เสิ่นม่านซูไม่ได้รู้สึกดีต่อฉีอ๋องผู้อารมณ์รุนแรง เจ้าเล่ห์ และมักมากในกามผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย แต่ในเมื่อฮ่องเต้หย่งอันมีราชโองการให้บิดาของนางมาควบคุมจัดการเรื่องนี้ หากฉีอ๋องตายขึ้นมาจริงๆ บิดาของนางก็ต้องถูกพัวพันไปด้วย!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า ยังมีองค์ชายเจ็ดผู้เอาแน่เอานอนไม่ได้และจ้องตาเป็นมันอยู่อีกคน!
เห็นชัดว่าเป็นความขัดแย้งภายในราชวงศ์แท้ๆ แต่กลับดึงคนตระกูลเสิ่นของพวกนางเข้าไปเกี่ยวข้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ต่างว่ากันว่า อยู่ใกล้ฮ่องเต้ก็เหมือนอยู่ใกล้เสือ ตอนนี้ดูแล้วคำกล่าวนั้นไม่ผิดเลยจริงๆ
ช่างเถิด อะไรจะเกิดก็เกิด ค่อยแก้ไขไปตามสถานการณ์ก็แล้วกัน!
ต่อให้เจ้าจะเก่งหรือดุร้ายแค่ไหน แต่หากทำร้ายคนไปทั่ว ก็ย่อมมีคนที่ปราบเจ้าได้
แววตาเสิ่นม่านซูวูบไหวเล็กน้อย ก่อนจะถามเจ๋อหลันที่อยู่ข้างกายว่า “สตรีกลุ่มนั้นอยู่ในห้องแล้วใช่หรือไม่”
“พวกนางรออยู่ที่ห้องด้านข้างห้องพักของท่านแล้วเจ้าค่ะ”
“อื้ม ข้าจะไปดูสักหน่อย”
ไม่นานเสิ่นม่านซูก็พาเจ๋อหลันมาถึงห้องนั้น
ในห้องมีสตรีประมาณสิบแปดคน ทันทีที่เสิ่นม่านซูปรากฏตัว ทุกคนก็หันมามองนางทันที
สตรีกลุ่มนี้มีตั้งแต่อายุสิบเอ็ดสิบสองปี ไปจนถึงยี่สิบกว่าปี หน้าตาล้วนดูสะอาดสะอ้านพอใช้ บางคนกระวนกระวาย บางคนอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่ง และบางคนก็ยืนสำรวมกฎเกณฑ์ เพียงก้มมองปลายรองเท้าของตนเอง
เมื่อครู่เสิ่นม่านซูจงใจไม่พบคนเหล่านี้ ก็เพื่อสร้างแรงกดดันให้พวกนาง
นางนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือ ยกสายตาขึ้นเล็กน้อย ท่วงท่าสูงศักดิ์ แม้ไม่โกรธก็แฝงอำนาจน่าเกรงขาม
เสิ่นม่านซูกล่าวช้าๆ “ข้าไม่รู้จักพวกเจ้า เช่นนี้แล้วกัน พวกเจ้าผลัดกันแนะนำตัวทีละคน ชื่ออะไร ถนัดเรื่องใดบ้าง”
เจียงกูกูที่อยู่ด้านข้างกล่าวกับสตรีชุดสีน้ำเงินคนหนึ่งว่า “เริ่มจากเจ้าแล้วกัน”
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวเหล่านี้จึงผลัดกันแนะนำตนเองทีละคน
บางคนถนัดงานเย็บปัก บางคนถนัดทำอาหาร ถึงขั้นมีบางคนถนัดร้องเพลงพื้นบ้านด้วยซ้ำ
เจ๋อหลันที่อยู่ด้านข้างฟังแล้วมุมปากกระตุกเล็กน้อย
คิดว่าคุณหนูของบ้านนางเป็นคุณชายใหญ่หรือไร ถึงจะให้มานั่งฟังสตรีเหล่านี้ร้องเพลงพื้นบ้าน
เสิ่นม่านซูกลับสงบนิ่งอย่างยิ่ง ระหว่างนั้นเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบสองสามอึก
ในตอนนั้นเอง สตรีใบหน้ารูปเมล็ดแตงผู้มีรูปโฉมงดงามสะดุดตาคนหนึ่งก็เดินขึ้นมา ยอบกายคำนับเสิ่นม่านซูอย่างอ่อนช้อยแล้วกล่าวว่า “บ่าวเฝิงหวั่นเอ๋อร์ ถนัดแต่งหน้าแต่งตัว ปีนี้อายุสิบเจ็ดปีเจ้าค่ะ”
มือข้างที่ถือถ้วยชาของเสิ่นม่านซูชะงักเล็กน้อย นางยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
นางมองเฝิงหวั่นเอ๋อร์เงียบๆ อีกฝ่ายมีท่าทางอ่อนแอบอบบาง ขนตายาวหลุบต่ำ มิหนำซ้ำยังสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับนอบน้อมอย่างยิ่ง
เสิ่นม่านซูยกสายตาขึ้นเล็กน้อย “ซักเสื้อผ้าเป็นหรือไม่”
“เป็น...เป็นเจ้าค่ะ” เฝิงหวั่นเอ๋อร์ตอบรับด้วยความดีใจอย่างยิ่ง
เสิ่นม่านซูพยักหน้า จากนั้นก็ฟังสตรีอีกหลายคนแนะนำตัวต่อ สุดท้ายกลับเหลือเฝิงหวั่นเอ๋อร์ไว้เพียงคนเดียว
สตรีที่เหลือต่างอิจฉาในความโชคดีของเฝิงหวั่นเอ๋อร์
วิธีเปลี่ยนแปลงชีวิตมีมากมาย เสิ่นม่านซูชื่นชมความดื้อรั้นที่พวกนางไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา แต่นางจะไม่ยื่นมือช่วยเหลือผู้ใดโดยไร้เหตุผล
ในใต้หล้านี้มีคนยากไร้ลำบากมากมาย หากคิดจะช่วย ก็ช่วยไม่หมดอยู่ดี อีกทั้งถึงอย่างไรราชสำนักจะจัดสรรและช่วยเหลือผู้ประสบภัยกลุ่มนี้อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้เสิ่นม่านซูลงมือทำอะไร
เสิ่นม่านซูจะไม่เป็นคนชั่ว แต่ก็จะไม่เป็นคนดีพร่ำเพรื่อเช่นกัน
ส่วนเหตุใดถึงเหลือเฝิงหวั่นเอ๋อร์ไว้เพียงคนเดียว...
เสิ่นม่านซูหาวอย่างเกียจคร้าน “ข้าง่วงแล้ว คนอื่นมาจากที่ใดก็กลับไปที่นั่นเถิด เจียงกูกู ท่านไปจัดที่พักและหางานให้เฝิงหวั่นเอ๋อร์ทำทีนะ”
“เจ้าค่ะ”
เฝิงหวั่นเอ๋อร์ตามเสิ่นม่านซูและคนอื่นๆ ไปท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาของสตรีทั้งหลายด้วยความลำพองใจเล็กน้อย
แต่พอเดินมองคุณหนูสูงศักดิ์ตรงหน้าที่มีท่าทางหยิ่งทะนงเรื่อยๆ ดวงตาของเฝิงหวั่นเอ๋อร์ก็มีความริษยาสายหนึ่งวาบผ่าน
บทที่ 110 คนเช่นนี้ ขัดเกลาไปก็ไร้ประโยชน์
เป็นสตรีเหมือนกัน แต่เหตุใดคุณหนูเสิ่นผู้นี้ถึงมีผู้คนห้อมล้อม เหตุใดถึงได้สวมอาภรณ์งดงาม สวมเครื่องประดับล้ำค่า ทั้งยังมีท่าทางสูงศักดิ์บอบบางถึงเพียงนั้น แต่นางกลับต้องถ่อมตนต่ำต้อย เดินตามอยู่ด้านหลังเช่นนี้...
แม้เฝิงหวั่นเอ๋อร์จะระวังตัวอย่างยิ่ง พยายามซ่อนความริษยาในดวงตา แต่เจียงกูกูที่เดินอยู่ข้างกายนางกลับเหลือบมองอย่างเรียบเฉยอยู่หลายครั้ง ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
สตรีนางนี้เป็นคนที่ทะเยอทะยานไม่น้อย
เจียงกูกูไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูถึงเลือกสตรีนางนี้ เพราะมองไม่ออกถึงธาตุแท้ หรือว่ามีเหตุผลอื่นกันแน่ แต่เจียงกูกูกลับไม่รีบร้อนพูดอะไร เพียงหลุบตาลงต่ำเท่านั้น
หลังส่งเสิ่นม่านซูกลับห้องแล้ว เจียงกูกูก็พาเฝิงหวั่นเอ๋อร์มายังห้องห้องหนึ่ง นางกล่าวว่า “ตอนนี้อยู่ข้างนอกทุกอย่างต้องเรียบง่าย ข้ากับเจ๋อหลันพักอยู่ที่นี่ แต่บางครั้งพวกเราต้องเฝ้ายามกลางคืนให้คุณหนู เจ้าก็นอนในห้องนี้แล้วกัน”
“เจ้าค่ะ” เฝิงหวั่นเอ๋อร์พยักหน้าอย่างว่าง่ายยิ่งนัก ก่อนจะกล่าวว่า “เจียงกูกู ตอนนี้มีอะไรต้องให้ข้าทำหรือไม่”
“เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน คุณหนูเพิ่งมาถึง งานยังไม่มาก หากมีเรื่องก็จะเรียกเจ้าเอง”
“เจ้าค่ะ”
เจียงกูกูมองท่าทางก้มต่ำของเฝิงหวั่นเอ๋อร์ แล้วกล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่งว่า “คุณหนูของบ้านเรายังอายุน้อยก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคุณหนูสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ แม้ที่นี่จะเทียบเมืองหลวงไม่ได้ แต่เรื่องเสื้อผ้า อาหาร และของใช้ก็มิอาจละเลย หากเจ้าทำผิด ข้าจะส่งเจ้ากลับไปที่เดิมทันที เข้าใจความหมายของข้าหรือไม่”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“พูดกับข้าเช่นนี้ไม่เป็นไร แต่ต่อหน้าคุณหนูเจ้าต้องแทนตัวเองว่าบ่าว”
มือของเฝิงหวั่นเอ๋อร์ที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่น ทว่ายังคงกล่าวอย่างว่าง่ายว่า “หวั่นเอ๋อร์ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
เจียงกูกูส่ายหน้า
ไม่ได้ คนเช่นนี้ ขัดเกลาไปก็ไร้ประโยชน์
เห็นๆ อยู่ว่าตนเองดึงดันอยากมาเป็นสาวใช้ให้คุณหนูสูงศักดิ์แท้ๆ แต่กลับทำท่าทางอดทนกล้ำกลืนเหมือนถูกเอาเปรียบ ทำท่าทีเช่นนี้ให้ใครดูกัน
ช่างเป็นเด็กโง่ที่ใจใฝ่สูงไม่น้อยจริงๆ
หลังเจียงกูกูพูดจบ ก็หันกายไปยังห้องของเสิ่นม่านซู
เดิมทีนางไม่คิดจะพูด แต่ตอนนี้คุณหนูสามผู้นี้ไม่เพียงเป็นนายของนาง ยังอาจเป็นนายหญิงในอนาคตของนางด้วย!
ตอนนี้นายท่านน้อยไม่อยู่ นางจะปล่อยให้ภูตผีปีศาจเหล่านี้มาก่อเรื่องให้คุณหนูสามเสิ่นไม่ได้
ดังนั้นทันทีที่เข้าห้อง เจียงกูกูก็กล่าวกับเสิ่นม่านซูว่า “คุณหนูสาม บ่าวว่าเฝิงหวั่นเอ๋อร์ผู้นั้นเป็นคนทะเยอทะยาน ดูเหมือนว่าง่ายอดทน แต่กลับซ่อนความริษยากับความไม่ยินยอมในดวงตาไว้ไม่มิดเลยเจ้าค่ะ”
พอเสิ่นม่านซูได้ยิน ก็หัวเราะออกมา ต้องบอกว่าเจียงกูกูมองคนได้แม่นยำจริงๆ เพราะเฝิงหวั่นเอ๋อร์ผู้นั้นเดิมทีก็ไม่ใช่คนดีอะไรอยู่แล้ว
เสิ่นม่านซูยิ้มเจ้าเล่ห์ “เจียงกูกูไม่ต้องรีบ ข้ารู้ว่านางเป็นคนเช่นไร ที่เหลือนางไว้ เพราะข้าจะใช้ประโยชน์จากนางอย่างไรเล่า”
เจียงกูกูชะงัก นางพลันเข้าใจ “ที่แท้คุณหนูสามก็รู้หมดแล้ว เป็นบ่าวพูดมากเองเจ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูส่ายหน้า “ไม่ ต้องขอบคุณเจียงกูกูที่เตือนข้าเสียอีก ต่อไปก็เช่นกัน หากมีคนต่ำช้าแฝงเข้ามาข้างกายข้าแล้วข้าไม่ทันสังเกต ก็ต้องรบกวนเจียงกูกูช่วยคัดกรองและเตือนม่านซูด้วย”
ไม่เย่อหยิ่ง ไม่ใจร้อน อ่อนโยน มิหนำซ้ำจิตใจยังงามและเฉลียวฉลาด
ตอนนี้เจียงกูกูมองเสิ่นม่านซูด้วยสายตาที่ใช้ประเมินนายหญิงของเรือนแล้ว
ยิ่งอยู่ข้างกายเสิ่นม่านซูนานเท่าไร เจียงกูกูก็ยิ่งรู้สึกว่าแม่นางน้อยผู้นี้ไม่ธรรมดามากขึ้นเท่านั้น
นางยิ้มแล้วพยักหน้า “เป็นสิ่งที่บ่าวสมควรทำเจ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูรู้ว่าหลายวันนี้ เจียงกูกูกับเจ๋อหลันเหนื่อยกันมากแล้ว จึงให้พวกนางทั้งหมดไปพักผ่อน รวมถึงจินหลิงด้วยเช่นกัน
ด้วยเสิ่นม่านซูนอนมาแล้ว ตอนนี้จึงยังไม่ง่วง นางเดินมายืนมองท้องฟ้ามืดครึ้มอยู่ตรงริมหน้าต่าง
ฝนกำลังจะตกอีกแล้ว
ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ นางก็นึกถึงช่วงเวลาที่เดินทางท่ามกลางสายฝน และได้อยู่ใกล้ชิดกับต้นขาทองคำไป๋
แก้มของนางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่...