: เพื่อนสนิท
ติ้ด ติ้ด ติ้ด
ติ้ด ติ้ด ติ้ด
กึก! โอ๊ย…ฉันเอื้อมกำปั้นไปทุบนาฬิกาปลุกบนหัวเตียงก่อนจะมุดตัวกลับเข้าไปในผ้าห่มอีกรอบแม้ว่าใจจริงอยากจะนอนต่ออีกสักชั่วโมงแต่จิตใต้สำนึกกลับฉุดกระชากให้ต้องรีบลุกขึ้นไปอาบน้ำเสียเดี๋ยวนั้น
สวัสดีค่ะฉันชื่อ ผักหวาน อายุ19ปี เป็นักศึกษาปีสองมหาลัยออเบรย์หรือที่คนทั่วไปมักจะเรียกว่าเซนออเบรย์ มหาวิทยาลัยเอกชนรูปแบบนานาชาติ ซึ่งมีการเรียนการสอนตามหลักสูตรมาตรฐานระดับสากลโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วประเทศแบ่งการเรียนการสอนตรงตามวัตถุประสงค์และความ้าของนักศึกษาที่มีความสนใจในเื่ของศิลปะโดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม วรรณกรรม ดนตรีและการแสดงเป็ต้น
ถึงจะเป็มหาลัยเอกชนแต่ค่าใช้จ่ายในการเข้าศึกษาเล่าเรียนที่นี่กลับไม่ได้สูงอย่างที่คิดเพราะเ้าของสถานศึกษาที่ได้ร่วมกันจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นมานั้นเป็กลุ่มมหาเศรษฐีใจบุญที่อยากจะเห็นอนาคตของชาติได้รับการศึกษาเทียบเท่ามหาลัยชื่อดังแห่งอื่นแม้จะขาดแคลนคุณทรัพย์เพราะฉะนั้นทางมหาลัยเซนออเบรย์จึงมีโครงการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษามากมาย และฉันเองก็เป็หนึ่งในนักศึกษาเ่าั้เช่นกัน
ก๊อกก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อกก๊อก
เสียงเคาะประตูห้องที่แสนจะยียวนกวนประสาทนั้นทำให้รับรู้ได้ในทันทีว่าเขาเป็ใครฉันรีบหยิบเอากระเป๋าสะพายขึ้นมาพาดบ่าหลังอาบน้ำแต่งตัวจนเสร็จ ก่อนจะยืนหมุนตัวซ้ายทีขวาทีหน้ากระจกเงาแบบเต็มตัวอีกสักรอบเพื่อเช็คความเรียบร้อย
แก๊ก
“ไง ตื่นสายอีกแล้วอ่ะดิ”
“ยุ่งน่า”
ฉันปัดมือหนาที่ยื่นมายีผมของฉันจนยุ่งเหยิงให้ออกห่างก่อนจะดึงยางมัดผมออกมาแล้วมัดมันกลับไปใหม่อีกรอบแบบลวก ๆ
“ป่ะ เดี๋ยววันนี้ให้นั่งจาฟาไปมหาลัยด้วย”
ฉลามเอ่ยยิ้ม ๆ ก่อนจะยกแขนขึ้นมาวางพาดเอาไว้บนบ่าไหล่เล็ก ๆ ของฉันไม่ต้องนึกสงสัยเลยว่าจาฟาคืออะไรหรือใคร เพราะมันคือชื่อของรถ ฉลามมีนิสัยแปลกประหลาดที่ชอบตั้งชื่อให้กับข้าวของทุกอย่างของเขาแถมมันยังจำได้หมดด้วยนะ เป็ไงล่ะเพื่อนฉันทั้งแปลกทั้งเก่ง
“อ้าว แล้วน้องวีวี่วีเว่อไรนั่นอ่ะ?”
“เลิกแล้ว ไปกัน”
“เลิกแล้ว? พึ่งจะคบกันได้สามวันไม่ใช่เหรอวะฉลาม?”
“เอออ จะไปป่ะเนี้ย ถ้าไม่ไปกูไปก่อนไม่รอแล้วนะเว้ย”
“เฮ้ยไป รอด้วย!”
ฉันวิ่งตามคนตัวโตที่เดินนำไปก่อนด้วยความร้อนรน กลัวว่าอีกฝ่ายจะไปไม่รอจริงๆ อย่างที่พูด ไม่นานลิฟต์ที่มีอยู่เพียงตัวเดียวในคอนโดก็พาเราทั้งคู่ลงมาถึงชั้นล่าง
Rrrrrr... เสียงโทรศัพท์มือถือของฉลามดังขึ้น
“ฮัลโหลคร้าบพี่เบล”
“ตอนนี้เหรอครับ สำหรับพี่เบลได้อยู่แล้วสิคร้าบบ~”
“ครับผม อีกเดี๋ยวเจอกันนะครับ”
ฉันยืนมองร่างสูงที่กำลังยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คุยโทรศัพท์กับใครบางคนอยู่เบื้องหน้ายิ่งมองก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนฉันมันถึงได้หล่อขนาดนี้ทั้งคำพูดการกระทำของมันล้วนแล้วแต่ดูดีมีเสน่ห์ไปหมด ขนาดใส่ยูนิฟอร์มที่เหมือน ๆกันกับผู้ชายทั้งมหาลัย ฉลามก็ยังดูโดดเด่นจากกลุ่มคนทั่วไปให้มองมันทั้งวันก็ไม่เบื่อ
“เฮ้ยผัก วันนี้กูไม่ได้เซ็ทผมมาดูเป็ไงบ้าง”
ฉลามเอ่ยปากถามพลางยกมือขึ้นมาปัด ๆ เสย ๆ ผมทรงแมนบ๊อบของตัวเองเพื่อจัดแต่งทั้งที่จริง ๆ แล้วแม้ว่ามันหัวล้านก็คงหล่อจะอยู่ดี
“ก็หล่อแบบ…โคตรหล่อเหมือนเดิมนั้นแหล่ะ”
“แน่ะ ทำหน้าเคลิ้มซะด้วย~”
ฉลามฉีกยิ้มกว้างแล้วยกนิ้วชี้ขึ้นเชยคางฉันไปมาอย่างหยอกล่อตามปกติวิสัยของเพื่อนสนิท
“เคลิ้มไร นี่มันหน้าง่วงหรอก”
ฉันแก้ตัวออกไปข้าง ๆ คู ๆ แต่กลับอมยิ้มไม่หยุดเพราะชอบที่โดนอีกฝ่ายแกล้งเล่นแบบนี้อยู่แล้ว
“อ่ะ เชื่อก็ได้ค้าบบ”
ฉลามพูดก่อนจะปลีกตัวเดินผิวปากอย่างอารมณืดีไปขึ้นรถ BMW Z4 Roadster สีแดงเพลิงที่จอดเด่นอยู่ในลานจอดรถใต้คอนโด
ก๊อก ก๊อก “ฉลามปลดล็อกให้หน่อยดิ กูขึ้นรถไม่ได้”
ฉันเคาะกระจกบอกไอ้เ้าของรถที่ขึ้นไปนั่งอยู่หลังพวงมาลัยเสียเรียบร้อยแต่ตัวฉันกลับเปิดประตูอีกฝั่งขึ้นไปด้วยข้าง ๆ มันไม่ได้
“อ้าว กูไม่ได้บอกให้มึงไปเองเหรอ?” คนที่พึ่งเลื่อนกระจกลงถามกลับด้วยใบหน้าไม่รู้ร้อนรู้หวาน
“ไม่ได้บอก!”
“เหรอวะ เออ..กูต้องไปรับพี่เบลว่ะ”
“เอ้า แล้วกูอ่ะ?!”
“มึงก็ไปเองเหมือนทุกทีดิ มึงก็รู้ว่ารถกูมันนั่งได้แค่สองคน ไปละ”
บรืนนน.. พอพูดจบฉลามก็บึ่งรถออกไปทันที ปล่อยฉันให้ยืนเคว้งอยู่ตรงนั้นกับคำถามที่เกิดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่านี่ฉันโดนมันทิ้งอีกแล้วเหรอวะเนี้ย…ถ้าทุกคนยังจำเื่ราวในตอนแรกสุดได้ฉันจะบอกว่าไอ้ผู้ชายหน้าหล่อห้องตรงข้ามในตอนนั้นก็คือไอ้ฉลามในตอนนี้ฉันกับฉลามรู้จักกันเพราะจิมกระป๋องในตอนที่เราทั้งคู่อยู่ม.4 เื่ราวมันอาจจะไม่ได้โรแมนติกเท่าไหร่แต่ฉันดันตกหลุมรักมันั้แ่แรกเห็นซะงั้น ฉลามเป็คนหน้าตาดีที่เรียกได้ว่าฮอตพอสมควรเพราะมันไม่เคยเป็คนโสดได้ถึงสามวัน อย่างเมื่อกี้ที่พึ่งเลิกกับคนเก่าปุ๊บก็มีคนใหม่ปั๊บฉันเองพยายามจะถอดใจจากการเป็คนแอบชอบมันหลายรอบอยู่เหมือนกัน แต่แม่ง..มันก็เอาแต่ทำตัวน่ารักอ่อยกันตลอด
ง่าย ๆ เลยก็คือฉันมูฟออนเป็วงกลมมาตลอดระยะเวลาสี่ปีค่ะ
ฟุ่บ กระเป๋าสะพายข้างสีดำถูกโยนลงบนโต๊ะเรียนก่อนที่ฉันจะตามลงไปนั่งแล้วซุกใบหน้าแสนเหนื่อยหน่ายลงบนโต๊ะเรียนทันที
“ผักเป็ไรคะ?” เสียงนุ่มหวานของเพื่อนสนิทที่เข้าห้องเรียนมานั่งกันอยู่ก่อนถามขึ้นข้างหู
“ป่าว…”
ฉันตอบกลับไปอย่างคนไร้ซึ่งเรี่ยวแรง จะบอกว่าอกหักก็ดูกระไรอยู่
“ไม่สบายรึเปล่า ตัวร้อนไหมให้ผิงดูหน่อยค่ะ”
ผิงอันยื่นมือเล็กแสนนุ่มนิ่มมาอิงบนหน้าผากของฉันด้วยท่าทีเป็ห่วงเป็ใยเรียวหน้ารูปไข่ดูกระวนกระวายเต็มทีอีกนิดเธอคงได้ร้องไห้ออกมาแน่ผิงอันเป็เพื่อนที่น่ารักและอ่อนโยนที่สุดในบรรดาเพื่อน ๆ ของฉันแค่ได้เห็นใบหน้าน่ารัก ๆ ของเธอก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้นเป็กอง
“อย่างมันจะเป็อะไรได้ นอกจากพวกชอบเรียกร้องความสนใจ”
น้ำเสียงอันหยาบกระด้างดังขึ้นไม่ห่าง ช่างเป็ถ่อยคำแสนร้ายกาจที่ไม่น่าจะหลุดออกมาจากเรียวปากจิ้มลิ้มนั้นได้แต่มันก็เป็ไปแล้ว เธอคนนี้คือ ถิงถิง พี่น้องฝาแฝดของคนที่กำลังนั่งจับหน้าผากฉันอยู่ตอนนี้เพื่อนสนิทอีกคนของฉันและเธอคือคนที่ฉันสนิทด้วยที่สุดในกลุ่ม เพราะเรารู้จักกันมาั้แ่มัธยมต้นแถมพอเข้ามหาลัยเราสองคนยังเลือกเรียนคณะเดียวกันซะอีก
“ถิงถิง! พูดจาไม่ดีอีกแล้วนะคะ” ผิงอันดุแฝดของตนด้วยท่าทางอันนุ้บนิ้บแสนน่ารัก
แน่นอนว่าาขนาดย่อมของสองแฝดก็ได้เริ่มต้นต่อจากนั้น แม้ผิงอันจะดูอ่อนไหวแต่นั้นไม่ได้แปลว่าเธอจะอ่อนแอคนชนะมักเป็ผิงอันที่จัดการคนหยาบคายอย่างถิงถิงซะอยู่หมัด ก่อนที่เธอจะขอตัวกลับตึกคณะตัวเองไป
“ไปเซ็นทรัมป่ะ?”
ถิงถิงถามขึ้นในตอนที่เราทั้งคู่เดินออกจากตึกวรรณกรรมหลังคลาสเรียนจบลง
“ไม่อ่ะ เหนื่อย ๆ อยากกลับไปนอน”
“เหนื่อยทุกวัน ทำตัวติดบ้านเป็คนแก่เลยนะมึง”
“ไม่แก่ก็ติดบ้านได้ป่ะ กูแค่ี้เีเว้ย”
ในขณะที่ฉันและเพื่อนกำลังเดินลงบันไดพร้อมทั้งสนทนากันไปด้วยนั้นสายตาที่โคตรจะดี(เกินไป)ก็เหลือบไปเห็นร่างสูงโปร่งของใครบางคนที่แสนคุ้นตายืนอยู่ไม่ไกล
ฉลาม.. ปกติฉันก็คงจะรีบเดินเข้าไปทักทายมันทันทีที่เห็นแต่ภาพตรงหน้าทำให้สองขาไม่กล้าขยับต่อ ฉันหยุดนิ่ง มองคนที่ตัวเองชอบนัวเนียกอดจูบกับผู้หญิงคนอื่นเป็ภาพที่ฉันเห็นมันมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งและควรจะชินกับมันได้แล้ว แต่…ใจมันก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดี
“ผัก ผัก ไอ้ผัก”
“...อะไร”
“มึงยังไม่เลิกชอบฉลามอีกเหรอวะ?”