากให้ป้อน ?” ผมหลุดจากภวังค์กลับมาเผชิญความจริงที่โต๊ะอาหารนี่แทบจะเป็นครั้งแรกที่ผมลงมากินข้าวข้างล่าง ประจำดีวานจะยกไปให้กินบนห้องนอนเนื่องจากผมไม่ยอมออกไปไหน ผมเลื่อนสายตาไปมองเขาสลับกับดีแลนที่หยิบช้อนไปคนซุปให้ เจ้าตัวตักมาเป่าเบา ๆ เคลื่อนมาจ่อปากผมไว้

                    “กินนะที่รัก” ผมเผลอเม้มปากนิ่งอยู่นานดีที่เขาไม่บังคับ “ถ้าไม่กินอะไรเดี๋ยวจะกินยาไม่ได้นะคุณยังไม่หายดีนะราชินีของผม”

                    “หรือคุณไม่ชอบ ?”

                    “ผมก็แค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย ผมกินเองได้ ขอบคุณ” ผมห้ามปรามทั้งสองคนที่เริ่มจะยุ่งกับผมเกินไปผมเข้าใจว่าพวกเขาเป็นห่วง ทว่าการรุมล้อมไม่ใช่สิ่งที่ผมพบเจอในทุกวันเลยไม่แปลกถ้าผมจะใช้เวลาในการปรับ ผมไม่ใช่กิ้งก่าที่สามารถเปลี่ยนสีได้ตามใจนึกซึ่งพอพูดไปแบบนั้น ดีวานก็เลือกที่จะเข้าใจ เขายกชาขึ้นดื่มผิดกับดีแลนที่ยังคงจะดึงดันป้อนผมให้ได้

                    “อ้าม~”

                    “ผมไม่ใช่เด็กนะดีแลน”

                    “แต่ผมอยากดูแลคุณนี่นา”

                    “…”

                    “สักคำนะที่รัก” ดวงตาออดอ้อนทำให้ผมกลอกตาใส่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่ถูกเรียกว่า ‘ที่รัก’ มันค่อนข้างมีอิทธิพลต่อหัวใจยิ่งถูกมองด้วยแววตาห่วงใยแฝงไปด้วยความรักก็ทำเอาผมต้องหลุบตาต่ำ ดีแลนยื่นช้อนมาตรงหน้าอีกครั้งผมเลยจำต้องอ้าปากกินซุปที่เขาป้อนให้ รอยยิ้มหวาน ๆ ปรากฏบนใบหน้าเนียนใสมันมาพร้อมกับริมฝีปากที่กดลงบนแก้มผมเบา ๆ “เก่งมากครับ”

                    “พวกคุณจะรุ่มร่ามกับผมมากเกินไปแล้ว”

                    “การแสดงความรักไม่มีคำว่ารุ่มร่ามหรอกนะที่รัก”ดีแลนขัด เขาดูจะชอบใจที่ได้ทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ กับผม “มันมีแค่เพิ่มขึ้นกับน้อยลงเท่านั้นแต่กับคุณมันมีแต่เพิ่มขึ้นนะ”

                    “ปากหวานแบบนี้กับทุกคนเลยหรือเปล่า ?”

                    “ผมคิดว่าคุณเคยลองชิมแล้วนะ” เจ้าตัวยักคิ้วใส่ท่าทีกวนประสาททำผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ดีแลนคงหมายถึงเราจูบกันมาหลายครั้งแล้วผมก็น่าจะรู้ว่าปากเขาหวานแค่ไหน ถ้าให้ตอบแบบไม่ใส่ใจก็คงบอกว่าปกติแต่ถ้าให้ตอบดี ๆ ...

                    ก็คงเป็นรสชาติที่อยากชิมต่อเรื่อยๆ จนกว่าจะตาย

                    “อยากชิมอีกรอบไหมล่ะ ?”

                    “เอาไว้หลังโซลกินข้าวเสร็จดีไหม”

                    “อ๊ะ !”

                    “นายควรปล่อยให้เขาได้กินสักที ถ้าเกิดโซลไม่หายดี ฉันจะจัดการนาย” คำพูดของดีวานทำคนน้องพองลมในแก้มเป็นเชิงว่าเขาผิดอะไรเป็นภาพที่ชวนให้ยิ้มนิดหน่อย ไม่บ่อยที่ผมจะเห็นพี่ดุน้องแบบนี้ครั้งหนึ่งผมเคยอยากมีพี่ไม่ก็น้องสักคน เสียดายที่แม่ผมเป็นพวกมีลูกยากกว่าผมจะเกิดมาก็ผ่านอะไรมาหลายอย่าง

                    และมันก็น่าเศร้าที่เรามีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยเกินไป

                    จะว่าไปแล้วผมไม่เคยถามเลยว่าพ่อแม่ของพวกเขาอยู่ที่ไหนรู้แค่ว่าแฝดพี่ของดีวานโดนฆ่าตาย

                    แต่ไม่รู้ว่าใครทำ

                    “รีบกินได้แล้ว คุณต้องไปนอนพัก”

                    “ผมนอนมาเยอะกว่าทั้งชีวิตร่วมกันซะอีก”ผมพึมพำตักซุปกินพลางคิดว่าควรจะพูดอะไรดีดีแลนทำผมลืมเรื่องที่คิดไปก่อนหน้านี้เลยต้องรื้อฟื้นใหม่ผมพยายามหาว่าผมจะหยิบอะไรมาเป็นประเด็นได้กระทั่งหลุบไปเห็นรูปถ่ายครอบครัวที่มันหายไป “คุณย้ายรูปถ่ายครอบครัวไปแล้วเหรอ?”

                    “หืม ?” สองพี่น้องมองหน้าผมก่อนจะไล่สายตาไปตรงชั้นหนังสือที่ว่างเปล่าจำได้ว่าก่อนหน้านี้มันมีรูปถ่ายครอบครัวพวกเขาไว้นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้ว่าดีวานมีพี่ชายที่หน้าเหมือนกัน “ผมเห็นมันเกะกะก็เลยเอาไปเก็บไว้ในห้อง”

                    “รูปถ่ายครอบครัวไม่น่าเกะกะนะดีวาน มันคือของสำคัญที่คุณควรจะตั้งไว้ในจุดที่เห็นชัดที่สุด” ผมย้อนนึกถึงรูปพ่อแม่ที่ตั้งไว้บนโต๊ะทำงานผมชอบที่ได้ตื่นมาเห็นพวกท่านยิ้มให้แม้ว่ารูปพวกนั้นจะถูกถ่ายไว้นานแล้วก็ตาม “หรือว่าคุณไม่ค่อยลงรอยกับครอบครัวเลยไม่อยากเห็นมัน ?”

                    “พวกเขาตายไปก่อนที่เราจะไม่ลงรอยกัน”

                    “อะ…”

                    “แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญ เพราะครอบครัวผมมีแค่คุณกับน้องชาย”

                    “พ่อแม่คุณตายไปแล้วเหรอ ?” ผมเลิกคิ้วถามแปลกใจที่ได้ยินแบบนั้น“นึกว่าพวกเขาแค่อยู่คนละบ้านกับคุณซะอีกเห็นดีแลนบอกแค่ว่าพี่ชายคุณ...”

                    “พวกเขาโดนฆ่า”

                    “…”

                    “ถึงจะไม่ได้วันเดียวกัน แต่ก็โดนฆ่าอยู่ดี” ดีวานสบตาผมเห็นความสั่นไหวแม้ว่าเขาจะนิ่งมากก็ตาม“เพราะงั้นผมเลยเอารูปไปเก็บไว้ที่อื่นคุณอาจจะมองว่ามันเป็นของสำคัญแต่ตราบใดที่เรายังดูรูปพวกนั้นเราก็จะนึกถึงแต่เหตุการณ์ที่เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้”

                    “ดีวาน”

                    “มันจบไปนานแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป คนเราควรจะเดินหน้าไม่ใช่ย่ำอยู่ที่เดิม” คำพูดของเขาคงเตือนใครหลายคนให้ได้สติขณะเดียวกันมันก็แฝงไปด้วยความหมายบางอย่างดีวานกำลังปกปิดเรื่องการตายของพ่อแม่เขา และถ้าผมมีมารยาทมากพอผมก็ต้องไม่ถามกลับ

                    เรื่องความเป็นความตายไม่ใช่เรื่องที่ควรคุยกันบนโต๊ะอาหารแต่ดูท่าว่าไปถามที่อื่นเขาก็คงไม่บอกเหมือนกัน

                    ทว่าเมื่อกี้ที่ผมได้ยินคือเขาบอกว่าเอาไปไว้ในห้องเท่าที่ผมจำได้คือห้องนอนไม่มีรูปถ่ายอะไรเลยสักใบงั้นแปลว่าที่นี่ต้องมีห้องอื่นอีก เพียงแค่ผมไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนบางทีผมคงต้องการเวลาเดินดูรอบบ้านสักหน่อยเผื่อว่าจะได้อะไร

                    แต่ผมจะทำยังไงในเมื่อโดนจับตาทุกฝีก้าวแบบนี้

                    แน่นอนว่าพอดีวานพูดจบทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบสงบทันทีราวกับว่าเรื่องเมื่อกี้คือคำพูดต้องห้ามที่จะพรากเอาช่วงเวลาดีๆ หายไป เขาถึงบอกว่าเราไม่ควรพูดเรื่องความตายบนโต๊ะอาหาร ผมเลียปากสบตากับดีแลนเป็นเชิงว่าเราควรพูดอะไรสักอย่างไหมดีแลนเลยฝืนยิ้มผงกหัวตอบกลับให้ผมรับผิดชอบกับสิ่งที่สร้างไว้

                    ‘ไม่ช่วยกันเลย’

                    ผมคิดในใจขณะพ่นลมหายใจทิ้งกัดปากนิดหน่อยพลางคิดว่าจะใช้วิธีไหนทำให้เขาดีขึ้นถึงดีวานจะไม่มีท่าทีกรุ่นโกรธ แต่เรื่องเมื่อกี้ยังไงก็เป็นสิ่งสะเทือนใจ        ผมเลยเลื่อนมือไปบีบมือเขาไว้ประสานนิ้วลงไปแบบที่พ่อชอบทำตอนผมโกรธ

                    “ผมขอโทษที่พูดเรื่องนี้”

                    “โซล”

                    “คุณจะตีผมก็ได้นะ”ว่าพร้อมมองตาเขาให้เจ้าตัวเห็นว่าผมรู้สึกผิด ใจจริงผมไม่ต้องสนใจก็ได้ยังไงเราก็ไม่ได้เป็นอะไรกันอยู่แล้ว ทว่าเห็นแก่ที่เขาบอกว่าผมเป็นครอบครัวเขาและทำทุกอย่างให้ ผมเลยยอมลด ‘ความเป็นตัวเองลง’ เพื่อให้เขาสบายใจ

                    ซึ่งพอพูดไปแบบนั้นดีวานกลับยิ้มให้ความเอ็นดูที่ส่งผ่านมาพาให้ผมต้องเบือนหน้าหนีอย่างเขินอาย

                    “ผมชอบเวลาคุณทำตัวน่ารักนะ”

                    “ผมก็แค่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ก่อไว้”

                    “งั้นคืนนี้ให้เรากอดคุณได้ไหม”

                    “หา ?”

                    “คุณบอกเองนะว่าจะรับผิดชอบ” ผมเบิกตากว้าง อารมณ์หวานๆ แลดูจะสูญหาย ดีวานยกยิ้มมาดร้ายเป็นความเจ้าเล่ห์ที่ผมไม่ได้เห็นบ่อยนักมือที่กอบกุมกันก็เปลี่ยนมาเป็นอุ้มผมขึ้นไปบนห้อง แทนที่ดีแลนจะห้ามเขากลับล็อกประตูลงกลอนพร้อมจัดการผมเสร็จสรรพ

                    นาทีนั้นผมรู้เลยว่าตัวเองถูกหลอกใช้โดยมัจจุราชใจร้ายเช่นพวกเขา

                     กว่าจะรู้ตัวว่าต้องห้ามก็ถูกย้ำกายดุไปไม่รู้ต่อกี่รอบ ถึงจะระวังแผลที่หลังและตามส่วนอื่นต่าง ๆแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกการเคลื่อนไหวมันเจ็บร้าวระคนสุขสมแค่ไหนผมรู้ว่าตัวเองร้องไห้ มันเสียดเสียวเคล้าไปกับลมหายใจ

                    ดีวานกับดีแลนไม่ปล่อยให้ผมหลุดมือไป

                    เขาทำให้ผมเข้าใจว่า‘คนคลั่งรัก’ มันมีอยู่จริง ๆ

                    “ชอบไหมเด็กดี”

                    “อยะ...อย่าทำพร้อมกันสิ”

                    “คุณรู้สึกดีใช่ไหมที่รัก” สองหนุ่มกระซิบอยู่ข้างหูทำผมบิดกายเร่าซ้ำไปซ้ำมาไม่ยอมหยุด หยาดหวานถูกแลกเปลี่ยนนับครั้งไม่ถ้วนเปรอะเปื้อนมุมปาก ไหลไปตามคางผสมกับหยาดรักที่ปลดปล่อย ผมกอดดีวานไว้แน่นจิกเล็บลงกับร่องรอยบาดแผลปล่อยให้ดีแลนฝากฝังรอยเขี้ยวไว้กับหลังปะปนกับรอยจูบที่ตราตรึงไว้

                    แผลที่โดนยิงกลายเป็นเรื่องมายาที่หลอกให้ตายใจส่วนอื่นถูกกอดรัดไว้เจ็บกว่าแผลนั้นเป็นสิบเท่า

                    “ทำคุณเจ็บอีกแล้วสิ” ดีแลนกระซิบ“แผลเต็มตัวจนน่าสงสาร”

                    “เลิกกัดผมสิ ผมจะได้ปกติเหมือนคนอื่นเขาบ้าง”

                    “ถ้าไม่กัดเราก็ห้ามตัวเองไม่ได้”

                    “อ๊ะ อ๊า”

                    “อดทนหน่อยนะราชินี” ผมอยากจะตีปากดีแลนทว่าทำไม่ได้ เหมือนโดนฟัดจมเขี้ยวอยู่อย่างนี้ร่างกายของสองพี่น้องผลัดเวียนเข้ามาลองชิม หนักหน่วงจนต้องอ้าปากเพื่อหอบหายใจไม่รู้เลยว่าโดนกอดไปเท่าไหร่วันเวลาคล้ายจะหยุดลงแล้วเดินด้วยจังหวะที่เคลื่อนกายเข้าหา มือบางเสยผมตัวเองไล่หยาดเหงื่อที่ไหลท่วมร่าง

                    พวกเขาพรากเอาความหวานและวิญญาณให้หายวับไปกับตาแล้วมอบความสุขสมที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดให้ผมดิ้นพล่านแทบบ้า

                สุดท้ายก็ติดกับพวกเขาตามเดิม

     

                    เช้าวันใหม่เป็นอะไรที่ผมภาวนาขอให้มาถึงเร็วมากที่สุดเมื่อคืนผมคิดว่าตัวเองจะตายแล้วซะอีกไม่รู้ว่าไปอดอยากปากแห้งมาจากไหนถึงได้ทำกันไม่หยุดขนาดนี้จำได้เลยว่าผมถูกหิ้วไปทำหลายที่มาก เริ่มจากเตียง ต่อด้วยโซฟาเข้าไปในห้องน้ำจบด้วยที่พื้นห้อง ถ้าเกิดเราทำข้างล่างผมคงโดนกินในห้องครัวไม่ก็ที่สระน้ำด้วยเป็นแน่

                    ผมก็เป็นผู้ชายแท้ๆ แต่เรี่ยวแรงผิดกับพวกเขาลิบลับเลย

                    “อืม...” ผมครางในลำคอเมื่อแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างทั่วร่างเจ็บร้าวคล้ายจะแตกหักดูเป็นความรู้สึกที่ต้องชินชาเมื่อพวกเราทำกันแบบนี้ ผมค่อย ๆ พลิกกายไปกอดคนนิสัยไม่ดีลืมตาขึ้นมาดูนิด ๆ ก็พบว่าผมซุกอกของดีแลนอยู่ ส่วนดีวานเขากอดผมจากด้านหลังฝังหน้าลงกับท้ายทอยเวลาขยับก็จะจูบลงมานิดหน่อยไม่รู้ว่าตั้งใจหรือแค่เผลอไปเท่านั้น

                    แต่การได้สัมผัสลมหายใจพวกเขามันก็เป็นสัญญาณที่ดีของวัน

                    อย่างน้อยมันก็บอกว่าผมยังมีชีวิตอยู่กับพวกเขา

                    ต่อให้ผมจะเคยนอนนับวันตายของตัวเองก็ตาม

                    “หิวน้ำชะมัด” ผมพึมพำพยายามฝืนกายขึ้นมานั่งส่งผลให้มือทั้งสองคนลงมากองอยู่ที่ตัก พวกเขาหลับลึกมากลึกเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมานาน จะว่าเหนื่อยก็คงต้องเถียงกลับ คนที่เหนื่อยมากสุดควรจะเป็นผมที่ต้องรับแรงกระทำมากกว่า

                    ผมเลียปากลำคอแห้งผากเนื่องจากเมื่อคืนส่งเสียงไม่หยุดจะปลุกให้ใครสักคนตื่นไปหยิบน้ำมาให้ก็คงจะไม่เหมาะเท่าไหร่ผมเลยฝืนกายพาตัวเองลงจากเตียง หยิบเสื้อผ้ามาใส่ประคองร่างลงไปชั้นล่างไม่ให้พวกเขารู้ว่าผมหลุดจากวงแขนไม่งั้นเดี๋ยวจะลากผมกลับขึ้นเตียงแล้วจะยาวอีก

                    ผมชักไม่วางใจเวลาต้องนอนกับพวกเขาแล้วสิพวกเขาชอบทำให้ผมไม่ได้นอน

                    “ไม่สนใจแผลผมกันเลย” ผมกลอกตาตอนมาถึงบันไดชั้นล่างสุดทุกย่างก้าวเจ็บจนน้ำตาเล็ด เกือบจะทรุดฮวบไปหลายครั้งทว่าก็ฮึดกลับขึ้นมาก่อนผมหอบหายใจพิงตัวเองกับตู้เย็น ไม่คิดเลยว่าการลงมากินน้ำมันจะเหนื่อยมากขนาดนี้

                    หนักพอๆ กับเวลาหนีไม่ให้โดนฉลามกินเลย

                    “ตื่นเมื่อไหร่คงต้องคุยกันเรื่องนี้สักหน่อย” ผมส่ายหน้าไปมา ถ้าจะอยู่ด้วยกันคงต้องตกลงกติกากันหน่อยผมรับไม่ไหวหรอกถ้าจะโดนกอดจนร่างพังแบบนี้ ตัวผมเล็กกว่าพวกเขาหลายเท่าแรงที่มีก็น้อยกว่าไม่ต่างจากแรงเด็ก ผมหยิบน้ำออกมาจากตู้เย็นยกขวดดื่มพร้อมกับกวาดตามองไปทั่วบ้านแสงสว่างขับไล่ความมืดสะท้อนลงกับผิวน้ำของสระ

                    ชั่วขณะผมนึกถึงเมกาโลดอนของตัวเองขึ้นมา

                    “ป่านนี้พวกแกจะเป็นไงบ้างนะ ดาย ดีแลน” ผมถามตัวเองเดาไม่ออกว่าสถานการณ์นี้ที่ศูนย์วิจัยจะเป็นไงฉลามของผมมันหัวไว ผมมั่นใจว่าไม่มีใครจับมันได้เว้นแต่อุทิศตัวเองเข้าไปในปากมันถึงอย่างนั้นผมก็อดห่วงไม่ได้ ไม่รู้เลยว่าจะมีใครเล่นพิเรนทร์ทำอะไรกับมันไหมอยากจะกลับไปดู ทว่าก็ยังไม่แน่ใจ

                ผมยังไม่พร้อมเท่าไหร่ อีกส่วนหนึ่งคือ...

                    ผมกลัว

                    กลัวว่ากลับไปแล้วจะโดนทำร้ายจากคนที่ไว้ใจ

                    กลัวว่ากลับไปแล้วที่ของตัวเองจะเปลี่ยนเป็นของใคร

                    กลัวว่ากลับไป...จะไม่ได้กลับมา

                    ตลกที่ตัวเองไม่กล้าทั้งที่ปกติก็คงจะผลีผลามกลับไปเลยไม่มาคิดมากแต่เพราะอะไรหลายอย่างผมเลยอยากให้ตัวเองพร้อมกว่านี้แล้วค่อยกลับไปอีกอย่างผมยังต้องตามหาคำใบ้ที่โนเอลบอกไว้ทว่าก่อนจะทำผมคงต้องขึ้นไปพักอีกสักหน่อย

                    ถ้าไม่ติดว่าตอนที่กำลังจะขึ้นบันได...

                    ดันหลุบไปเห็นประตูที่ถูกซ่อนไว้หลังชั้นหนังสือ

                    “นั่นประตูอะไร ?”ผมพึมพำจับจ้องไปที่บานประตูนั่นที่ถ้าไม่สังเกตเช่นทุกครั้งก็คงเดินผ่านมันไปราวกับไม่มีตัวตนแต่เพราะคราวนี้ดันเห็นมันเลยรั้งให้ผมไปยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือที่เคยวางรูปครอบครัวของพวกเขาไว้ดวงตาสีสวยหลุบลงที่พื้น มันมีรอยเคลื่อนเป็นทางยาวแสดงให้เห็นว่ามีใครบางคนเลื่อนมันจากที่เก่า

                    เพื่อปกปิดความลับอะไรบางอย่าง

                    “ไม่เห็นเขาพูดถึงเลยว่ามีอีกห้องซ่อนอะไรไว้ถึงไม่บอก...”

                    ‘ผมเห็นมันเกะกะก็เลยเอาไปเก็บไว้ในห้อง’

            ‘พวกเขาตายไปก่อนที่เราจะไม่ลงรอยกัน’

                    ผมชะงักหยุดคำพูดไว้ในลำคอนึกถึงเมื่อวานที่ดีวานบอกว่าเขาย้ายรูปครอบครัวไปไว้ในห้องแต่ในห้องนอนที่ผมอยู่ไม่มี และอีกห้องก็ไว้เก็บของผมเคยเปิดประตูเข้าไปดูก็ไม่เห็นมีอะไรสำคัญอีกอย่างถ้าจะย้ายไปไว้ห้องนั้นมาไว้ห้องตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ

                    งั้นถ้ามันไม่ได้อยู่ทั้งสองห้องก็แปลว่ามันต้องอยู่ในห้องอื่น

                    ผมเลียปากหลากความคิดมาพร้อมกับความกังวลส่งผลให้เงยหน้าขึ้นไปชั้นสอง ถ้าดีแลนหรือดีวานลงมาเห็นผมก็จะรีบเดินกลับขึ้นห้อง ทว่าหากพวกเขายังไม่ตื่นนอน...

                    ผมก็ขอเล่นเกมในบ้านเขาหน่อยแล้วกัน

                    “หนักเป็นบ้า”ผมเลียปากส่ายหน้านิดหน่อยอย่างคิดผิดถึงอย่างนั้นก็พยายามดันชั้นหนังสือให้มันเคลื่อนไปอีกฝั่งอย่างน้อยก็ขอให้เปิดประตูที่ล็อกกลอนแบบขัดเอาไว้ การที่พวกเขาไม่ระวังไม่มีการล็อกอย่างแน่นหนาแปลว่าพวกเขาไม่คิดว่าจะมีคนสังเกตเห็นได้

                    ซึ่งมันก็ใช่ผมเดินผ่านบันไดนี่ตั้งไม่รู้เท่าไหร่ ผมไม่เคยเห็นมันเลยกระทั่งวันนี้...

    ครืน

                    ผมหยุดดันเสียงของมันอาจทำให้ใครคนหนึ่งตื่น ผมต้องคอยเดินไปดูว่ามีใครลุกขึ้นมาแล้วไหมพอไม่มีก็กลับมาดันชั้นหนังสือต่อ ใช้เวลาค่อนข้างนานเพราะผมต้องเซฟให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ผมกัดฟันออกแรงดันจนในที่สุดก็ย้ายมันออกจากประตูได้

                    ดวงตาสวยกวาดมองมันหันซ้ายหันขวาก่อนจะดึงกลอนออกเปิดประตูเข้าไป

                    หัวใจผมเต้นรัวเร็วยามกวาดตามองข้างในและพบว่ามันช่างคล้าย...

                    คล้ายห้องทำงานของพ่อตัวเอง

                    “โว้ว” ผมอุทานตอนเดินเข้ามาแล้วปิดประตูไม่ให้ใครเห็นว่าผมอยู่ในห้องไม่แน่ใจว่าตัวเองมีเวลาก่อนพวกเขาตื่นนอนมากน้อยแค่ไหนแต่การได้เข้ามาในส่วนที่ลับที่สุดของบ้านเป็นอะไรที่ชวนระทึกใจมันพาให้ผมต้องสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ พิจารณาข้าวของที่กองเอาไว้

                    ผมย่นจมูกปัดฝุ่นผงที่กระจายอยู่รอบด้านเอื้อมมือไปเปิดไฟเพื่อดูอะไรให้ชัดขึ้น อ้าปากค้างนิด ๆเมื่อเห็นว่ามันเต็มไปด้วยอะไร มีทั้งหนังสือ รูปภาพ และของอื่น ๆ อีกมากมายที่เห็นแล้วต้องขมวดคิ้วใส่รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในห้องวิจัย

                    และเป็นห้องวิจัยที่เกี่ยวกับสิ่งที่พ่อผมค้นคว้าไว้

                    เรื่องราวของเมกาโลดอน

                    “พวกเขาเป็นนักวิจัยเหรอ ?” ผมเลิกคิ้วมองดูรูปฉลามที่ถูกทิ้งขว้างไว้ตามพื้นมีสมุดบางเล่มที่ถูกเปิดค้างไว้พอไล่สายตามองก็พบว่าบางส่วนถูกถมด้วยหมึกสีดำราวกับกลัวว่าจะมีคนอ่านออกได้ผมเดินเข้ามาหยุดอยู่กลางโต๊ะที่น่าสงสัย

                    มันมีหนังสือวิจัยกองเอาไว้หลากรูปภาพกระจายไปทั่ว หากแต่มีอันหนึ่งที่ผมคุ้นตามันเป็นภาพวิวัฒนาการเช่นเดียวกับที่ริชาร์ดมีภาพของเมกาโลดอนที่เปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์โดยไร้คำอธิบายว่าเพราะอะไรหนำซ้ำยังมีภาพที่ผมมั่นใจว่านี่คือครีบของดาย

            ลักษณะเว้าแหว่งถูกแม็กไว้กับภาพแผ่นหลังของ...

            “ดีวาน?” ผมเอ่ยชื่อคนที่ผมเห็นแผลเป็นนี่เขาเมื่อวาน หรี่ตาลงมองปัดฝุ่นออกดูยังไงก็ใช่ หลังของเขามีแผลเป็นทางยาว ที่น่าแปลกทำไมมันถูกแม็กรวมกับครีบของดาย

            มันเป็นการเปรียบเทียบหรือว่า...

                    “มือถือของโจเอลหนิ”

    กึก !

                    “มาอยู่ที่นี่ได้ไง ?”ผมหลุบตาไปมองเจ้ามือถือที่วางแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลที่รู้ว่าเป็นของโจเอลเพราะผมทำสัญลักษณ์ไว้พอเอื้อมมือไปหยิบหน้าจอก็สว่างวาบบอกว่ามันยังใช้งานได้ผมไล่สายตาดูข้อความที่ยังไม่ถูกเปิดอ่านเป็นสิบบางส่วนมาจากโนเอลที่คงส่งหาน้องชายตอนยังไม่รู้ข่าวอีกส่วนมาจากจอร์แดนที่ถามว่าผมอยู่ที่ไหน

                    นาทีนั้นผมนิ่งค้างไปแล้วก็เลือกอ่านข้อความของโนเอลแทน

                    N-A : โซลคุณเก็บมือถือน้องชายผมได้ใช่ไหม

                    N-A : ผมไม่รู้ว่าคุณจะเห็นข้อความนี้ไหมแต่ผมอยากได้มือถือน้องชายผมคืน

                    เขาส่งแมสเสจมาตั้งแต่วันที่ผมเข้าโรงพยาบาลนั่นเป็นวันที่ผมรู้ตัวว่าทำโทรศัพท์โจเอลหาย ผมคิดว่ามันคงอยู่ในทะเลไม่ก็ท้องดายแต่ว่าทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ?

                    พวกเขาไปได้มันมายังไง?

                    ‘คุณไปถามพวกเขาเองดีกว่า’

                    ‘เขาน่าจะให้คำตอบได้ดีกว่าผม’

                    คำพูดของโนเอลเข้ามาในหัว ต่อด้วยภาพของดีวานที่พยายามบ่ายเบี่ยงทุกคำถามผมไม่เข้าใจว่าทำไมโนเอลถึงตอบคำถามของผมไม่ได้จะให้ผมมาถามกับคนที่ไม่มีส่วนรู้เห็นทำไมตอนแรกผมคิดแบบนั้นกระทั่งความคิดของผมเปลี่ยนไปเม้มปากเล็กน้อยพลางคิดว่าโนเอลต้องรู้เรื่องอะไร

                    และทางเดียวที่จะรู้ได้คือโทรหาเขา

                    [ฮัลโหล ?]

                    “โนเอล ผมเอง โซล” ผมขานรับไม่คิดว่าเขาจะรับสายเร็วขนาดนี้“ผมมีเรื่องต้องถามคุณหน่อย”

                    [ผมสิที่ต้องถาม คุณโทรมาหาผมได้ไง]

                    “เอาไว้ค่อยถามได้ไหม ผมจะเล่าให้ฟังหลังจากคุณตอบคำถามของผมหมด” ผมยั้งคำถามเขา นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะถามผมตอนนี้ “บอกผมมาว่าคุณรู้เรื่องอะไรอีก ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพี่น้องคู่นี้คุณไปรู้จักพวกเขาได้ไง”

                    [นี่แปลว่าคุณยังไม่ได้ถามพวกเขาใช่ไหม ?]

                    “พวกเขาไม่บอกอะไรผมต่างหาก”ผมตอบกลับเสยผมขึ้นนิดหน่อยอย่างคิดหนัก “เขาไม่อยากให้ผมคิดมากแต่ผมเห็นแล้วว่าดีวานมีแผลเป็นที่หลัง”

                    [แล้วเขาบอกคุณว่าไง ?]

                    “บอกว่าเป็นอุบัติเหตุไม่ให้ผมใส่ใจ”

                    [ไม่ใส่ใจไม่ได้นะ นั่นเรื่องสำคัญ]

                    “สำคัญขนาดไหนคุณถึงบอกผมเองไม่ได้”

                    [ก็เพราะมันเป็นเรื่องของครอบครัวคุณไง]

                    “หา ?”

                    [คุณควรรู้ได้แล้วว่าสามีคุณไม่ใช่คน โซล]

    คล้ายกับเรื่องDeep Ocean #ฉลามคลั่งรัก (YAOI/3P) ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668