สุดท้ายเมื่อโม่เสวี่ยหมิ่นได้ยินว่าอวี้หมิงหย่งไม่ยอมอ่อนข้อ ทั้งเอ่ยถึงโม่เสวี่ยถง แววยิ้มย่องแฝงเล่ห์ร้ายพลันล้นทะลักจากก้นบึ้งดวงตา ประเสริฐ! บุรุษเบื้องหน้าเป็นคนเจ้าชู้มากราคะ หากลากโม่เสวี่ยถงเข้ามา ด้วยรูปลักษณ์ของนาง ไม่แน่ว่าอวี้หมิงหย่งอาจคิดจับไม่ปล่อย ความงดงามเยี่ยงนั้น ใครเล่าจะไม่หวั่นไหว ขอเพียงอวี้หมิงหย่งยืนกรานว่าโม่เสวี่ยถงเป็นผู้นัดหมายเขามาที่นี่ ตนเองก็รอดตัวแล้ว
ครานี้ต่อให้โม่เสวี่ยถงยังมีชีวิตอยู่ ชั่วชีวิตนี้ก็ไม่อาจเงยหน้ามองผู้คนได้อีก ภายใต้ความลำพองใจ สีหน้ากลับเผยความอ่อนแอ
“คุณชายอวี้ น้องหญิงสามของข้าเป็นกุลสตรีในหอลึก ใช่ว่าอยากพบก็เรียกมาพบได้ง่ายๆ อีกอย่างที่นางนัดข้ามาที่นี่ก็คงไม่ทราบว่าท่านอยู่ด้วย มิได้มีเจตนาให้ร้ายผู้ใดทั้งสิ้น” โม่เสวี่ยหมิ่นเงยหน้าขึ้นอย่างชดช้อย น้ำตาเอ่อคลอเต็มหน่วย แสร้งเอ่ยชี้แจ้งแก้ต่างแทนโม่เสวี่ยถง คล้ายไม่อยากให้อวี้หมิงหย่งทำให้น้องสาวของตนเองด่างพร้อย ต่างกับที่พูดถึงโม่เสวี่ยถงเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
แต่คำพูดกำกวมดังกล่าวกลับทำให้ผู้อื่นคลางแคลงใจในตัวโม่เสวี่ยถงว่าอาจมีเจตนาให้ร้ายต่อพี่สาว จึงสร้างสถานการณ์ให้คนเข้าใจว่าโม่เสวี่ยหมิ่นมีความสัมพันธ์เกินเลยกับอวี้หมิงหย่ง
บัดนี้อวี้หมิงหย่งลืมถ้อยคำกำชับของพระสนมอวี้เฟยไปจนหมดสิ้น เขาเป็นคนไร้เหตุผลใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ธรรมเนียมมารยาทอันใดล้วนไม่นำพา พานเข้าใจไปว่าโม่เสวี่ยหมิ่นต้องการปัดความรับผิดชอบมาที่ตนเองจริงๆ จึงย่างเท้าเข้าไปหมายลากตัวโม่เสวี่ยหมิ่น ปากก็ลั่นวาจาอย่างไม่กลัวเกรง “ยังไม่ทันเรียกคนมา ก็รู้แล้วหรือว่าที่ข้าพูดเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ”
ลูกผู้ชายที่ไหนจะขวัญกล้าถึงขั้นเข้ามาจับมือถือแขนธิดาสกุลใหญ่ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้
โม่เสวี่ยหมิ่นขวัญผวาก้าวถอยไปด้านหลัง เหยียบถูกชายกระโปรงตนเองจนเกือบล้ม แต่สาวใช้สองคนเข้ามาประคองนางไว้ทัน โม่ซิ่วจับมือนางไว้แน่นจนสามารถทรงตัวได้ แต่กระดาษที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อหลวมแผ่นนั้นกลับปลิวออกมา โม่เสวี่ยหมิ่นตกใจจนหน้าซีด พอรู้สึกตัวก็รีบถลันเข้าไปเก็บ
อวี้หมิงหย่งเป็นบุรุษย่อมมือเท้าไวกว่า เมื่อเห็นกระดาษแผ่นนั้นก็ปัดมือของโม่เสวี่ยหมิ่นออก ชิงเก็บขึ้นมาเอง ทันทีที่เห็นข้อความเต็มตาก็โกรธจัด ตวาดเสียงดังลั่น
“เป็นเจ้าเองที่นัดหมายกับผู้อื่นไว้ แต่ไม่ยอมรับ กลับใส่ความข้ากับน้องสาวตนเอง สตรีไร้ยางอายไม่รักนวลสงวนตัวเยี่ยงนี้ ไม่รู้ว่าใต้เท้าโม่เห็นเป็นแก้วตาดวงใจได้อย่างไร ไฉนข้าถึงต้องมาเจอกับเรื่องเฮงซวยพรรค์นี้ด้วย อัปมงคลแท้ๆ กลับไปต้องถอดชุดเผาทิ้งขับไล่เสนียดจัญไรให้หมด”
พูดจบก็โยนกระดาษแผ่นนั้นลงพื้น ปรายหางตาเหยียดมองโม่เสี่ยหมิ่นเพียงแวบเดียวก็หันศีรษะไป คล้ายว่าหากนานกว่านั้นจะเป็นมลทินแก่สายตา ผู้คนเห็นอวี้หมิงหย่งท่าทีเปลี่ยนไปก็นึกประหลาดใจ เริ่มมีคนก้าวเข้ามาอยากหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดูให้ชัด
เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร? โม่เสวี่ยหมิ่นอึ้งงัน แววยิ้มย่องในดวงตาพลันชะงัก กระดาษแผ่นนี้โม่ซิ่วเพิ่งซ่อนไว้ในแขนเสื้อของนาง เกิดเหตุขัดข้องเช่นนี้ซือหม่าหลิงอวิ๋นย่อมทราบ เห็นอีกฝ่ายแฝงตัวอยู่ในฝูงชน ตนเองจึงขยิบตาให้แล้วใช้มือวาดตัวอักษรสามตัว หลังจากนั้นไม่นานโม่ซิ่วก็นำกระดาษมายัดใส่แขนเสื้อ
ถึงจะไม่ทันได้อ่านว่าข้อความในกระดาษแผ่นนั้นเขียนไว้อย่างไร แต่มั่นใจว่าจะต้องเป็นเรื่องที่โม่เสวี่ยถงนัดหมายกับตนเองแน่ แค่มีหลักฐานยืนยันว่าโม่เสวี่ยถงเป็นฝ่ายนัดหมายมาที่นี่เพื่อให้ร้าย นางก็จะหลุดพ้นข้อกล่าวหา นี่เป็นแผนการเดียวที่คิดได้
ตามเหตุผลแล้ว หลังจากที่อวี้หมิงหย่งเห็นกระดาษแผ่นนั้นควรจะรู้สึกเห็นใจ มิใช่มองด้วยสายตารังเกียจเยี่ยงนั้น สตรีหน้าตางดงามคนหนึ่งถูกใส่ความให้ร้าย ร้องไห้ปานดอกสาลี่ต้องหยาดพิรุณ ผู้ใดบ้างไม่นึกเวทนา ยิ่งนางดูน่าสงสารมากเท่าไร ผู้คนย่อมรู้สึกว่าโม่เสวี่ยถงไร้ยางอายและร้ายกาจมากเท่านั้น ถึงเวลาอันสมควรตนเองค่อยออกมาแสดงบทบาทพี่สาวแสนดีช่วยอธิบายแก้ตัวแทนน้องสาว ขณะเดียวกันก็ฉวยโอกาสชี้ให้คนเห็นความบกพร่องในศีลธรรมจรรยาของอีกฝ่าย สุดท้ายโม่เสวี่ยถงจะปกป้องตัวเองอย่างไร จะเป็นหรือตาย หรือจะอยู่ไม่สู้ตาย ล้วนขึ้นอยู่กับคำพูดของตนเองทั้งสิ้น
แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันอีกแล้ว!
ท่าทีผิดปรกติของอวี้หมิงหย่ง กับคำกล่าวหาว่านางนัดหมายกับชายอื่น หมายความว่าอย่างไร? นิ้วมือภายใต้แขนเสื้อสั่นระริก ความหนาวเหน็บเย็นวูบในอก ลางสังหรณ์ไม่ดีส่งสัญญาณเตือน ความขึงเครียดรัดรึงทุกโสตประสาท สายตาจับจ้องไปยังกระดาษแผ่นนั้น อยากรู้ว่าข้อความด้านในเขียนว่าอย่างไร จากนั้นค่อยหาทางรับมือ
แต่หลี่โย่วโม่กลับมือไวที่สุด คว้ากระดาษแผ่นนั้นไป หลังจากอ่านจบก็หัวเราะลั่นไม่พูดไม่จา แล้วส่งต่อไปให้ทุกคนได้อ่าน ไม่ช้าสีหน้าและแววตาของคุณหนูคุณชายเหล่านั้นก็เปลี่ยนไป จากเห็นใจก็กลายเป็นดูหมิ่นเหยียดหยาม
ความรู้สึกไม่ดีเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สายตาของโม่เสวี่ยหมิ่นจับจ้องไปที่กระดาษแผ่นนั้นเขม็ง
“ซือหม่าซื่อจื่อหรือ? มิใช่ว่ามาถึงแล้วหรือไร... นั่นไง ซื่อจื่อ... ท่านมาสายเกินไปหรือเปล่า ปล่อยให้พวกเราชมเรื่องสนุกอยู่ตั้งนาน เชิญซื่อจื่อเข้ามาเถิด หญิงงามรออยู่นี่แล้ว คนเขาอุตส่าห์ทำเพื่อท่านถึงเพียงนี้ก็อย่าให้ผู้อื่นต้องเสียใจเล่า”วาจาลื่นไหลของหลี่โย่วโม่เต็มไปด้วยการเสียดสีประชดประชัน สายตาเหลือบมองไปยังตำแหน่งหนึ่งท่ามกลางฝูงชน “ไหนๆ ซื่อจื่อก็ดูเหตุการณ์อยู่ตั้งนานสองนาน ถึงเวลาควรจะลงสนามได้แล้วล่ะ”
กลุ่มคนต่างเคลื่อนออกเป็นสองฝั่ง ซือหม่าหลิงอวิ๋นที่พรางตัวอยู่จึงปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางสายตาผู้คน รอยยิ้มอ่อนโยนพลันชะงักค้าง สีหน้าเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วน คาดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวพันมาถึงตัว
เขามาถึงที่นี่ช้ากว่าผู้อื่นเล็กน้อย ยามที่มาถึงเห็นโม่เสวี่ยหมิ่นวิ่งออกมา ใบหน้าอาบไปด้วยโลหิต หลังจากแลกเปลี่ยนสายตากัน เขาเข้าใจความหมายที่นางต้องการให้ป้ายความผิดไปที่โม่เสวี่ยถง จึงหามุมเงียบๆ แล้วเขียนข้อความเพื่อแสดงว่าโม่เสวี่ยถงเป็นผู้นัดหมายโม่เสวี่ยหมิ่นออกมา
จากนั้นก็อาศัยช่วงที่ผู้คนกำลังตำหนิอวี้หมิงหย่งนำกระดาษไปยัดใส่มือของโม่ซิ่ว ก่อนส่งต่อให้โม่เสวี่ยหมิ่น ทุกขั้นตอนไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น เพราะต่างเพ่งความสนใจไปที่อวี้หมิงหย่ง โม่เสวี่ยหมิ่นแสดงท่าทางหวาดกลัวและอ่อนแอได้แนบเนียนปานนั้น ย่อมไม่มีผู้ใดรู้สึกว่านางผิดปรกติ
ทุกสิ่งเดิมที่ล้วนสมเหตุผล เพียงแค่โม่เสวี่ยหมิ่นแสร้งทำกระดาษแผ่นนั้นหล่นพื้น หลักฐานจะชี้ความผิดไปที่โม่เสวี่ยถงทันที ไม่ว่าจะเป็นข้อหาแอบนัดพบบุรุษ หรือใส่ร้ายพี่สาวของตนเอง ล้วนสามารถทำลายชื่อเสียงของคุณหนูสามสกุลโม่ให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินได้ทั้งสิ้น
แต่ซือหม่าหลิงอวิ๋นก็คาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะพลิกผัน เขาคิดเพียงจะพรางตัวเงียบๆ ไฉนจึงกลายเป็นเป้าสายตาของผู้คน ซ้ำร้ายแววตาของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยการดูหมิ่นเหยียดหยาม ความรู้สึกเยี่ยงนั้นทำให้เขาขนลุกไปทั้งตัว ได้แต่ยืนงงไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
“เจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อคงลืมไปว่าจดหมายก็สามารถใช้เป็นพยานได้ นัดหมายสตรีมาพบกันในคืนวันเฉลิมฉลองใหญ่ในวังหลวง เรื่องเช่นนี้แม้แต่ข้ายังไม่กล้าทำเลย เมื่อก่อนข้าประเมินพี่ซือหม่าต่ำไปนี่เอง ที่แท้ก็พวกเดียวกัน น้องชายขอซูฮกด้วยใจจริง”
เสียงหัวเราะชื่นชมของหลี่โย่วโม่ดังลอยมา ทว่ากลับเป็นการยืนยันว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นนัดพบกับโม่เสวี่ยหมิ่นจริง พอคุณหนูใหญ่สกุลโม่รู้ว่าตนเองจำผิดคนเลยคิดจะเอาตัวรอด จึงกุเรื่องขึ้นจนเกิดความวุ่นวายตามมา
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังจงใจหัวเราะเสียงดังลั่น วางท่านอบน้อมประสานมือคำนับ ให้การยอมรับว่าอีกฝ่ายเป็นบุรุษประเภทเดียวกัน
ทั้งยังแสดงถึงการยอมจำนนที่ซือหม่าหลิงอวิ๋นกล้าทำบางอย่างที่คนทั่วไปไม่กล้า
“ที่แท้ก็เป็นฝีมือไอ้หน้าอ่อนนี่เอง เจ้าจะนัดหญิงงามไปทำระยำอันใดข้าไม่สนหรอกโว้ย แต่ไฉนต้องให้บิดามาเป็นแพะรับบาปด้วย”
ครานี้นับได้ว่าอวี้หมิงหย่งเข้าใจกระจ่างแล้ว จึงปราดเข้าไปกระชากคอเสื้อซือหม่าหลิงอวิ๋น เงื้อมือจะต่อยหน้าพลางตะคอกใส่อย่างไม่พอใจ เจ้าหนุ่มนี่เป็นแค่ซื่อจื่อจากจวนโหวที่ตกอับแล้ว ไม่อยู่ในสายตาเขาแม้แต่น้อย
ดังนั้นจึงตอบโต้ซือหม่าหลิงอวิ๋นทันทีโดยไม่ต้องคิดแล้วคิดอีก เหมือนที่ปฏิบัติต่อหลี่โย่วโม่
“พี่หมิงหย่ง ที่นี่คือวังหลวง ต่อให้พวกเราจะเลวบัดซบแค่ไหนก็ไม่อาจก่อเรื่องได้ ตอนแรกก็นึกว่าพวกเราสองคนเป็นพวกชอบก่อปัญหาที่สุดแล้วนะ คิดไม่ถึงว่าซือหม่าซื่อจื่อที่วางตัวสุภาพเรียบร้อยมาโดยตลอดจะเหนือชั้นกว่านัก คนชื่อเสียงย่ำแย่อย่างข้ากับท่านเลยต้องกลายมาเป็นแพะรับบาปแทนผู้อื่น เฮ้อ... ชื่อเสียงพาซวยแท้ๆ” หลี่โย่วโม่ที่ยืนโบกพัดอยู่ด้านข้างแสดงสีหน้าสะเทือนใจอย่างหนัก ร้องโอดครวญแทนอวี้หมิงหย่ง ประหนึ่งว่าตัวเขาเองก็ได้รับความไม่เป็นธรรมไปด้วย ทำตัวราวกับเป็นพี่น้องกับอวี้หมิงหย่งจริงๆ
ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างรู้สึกขนลุก บุรุษผู้นี้ฝีปากไม่เบา สามารถพรรณนาให้นายท่านที่เหลวไหลเสเพลคนหนึ่งกลายเป็นคนดีที่ถูกคนถ่อยปรักปรำไปได้ ดูจากท่าทางแยกเขี้ยวกางเล็บของบุรุษผู้นั้น ดูเหมือนเป็นคนดีตรงไหน
แม้ผู้อื่นฟังไม่ออก แต่ใครบางคนกลับเข้าใจ
อวี้หมิงหย่งเป็นปฏิปักษ์กับหลี่โย่วโม่มาโดยตลอด ยามนี้เมื่อได้ยินอีกฝ่ายช่วยพูดเพื่อปกป้องก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง คิดไม่ถึงว่าผู้ที่เข้าใจตนเองที่สุดกลับเป็นคนที่ไม่กินเส้นกันมาแต่ไหนเช่นหลี่โย่วโม่ ชั่วขณะนั้นความรู้สึกต่อบุรุษที่อยู่ตรงหน้าจึงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
คนผู้นี้หาใช่คนไม่เอาไหน กลับเข้าใจหัวอกผู้อื่นอย่างแจ่มชัดอีกด้วย
ดังนั้นจึงลดมือลงแล้วผลักซือหม่าหลิงอวิ๋นออกไป จากนั้นก็เดินไปหาหลี่โย่วโม่ ค้อมเอวประสานมือกล่าวขอบคุณอย่างดูเป็นทางการ “ขอบคุณพี่โย่วโม่ที่ช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้หมิงหย่ง เพราะพวกเขาสองคนแอบนัดพบกันแท้ๆ คนดีๆ อย่างพวกเราจึงต้องมารับกรรม เฮ้อ... บรรยากาศงดงามเป็นใจ แต่กลับใช้ทำเรื่องไม่ถูกทำนองคลองธรรม ช่างไม่ละอายใจกันบ้างเลย”
บัดนี้อวี้หมิงหย่งกลายมาเป็นวิญญูชนผู้พิทักษ์ความถูกต้องไปแล้ว คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างขนลุกซู่กันอีกรอบ ในโลกใบนี้มีคนทุกรูปแบบจริงๆ
“ที่แท้คุณหนูใหญ่สกุลโม่กับซือหม่าซื่อจื่อก็นัดหมายกันไว้ ดูท่าคงจะจำคนผิดถึงสร้างเรื่องเช่นนี้ขึ้น”
“เมื่อครู่นี้ในงานเลี้ยง คุณหนูจวนเจิ้นกั๋วโหวยังบอกว่าคุณหนูใหญ่สกุลโม่ลอกบทกลอนของซื่อจื่อ เดิมทีก็คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ ซื่อจื่อก็ยืนยันว่าไม่ใช่ แต่ยามนี้ดูท่าว่าทุกสิ่งน่าจะเป็นเรื่องจริง พวกเขาสองคนชอบพอกัน แค่กลอนบทเดียว ไยซื่อจื่อจะยกให้ไม่ได้เล่า”
“พวกเจ้าไม่รู้อะไร ได้ยินว่าคราที่จวนโม่ไฟไหม้ คนที่ซื่อจื่ออุ้มออกมาคือคุณหนูใหญ่ แต่ไม่รู้ว่าภายหลังเหตุใดจึงกลายเป็นคุณหนูสี่ไปได้”
“ไม่หรอกมั้ง จะเป็นไปได้อย่างไร”
“ต้องใช่แน่ ดูท่า... ตอนนั้นนางคงคิดทำลายชื่อเสียงของคุณหนูสี่ ไม่เห็นหรือว่าเมื่อครู่นางก็เพิ่งจะลากคุณหนูสามลงน้ำมาหมาดๆ”
“ได้ยินข่าวลือมานานแล้ว... ดูไม่ออกจริงๆ เห็นท่าทางเรียบร้อยอ่อนหวานขนาดนั้น ที่แท้ล้วนเป็นการเสแสร้ง จิตใจโหดเหี้ยมนัก แม้แต่น้องสาวของตนเองยังคิดร้าย ทำให้พวกนางแต่ละคนต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถ้าใต้เท้าโม่รู้เข้าคงปวดใจยิ่งนัก”
...
ข่าวลือไม่ว่าจะมีมูลหรือไม่ ผู้คนล้วนนำมาเชื่อมโยงกัน ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเหตุผลน่าเชื่อ