ก๊อก ก๊อก...
“เข้ามา” เสียงเรียกดังมาจากข้างใน
ธานหมุนลูกบิดเปิดเข้าไปทันที เื้ั โต๊ะไม้สักตัวหนาที่กินพื้นที่เกือบครึ่ง
ภายในห้องทำงานขนาดกว้างที่เต็มไปด้วยชั้นวางแฟ้มเอกสารสูงท่วมหัว กลิ่นอับของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ สุชาติ รัตนกร ในวัย 57 ปี นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่ที่ดูจะหนักอึ้งไปด้วยกองเอกสารราชการ
เสียงตราประทับสีแดงกระแทกลงบนกระดาษดัง ปึก! ปึก! เป็จังหวะที่ฟังดูเ็าและน่าหงุดหงิดสำหรับคนที่กำลังรีบ
ธานก้าวเท้าเข้าไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะไม้สักนั้นทันทีโดยไม่ให้เสียเวลา เขาปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาแ่เบาพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้ราบเรียบที่สุด
“อาจารย์ครับ ผมมีเื่ด่วน ผมขอเบิกกุญแจคลังเอกสารตัวเขียนและขออนุมัติปฏิบัติงานต่อเนื่องในพื้นที่จนถึงเช้าพรุ่งนี้ครับ”
สุชาติชะงักมือที่กำลังถือตราประทับ แว่นตาหนาเตอะเลื่อนลงมาอยู่ที่ปลายจมูกขณะที่เขากวาดสายตามองธานด้วยความฉงนแกมรำคาญ
“เดี๋ยวนี้เหรอ?” สุชาติถามเสียงเรียบแต่หนักแน่น “ประกาศกฎอัยการศึกั้แ่เที่ยง ทหารกำลังกวาดไล่คนออกจากตึก แกสติเลอะเลือนหรือไงถึงได้มาขอค้างคืนในนี้?”
ธานโน้มตัวลงไปที่โต๊ะ พยายามให้เหตุผลที่สุชาติไม่อาจปฏิเสธได้
“อาจารย์ครับ ระบบควบคุมความชื้นในคลังเอกสารตัวเขียนมีปัญหา ท่อน้ำทิ้งจากเครื่องปรับอากาศฝั่งทิศตะวันออกซึม ถ้าคืนนี้ไม่มีคนเข้าไปคุมสภาวะอากาศ สมุดข่อยโบราณ ที่เราเพิ่งซ่อมเสร็จจะขึ้นราและพังยับเยินก่อนเช้า อาจารย์จะยอมให้ของที่เรารักษากันมาเป็ปีต้องมาพังเพราะประกาศบ้าๆนั้นเหรอครับ?”
สุชาตินิ่งไป ความเงียบกดทับบรรยากาศจนได้ยินเสียงไซเรนรถทหารแว่วมาจากภายนอก ชายชราขมวดคิ้วแน่น เขารักระเบียบ แต่เขารักงานอนุรักษ์ยิ่งกว่า
“แกนี่มัน...” สุชาติถอนหายใจยาว ก่อนจะยอมเปิดลิ้นชักที่ล็อกไว้ออกมา
“ฉันจะลงชื่อในบันทึกปฏิบัติงานฉุกเฉินทิ้งไว้ให้ว่าเป็การ ป้องกันความเสียหายจากระบบไฟฟ้าขัดข้อง ถ้าพวกทหารเดินตรวจเจอ แกต้องยืนยันว่าแกอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง”
เขายื่นพวงกุญแจโลหะวางลงบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นน้อยๆ “ไปซะ... แล้วพรุ่งนี้แปดโมงเช้า ถ้าฉันตรวจเจอว่าเอกสารมีรอยเปื้อนแม้แต่นิดเดียว หรือแกแอบหนีงานจนของเสียหาย... ฉันไม่เอาแกไว้แน่ เข้าใจไหม?”
“ครับอาจารย์ ผมจะไม่ทำให้ผิดหวัง”
ธานคว้ากุญแจนั้นมาแน่น ความเย็นของโลหะััฝ่ามือราวกับเป็ความหวังเดียวของเขาในคืนที่กำลังจะถึงนี้
ก่อนจะก้าวพ้นประตูไป ธานหยุดชะงักครู่หนึ่ง เขาไม่ได้หันกลับมา แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นดูจริงจังและแฝงไปด้วยความห่วงใยอย่างประหลาด
“อาจารย์ครับ... สถานการณ์ข้างนอกมันดูไม่ค่อยชอบมาพากลเท่าไหร่ ยังไงกลับไปถึงบ้านแล้ว สำรองน้ำดื่มกับอาหารแห้งไว้หน่อยก็ดีนะครับ”
สุชาติชะงักมือที่กำลังจะหยิบกระเป๋า เขามองแผ่นหลังของลูกน้องด้วยความประหลาดใจ “ทำไม? ทหารเขาห้ามคนออกจากบ้าน แกถึงได้มาห่วงเื่อาหารการกินฉันตอนนี้?”
“ผมแค่รู้สึกว่า... อะไรๆ พรุ่งนี้เช้าอาจจะไม่เหมือนเดิม”
ธานทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้น ก่อนจะก้าวออกไป ทิ้งให้อาจารย์สุชาติยืนนิ่งงันอยู่ท่ามกลางความเงียบของห้องทำงานที่กำลังจะถูกทิ้งร้างในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
เมื่อลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 4 ทางเดินในอาคารหอสมุดดูยาวไกลและเงียบผิดปกติ เสียงรองเท้าคอมแบทของทหารที่เดินตรวจตราดังก้องสะท้อนกับกำแพงปูนเป็ระยะ ธานกอดแฟ้มงานแน่น พยายามรักษาท่าทางให้ดูเป็พนักงานราชการที่กำลังหงุดหงิดกับงานด่วน
เมื่อเดินมาถึงโถงหน้าคลังเอกสารตัวเขียน ทหารสองนายที่ประจำจุดตรวจตรงโต๊ะพับสีขาวส่งสัญญาณให้เขาหยุด
"ขอตรวจบัตรและใบผ่านทางครับ"
ทหารนายหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามระเบียบ ธานยื่นแฟ้มที่แนบใบอนุมัติฉุกเฉินซึ่งมีลายเซ็นของอาจารย์สุชาติให้อย่างคล่องแคล่ว ทหารรับไปตรวจดูชื่อและรหัสประจำตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพยักหน้าส่งคืนให้
"ฝ่ายอนุรักษ์ครับ" ทหารนายนั้นบอกเพื่อนร่วมงาน
"เชิญครับพี่ รีบทำรีบเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านนะครับ สถานการณ์ข้างนอก่นี้ไม่ค่อยน่าไว้วางใจเท่าไหร่”
ทันทีที่ลับตาคน ธานเร่งฝีเท้าขึ้นจนถึงหน้าประตูเหล็กบานใหญ่ของคลังเอกสารตัวเขียน เขาสอดกุญแจเข้าไป เสียงกลไกเหล็กดังกึกก้องเหมือนการปิดตายโลกภายนอก
เมื่อเข้ามาด้านใน ธานรีบล็อกกลอนแ่าแล้วทรุดตัวลงพิงบานประตู หายใจหอบถี่ ความเงียบของห้องเก็บเอกสารที่เขาคุ้นเคยกลับทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด นี่คือสถานที่เดียวที่เขาจะใช้ '่เวลาสุดท้าย' ของโลกใบเดิมเพื่อเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์
เมื่อบานประตูเหล็กหนักอึ้งปิดลง โลกภายนอกก็ถูกตัดขาดไปโดยสิ้นเชิง ราวกับเขาก้าวข้ามผ่านความสำเร็จไปอีกจุดหนึ่ง
กลิ่นแรกที่ปะทะจมูกไม่ใช่กระดาษใหม่ แต่เป็กลิ่นอับเปรี้ยวของยางรักกับกาวแป้ง มันคือกลิ่นของหน้ากระดาษโบราณที่นอนนิ่งอยู่ในความมืด กลิ่นของวันวานที่ถูกบรรจุไว้ในพื้นที่ซึ่งอากาศแทบไม่เคลื่อนไหว กลิ่นที่เขาไม่ได้ััมานานกว่าสิบปี
ที่นี่ไม่ใช่แค่ห้องเก็บเอกสาร แต่มันคือสุสานที่ใช้ฝังกลบความรู้ซึ่งถูกลืมเลือน
ท่ามกลางแสงเย็นรำไรที่ลอดผ่านช่องลม ละอองฝุ่นลอยคว้างอยู่ในอากาศที่นิ่งสนิท มีเพียงชั้นวางเหล็กมหึมาที่ตั้งตระหง่านเรียงราย กลิ่นไอเย็นชืดของโลหะ เตือนว่าที่นี่ไม่ต่างอะไรจาก ป่าเหล็กไร้ชีวิต