แสงอรุณรุ่งสาดส่องเข้ามายังหน้าต่างปะทะกับใบหน้าเรียวมนของสาวสวยผมยาวเป็ลอนผิวของเธอนั้นช่างขาวละมุนและเด่นชัดขึ้นเมื่อปะทะกับแสงแดดยามเช้า
“ฮ้าว~ เช้าแล้วหรอเนี่ย”
“ยังนอนไม่เต็มอิ่มเลย”
สิ้นสุดคำรำพึงรำพันของสาวสวยผู้นั้นเธอก็รีบลุกขึ้นไปแต่งตัวก่อนจะออกจากบ้านไปทำงานอย่างสบายๆ
“สวัสดีจ้าฟรานวันนี้ก็มาทำงานแต่เช้าเหมือนเดิมเลยนะ”
“สงสัยต้องบอกให้เถ้าแก่ขึ้นเงินเดือนแล้วล่ะมั้งเนี่ย”
เสียงอันสดใสของสาววัยทำงานดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนน่าหลงใหลเอมม่ากำลังยิ้มให้กับเด็กหนุ่มบาริสต้านามว่าฟราน เขาเป็เพื่อนสนิทของน้องชายเธอและเธอมักจะมาซื้อกาแฟที่ร้านของเขาเป็ประจำในยามเช้า และเมื่อเธอได้ทักทายหยอกล้อกับเขาเสร็จแล้วเธอจึงสั่งกาแฟแก้วโปรดของเธอและพลางคิดไปว่า
“ฟรานเธอช่างไร้เดียงสาและน่ารักน่าชังจังเลย”
“ถ้าฉันอายุเท่าเธอก็คงดีสินะจะได้อ่อยเธอได้ง่ายๆหน่อย”
“อยากเล่นสนุกกับหัวใจเธอจังเลยน้า~”
“เฮ้อ ไม่อยากแก่ขึ้นเลยกาลเวลานี่มันช่างโหดร้ายจริงๆ”
เอมม่านั่งคิดเรื่อยเปื่อยพร้อมกับยิ้มที่มุมปากไปพลางๆก่อนที่กาแฟแก้วโปรดจะมา เสริฟด้านหน้าของเธอ
“ได้แล้วครับ อเมริกาโน่เพิ่มวิปครีมไซส์ L”
“ขอบคุณมากจ่ะฟราน ฉันไปก่อนนะจ้ะ”
เอมม่ายิ้มให้แล้วจ่ายเงินก่อนเดินออกจากร้านพร้อมกับมุ่งตรงไปยังที่ทำงานของเธอ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บนถนนที่ถูกปูด้วยอิฐอย่างเป็ระเบียบข้างทางมีร้านค้ามากมายหลายสิบร้านและเหล่าผู้คนกำลังเลือกสรรสินค้าต่างๆ บางมุมของตรอกซอกซอยก็มีหญิงสาวใส่ชุดที่ดูหวือหวากำลังเต้นเพื่อเรี่ยไรเงินจากเหล่าผู้ชมบางมุมก็มีชายหนุ่มนักดนตรีพเนจรกำลังดีดพิณของเขาอยู่อย่างสบายอารมณ์ซึ่งไม่ต่างอะไรกับสาวเอลฟ์ผิวขาวซีดทรงผมทวินเทลสีบลอนด์ที่กำลังเดินครุ่นคิดถึงเื่บัคที่เกิดกับช่างตีเหล็กประจำเมืองที่เธอพึ่งแจ้งทีมงานไปเมื่อสักครู่และในขณะเดียวกันเธอคนนั้นกำลังมุ่งตรงไปยังตรอกเล็กๆที่ดูมืดและเปลี่ยวซึ่งเป็ตรอกที่เด็กสาวไม่ควรเข้าไปอย่างยิ่ง
“ขอโทษนะคะพี่ชาย รังโจรอยู่ตรงไหนหรอคะ”
หญิงสาวชาวเอลฟ์ผู้นั้นได้ถามตรงๆอย่างใสซื่อกับชายหนุ่มผู้มีร่างกายกำยำใหญ่โตและมีรอยบากที่หน้าที่กำลังยืนอยู่ในมุมมืดคนเดียว
“โอ้ ท่านนักผจญภัย ท่านอยากมาเข้าร่วมกับกองโจรของเรางั้นหรือ?”
“ใช่เลยค่า~ คุณโจร”
“ชู่ว! อย่าเอ็ดไปแล้วจงตามข้ามา”
ชายหนุ่มผู้นั้นเดินจ้ำอ้าวเข้าไปยังตรอกที่มืดและเปลี่ยวนั้นพร้อมกับหญิงสาวชาวเอลฟ์ที่เดินตามอย่างเงียบๆ และเมื่อถึงสุดทางของตรอกตรงนั้นมีกองขยะมากมายส่งกลิ่นเหม็นเน่าหืนชวนอาเจียนเหล่าหนูและแมลงสาบเดินขุดคุ้ยเศษอาหารกันให้กวั่กมีซากหมาและแมวตายนอนจมอยู่ในถังขยะนั้นเด็กสาวชาวเอลฟ์ได้แสดงท่าทางรังเกียจและก่อนที่เธอจะพูดอะไรออกมาชายหนุ่มผู้มีรอยบากที่หน้านั้นก็เอ่ยกับเธอว่า
“มุดกองขยะเข้าไปแล้วเธอจะเจอรูเล็กๆตรงกำแพงหากลอดรูนั้นเข้าไปเรื่อยๆก็จะเจอกับหลุมลับตรงพื้นและถ้าเธอลงไปในหลุมนั้นจะเจอรังโจรที่เธอตามหาอยู่”
เมื่อชายหนุ่มพูดจบก็เดินออกไปจากบริเวณนั้นและไปยืนอยู่ตรงหน้าตรอกที่จุดเดิมเสมือนประหนึ่งกำลังรอนักผจญภัยท่านอื่นมาถามไถ่ทางไปรังโจรอยู่ตลอดเวลา
“อี๋ นี่ฉันต้องมุดเข้ากองขยะโสโครกนี่เหรอเนี่ย”
“น่าขยะแขยงชะมัด”
เอมม่าแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาอย่างเห็นได้ชัดก่อนที่เธอจะกลั้นใจมุดเข้าไปในกองขยะโสโครกนั้นเมื่อเธอมุดไปก็เจอรูเล็กๆตรงกำแพงอย่างที่ชายหนุ่มนั้นบอกจริงๆ เธอจึงทำตามที่ชายหนุ่มบอกอย่างเคร่งครัดจนสามารถเข้าสู่รังโจรได้สำเร็จ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บรรยากาศอันมืดสงัดมีเพียงแสงจากคบเพลิงเล็กๆอยู่เพียงไม่กี่อันกลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เหล่าหนูและแมลงสาบเดินยั่วเยี้ยกันไปทั่วในที่แห่งนั้นมีชายฉกรรจ์หน้าตาน่ากลัวอยู่เต็มไปหมดและก่อนที่เอมม่าจะเดินฝ่าผู้ชายเ่าั้เข้าไป ก็ได้มีหญิงสาวสวยผิวขาวมีผมสั้นและมีหน้าอกหน้าใจที่ดึงดูดเหล่าชายชาตรีเสียเหลือเกินเดินออกมาจากมุมมืดด้านในสุดของรังลับนั้น
“สวัสดีเ้านักผจญภัยเ้ามาที่นี่ทำไม? ้าอะไรกันแน่?”
“พอดีฉันอยากสมัครเข้ากองโจรค่า~”
เสียงเล็กแหลมชวนแสบแก้วหูของเด็กสาวชาวเอลฟ์พูดขึ้นอย่างร่าเริงทั้งๆที่ก่อนหน้าที่เธอแสดงสีหน้าไม่สู้ดีที่จะต้องมุดเข้ามายังสถานที่สกปรกเช่นนี้
“เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของเ้าว่าเ้ามีคุณสมบัติเพียบพร้อมกับกองโจรของเราหรือไม่”
“ข้าอยากให้เ้าไปเอาสมบัติลับของราชวงศ์ที่สุสานลับอัลคาเดียภายในวิหารอัลคาเดียแห่งทิศตะวันออก”
“และที่สำคัญอย่าให้ถูกเหล่าิญญาร้ายจับได้ล่ะ”
สิ้นสุดคำสั่งตามสคริปต์ของหญิงสาวผมสั้นผู้นั้นเอมม่าจึงได้รีบเดินออกไปจากพื้นที่สกปรกเช่นนี้อย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ ออกมาได้ซะที สกปรกชะมัด”
“นี่เราต้องมาสถานที่พรรค์นี้บ่อยๆงั้นหรอเนี้ย?”
เอมม่าพูดอย่างปลงๆก่อนที่เธอจะเดินทางไปยังวิหารอัลคาเดียทางทิศตะวันออก
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภายในวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้ถูกตกแต่งอย่างหรูหราและดูเสมือนพระราชวังของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พื้นนั้นทำด้วยหินอ่อนราคาแพงและปูทับด้วยพรมสีแดงสดประดับด้วยดิ้นสีทองที่มีลวดลายบนพรมที่ดูแปลกประหลาดบริเวณกำแพงนั้นมีเสาค้ำยันวิหารเต็มไปหมดซึ่งเสาแต่ละต้นถูกสร้างมาอย่างประณีตและสลักอักษรโบราณซึ่งไม่มีผู้ใดอ่านออกไว้เต็มไปหมดในส่วนผนังของวิหารก็มีภาพอันวิจิตรตระการตาอยู่หลากหลายเมื่อได้มองภาพนั้นไปเรื่อยๆจะทำให้ทราบถึงตำนานและความเป็มาของศาสนาในโลกใบนี้
“ว้าว~ ที่นี่ดูหรูหราผิดกับรังโจรลิบลับเลยแหะ”
เสียงอันเล็กแหลมของสาวเอลฟ์ได้เอ่ยชมวิหารแห่งนี้ก่อนที่เธอจะเดินมายังสุดทางของวิหารและได้เจอกับโลงศพโบราณที่ถูกประดับตกแต่งอย่างหรูหราซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดของวิหารเธอนั้นได้ค่อยๆบรรจงเปิดโลงศพอย่างระมัดระวังว่าจะมีกับดักหรือไม่ และได้พบกับว่าภายในโลงศพนั้นว่างเปล่าและมีทางลับอยู่ใต้โลงศพซึ่งมันเชื่อมต่อกับชั้นใต้ดินของวิหารแห่งนี้เมื่อเธอได้ลงไปในทางลับนั้นบรรยากาศรอบๆตัวเธอก็ค่อยๆพลันเปลี่ยนไปอากาศภายในมีกลิ่นอับชื้นและถูกปกคลุมไปด้วยความมืดอันความเงียบงันมีเพียงแสงไฟสลัวๆจากคบเพลิงที่เอมม่าถือไว้ในมือเพียงเท่านั้น เธอได้เดินเข้าไปเรื่อยๆจนเจอเข้ากับโลงศพต่างๆโดยแต่ละโลงได้ถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยแต่มีเพียงโลงหนึ่งเท่านั้นที่ถูกวางตั้งตระง่านอยู่ตรงใจกลางสุสานลับใต้ดินแห่งนี้บรรยากาศรอบๆโลงนั้นวังเวงและหดหู่ ซึ่งรอบๆมันมีหมอกทมิฬปกคลุมอยู่ บนโลงศพที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกทมิฬได้ถูกประดับตกแต่งด้วยมรกตและทับทิมตัวโลงศพถูกทำขึ้นด้วยทองคำบริสุทธิ์และถูกสลักด้วยภาพวิจิตรตระการตาซึ่งเอ่ยถึงวีรกรรมของผู้ที่หลับไหลอยู่ภายในโลงศพแห่งนี้
“นี่น่าจะเป็โลงศพของกษัตริย์แห่งอัลคาเดียแน่นอน”
“ดูจากสภาพโลงศพแล้วช่างอลังการกว่าโลงอื่นๆอีกแหะ”
เอมม่าบ่นพึมพำคนเดียวก่อนที่จะได้ยินเสียงหญิงสาวกรีดร้องชวนน่าขนลุกดังขึ้นรอบๆบริเวณและเหล่าศพทาสผู้รับใช้กษัตริย์แห่งอัลคาเดียที่ถูกสังหารเพื่อให้ไปรับใช้กษัตริย์ในโลกหลังความตายก็ได้พยายามตะเกียกตะกายออกจากโลงศพของตนและพุ่งจิตสังหารมาที่เอมม่าราวกับว่ามันพร้อมจะกลืนกินชีวิตของเด็กสาวชาวเอลฟ์ผู้นี้ได้ตลอดเวลา
“ซอมบี้งั้นอย่างงั้นหรอ มอนส์เตอร์พื้นฐานของทุกเกมเลยสินะ”
“ส่วนเสียงผู้หญิงก็คงเป็พวกแวมไพร์หรือไม่ก็แบนชีล่ะมั้ง”
เด็กสาวชาวเอลฟ์ยังไม่ทันจะพูดกับตัวเองจบดีเหล่าซอมบี้ข้าทาสของกษัตริย์ก็กระโจนเข้ามากัดยังบริเวณไหล่ของเธอแต่พวกมันก็ทำท่าทางงุนงงเพราะคิดว่าตนได้กัดเธอสำเร็จแล้วแต่พอมองอีกทีกลับได้เห็นเธอยืนกอดอกหัวเราะชอบใจอยู่อีกมุมของสถานที่แห่งนั้น
[Evade ทำงาน]
เสียงประหลาดดังกึกก้องอยู่ในหัวของหญิงสาวก่อนที่เธอจะหลบการโจมตีของซอมบี้นั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบและเมื่อซอมบี้ได้เห็นเช่นนั้นมันจึงรุมกระโจนเข้าใส่เธอทั้งฝูงเพื่อหวังจะปลิดชีพเธอ
“Fade”
เอมม่าเห็นว่าท่าจะไม่ดีเธอจึงได้ใช้ทักษะของตน ส่งผลให้ร่างกายของเธอค่อยๆจางหายไปแต่หากมองดีๆแล้วนั้นจะเห็นได้ว่าร่างกายของเธอไม่ได้หายไปแค่เพียงโปร่งใสจนมองลำบากขึ้นเท่านั้นและในจังหวะที่ซอมบี้เ่าั้กำลังมองหาเอมม่าเธอจึงค่อยๆย่องไปยังหลุมศพพร้อมกับพยายามดันฝาโลงออก เธอได้ใช้แรงสุดกำลังเพื่อที่จะดันฝาโลงนั้นและในขณะที่เธอพยายามเปิดศพโลงอย่างขะมักเขม้น เธอก็ไม่รู้ตัวว่าผลของทักษะที่เธอใช้ได้หมดไปแล้วและซอมบี้ได้กลับมาเห็นเธอพร้อมกับกระโจนเข้าทำร้ายเธอจากทางด้านหลัง
“Holy Light”
มีเสียงบริกรรมคาถาดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของซอมบี้อีกทีหนึ่งทันใดนั้นได้ก่อให้เกิดแสงสว่างอันอบอุ่นสาดส่องไปทั่วบริเวณที่เอมม่ายืนอยู่และทำให้เหล่าซอมบี้เ็ปทุรนทุรายเป็อย่างมากพวกมันล้มลงและกลิ้งไปมากับพื้นก่อนที่ร่างกายของมันจะจางหายไปเหลือทิ้งไว้แต่เพียงเศษเสื้อผ้าเก่าๆที่มันสวมใส่อยู่เอมม่าได้หันไปมองผู้บริกรรมคาถาเพื่อช่วยเธอจากสถานการณ์นี้และได้พบกับชายหนุ่มหุ่นสมส่วนผิวขาวไว้ผมทรงทูบล็อกสีเทา และมีั์ตาสีเทาเข้มเขาได้ใส่ชุดคลุมของนักบวชประจำประเทศอัลคาเดียและค่อยๆเดินตรงเข้ามายังเอมม่า
“เป็อะไรไหมครับ”
น้ำเสียงอันอ่อนโยนและสุขุมนุ่มลึกที่ฟังแล้วชวนบาดใจของชายหนุ่มได้เอ่ยถามเอมม่าด้วยความเป็ห่วง
“ขอบคุณค่ะ ถ้าไม่ได้นายช่วยไว้ฉันคงแย่ไปแล้ว”
“ฮ่าๆ สบายมากครับผมก็เก่งแค่กับพวกผีร้ายและปี....”
ชายหนุ่มยังไม่ทันจะพูดจบประโยคก็ได้ยินเสียงหญิงสาวกรีดร้องดังสนั่นไปทั่วบริเวณก่อนที่จะปรากฏร่างของเธอเป็หญิงสาวผมยาวสลวยที่มีผิวสีช้ำเืช้ำหนองหน้าตาของเธอนั้นมีาแราวกับถูกใบมีดกรีดไปทั่วอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า เล็บสีดำของเธอนั้นยาวและแหลมคมกริบประหนึ่งใบมีดที่ถูกลับคมมาอย่างดีเธอสวมใส่ชุดเ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์มีผ้าคลุมหัวเ้าสาวราวกับว่าเธอกำลังจะเข้าวิวาห์ในเร็วๆนี้ก็ไม่ปานเธอได้ลอยพุ่งตรงมายังชายหนุ่มนักบวชอย่างรวดเร็วและกางกรงเล็บอันแหลมคมออกเตรียมพร้อมกับจะฉีกร่างกายของเขาให้ขาดสะบั้นลง
“ระวัง”
เสียงของเด็กสาวชาวเอลฟ์ร้องเตือนชายหนุ่มนักบวชผู้นั้นก่อนที่เธอจะคว้าขวานอันใหญ่ั์ที่พาดอยู่ด้านหลังของเธอมาโดยตลอดเข้าไปรับการโจมตีของผีสาวในชุดวิวาห์อย่างทันท่วงที
“หวา เกือบไปแล้วนะครับ ดีนะที่คุณช่วยผมไว้”
“งั้นก็หายกันกับเมื่อกี้นะคะ”
เอมม่าได้พูดหยอกล้อกับชายหนุ่มและในระหว่างนั้นเธอก็ได้ยกขวานขึ้นเหวี่ยงไปรอบๆทำเอาผีสาวในชุดวิวาห์ต้องลอยหนีจากระยะของขวานเธอ
“Holy Blessing”
ชายหนุ่มนักบวชบริกรรมคาถาพร้อมกับเล็งเป้าไปยังเอมม่าส่งผลให้ร่างกายของเอมม่านั้นมีประกายแสงอันแวววาวสว่างขึ้นชั่วขณะก่อนที่จะดับลงและศักยภาพของเอมม่าก็สูงขึ้นจนน่าประหลาดใจ ร่างกายของเธอเบาหวิวและว่องไวมากขึ้นในส่วนพละกำลังของเธอนั้นแข็งแกร่งขึ้นเป็อย่างมากราวฝึกฝนมาแรมปีและเมื่อเธอได้รับคาถาคำอวยพรอันศักดิ์สิทธิ์จากนักบวชหนุ่มผู้นั้นเธอจึงสามารถพุ่งไปโจมตีผีสาวอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าแต่ก่อนทำให้ผีสาวทำได้แต่หลบการโจมตีต่อเนื่องของเอมม่าอย่างยากลำบาก และเมื่อผีสาวได้เห็นเช่นนั้นมันจึงส่งเสียงกรีดร้องไปทั่วบริเวณทำให้ร่างกายของเอมม่ารู้สึกชาขึ้นมาอย่างผิดปกติจนขยับแทบจะไม่ได้
“Cure”
เมื่อผีสาวได้กรีดร้องจนทำให้ร่างกายเอมม่าเกิดอาการเหน็บชาชายหนุ่มนักบวชก็ได้บริกรรมคาถาอีกระรอกหนึ่งใส่เอมม่าอย่างทันท่วงทีทำให้อาการชาที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเอมม่านั้นก็ได้พลันหายไปในพริบตา แต่การนั้นก็ยิ่งทำให้ความกราดเกรี้ยวของผีสาวทวีคูณมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเมื่อเอมม่าหายจากอาการเหน็บชาเธอจึงกระโจนเข้าใส่ผีสาวอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆทั้งสิ้นและเมื่อผีสาวเห็นว่าตนไม่อาจทำอะไรเอมม่าได้มันจึงได้เปลี่ยนเป้าหมายพุ่งไปโจมตีนักบวชหนุ่มผู้นั้นแทนเมื่อมันเกือบจะถึงตัวนักบวชมันก็ได้ง้างกรงเล็บอันแหลมคมเตรียมเข้าสะบั้นร่างกายของนักบวชหนุ่มให้ขาดเป็ชิ้นๆ
“Fly”
สิ้นสุดการบริกรรมคาถาของนักบวชหนุ่มปีกสีขาวบริสุทธิ์อันใหญ่โตก็งอกออกมาจากด้านหลังของเขาและตัวเขาก็ได้ลอยขึ้นไปบนอากาศอย่างรวดเร็วทำให้หลบการโจมตีของผีสาวนั้นได้อย่างหวุดหวิดเอมม่าไม่รอช้าเห็นผีสาวโจมตีพลาดจึงพุ่งเข้าใส่ผีสาวนั้นและยกขวานอันใหญ่ั์ฟาดไปที่ผีสาวอย่างรุนแรงและทำให้ร่างกายของมันค่อยๆเย็นขึ้นและกลายเป็น้ำแข็งก่อนจะแตกกระจายเป็ชิ้นๆและค่อยๆจางหายไป
“ระดับแค่นี้ก็หาอาวุธธาตุมาใส่ได้แล้วหรอครับเก่งจังเลยน้า”
นักบวชหนุ่มพูดแซวเอมม่าพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเธอ
“แน่นอนถ้าฉันไม่เก่งฉันไม่ฆ่ามันได้สบายๆอย่างนี้หรอก หึหึ”
เอมม่ากระหยิ่มยิ้มย่องและแสดงท่าทางอวดเก่งทำเอานักบวชหนุ่มนั้นหลุดขำออกมา
“คุณนี่ตลกจังเลยนะ ผมชื่อไมอาคุณล่ะครับชื่ออะไร?”
“เอมม่าค่ะพี่ชาย”
เอมม่าพยายามแอ๊บเสียงเด็กอย่างสุดฤทธิ์เพื่อให้เข้ากับคาแรคเตอร์ของตัวละครที่เธอสร้างมาให้เป็วัยเด็ก
“ว่าแต่ไมอาเล่นเผ่าเทวทูตอย่างงั้นหรอ หายากนะคะเนี่ย”
“ใช่ครับ เผ่านี้มันค่อนข้างเล่นยากและเงื่อนไขเยอะคนจึงมักไม่ค่อยนิยมพอๆกับเผ่าปีศาจแต่ผมว่ามันเท่สุดๆไปเลยนะ”
“ยิ่งตอนร่ายคาถา Fly แล้วมีปีกเทวดางอกขึ้นเนี่ยมันช่างทำให้ผมดูเหมือนทูต์เลยทีเดียว”
ไมอาได้ตอบเอมม่าพลางกับพูดติดตลกทำให้เอมม่าหลุดยิ้มออกมาและทั้งคู่ก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
“ว่าแต่ไมอามาทำอะไรที่สุสานนี้หรอคะ?”
“มาเก็บเวลน่ะครับ นักบวชอย่างผมก็เก่งแค่กับพวกผีและปีศาจเท่านั้นแหละ”
“ไปสู้มอนส์เตอร์เผ่าอื่นก็ไม่ได้เลยสักตัวขนาดกระต่ายสีรุ้งผมยังสู้แทบไม่ไหว”
ไมอาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเศร้าใจราวกับเขาได้ตัดสินใจเลือกอาชีพผิด
“แล้วทำไมไม่หาปาร์ตี้ดีๆล่ะคะ? อาชีพนักบวชน่าจะเป็ที่้ามากๆเลยนี่นา”
เอมม่าถามไมอาอย่างสงสัยเพราะอาชีพนักบวชนั้นเป็อาชีพที่ขาดไม่ได้ของเหล่าสมาชิกในปาร์ตี้ เพราะพวกเขานั้นมีทักษะสนับสนุนและรักษาที่จำเป็ในการต่อสู้กับมอนส์เตอร์อย่างมาก
“มีอยู่แล้วครับ แต่เขาบอกให้ผมมาเก็บประสบการณ์เองจะได้ลิ้มรสความยากลำบากดูบ้าง...”
“เหมือนเขาแกล้งผมอยู่ยังไงก็ไม่รู้เนอะ ฮ่าๆ”
“ถ้าอย่างนั้นมาปาร์ตี้กับฉันไหมคะมีฉันแล้วก็น้องชายอีกคน”
“ยินดีอย่างยิ่งเลยครับคุณเอมม่า นี่ก็เก็บประสบการณ์ที่สุสานมาจนระดับ8 แล้วก็ยังไม่ได้เปลี่ยนสถานที่สักที ผมเบื่อมากเลย”
ไมอาพูดอย่างเซ็งๆราวกับตอนนี้เขาได้ถูกปาร์ตี้เก่าทอดทิ้งเสียแล้ว
“ว่าแต่คุณเอมม่ามาทำอะไรที่สุสานนี้หรอครับ”
“มาเก็บสมบัติลับของราชวงศ์อัลคาเดียเพื่อเปลี่ยนอาชีพโจรนะค่ะ”
“อ๊ะ มัวแต่คุยกับคุณไมอาจนลืมเลยงั้นขอตัวไปเอาสมบัติประเดี๋ยวเดียวนะคะ”
“ส่วนไอเทมที่ได้จากแบนชีและซอมบี้ฉันยกให้คุณเป็ค่าตอบแทนที่ช่วยฉันไว้ละกัน”
“ขอบคุณครับคุณเอมม่าแต่ครั้งหน้าไม่ต้องก็ได้นะครับผมเต็มใจช่วยฟรีๆ”
เอมม่ายิ้มให้แทนการตอบรับคำของไมอาก่อนจะเดินไปยังหลุมศพของกษัตริย์แห่งอัลคาเดียและเปิดฝาโลงออกมาสภาพภายในโลงศพนั้นมีศพที่แห้งจนเหลือแต่กระดูกในมือของมันถือดาบขนาดใหญ่อยู่และที่ดวงตาทั้งคู่ของมันถูกฝังไว้ด้วยอัญมณีสีรุ้งประหลาดส่องประกายแวววาวจนแทบแสบตาเอมม่าได้หยิบของทั้งหมดออกมาและชวนไมอาไปที่รังโจรพร้อมกับเปลี่ยนอาชีพด้วยกัน
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภายในสถานที่อันแสนสกปรกที่คุ้นเคยเป็อย่างดีหญิงสาวผมสั้นหุ่นสุดเซ็กซี่ได้เดินออกมาจากเงามืดพร้อมกับถามเด็กสาวชาวเอลฟ์ด้วยท่าทางที่อารมณ์ดีเป็พิเศษ
“สำเร็จแล้วสินะ ไหนละสมบัติที่เ้าไปหามา?”
“นี่ค่า อัญมณีแปลกๆกับดาบเล่มโต”
เอมม่าได้ยื่นดาบขนาดใหญ่และอัญมณีที่ส่องประกายเป็สีรุ้งให้แก่หญิงสาวผู้นั้น
“ดี! เ้าได้แสดงศักยภาพให้ข้าเห็นแล้วว่าเ้าช่างคู่ควรกับกองโจรของเราเสียเหลือเกิน”
“นับแต่บัดนี้ไปข้าขอแต่งตั้งให้เ้ากลายเป็ [ Thief ] อย่างเต็มตัว”
“จงจำไว้ว่าโจรอย่างเราจะไม่มีวันสู้ซึ่งๆหน้าอย่างขาวสะอาด”
“และจงจดจำนาทีแห่งความสำเร็จที่ได้เข้าปล้นสุสานไว้ซะ”
“และนี่เป็รางวัลสำหรับที่เ้าหาสมบัติของกษัตริย์มาให้ข้าได้”
สิ้นสุดเสียงของหญิงสาวผมสั้นที่พูดตามสคริปต์ที่ถูกกำหนดไว้นั้นก็มีเสียงประกาศจากระบบดังกึกก้องอยู่ในหัวของเอมม่า
[ ท่านเปลี่ยนอาชีพเป็ [Thief ] เรียบร้อยแล้ว ]
[ ท่านได้รับกริซ ]
[ ท่านได้รับชุดหนังรัดรูปสีน้ำตาล ]
[ ท่านได้รับหน้ากากตีนแมว ]
[ ท่านสามารถเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมได้ 2 ใน 4 ทักษะได้แก่ ]
[ Steal ]
[ Pick Pocket ]
[ Hide ]
[ Snacth ]
เอมม่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเลือกทักษะStealและ Pick Pocket เพราะว่าถึงแม้ว่าทักษะซ่อนตัวจะค่อนข้างจำเป็ในการหลบหนีมอนส์เตอร์ระดับสูงแต่การหาเงินเพื่อซื้อยาและอุปกรณ์สำหรับต่อสู้ก็มีความจำเป็ไม่ต่างกัน และเมื่อเอมม่าเลือกทักษะเสร็จสิ้นเธอจึงได้รีบออกมาจากรังโจรแห่งนั้นทันที
“เสร็จแล้วหรอครับคุณเอมม่า ว่าแต่ที่นี่ดูสกปรกชะมัดเลย”
นักบวชหนุ่มที่ยืนรอเอมม่าอยู่ที่ทางเข้ารังโจรเอ่ยถามเธอพร้อมกับทำท่าทางขยะแขยงต่อสถานที่แห่งนี้
“ใช่ๆแถมน่าขยะแขยงด้วยอ่ะทำไมคนสร้างเกมนี้ถึงต้องสร้างรังโจรให้เป็พื้นที่สกปรกขนาดนี้กันนะ”
เอมม่าพูดไปพร้อมๆกับที่ขนของเธอเริ่มลุกชันเมื่อนึกถึงในระหว่างที่ยืนคุยกับหัวหน้ากองโจรนั้นได้มีแมลงสาบหลากหลายสายพันธุ์ขึ้นมาเกาะขาและไต่ไปตามตัวเธอและถึงแม้ว่ามันจะเป็เพียงแค่ภาพเสมือนจริงที่ถูกสร้างขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์และตัวเอมม่าเองจะไม่รู้สึกอะไรเวลามันไต่ไปตามตัวเธอก็ตามแต่มันก็ชวนให้ขยะแขยงมิใช่น้อยเลยทีเดียว และเมื่อเอมม่ากับไมอาได้เดินออกมาจากตรอกที่ดูมืดและเปลี่ยวทันใดนั้นเองก็มีเหล่าผู้เล่นต่างเดินเข้ามารุมล้อมพวกเขานับสิบคน
“อะไรกันคะเนี่ย มาล้อมพวกฉันทำไมกัน?”
“คุณเอมม่าระวังตัวด้วยนะครับสายตาพวกนี้น่ากลัวมากมันอาจจะมาปล้นเราก็ได้”
เอมม่าและไมอาเริ่มมีสีหน้าวิตกกังวลเป็อย่างมากเนื่องจากเกมDragonTales Online เป็เกมที่ค่อนข้างมีอิสระในการเล่นเป็อย่างมาก เช่นผู้เล่นด้วยกันสามารถเปิดระบบ PK หรือ ปล้นกันได้อย่างอิสระแต่การนั้นจะทำให้ค่าหัวของพวกเขาเพิ่มขึ้นและมีโอกาสโดนล่าจากผู้เล่นคนอื่นที่หารายได้จากการล่าค่าหัวพวกนั้นสูงขึ้นเช่นกันเว้นแต่ว่าการสังหาร ปล้น หรือตามจับนั้นจะมาจากการว่าจ้างของผู้เล่นด้วยกัน ทำให้ผู้ที่ว่าจ้างจะมีค่าหัวขึ้นแทนหากผู้ที่รับคำว่าจ้างนั้นปฎิบัติตามคำว่าจ้างสำเร็จแล้ว
“พวกเราจับเธอไว้!”
“กรี๊ดดดดดด”
เอมม่าร้องเสียงหลงเมื่อเหล่าผู้เล่นนับสิบคนต่างพุ่งตัวไปจับเธออย่างบ้าคลั่ง
“Fly”
ไมอาบริกรรมคาถาได้อย่างรวดเร็ว และทันใดนั้นเองปีกสีขาวบริสุทธิ์ได้งอกขึ้นบนหลังของเขาและเมื่อเขากระพือปีกไปมาอย่างรุนแรงก็ทำให้เกิดแรงลมกรรโชกบริเวณนั้น และเขาได้ชิงอุ้มเอมม่าขึ้นมาและบินหายไปบนฟากฟ้าทำเอาเหล่าผู้เล่นเ่าั้ต่างร้องะโด้วยความเสียดายที่ไม่สามารถจับเธอไปส่งให้ลูคัสตามภารกิจที่ลูคัสว่าจ้างไว้ได้
“ฟู่ว เกือบไปแล้วนะครับ”
ไมอาถอนหายใจพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เอมม่าทำให้เธอหน้าแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ขะ-ขอบคุณนะ”
“แต่ว่าปล่อยฉันลงได้แล้วย่ะตาบ้า”
เมื่อไมอาได้ยินดังนั้นจึงค่อยๆบินลงต่ำจนถึงพื้นบริเวณนั้นคือประตูเมืองทิศใต้ของอัลคาเดีย
“สงสัยคุณเอมม่ามีอาวุธระดับลีเจ้นดารี่ล่ะมั้งครับเขาถึงอยากได้กัน”
“ก็คงงั้นแหละจะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันเนี่ยที่ได้มันมา?”
“ดีนะที่ผมเป็อาชีพนักบวชไม่อย่างนั้นผมอาจจะเป็หนึ่งในพวกนั้นแล้วก็ได้”
“แต่เอ้ ถ้าผมแย่งจากคุณเอมม่าไปขายก็เป็ความคิดที่ไม่เลวเหมือนกันแฮะ”
“ยะ-อย่าแม้แต่คิดเลยนะตาบ้า”
ไมอาพูดแกล้งเอมม่าเล่นและเขาได้ขำเมื่อเห็นเอมม่าแสดงท่าทางระแวงไมอา
“ฮ่าๆ ผมล้อเล่นครับ ใครจะไปทำกับเอลฟ์สาวตัวเล็กน่ารักแบบนี้ได้ลงล่ะครับ”
คำพูดของไมอานั้นเริ่มทำให้จิตใจของเอมม่าหวั่นไหวขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าเธอนั้นจะมีประสบการณ์ในการถูกผู้ชายรุมจีบมามากมายไม่ใช่น้อยเพราะงานอดิเรกของเธอคือยั่วยวนและปั่นหัวพวกผู้ชายเ่าั้และผู้ชายส่วนใหญ่ที่เข้ามาจีบเธอจะเป็พวกที่ทำท่าทีทะนุถนอมเธอหรือโรแมนติกแบบตรงไปตรงมาเสียจนเลี่ยนและนอกจากลูคัสน้องชายตัวแสบของเธอเธอก็ไม่เคยถูกชายอื่นแกล้งแบบนี้มาก่อนจึงทำให้หัวใจของเอมม่าเริ่มหวั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อยและรู้สึกสนิทกับไมอามากขึ้นในระหว่างที่เอมม่ากำลังขวยเขยไมอาอยู่นั้นก็ได้มีเสียงประกาศดังกึกก้องขึ้นในหัวของเอมม่า
[ ท่านได้รับข้อความหนึ่งฉบับ ]
เอมม่าทำทางท่าฉงนก่อนที่เขาจะใช้คำสั่งเพื่อเปิดข้อความนั้นในเมนูส่วนตัว
[ ถูกส่งมาจากท่าน : GMMichael ]
[ สวัสดีค่ะคุณ White Lady ขณะนี้ทางเราได้แก้ไขระบบขัดข้องของ NPC Blacksmithเรียบร้อยแล้วนะคะในส่วนตรงนี้ทางเราขอมอบของรางวัลแทนคำขอบคุณที่ท่านได้พบเจอข้อผิดพลาดและรายงานมันให้ทางเราได้ทราบในทันทีโดยจะขอมอบเป็ไอเทม Wink Skill Learning Book จำนวน 1 เล่ม”และท่านสามารถเข้ารับไอเทมนี้ได้ในกล่องจดหมายตรงเมนูส่วนตัวของท่านทางเราขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ]
เมื่อเอมม่าอ่านข้อความดังกล่าวจบเธอจึงได้เปิดกล่องข้อความและนำไอเทมที่ได้รับออกมาดูสภาพของมันเป็สมุดเล่มบางที่ถูกห่อด้วยปกพลาสติกใส หน้าปกของมันเป็รูปหัวใจดวงโตสีชมพูเธอจึงหยิบมันขึ้นมาอ่านอย่างช้าๆ และเมื่อเธอเปิดมันออกก็เกิดแสงสว่างจ้าเป็ประกายสาดส่องไปทั่วบริเวณพร้อมกับมีเสียงจากระบบประกาศแจ้งเตือนเธอ
[ ท่าน้าเรียนรู้ทักษะ Wink ใช่หรือไม่ ]
เอมม่าตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
[ ได้เรียนรู้ทักษะ Wink เสร็จสิ้นแล้ว ]
พลันสิ้นสุดประโยคดังกล่าวเสียงจากระบบก็หายไปเหลือแต่เพียงสาวเอลฟ์ที่ทำหน้าตาดีใจที่ได้รับทักษะประหลาดจากทีมงานเนื่องจากเธอได้รายงานปัญหาที่เกิดขึ้นกับช่างตีเหล็กประจำเมืองอัลคาเดีย
“ว้าว โชคดีจังเลยครับคุณเอมม่า”
“ทักษะ Winkคงเป็คาถาประเภทครอบงำสินะครับ”
“อืม น่าจะเป็อย่างนั้นแหละว่าแต่ตาลูคัสไปไหนเนี่ยปล่อยให้ฉันรอแบบนี้ได้ไงกัน”
“ถ้าเจอตัวนะแม่จะเฉ่งให้”
“ฮ่าๆ คุณลูคัสที่พูดถึงคือน้องชายที่บอกใช่ไหมครับคุณเอมม่า”
“อือ ใช่ๆตาทึ่มนั้นเป็คนเอื่อยเฉื่อยแบบนี้แหละ”
“ต้องขอโทษด้วยนะไมอา ที่ต้องให้มารอแบบนี้”
“ไม่เป็ไรครับ ว่าแต่เราไปเก็บประสบการณ์รอกันไหม?”
“เอาสิ ี้เีรอมันแล้วเหมือนกัน”
สิ้นสุดคำพูดของเอมม่าก็ปรากฏแสงสว่างวาบตรงหน้าเธอและเมื่อแสงสว่างดับลงก็มีชายหนุ่มผมรองทรงสีน้ำตาลเข้มยืนทำหน้าหงุดหงิดอยู่ตรงนั้น
“อ้าว พูดถึงก็มาพอดีเลยลูคัส”
“นี่ไมอา เพื่อนเจ้เอง”
“ได้เขาช่วยไว้ตอนเปลี่ยนอาชีพน่ะ”
“สวัสดีครับคุณลูคัส”
“อืม สวัสดีครับ”
ลูคัสตอบรับด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“เป็อะไรมาย่ะ หรือว่ายังโกรธเื่ขวานไม่หาย?”
“ป่าวมีเื่นิดหน่อยระหว่างที่พี่ไปเปลี่ยนอาชีพน่ะ”
“อ๊ะ ใช่ๆ ฉันก็เพิ่งเจอเื่มาเหมือนกัน”
“เจอพวกบ้าเป็สิบๆคนไล่ตามฉันอย่างกับโรคจิต”
“ฉันเกือบตายแน่ะ ดีที่ได้ไมอาช่วยไว้”
“สงสัยมันอยากได้ขวานของฉันมากล่ะมั้ง”
เมื่อเอมม่าพูดจบประโยคลูคัสสะดุ้งเฮือกเพราะไม่คิดว่าคนจะแห่ไปตามจับเอมม่าเยอะขนาดนั้นเขาคิดในใจว่าแค่มากสุดก็น่าจะ 2-3 คนเท่านั้นแหละ
“เป็อะไรลูคัสพอฉันเล่าเื่ให้ฟังหน้าแกซีดกว่าเดิมเชียว”
“อย่าบอกนะว่าเป็ฝีมือแก?”
“บะ-บ้าหรอเจ้ ผมจะไปบอกให้พวกนั้นตามล่าเจ้ได้ยังไงล่ะ”
“พวกนั้นน่าจะอยากได้ขวานเจ้มากกว่าล่ะมั้ง”
ลูคัสเริ่มเหงื่อตกและรีบปฎิเสธอย่างร้อนรนเพราะถ้าหากเอมม่าได้รู้ความจริงเข้าว่าเขาได้ว่าจ้างให้คนไปตามหาเอมม่าให้เขาเพื่อแลกกับไอเทมสร้างอาวุธเริ่มต้นเขาได้โดนเธอฆ่าตายแน่
“ว่าแต่คุณไมอาจะมาเข้าทีมกับพวกเราหรอครับ”
ลูคัสได้รีบเปลี่ยนเื่ทันที
“ใช่ครับ ยังไงก็ขอรบกวนด้วยนะ”
“ยินดีอย่างยิ่งเลยครับคุณไมอาทีมเราขาดคนสนับสนุนอยู่พอดี”
“ตอนนี้ทั้งทีมเหมือนมีผมอยู่คนเดียวแหละพี่เอมม่าเขาก็ไม่ค่อยได้เื่”
ลูคัสพูดแขวะเอมม่าก่อนที่จะหันไปยิ้มให้ไมอา
“ว่าแต่เจ้แต่งชุดอะไรเนี่ยเป็นางแมวยั่วสวาทหรือยังไง”
“ยังกับโรคจิต”
“อะไรกันย่ะ มันชุดเริ่มต้นของอาชีพฉันปะ”
“มันอุตส่าห์ให้มาฟรีฉันก็ต้องใส่สิ”
“ทีแกล่ะใส่ผ้าคลุมหลายชั้นขนาดนั้นยังกับฟูกเคลื่อนที่เลย”
ทั้งสองต่างพูดแขวะกันไปมาทำเอาไมอาที่ยืนอยู่ตรงนั้นกับหัวเราะออกมา
“พวกคุณสองคนนี่เป็พี่น้องที่รักกันมากจังเลยนะครับ”
“ไม่จริง!”
เอมม่าและลูคัสพูดปฎิเสธออกมาพร้อมๆกันยิ่งทำเอาไมอาหัวเราะหนักกว่าเดิม
“เอาเถอะๆว่าแต่พวกเราจะไปไหนต่อกันดีครับคุณเอมม่า คุณลูคัส?”
“อืม เท่าที่ดูจากแผนที่แล้วฉันว่าไปเมืองเอลฟ์ดีไหม?”
“น่าจะอุปกรณ์สายเวทย์หรือสายโจรดรอปจากมอนส์เตอร์มากกว่าขึ้นเหนือไปทางหุบเขามอริสนะ”
“อืม ก็จริงของเจ้นะ ผมก็นักเวทย์คุณไมอาก็นักบวช ใช้อุปกรณ์เวทย์มนต์เหมือนกันด้วย”
“ถ้างั้นเราต้องลงไปทางใต้เพื่อขึ้นเรือที่ท่าเรือเบรฟเวอรี่ไปยังท่าเรือคัสเซนการ์ดถูกไหมครับ?”
“อืมใช่ครับคุณไมอา เมื่อตะกี้ผมก็เพิ่งไปเพิ่มระดับที่ป่าอัลคาเดียตอนใต้ทางไปท่าเรือเบรฟเวอรี่มาแล้ว”
“มอนส์เตอร์แถวนั้นก็ไม่ค่อยเก่งเลยครับพวกเราสามคนน่าจะฝ่าไปได้อย่างสบายๆ”
“ว่ายังไงนะแกไม่รอฉันแล้วแอบไปเพิ่มระดับก่อนงั้นหรอ”
เอมม่าพูดขึ้นด้วยท่าทีโมโห
“ก็เจ้ช้าเองช่วยไม่ได้นี่ และตอนนี้ผมระดับ 6แล้วด้วย”
“เฮ้อไม่รู้ว่าคนระดับ 5แถวนี้จะมาถ่วงทีมเราไหมเนอะ คุณไมอา”
ลูคัสพูดแขวะเอมม่าที่ระดับต่ำสุดในทีมทำเอาไมอาหัวเราะและพยายามแก้ต่างให้เอมม่า
“ถึงเธอจะระดับแค่ 5 แต่เธอก็ช่วยผมที่ระดับ 8จากมอนส์เตอร์นะครับคุณลูคัส”
“ใช่ๆ เขาวัดกันที่ฝีมือย่ะ ไม่ใช่วัดที่ระดับ”
“เผลอๆระดับ 6 บางคนอาจจะอ่อนกว่าระดับ 1อีกมั้ง หึหึ”
เอมม่าได้ทีเลยพูดข่มลูคัสทำให้ไมอามองว่าพี่น้องคู่นี้ช่างสนิทกันเสียจริง
“เออเจ้ จำฟรานได้ปะ ฟรานซิส เดอ ลูน่าน่ะ”
“จำได้สิฉันไปกินกาแฟที่ร้านเขาบ่อย ทำไมรึ?”
“ผมไปเจอเขามา แต่เขาแกล้งทำเป็จำผมไม่ได้ด้วยอ่ะแถมท่าทางก็ดูหยิ่งชะมัด”
“โครตเสียความรู้สึกเลย”
“ไม่จริงมั้ง ตอนเช้าฉันยังคุยเล่นกับเขาอยู่เลยดูเป็มิตรมากกว่าแกซะอีก”
“งั้นหรอ สงสัยคงโกรธอะไรผมโดยที่ผมไม่รู้ตัวล่ะมั้ง”
“แกเป็เพื่อนกันก็รีบไปเคลียร์ๆกันซะอย่าปล่อยให้เป็เื่ใหญ่ล่ะ”
“ไม่อะ ยังเสียความรู้สึกอยู่มาทำเป็ไม่รู้จักผมหึ!”
“ไว้รอผมหายโกรธก่อนค่อยคิดอีกทีละกัน”
“จ้าๆ พอหนุ่มใจน้อย”
ลูคัสทำท่าทางหงุดหงิดเมื่อนึกถึงเพื่อนสนิทของเขาที่แกล้งทำเป็จำเขาไม่ได้ทั้งๆที่ตอนเด็กๆเคยเล่นกันแทบทุกวันก่อนที่ลูคัสจะย้ายเมืองไปเรียนต่อมหาลัย และในขณะนั้นลูคัสพยายามเลิกคิดถึงเื่ของฟรานและบอกให้ทั้งสามคนเริ่มเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรือเบรฟเวอรี่ที่อยู่ทางทิศใต้ของเมืองอัลคาเดีย