เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 57 กริชมรกต

    ณ ส่วนลึกของป่า ร่างทั้งสามเดินสำรวจไปตลอดเส้นทาง

    "ท่านพี่อิงเทียน ท่านมีคะแนนเท่าใดแล้ว"

    เด็กถือหอกยาวฝั่งขวาเอ่ยขึ้น อิงเทียนเหลือบมองกำไลบนข้อมือ ยกคางขึ้นเล็กน้อย

    "สิบหกแต้ม" เขาหัวเราะออกมาด้วยความพอใจ

    "พี่อิงเทียนห้ามลืมสัญญาที่ให้ไว้กับพวกข้านะขอรับ"

    "ข้ารับปากพวกเจ้า จวื๋อกู้ และจางกุ่ย พวกเจ้าเป็นสหายรักของข้า" เขาหัวเราะอีกครั้ง

    ตลอดเส้นทางที่หลินเย่สังเกตมา อิงเทียนเป็นหัวหน้ากลุ่ม คะแนนทั้งหมดถูกกองรวมไว้ที่เขาคนเดียว สัญญาใจอะไรระหว่างสามคนนี้ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการส่งพวกเขากลับสู่ลานสนามสอบ

    เสียง 'แคร้ก' ของกิ่งไม้แห้งดังขึ้น จงใจเหยียบให้ดังพอที่พวกเขาจะรู้ตัว

    "ใคร!"

    อิงเทียนตะโกนลั่น สะกิดจวื๋อกู้คนถือหอกให้ไปดู ร่างของจวื๋อกู้เก้ๆ กังๆ ไม่มั่นใจ กลับถูกบังคับ เสียงที่สร้างไว้นั้นหนักพอจะทำให้สงสัยว่าเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่

    "เจ้าไปดู"

    "ข้า... เอ่อ"

    "ไปเร็วเข้า! ถ้าเป็นสัตว์อสูรระดับกลาง พวกข้าพอสู้ไหว ไม่ต้องห่วง" อิงเทียนโบกมือไล่ไป

    จวื๋อกู้มือถือหอกสั่นเล็กน้อย ก่อนจะแหวกพุ่มหญ้าออก เห็นเพียงกิ่งไม้ที่แตกเป็นสองท่อน เขาถอนหายใจ

    "ไม่มีสิ่งใดอยู่ตรงนี้" แล้วหันหลังกลับ

    "งั้นพวกเราก็ไปกันต่อ" อิงเทียนถูมือสองข้าง ก้าวเท้ายาวขึ้น

    "สมบัติของข้า รอข้าก่อน ข้ากำลังไปหาแล้ว"

    สมบัติวิเศษร้อยคะแนนห้าชิ้นในถ้ำสวรรค์ สามคนนี้เข้าป่าลึกเพื่อตามหาสิ่งนั้นหรือ

    ทั้งสามเริ่มก้าวเดินต่อ อิงเทียนกับจางกุ่ยเดินนำ จวื๋อกู้ถือหอกเดินรั้งท้ายเพราะยังไม่หายกลัวจากเมื่อครู่ ระยะห่างระหว่างจวื๋อกู้กับสองคนข้างหน้าค่อยๆ ถ่างออก หกก้าว เจ็ดก้าว แปดก้าว

    เสียงจิ้งหรีดในพุ่มหญ้าข้างทางหยุดลงฉับพลัน ความเงียบที่แผ่ลงมาหนักราวกับผ้าหนาคลุมทั้งป่า ลมหยุดพัด กลิ่นดินเปียกและใบไม้เน่าจมอยู่ในอากาศโดยไม่เคลื่อนไหว มีเพียงเสียงฝีเท้าของจวื๋อกู้ที่เหยียบใบไม้แห้งดังกรอบแกรบเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

    จังหวะที่ร่างของจวื๋อกู้เดินผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มือสองข้างพุ่งออกจากเงามืดด้านหลัง ข้างหนึ่งปิดปากจนนิ้วกดเข้าไปในแก้ม อีกข้างรัดรอบลำคอ บีบเส้นเลือดที่ขนาบข้างหลอดลม ดึงร่างกลับเข้าสู่พุ่มไม้ในจังหวะเดียว

    เขาดิ้น ขาถีบพื้นจนใบไม้ปลิว มือยื่นไปข้างหน้าหวังให้มีคนช่วย เรี่ยวแรงของรวมลมปราณขั้นสามกลับไม่เพียงพอจะหลุดจากสองมือของขั้นหก ดวงตาค่อยๆ ปรือลงก่อนจะสลบไปในอ้อมแขน

    เงียบ ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาแม้แต่เสียงเดียว

    หอกร่วงจากมือ ตกลงบนพื้นหญ้าชื้น หลินเย่วางร่างจวื๋อกู้ลงข้างรากไม้ ปลดกำไลออกจากข้อมือ แล้วเลื่อนกลับเข้าสู่เงามืดโดยไม่ทิ้งร่องรอย

    เบื้องหน้า อิงเทียนกับจางกุ่ยยังเดินต่อ ไม่รู้สึกตัว

    ไม่เกินห้าก้าวถัดมา อิงเทียนหันหลังจะพูดคุย

    "จวื๋อกู้ เจ้าเดินช้านักนะ—"

    คำตกค้างอยู่กลางลำคอ ร่องรอยของจวื๋อกู้ไม่อยู่ในสายตา เห็นเพียงหอกที่ตกอยู่บนพื้นหญ้า

    เหงื่อซึมบนหน้าผากอิงเทียน เขาเข้าสู่ท่าป้องกันทันที

    "ใครกัน แสดงตัวออกมา!"

    เสียงตะโกนสะท้อนก้องในป่าลึก ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงความเงียบที่กลับมาหนักกว่าเดิม

    จากที่เฝ้ามองมา ทั้งสามเดินเล่นในป่าลึกเหมือนเดินในสวนหลังบ้านของตัวเอง หากไม่สั่งสอนเสียบ้างคงเสียมารยาท อิงเทียนหันไปหาจางกุ่ย เสียงสั่นเล็กน้อย

    "เจ้าไปดู เร็ว เข้าไป"

    "ท่านพี่อิงเทียน ท่านไม่ลองเข้าไปดูเองบ้างหรือ"

    แววตาหรี่ลง มือตบเข้าที่ขมับจางกุ่ยหนึ่งที

    "นี่ เจ้ายอกย้อนข้าหรือ ไปดูเร็วเข้า!"

    จางกุ่ยถือมีดหันซ้ายหันขวา ค่อยๆ ย่างกายเข้าไปด้วยความหวาดหวั่น ทิศทางที่จวื๋อกู้หายไปนั้นเงียบสนิทจนผิดปกติ แม้แต่เสียงลมก็ไม่มี มีเพียงกลิ่นดินชื้นและเสียงชีพจรของตัวเองที่ก้องอยู่ในหู

    ระยะห่างเหลือเพียงสองก้าว ลมหายใจของจางกุ่ยได้ยินชัด หลินเย่กลั้นหายใจ มือกดพื้นนิ่ง มีดค่อยๆ แหย่เปิดพุ่มออก

    มือพุ่งตรงไปจับส่วนคอ กดจุดเส้นเลือด ดึงร่างเข้ามาทันที ไม่ทันตั้งตัว ร่างที่ดิ้นรนค่อยๆ อ่อนลงในไม่กี่อึดใจ

    ปลดกำไลจากข้อมือ วางร่างจางกุ่ยลงข้างจวื๋อกู้ ทั้งสองนอนเรียงกัน

    อิงเทียนที่มองอยู่จากที่ไกลเห็นเพียงพุ่มไม้ที่สั่นไหววูบหนึ่ง แล้วทุกอย่างก็นิ่งลง

    "จางกุ่ย!" ไร้เสียงตอบกลับ

    "จวื๋อกู้! จางกุ่ย!"

    เขาตะโกนซ้ำ เสียงแหบลง ป่าทั้งป่ากลืนเสียงนั้นไปจนหมด

    หลินเย่ยังคงซุ่มสังเกตท่าทางของอิงเทียนอยู่จากมุมอับ หากยังไม่มั่นใจว่าเขาไม่มีไม้เด็ด ค่อยลงมือก็ยังไม่สาย

    อิงเทียนค่อยๆ ถอยหลัง ก้าวเท้าเสียงดังกว่าเก่า หายใจถี่ขึ้น มือสองข้างเริ่มสั่น ผวาตกใจ ถอยหลังไปสามก้าว

    แล้วเขาก็สะบัดข้อมือคราหนึ่ง พลังปราณแล่นเข้าสู่แหวนมิติบนนิ้ว

    ประกายแสงสีมรกตระเบิดออกวูบหนึ่ง สว่างจ้าจนต้นไม้รอบด้านมีเงาพุ่งยาว อากาศรอบแหวนมิติบิดตัวจนสั่นไหว กลิ่นโลหะเย็นแทรกขึ้นมาในอากาศ

    ใจกลางวงแหวนพลัง ศาสตราวุธขนาดเล็กค่อยๆ ลอยเด่นขึ้นเหนือศีรษะ กริชเล่มเล็กสีเขียวอมมรกต ใบมีดยาวเพียงไม่กี่นิ้ว ผิวโลหะเรียบจนสะท้อนแสงป่ากลับมาเป็นสีเขียวราวกับหยกที่ถูกขัดจนใส ปราณจางๆ เรืองรอบตัวกริชเป็นวงแหวนบาง มันลอยนิ่งอยู่เหนือหัวอิงเทียน หมุนรอบตัวเองช้าๆ

    'นี่หรืออาวุธวิเศษที่พี่ตงกล่าวถึง'

    เขานึกถึงยันต์ระเบิดในถุงมิติ กับมีดสั้นที่ข้อแขน ของพวกนั้นเทียบกับกริชเล่มนี้ไม่ต่างจากก้อนดินกับหยก ความต่างชั้นระหว่างยุทธภัณฑ์พื้นฐานกับอาวุธวิเศษปรากฏชัดแจ้งอยู่ตรงหน้า อานุภาพของมันประเมินไม่ได้ หากไม่ระวัง อาจเป็นฝ่ายบาดเจ็บเสียเอง

    เขาถอยออกไปเงียบเชียบ ไม่ผลีผลามพุ่งเข้าตรงๆ

    อิงเทียนสะบัดข้อมือ กริชพุ่งกวาดพุ่มหญ้าตรงหน้าขาดเรียบเป็นแนวเดียว

    "เจ้าเป็นใคร ไสหัวออกมาดีๆ!"

    เบื้องหน้าเขาพบร่างของจวื๋อกู้และจางกุ่ย อิงเทียนหันซ้ายหันขวา กริชลอยอยู่เหนือหัวพร้อมจู่โจม ค่อยย่างกายเข้าไปสะกิดร่างทั้งสอง

    "จวื๋อกู้ จางกุ่ย พวกเจ้าตื่นสิ!"

    สองมือสะกิด ก่อนจะสังเกตที่ข้อมือของทั้งสอง กำไลหายไปแล้ว

    เขาถึงกับลุกพรวด สัตว์อสูรไม่มีทางถอดกำไลไปได้ มีเพียงมนุษย์เท่านั้น

    "เจ้าเป็นใครกัน! คืนกำไลนั่นมาให้สหายข้า!"

    เขาเหวี่ยงมือ กริชพุ่งตามแรงไปในทิศที่ชี้ เฉือนต้นไม้ขาดเป็นสองท่อน กริชพุ่งไปมาในรัศมีรอบตัวไม่เกินสิบก้าว หากจะเพิ่มระยะจำเป็นต้องเดินเข้าไปเอง

    จากที่สังเกต กริชมีขอบเขตจำกัด ผูกติดกับระยะห่างจากผู้ใช้

    อาวุธวิเศษช่างน่าเกรง หากเทียบกับผู้ถือครองที่ไร้น้ำยาอย่างอิงเทียนยังแสดงอานุภาพได้เช่นนี้ พวกบุตรและธิดาศักดิ์สิทธิ์ที่ถือครองพวกมันจะไม่อันตรายกว่านี้เชียวหรือ

    หลินเย่บีบกำไลสองอันที่ได้มาจากจวื๋อกู้และจางกุ่ยจนแตก แสงทั้งสองกระทบร่างของเจ้าของ ก่อนจะดึงร่างขึ้นหายวับไปกลางอากาศ คะแนนบนกำไลของตนเพิ่มขึ้นสี่แต้ม

    เขาพอเข้าใจระบบแล้ว ทำลายกำไลของอีกฝ่ายจะได้คะแนนที่เหลือของคนผู้นั้นมาทั้งหมด ทำลายของตัวเองจะนับคะแนนปัจจุบันแล้วถูกดึงออก

    เสียงแตกร้าวดังขึ้นทางฝั่งซ้ายของอิงเทียน จงใจให้รู้ตำแหน่ง ร่างโผล่ออกมาจากมุมอับ

    อิงเทียนเดินพุ่งเข้ามาทันที กริชลอยจ่ออยู่ด้านหน้าพร้อมจู่โจม ระยะยังไม่ถึง หลินเย่ทิ้งระยะห่างระหว่างตัวกับกริชออกไปเรื่อยๆ อิงเทียนยิ่งเร่ง ยิ่งไล่ ยิ่งห่าง

    "เป็นเจ้าเองหรือที่ทำร้ายสหายข้า!" ไม่ตอบ

    "ดูจากที่เจ้าจัดการลูกน้องข้าสองคน เจ้าย่อมมีฝีมือ" อิงเทียนตะโกนจากข้างหลัง "หากเจ้ายอมมาร่วมทีมกับข้า ข้าย่อม—"

    เสียงหยุดกลางคัน เขาเริ่มเห็นใบหน้าของศัตรู

    "เป็นเจ้า หลินเย่!" นิ้วชี้เข้ามา สั่นเล็กน้อย

    "จะ... จะ... เจ้า เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่"

    ไม่ตอบ ไม่มีเหตุผลต้องพูดคุย เขาจำใบหน้านี้ได้คงเพราะสนามทดสอบก่อนหน้าที่สร้างเสียงฮือฮาทั้งสองด่าน มืออีกฝ่ายตวัดกริชเข้ามาเต็มรูปแบบ

    "หากข้าจัดการเจ้าได้ คุณหนูมู่คงตบรางวัลให้ข้าอย่างงาม!"

    คุณหนูมู่ มู่หว่านหรง อิงเทียนรู้จักนางด้วยหรือ

    ร่างของอิงเทียนพุ่งตาม หลินเย่ถอยร่นไปข้างหลังทิ้งระยะ ด้วยความลุกลี้ลุกลนของอีกฝ่าย หากไม่ถึงระยะทำการ กริชก็จู่โจมไม่ได้ แถมยังถูกทิ้งระยะห่างออกไปเรื่อยๆ

    เขาก้าวขาออกไปด้วยความรวดเร็ว ร่างของอิงเทียนวิ่งไล่ตาม กริชลอยตามหลัง

    "เจ้าหลินเย่! อย่าขี้ขลาด ออกมาสู้กับข้าเดี๋ยวนี้!"

    ไม่หยุดก้าว ภูมิประเทศทุกจุดอยู่ในหัวแล้ว ต้นไม้เริ่มใหญ่ขึ้น เรือนยอดถี่จนแสงแทรกไม่ลง พื้นที่มืดลงทีละชั้น กลิ่นดินเปลี่ยนจากชื้นเป็นเหม็นอับ กลิ่นคาวของสัตว์อสูรหนักขึ้นทุกก้าวที่ลึกเข้าไป อากาศเย็นลงจนลมหายใจเริ่มเป็นไอ

    อิงเทียนหยุดชะงัก ไม่กล้าตัดสินใจมุ่งตรงต่อไป ร่างเบื้องหน้าหายเข้าไปในความมืดเสียแล้ว

    เขาหันซ้ายหันขวา ลมหยุดพัด ความเงียบที่ปกคลุมลงมาหนักจนได้ยินเสียงเลือดวิ่งในหัวตัวเอง เสียงป่าใหญ่ที่เคยดังครึกครื้นถูกกลืนหายไป ทุกทิศทุกทางเหมือนกันไปหมด ต้นไม้ทุกต้นเหมือนกัน ความมืดทุกด้านเหมือนกัน

    แล้วดวงตาสีแดงก็ปรากฏ คู่แรกอยู่ต่ำ ระดับเข่า ห่างไปทางซ้ายไม่ถึงสิบก้าว คู่ที่สองสูงกว่า ระดับเอว อยู่ทางขวา คู่ที่สามอยู่ตรงหน้า เคลื่อนไหวช้าๆ จากซ้ายไปขวา

    สัตว์อสูรในป่าลึกได้กลิ่นเหงื่อและความกลัว เหงื่อไหลลงตามขมับ อิงเทียนตระหนักได้ว่าตนติดกับดักเข้าให้แล้ว

    "หลินเย่! เจ้า! โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้!"

    เสียงสั่น กังวานไปทั่วป่า ฝูงค้างคาวบินออกจากยอดไม้เป็นกลุ่มดำ

    เขาค่อยๆ ถอยหลังออกไปทีละก้าว เบื้องหน้า ดวงตาสามคู่ค่อยๆ คืบเข้ามาในเงามืด

    หมาป่าเขี้ยวเงินสามตัว ขนสีเทาเข้มกลมกลืนกับความมืด เขี้ยวที่ยาวผิดปกติเป็นประกายเงินจางๆ ยิ้มแยกเขี้ยวออกมา น้ำลายหยดลงจากปาก ย่างกายเข้ามาทีละก้าว กริชลอยอยู่เบื้องหน้าอิงเทียนพร้อมปะทะ

    จากกิ่งไม้ใหญ่ด้านบน หลินเย่นั่งขัดสมาธิจับจ้องทั้งหมด แววตาเย็นนิ่ง ขาวหม่นส่องแสงในความมืดราวกับหมาป่าอีกตัวที่รอจังหวะอยู่ ข้างล่างลนลาน ข้างบนนิ่งสนิท

    "ถอยไปให้ห่างจากข้า!"

    กริชพุ่งจู่โจมหมาป่าทั้งสาม สมาธิของอิงเทียนถูกบังคับให้จดจ่ออยู่กับเบื้องหน้า แม้ได้เปรียบจากระยะอาวุธ กริชก็มีเพียงเล่มเดียว หมาป่าสามตัวเข้าสามทิศ กริชพุ่งไปฆ่าตัวซ้ายก็เปิดช่องให้ตัวขวาเข้าถึงตัว กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

    จังหวะที่กริชพุ่งแทงหมาป่าตัวที่สอง ร่างหนึ่งทิ้งตัวจากกิ่งไม้ ตกลงสู่เบื้องล่างโดยไร้เสียง

    ลมปราณอัดแน่นรอบร่างจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ไอระเหยสีขาวเรืองจางๆ ลอยขึ้นจากผิวหนัง พลังของรวมลมปราณขั้นหกถูกอัดเข้าในหมัดเดียว กล้ามเนื้อทั้งแขนเกร็งจนเส้นเอ็นปูดนูน แรงถ่ายจากสะโพกผ่านกระดูกสันหลังขึ้นมาตามบ่า ส่งออกที่ข้อนิ้ว

    หมัดพยัคฆ์ซ่อนคม อิงเทียนสัมผัสจิตมุ่งร้ายจากมุมขวา หันตามทัน กริชกลับกำลังจู่โจมหมาป่าเบื้องหน้า จะดึงกลับมาป้องกันก็ไม่ทัน จะปล่อยหมาป่าก็ไม่กล้า

    ชั่วอึดใจที่ลังเลนั้น หมัดอัดเข้ากลางอกอย่างจัง

    แรงกระแทกทะลุเนื้อเข้ากระดูก ร่างของอิงเทียนลอยขึ้นจากพื้นชั่วอึดใจ ก่อนจะพุ่งกระเด็นอัดลำต้นไม้ใหญ่ เปลือกไม้ร้าวแตกเป็นใยจากจุดกระทบ เลือดกระอักพุ่งออกจากปาก สาดลงบนหน้าอกตัวเอง

    กริชที่ควบคุมอยู่พลันตกลงกระทบพื้น ดิ่งลงเหมือนนกที่ถูกยิง หลุดการควบคุมทันทีที่สมาธิของเจ้าของแตก

    แม้จะสังหารหมาป่าเขี้ยวเงินไปสองตัว อีกตัวที่บาดเจ็บยังค่อยเดินย่องอยู่รอบๆ เลือดหยดจากแผลที่ข้างลำตัว หลินเย่ยืนตรง สะบัดเลือดออกจากข้อนิ้ว

    รวมลมปราณขั้นหกเต็มกำลังนั้นรุนแรงเกินกว่าที่ร่างของอิงเทียนจะรับไหว แรงหมัดเดียวก็เพียงพอ

    อิงเทียนพอรู้ตัว เอื้อมมือซ้ายจะทำลายกำไลหนีออกจากที่นี่ เป็นแรงเฮือกสุดท้าย

    หลินเย่จับแขนซ้ายนั้นไว้ บีบข้อมือไม่ให้ขยับ นิ้วกดลงบนเส้นเอ็นจนร่างของอิงเทียนแอ่นหลัง เสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แล้วเขาก็ดึงร่างขึ้นจากพื้นจนเท้าลอย

    "หากเจ้าฆ่าข้า..." เสียงแหบเต็มไปด้วยเลือด "เจ้าจะผิดกฎของที่นี่ เจ้ากล้าหรือ!"

    เขาดึงร่างแรงขึ้นอีก ข้อไหล่ของอิงเทียนส่งเสียงกรอบ ร้องออกมาจนเสียงแตก

    "วางใจ ข้าไม่ฆ่าเจ้า" เขาเว้นจังหวะ ให้คำนั้นจมลงไปในหัวของอิงเทียน

    "ทว่าตัวที่อยู่ข้างหลังเจ้า ก็ไม่แน่ว่าจะฆ่าเจ้าหรือไม่"

    สายตาของอิงเทียนกวาดไปข้างหลัง หมาป่าเขี้ยวเงินตัวที่เหลือยืนอยู่ห่างไม่ถึงห้าก้าว เลือดหยดจากปาก ดวงตาสีแดงจ้องมาที่เขา

    เมื่อเห็นดวงตาคู่นั้น ความสิ้นหวังก็ถาโถมเข้ามาทันที กฎห้ามเข่นฆ่าผู้เข้าแข่งขันด้วยกัน ทว่าสัตว์อสูรนั้น...

    เขาดิ้นรนสุดชีวิต เท้าสองข้างเหวี่ยงไปมาสุดแรง ช่องว่างระดับขั้นกลับไม่อนุญาตให้หลุด

    หลินเย่เหยียบลงที่ขาขวา เสียงกระดูกหักดังลั่นในความเงียบของป่า ร่างของอิงเทียนสั่นกระตุกจากปลายเท้าถึงหัว เสียงร้องสนั่นป่า น้ำลายและน้ำตาไหลรินปนเลือด

    "ปล่อย ปล่อยข้า ข้าขอร้อง ปล่อยข้า!"

    เขาหักแขนซ้ายต่อ ข้อศอกหักทำมุมผิดธรรมชาติ เสียงร้องดังขึ้นอีกจนนกบินหนีจากยอดไม้

    แล้วเขาก็โยนร่างนั้นลงไปเบื้องหน้าหมาป่าเขี้ยวเงิน

    ขาขวาหัก แขนซ้ายหัก จะหนีก็ทำไม่ได้ จะทำลายกำไลด้วยมือซ้ายก็ทำไม่ได้ เหลือเพียงมือขวาที่ยังใช้งานได้ กับกริชที่ตกอยู่บนพื้นห่างออกไปหลายก้าว อิงเทียนอ้อนวอนด้วยเสียงที่แตกพร่า

    "ข้าขอร้อง เจ้าอยากได้คะแนนจากข้าไม่ใช่หรือ ทำลายมันแล้วปล่อยข้าออกไป!"

    เขาตะเกียกตะกายดิ้นหนีหมาป่า มือขวาตวัดกริชขึ้นมาด้วยแรงเฮือกสุดท้าย หมาป่าเขี้ยวเงินกระโจนเข้ามา กริชพุ่งทะลุร่างของมันในเสี้ยวอึดใจสุดท้าย

    มือขวาสั่น เขารีบเหลือบมองไปที่ร่างซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเมื่อครู่ ร่างนั้นหายไปแล้ว

    ทันทีที่รู้สึกตัว แขนขวาก็ถูกเหยียบค้างเอาไว้ น้ำหนักของเท้ากดลงบนข้อมือจนกระดูกส่งเสียง เขาหันขึ้นมามองร่างที่บดบังแสงจางๆ เบื้องบน

    แววตาขาวหม่นจ้องลงมา เย็นเข้ากระดูก ไม่มีความโกรธ ไม่มีความสนุก ไม่มีอะไรเลย เหมือนมองก้อนหินที่ขวางทางอยู่

    "กริชเล่มนั้นของเจ้า" เสียงเรียบ ไม่มีการต่อรอง

    "มอบมันให้กับข้า"

    อิงเทียนทำได้เพียงกลืนน้ำลายและเลือดลงสู่ลำคอ

    คล้ายกับเรื่องเพลิงอสูรกลืนสวรรค์ ที่คุณอ่าน