รถม้าของจวนอ๋องหยุดลงที่ด้านหน้า โดยมีร่างสูงของหรานจวิ้นเดินไปมาด้วยความกังวล พอเห็นว่าทุกคนกลับมาเขาก็ยืนมองผู้ที่กำลังถูกประคอง เพียงเท่านั้นก็รีบเดินตรงเข้าไปช้อนร่างเล็กที่ดูอ่อนแรงมาแนบอกทันที
“อ่ะ! ปล่อยนะ” แม้จะเหนื่อยและเริ่มมีไข้แต่ซูเยว่ก็อดมิได้ที่จะท้วงอีกฝ่าย เพราะมิคุ้นชินกับการกระทำนี้เลย
“อย่าดื้อ เดินจะมิไหวยังจะมาอวดเก่ง” เขาตำหนิเล็กน้อยก่อนจะพานางเดินเข้าจวนไป โดยมีผู้ติดตามประกบมิห่าง เพราะมิอาจไว้ใจคนจวนนี้ได้ จนมาถึงเตียงกว้างร่างเล็กก็ถูกวางลงอย่างแ่เบา
“ออกไปเสีย อย่ามาทำดีเช่นนี้ข้ามิชิน” เสียงสั่นดังขึ้นด้วยพิษไข้ เป็เพราะซูเยว่ใช้ปากดูดพิษออก จึงมีบางส่วนที่มันซึมเข้าร่างกาย
“หึ! จะตายยังมาอวดเก่งใส่ข้าอีกหรือ” หรานจวิ้นเอ่ยเสียงเยาะ เขาเองก็มิได้ห่วงใยนางมากมายเพียงนั้นหรอก แต่หากสิ้นใจขึ้นมาคงต้องตอบคำถามมากมายเป็แน่
“ยาเพคะ” หลินหยาเดินเข้ามาพร้อมกับประคองผู้เป็นายขึ้นพิงหัวเตียง ก่อนจะป้อนยาที่ซูเยว่สั่งให้ต้มในตอนที่นั่งรถม้ากลับมา โดยบอกวิธีและชนิดยาที่นางใช้รักษาบุรุษแปลกหน้านั่นแหละ
“เ้าถูกพิษงั้นหรือ” อ๋องหนุ่มถามขึ้นทันที แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากอีกฝ่าย เพราะดื่มยาเสร็จนางก็นอนหันหลังให้ทันที ทำให้หรานจวิ้นจำต้องเดินออกไปโดยมิเอ่ยสิ่งใด
“ใครกันที่ทำเื่เช่นนี้ นางมิเคยออกจากจวนจะมีศัตรูได้อย่างไร ลี่หยางเื่ที่ข้าให้สืบเป็เช่นไรบ้าง”
“เอ่อ ท่านอ๋องอยากฟังจริงหรือพะย่ะค่ะ”
“หมายความว่าอย่างไร เอ่ยมาเดี๋ยวนี้” หรานจวิ้นถามเสียงดังทันที เพราะเขาเกรงว่ามันจะเป็อย่างที่คิด
เมื่อได้ฟังเื่ราวเกี่ยวกับสาเหตุตกน้ำของชายา เขาก็แทบมิเชื่อว่าเป็ฝีมือของมินจูอย่างที่คนสนิทเอ่ย เพราะนางอ่อนหวานและน่ารักขี้อ้อน ไยถึงได้ใจร้ายหมายเอาชีวิตคนได้ เพียงเพื่อตำแหน่งพระชายางั้นหรือ
แต่อย่างไรล่ะในเมื่อเขาเองก็เคยอยากให้ซูเยว่ตาย เพื่อจะได้รับอีกคนเข้ามา นี่อาจเป็สาเหตุที่นางรอมิได้จนลงมือเอง “หากเป็เช่นนี้ข้าควรทำเช่นไร” เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ
ณ จวนอ๋องไป่จวิน ยามนี้เขากำลังฟังรายงานจากสายที่แฝงตัวอยู่ เพราะอยากรู้ว่าชายาอ๋องผู้น้องนั้นเป็เช่นไร หลังจากออกมาจากถ้ำแล้ว
“หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่านางป่วย”
“เื่นี้คนของเรามิอาจรู้ได้พะย่ะค่ะ ได้ยินนางกำนัลที่มาต้มยาเอ่ยเพียงว่าต้องรีบเอาไปให้ดื่ม มิเช่นนั้นจะอาการหนักกว่านี้ เพราะพระชายาจับไข้แล้ว”
“เป็เพราะนางช่วยข้าอย่างนั้นหรือ” เขาเอ่ยเสียงเบา เพราะเื่นี้มีแค่สองคนเท่านั้นที่รู้ว่านางทำเช่นไรจึงสามารถรักษาเขาให้ดีขึ้น ทำเอาอ๋องไป่จวินอดเป็ห่วงอีกฝ่ายอย่างเสียมิได้ ทั้งที่มันมิควรจะเป็เช่นนี้เลยสักนิด
“ท่านอ๋องคิดสิ่งใดอยู่หรือพะย่ะค่ะ” เผิงหยวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะผู้เป็นายมิเคยนั่งนิ่งเช่นนี้มาก่อนแต่กลับมิมีคำตอบจากปากไป่จวินออกมาให้ได้ยินแม้แต่น้อย ทั้งยังเดินเข้าห้องไปจนคนสนิทถึงกับเป็งง
ดึกดื่นคืนวันเดียวกันซูเยว่นอนกระสับกระส่ายด้วยพิษไข้ แม้จะดื่มยาไปแล้วก็เถอะ แต่เพราะนางเองเหนื่อยล้าเป็ทุนเดิมด้วยจึงทำให้อ่อนแอมาก คนสนิททั้งสองก็หลับเพราะเหนื่อยล้าเช่นกัน
“หนาว ทำไมหนาวแบบนี้” เสียงสั่นเครือเปล่งออกมาเพราะรู้สึกเช่นนั้น แต่จู่ๆ ก็มีััอบอุ่นกอดรัดเอาไว้ ร่างเล็กจึงมุดเข้าหาอกแกร่งในทันที เพียงเท่านั้นเ้าของร่างสูงก็ยิ้มออกมาพร้อมกับกระชับแขนให้แน่นขึ้น
สายของวันเปลือกตาสวยก็เปิดขึ้น มันกะพริบถี่เพื่อให้แน่ใจว่าตอนนี้ตนอยู่ในห้องนอนที่เคยหลับอยู่ทุกวัน เพราะไม่แน่ใจว่ากลับมาที่จวนหรือยัง ก่อนนี้มันดูเหมือนเป็ภาพเลือนลางจนแทบจำไม่ได้ ทุกอย่างมันเหมือนฝันรวมถึงร่างสูงของใครบางคนที่จากไปก่อนรุ่งสาง
“ฝันงั้นเหรอ คงใช่แหละเขาจะมาอยู่ในห้องเราได้ยังไง”
เสียงบ่นพึมพำเบาๆ ก่อนจะมองไปที่ประตู มันถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของนางกำนัลคนสนิท
“ตื่นแล้วหรือเพคะ รู้สึกเป็เช่นไรบ้าง”
“อืม เมื่อวานมีใคราเ็หรือไม่” ซูเยว่เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง เกรงว่าจะมีคนเจ็บตัวหรือล้มตายเพราะตน
“ไม่เพคะ คนของท่านอ๋องมาช่วยก่อน แต่พวกเราตามหาพระชายามิพบ จึงทำให้ล่าช้าในยามนั้น หากมิมีคนผ่านมาบอกว่าเห็นพระองค์อยู่ในถ้ำก็คงมิรู้ว่าทรงซ่อนตัวอยู่ในถ้ำนั้น โชคดีเหลือเกินเพคะ”
“โชคดีงั้นหรือ คงมิใช่หรอกต้องเป็ผู้ชายคนนั้นแน่ที่ออกไปตามคนของเรา ก็ยังดีนะที่สำนึกบุญคุณกันอยู่”
“ใครหรือเพคะ” เสี่ยวชิงถามเมื่อได้ยินคำของผู้เป็นายเอ่ยพึมพำ ซึ่งพูดถึงใครบางคนราวกับว่ามิได้อยู่ผู้เดียว
“เปล่าหรอก ข้าคงฝันไปในยามนั้นเลยเอ่ยไปเรื่อย”เสียงหวานเอ่ยก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง ซึ่งดูเหมือนมันจะมีรอยปีนเข้ามาและออกไป
“ไม่ได้ฝันหรอกเหรอ แล้วใครกันคนเมื่อคืน” เสียงพึมพำดังขึ้นอีกครั้ง ในใจก็อดคิดมิได้ว่าอาจจะเป็คนที่อุ้มนางเข้าจวนมา แต่การกระทำเขามันก็ค้านหากอีกฝ่ายจะทำเช่นนั้น เขาจะใจดีเข้ามามอบความอบอุ่นให้จริงหรือ
“พอๆ เลิกคิด” นางบอกกับตนเองก่อนจะเดินเข้าไปล้างหน้าแต่งกายใหม่ เพื่อออกไปดูสมุนไพรซึ่งน่าจะได้ที่แล้วหลังจากที่ตากไปเมื่อหลายวันก่อนนี้ ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องด้วยอาภรณ์สีสดใส ก่อนจะเผชิญหน้ากับคุณหนูมินจู ซึ่งวันนี้นางคำนับพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ต่างจากทุกที
“ได้ยินว่าเกิดเื่กับพระชายาเมื่อวาน เป็อันใดหรือไม่เพคะ ทรงปลอดภัยดีใช่หรือไม่”
เสียงหวานปนไปด้วยถ้อยคำห่วงใย มันทำเอาซูเยว่รู้สึกเลี่ยนขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“เล่นบทนางเอกสินะ แล้วฉันต้องเป็นางร้ายหรืออะไรดี เห้อ! ชักเหนื่อยกับนิยายเื่นี้แล้วสิ” นางคิดในใจก่อนจะส่งยิ้มให้อีกฝ่ายเช่นกัน
“ข้ามิเป็ไร ขอบใจที่เป็ห่วง” ซูเยว่เอ่ยเสียงหวานตอบกลับ ก่อนจะเดินไปนั่งยังศาลากลางสวน เพราะมิอยากให้มินจูตามไปยังเรือนหลังที่มีสมุนไพรมากมาย
“ดีเหลือเกินเพคะ ท่านอ๋องตรัสกับหม่อมฉันเมื่อคืน เอ่ยว่ามีคนปองร้ายหมายจะเอาชีวิตพระองค์ ผู้ใดกันทำเื่เช่นนี้ได้ พระองค์เป็สตรีแท้ๆ”
มินจูเอ่ยราวกับตนรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ แต่ใบหน้านี้กลับแฝงไปด้วยยิ้มร้ายที่มันผุดขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไป
“ก็คงต้องดูว่าใครจะได้ประโยชน์จากการตายของข้า ถึงจะเดาได้ว่าผู้ใดที่อยากสังหารข้านัก”
ซูเยว่เอ่ยขึ้นพร้อมกับมองสาวงามที่เอาแต่ยืนฉีกยิ้มใส่ ราวกับตนกำลังเอ่ยชมเสียอย่างนั้น ั์ตานั้นฉายแววขุ่นเคืองมิน้อย แต่ก็มิอาจเอ่ยสิ่งใดออกมาได้ เพราะยามนี้นางมิได้อยู่ในฐานะจะโต้เถียงสตรีที่สูงศักดิ์กว่า
“เ้ามาแต่เช้าเชียวมีเื่ด่วนหรือมินจู” หรานจวิ้นเอ่ยถามซึ่งคำพูดนั้นมันดูห่างเหินอย่างไรพิกล จนแม้แต่ซูเยว่เองก็แปลกใจมิน้อยเช่นกัน
“หม่อมฉันมาเยี่ยมพระชายาเพคะ เมื่อคืนท่านอ๋องบอกเองว่าพระชายาถูกลอบสังหาร เลยเกรงว่าพระองค์จะทรงขวัญเสีย จึงคิดที่จะมาถามไถ่เท่านั้น” มินจูเอ่ยขึ้นเพื่อตอกย้ำให้ซูเยว่รู้ว่าเมื่อคืนนั้นตนและหรานจวิ้นอยู่ที่ใด ทำเอาอ๋องหนุ่มถึงกับนิ่งไป เพราะมิอาจปฎิเสธได้ว่าเขาอยู่กับนางจริงแม้จะไม่นานก็เถอะ
“หึ! แย่ที่ข้ายังสบายดี มิเช่นนั้นเ้ากับท่านอ๋องคงได้ครองรักกันได้อย่างเปิดเผย มิต้องหลบซ่อนเช่นคนลักกินขโมยกินเช่นนี้ว่าหรือไม่”
น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้น จนคนที่ทำเื่นี้ถึงกับนิ่งงัน ตลอดเวลาทั้งคู่ทำเื่ที่ผิดต่อซูเยว่นับครั้งไม่ถ้วน คิดว่านางจะมิรู้สิ่งใดเลย แต่พอซูเยว่ได้เอ่ยถ้อยคำออกมามันกลับเชือดเฉือนมากเหลือเกิน
“พระชายาไยถึงเอ่ยเช่นนั้นเพคะ หม่อมฉันและท่านอ๋องมิได้ทำเื่ใดกันเลยนะเพคะ ไยถึงเอ่ยใส่ร้ายกันถึงเพียงนี้ หม่อมฉันเสียหายนะเพคะ”
มินจูเอ่ยตัดพ้อราวกับตนมิได้ทำเื่อย่างที่เอ่ยจริงๆ
“หึ! อ๋องหรานจวิ้น นี่หรือสตรีที่ท่านจะเอามาแทนที่ข้า หาดีกว่านี้มิได้แล้วหรือถึงได้คว้าคนเช่นนี้มา” เสียงเหยียดหยันดังขึ้นอีกคราก่อนที่จะเดินผ่านหน้าอ๋องหนุ่มไป โดยมิฟังเสียงท้วงจากมินจูซึ่งนางเพียงแค่ทำทีเป็ตัดพ้อไปเช่นนั้นเอง แต่กลับยิ้มเยาะอีกฝ่ายอยู่
“เ้ากลับไปก่อนเถอะ ยามนี้มิเหมาะที่จะมาที่นี่นัก” ใบหน้างามหันกลับมาในทันทีเมื่อได้ฟังคำของชายอันเป็ที่รัก เพราะเขามิเคยเอ่ยปากไล่นางเช่นนี้เลย
“ไยถึงเอ่ยไล่หม่อมฉันเช่นนี้เพคะ” ถามออกไปด้วยใบหน้าเศร้า นางมิอยากเชื่อว่าจะได้เห็นสายตาเมินเฉยที่มองมาราวกับคนแปลกหน้าเช่นนี้
“หากอยู่เฉยๆ รอเวลา ฐานะพระชายาย่อมเป็ของเ้าแน่ แต่ไยเ้าถึงได้ร้ายกาจเพียงนี้มินจู อย่ามาที่นี่อีก”
หรานจวิ้นเอ่ยเพียงเท่านั้นก็เดินผละออกไป ทิ้งให้คนสนิทจัดการพาสตรีใจร้ายผู้นี้ออกจากจวน ด้วยความสงสัยที่ยังคงมีอยู่ เพราะอ๋องหนุ่มมิได้เอ่ยสิ่งใดให้กระจ่าง จึงกลายเป็หน้าที่ของลี่หยางซึ่งรู้เหตุผลดี
เมื่อรู้ถึงที่มาร่างเล็กของมินจูก็ถึงกับทรุดลง ในใจก็เคืองแค้นอยู่มิหายเพราะมิคิดว่าหรานจวิ้นจะตัดสัมพันธ์ไปง่ายเช่นนี้ เพียงเพราะตนตั้งใจจะสังหารซูเยว่
“ท่านเองก็อยากให้นางตายมิใช่หรือ ไยถึงทอดทิ้งข้าเพราะเื่นี้ หรือใจท่านเปลี่ยนไปแล้วหรานจวิ้น” เสียงตัดพ้อเปล่งออกมาแ่เบา พร้อมกับหยดน้ำใสไหลหล่น ก่อนจะถูกพาตัวออกไปส่งยังจวนเสนาขวา จากนั้นมินจูก็มิมาปรากฏที่จวนอ๋องอีกเลย จนเวลาล่วงเลยไปสิบวันแล้ว
# ขอโทษที่ลงข้านะคะ ไรท์มัวแต่ทำ e-book