ตุ้บ
ฉันโยนโทรศัพท์เข้ากระเป๋าด้วยความหงุดหงิด รีบหันใบหน้าไปฟุบกระจกฝั่งด้านตัวเอง เพราะกลัวเจฟจะเห็นสีหน้าที่เ็ปของฉัน จนถึงคอนโด เจฟจอดรถไว้ใต้ตึก ช่วยพยุงขึ้นลิฟต์จนถึงหน้าประตูห้อง
“ส่งแค่นี้แหละ มากกว่านี้ฉันคงต้องเชิญเข้าห้องแล้ว”
“เดินเองไหว?”
“อืม แค่ปวดข้อเท้า ไม่เป็อะไรมากหรอก”
“แน่ใจ?”
“เออ รีบกลับบ้านไปเถอะ เที่ยงคืนกว่าแล้ว” ฉันตอบด้วยความหงุดหงิดนิดๆ
“อืม”
“เจฟ..."
"........"
"ขอบใจนะ ที่มาส่ง”
เขาพยักหน้าเบาๆ แล้วยืนรอให้ฉันเข้าห้อง หลังปิดประตู ขาฉันก็อ่อนไร้เรี้ยวแรงจะเดิน เช่นเดียวกับน้ำตาที่ล่วงหล่นลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
ข้อเท้าที่ปวดจนแทบจะกรี้ดออกมา ยังเทียบไม่ติดกับความรู้สึกของฉันในตอนนี้เลย มันทั้งอึดอัด เ็ปและแตกสลาย เหมือนโลกนี้เหลือฉันเพียงตัวคนเดียว ท่ามกลางความมืด ล้อมไปด้วยเปลวไฟที่รอแผดเผาเมื่อก้าวขาหนี
“ฮึก….ฮือออออ ”
เพราะเคยนอนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนชินตา ไม่ว่าจะมุมไหน องศาไหน แค่ได้เห็นเพียงเท่านี้ก็รู้ว่าต้องเป็เขาแน่ๆ
ครืดดดดด ครืดดดดด
โทรศัพท์เครื่องเดิมสั่นเตือนถึงการโทรเข้า ฉันหยิบมาดูหน้าจอก็เห็นว่าเป็สายที่รอมาตลอด แต่ ณ ตอนนี้ มันไม่เหลือความดีใจอยู่อีกแล้ว
สายเรียกเข้า
Pham
ครืดดดด ครืดด....
หน้าจอดับลงสนิท โดยไม่ต้องรอให้ฉันกดตัดสาย แบตหมดไปแล้วแทนที่ฉันจะรีบลุกไปเสียบสายชาร์จและโทรกลับหาเขา ฉันกลับนั่งนิ่ง และจมลึกกับความรู้สึกที่แตกสลายของตัวเอง
‘ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วทุกอย่างเป็แค่ความฝัน ก็คงดี’
ฉันหลับอยู่บนโซฟายันเช้า อาการปวดร้าวไปทั้งตัว ชุดยังเป็ตัวเมื่อวานอยู่เลย โทรศัพท์ก็ไม่ได้ชาร์จแบตเอาไว้ ฉันเงยหน้าดูนาฬิกาที่ผนังห้อง พอเห็นเป็เวลาใกล้เข้าเรียน ก็รีบดีดตัวลุกขึ้นไปอาบน้ำทันที
หลังเดินกระเผกอย่างน่าเวทนาลงมาจากคอนโด เพื่อเรียกรถแท็คซี่ให้มารับหน้าตึก สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงคุ้นๆ ยืนหัวทองรับแสงแดดยามเช้า กอดอกพิงกระโปรงรถหรูของเขาอยู่
“ปิดโทรศัพท์เพื่อ?” เจฟถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“อ่าา โทษที เมื่อคืนแบตหมดแล้วลืมชาร์จน่ะ”
“ฉันมารับ”
“ไม่ต้องก็ได้ เดี๋ยวฉันเรียกรถแท็คซี่ไปเอง”
“ตามใจ”
เจฟทำท่าหันหลังไปเปิดประตูรถ โดยไม่ง้อคนเจ็บอย่างฉัน จนฉันต้องปรี่ลืมความเจ็บไปง้อเขาแทน
“แค่ล้อเล่นน่าา” ฉันเกาะแขนเขาแน่น ทำเสียงสองเพื่ออ้อนคนขับรถคนใหม่
“ขึ้นสักที ยืนรอจนขาชาหมดแล้ว”
“ค่าาา คุณชายเจฟ”
ฉันทำท่าตะเบ๊ะแบบลูกเสือรับคำด้วยอาการประชด เห็นปากหมาๆ แบบนี้ ก็ใจดีอยู่หรอกนะ
หลังถึงหน้าตึกคณะ เจฟจอดรถที่ช่อง Vip (ปกติจะเป็ที่จอดของคณะอาจารย์และฝ่ายบริหารมหา’ลัย) เขาช่วยพยุงฉัน จนถึงจุดรวมกลุ่ม หลินกับเมี่ยงที่เห็นสภาพฉัน ก็รีบวิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าใ
“กรี้ดดดดด เธอโดนรุมตบหรอ!” หลินทักแล้วปล้องปากมองแผลฉัน
“สภาพนี้หมารุมกัดต่างหาก!” เมี่ยงเสริมอีกคน
“ขอบคุณที่เป็ห่วงนะ”
ฉันตอบประชดความคิดพวกหล่อนแล้วนั่งลง เหลือบสายตามองอีกคน เขาก็ดูท่าทางใ รีบเดินมาหาฉัน นั่งยองๆ จับที่ข้อเท้าขึ้นวางบนหน้าขาของเขา
“เป็อะไร…”
“ไม่เป็ไร”
ฉันตอบห้วนๆ แล้วสบัดข้อเท้าหนีจากมือเขา ถึงจะเจ็บจนอยากร้องไห้ แต่ฉันขอเล่นตัวไว้ก่อน
“สรุปเป็ไร ใครทำ บอกมา ฉันจะไปเล่นงานมันให้” ภวินออกตัว ถกแขนเสื้อขึ้นเหมือนนักเลงข้างถนน
“แค่รถเฉี่ยวน่ะ ไม่เป็อะไรมากหรอก”
“ไปทำท่าไหน…”
“ยัยนี่บอก ท่าหมา”
เจฟตอบแทรก ทั้งกลุ่มหันไปหาเจฟแล้วหันกลับมามองหน้าฉันด้วยความใกับคำหยาบนั้น
“อย่าบอกนะว่าแผลได้มาเพราะท่าหมาน่ะ” หลินทำตาโตแทบถลนออกมา
โป๊ก !
“นี่ซื่อรึโง่ยะ” เมี่ยงเคาะหัวหลินไปเบาๆ
“ว่าแต่ทำไมมาด้วยกัน” หลินถาม แล้วชี้สลับที่เจฟกับฉัน
“เมื่อวานเจอหมาหงอยอยู่หน้าประตูโรงบาลพ่อฉันน่ะ เลยทำบุญด้วยการไปส่ง เช้านี้ก็ไปรับมาด้วย”
“เจฟ ถ้านายพูดเพราะกว่านี้ ฉันจะซึ้งใจมากนะ”
เจฟยักไหล่ตอบ พลางหยิบไอแพดคู่ใจมาเปิดชมพอร์ทกราฟเช่นเคย
“เลิกวุ่นวายเถอะ ฉันปวดหัวเพราะพวกเธอมากกว่าปวดแผลซะอีก”
ฉันแกล้งเมินคนที่นั่งคุกเข่าดูแผลอยู่ตรงหน้า จนถึงเวลาเรียน เมี่ยงกับหลินช่วยพยุงฉันขึ้นลิฟต์คณะมาส่งถึงเก้าอี้ ก่อนที่พวกนางจะแยกตัวกันออกไป โชคดีหน่อยที่วันนี้มีเรียนวิชาเดียว พอใกล้เลิกเรียน ข้อความก็เด้งเข้ารัวๆ อย่างกับถูกเ้าหนี้ตามทวงเงิน
ข้อความใหม่ จาก Pham
ฉันอ่านข้อความที่เข้ารัวๆ จากบุคคลคนเดียวด้วยอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความน้อยใจ มาแสดงความเป็ห่วงตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วมั้ง ถ้าตอนนั้นฉันใกล้ตาย ป่านนี้ก็คงเป็ร่างอืดพองไปแล้ว
หลังจบข้อความสุดท้ายฉันปิดเครื่องทันที จนเลิกเรียน พอเดินออกมาจากห้อง เขาก็ยืนพิงระเบียงกอดอกรออยู่ข้างหน้า ภามม์รีบเดินมาหาฉัน ยื่นมือมาทำท่าจะช่วยพยุง
“ไม่ต้อง ฉันเดินเองได้”
“ปิ่นมุก คือฉะ..”
“คนส้วยยยยยย เธอกลับไงอ่ะ” หลินกับเมี่ยงวิ่งมาสมทบ แล้วถามขัดหน้าภามม์
“ให้ฉันไปส่งไหม” เมี่ยงถาม
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวให้ที่บ้านมารับ ตำรวจน่าจะรายงานถึงหูพ่อฉันแล้ว…”
“เดี๋ยวฉันไปส่งเอง” ภามม์พูดแทรกขึ้น แล้วยื่นมือมารอรับฉัน
“ไม่ต้อง ไปทำ ‘ธุระ’ ของนายเถอะ”
ฉันตอบกลับเสี้ยงห้วนแล้วปัดมือที่ยื่นมานั้นให้พ้นทาง หลินกับเมี่ยงหันมองหน้ากันเองอย่างไม่เข้าใจ ภามม์อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเดินจ้ำตามหลัง จนถึงหน้าลิฟต์
พรึ้บ
“ว้าย .. ภะ ภามม์”
“เล่นตัวชิบxาย”
เขาสบถเบาๆ อุ้มฉันตัวลอยเข้าลิฟต์ ไม่อายสายตาใคร แม้กระทั่งเมี่ยงกับหลินยังอ้าปากค้าง ตาถลนมองอยู่ไกลๆ จะดิ้นลงก็สู้แรงไม่ไหว จะด่ารึก็นึกคำพูดไม่ออก ฉันทำได้เพียงซุกใบหน้าลงในอกเขา เพื่อหลบสายตาคนในคณะที่มองแล้วซุบซิบกันสนุกปาก