หลังจากที่ได้คุยกับคุณปู่ ผมกลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับเื่ที่ได้ฟังมากนัก ความจริงแล้วผมไม่อยากรู้ด้วยซ้ำว่าอดีตของตัวเองเป็ยังไง เพราะในตอนนี้ผมมีความสุขมากที่มีคุณปู่กับคุณย่าเป็ญาติผู้ใหญ่และเป็คนในครอบครัว...
"จริงๆนะครับคุณย่า ผมมีแฟนแล้วจริงๆครับ" เดินลงบันไดยังไม่ถึงสามขั้นก็ได้ยินเสียงเพื่อนตัวแสบคุยโม้กับคุณย่าอยู่ด้านล่าง
"หล่ออย่างเรา ไม่แปลกหรอก"
"เดี๋ยวผมไปเอารูปวาดมาให้ดูนะครับ วันนี้แฟนผมวาดรูปให้ด้วย"
"ไปเอาที่ไหนลูก"
"ที่รถครับ"
"ไว้ค่อยเอามาอวดย่ากูวันหลังก็ได้มึง" ผมบอกเพื่อนตัวเองกลับไปเมื่อรู้ว่ามันจะไปเอาของที่รถ
"ไม่เป็ไรน้ำมนต์ ไม่มีอะไรแล้ว"
"แต่ว่าคุณย่า ตอนที่ผมมา…"
"พ่อหนุ่มที่หล่อๆเขาจัดการแล้ว"
"ใครครับ?"
"ย่าก็ไม่รู้ แต่เขาตัวหอมมากนะ"
/// เอาล่ะ ตอนนี้ผมชักจะเริ่มเบื่อคำว่าหล่อๆ หอมๆแล้ว ///
"ใครครับคุณย่า จะมีใครหล่อและตัวหอมกว่าผมอีกครับ" เฟียสพูดขึ้นด้วยท่าทางมั่นใจ
"เท่าที่เห็น ตอนนี้มี 2 แล้วนะหนูเฟียส" คุณย่าเอ่ยยิ้มๆพร้อมกับมองหน้าผม
"ครับ? มีอะไรหรือเปล่าครับคุณย่า" ผมถามขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อเห็นสายตาของคุณย่าเป็ประกายแปลกๆ
"เป็เื่อนาคต มากินข้าวเถอะไม่หิวหรือไง"
"พูดปุ๊บ หิวปั๊บเลยครับคุณย่า แฮ่ๆ"
หลังจากกินน้ำยาปูของโปรดฝีมือป้าหอมจนพุงกาง ก่อนนั่งฟังเื่ราวของพี่หนึ่งที่ไอ้เฟียสโม้ให้คุณย่าฟังจนเวลาล่วงเลยมาเกือบเที่ยงคืน ผมกับเฟียสจึงขอตัวออกมานั่งเล่นหน้าบ้านพร้อมกับนมร้อนจากป้าหอมคนละแก้ว
"่นี้เป็ไงบ้าง" เฟียสถามขึ้นหลังจากที่เรานั่งรับลมมาสักพัก
"ก็ดีนะ เรื่อยๆ"
"แล้วมึงจะเป็ติวเตอร์อิสระไปแบบนี้เหรอ"
"ทำไม เป็ห่วง?"
"ไม่อ่ะ กูแค่ถามดูมึงคิดจะทำงานประจำไหม"
"คิดอยู่ หลังจากนี้แหละจะเริ่มสมัครงานแล้ว"
"มึงรอให้อายุครบยี่สิบห้าว่างั้น"
"อืม มึงก็รู้กูเจอคนเยอะไม่ได้ บางครั้งมันแยกไม่ออกว่าใครเป็คน ใครไม่ใช่"
"ก็จริง พูดแล้วก็นึกถึงตอนมหาลัย ที่กูเห็นมึงคุยกับอากาศบ่อยๆ ตอนแรกกูนึกว่ามึงเป็บ้า"
"จะว่าไปก็มีแต่มึงนี่แหละที่ยังคบกับกู"
"ไอ้สัด เพื่อนกันดูที่นิสัยเว้ย แต่กว่าจะเข้าใจมึงกูก็งงเป็ไก่ตาแตกนะตอนแรก"
"เออ แต่หลังๆให้ดูดวงบ่อยไปนะ"
"ก็ถามดูเฉยๆ~"
"ต่อไปไม่ดูดวงแล้วนะ ี้เีผูกกรรมแถมเหนื่อยอีกต่างหาก"
"เออ รู้แล้วๆย้ำจริงๆ"
"ให้มันแน่"
"แน่นอน เพราะกูมีพี่หนึ่งเป็แฟนแล้วกูไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น"
"ให้มันจริง เออว่าไปแล้วก็ขอคอนแทกต์พี่ชายมึงหน่อย"
"หืม~~ เอาไปทำไรค้าบ ปกติมึงไม่ขอคอนแทกต์ใครนะ"
"เอามาเถอะ เหมือนพี่มึงจะโดนของกูเลยอยากจะลองคุยดู"
"เฮ้ย!! มึงพูดจริงพูดเล่นไอ้น้ำ"
"กูไม่เคยพูดเล่นเื่นี้ ส่งคอนแทกต์พี่มึงมาให้ด้วย"
"เออได้ น่ากลัวขึ้นทุกวันแล้วนะมึงเนี่ย แต่ยังไงก็ฝากดูพี่ชายกูด้วยล่ะกัน"
"อืม พี่ไฟก็เหมือนพี่ชายกู มึงไม่ต้องห่วง"
"ขอบใจมากมึง แล้วมีอะไรให้กูช่วยไหม?"
"อันดับแรกเลย พรุ่งนี้มึงกลับบ้านไปให้เอาน้ำซักผ้าถุงแม่มึงล้างบันไดหน้าบ้าน"
"มึง~~ แม่กูยังไม่แก่ เขาไม่ใส่ผ้าถุง"
"เอ่อวะ งั้นเดี๋ยวกูขอน้ำมนต์ปู่ให้ มึงเอาไปให้ที่บ้านมึงกินก่อน ผสมกับน้ำทุกอย่างที่กิน กูกลัวคนที่บ้านไม่ปลอดภัย ส่วนพี่มึงเดี๋ยวกูจัดการเอง"
"ไอ้เหี้ยเอ้ย เห็นแต่มึงช่วยคนอื่น พอมาเป็คนใกล้ตัวแม่งโคตรหลอนเลย"
"ใจเย็น คนที่หลอนน่าจะเป็พี่มึงมากกว่าตอนนี้ อย่าลืมส่งคอนแทกต์พี่มึงให้กูนะ เอาเบอร์โทรด้วย"
ผมกับเฟียสแยกย้ายกันพักผ่อนหลังจากคุยกันเพลินจนเวลาล่วงเลยมาเกือบตีหนึ่ง
ผมพยายามข่มตาให้หลับเพราะรู้ดีว่าพรุ่งนี้มีเื่ให้ต้องทำอีกหลายมาก แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็รู้สึกนอนไม่หลับอยู่ดี จึงตัดสินใจออกมานั่งสมาธิในห้องพระกับคุณปู่แทน
"คุณ" เสียงเรียกดังขึ้นในฌาน
"ใครครับ"
"เดี๋ยวเราก็เจอกันแล้วนะ"
"ทำไมเราต้องเจอกันครับ"
"คุณต้องช่วยผม ช่วยเพื่อนผม ช่วยน้องชายผม"
"คุณเป็ใครครับ"
"ผมเคยเป็สามีคุณ"
"ฮะ!!!" ผมหลุดออกจากสมาธิด้วยความใ
"เป็อะไรเ้าน้ำ เสียงดังทำไม" คุณปู่ที่นั่งสมาธิอยู่ข้างๆผมถามขึ้น
"คือ...ผม ผมฝันครับ"
"ไม่ใช่ฝันเ้าน้ำ ต่อไปนี้เื่ที่เอ็งเห็นในสมาธิคือเื่จริง"
"ปู่หมายความว่ายังไงครับ"
"ค่อยๆฝึกมันเป็สิ่งที่ติดตัวเรามา ใช้หาประโยชน์เข้าตัวไม่ได้มันบาปแต่ให้ใช้ช่วยคน เข้าใจไหม"
"เข้าใจครับปู่..."
/// แต่ปู่จะรู้ไหมครับว่าหลานปู่ ตอนนี้ก็เอาตัวเองไม่รอดเหมือนกัน อยู่ๆก็เคยมีสามีเฉยเลย T~T ///
ผมขับรถออกมาจากบ้านสวน โดยครั้งนี้เฟียสเปลี่ยนที่นั่งมาเป็ตุ๊กตาหน้ารถแทนผม
"ไอ้น้ำ กูขอแวะกินข้าวที่แกลลอรี่กับพี่หนึ่งนะ"
"พอดีเลยเดี๋ยวกูแวะเที่ยวด้วย ไม่ได้ไปนานคิดถึงเหมือนกัน เสร็จแล้วเดี๋ยวกูไปส่งที่บ้าน"
"ไม่ต้องครับ วันนี้กูจะค้างกับพี่หนึ่ง" เฟียสพูดขึ้นพร้อมกับปีกจมูกกระพือเพราะเก็บอาการดีใจไม่อยู่
"แล้วแต่เพื่อนเล๊ย!" ผมตอบกลับไปอย่างหมั่นไส้
"เออมึง ทำไมมึงถึงให้กูเอารถไว้ที่บ้านมึงวะ" เฟียสถามขึ้นหลังจากที่ผมให้เพื่อนนั่งรถมาด้วยกันและจอดรถทิ้งไว้ที่บ้านคุณปู่
"ของไม่ดีทำติดรถไว้ คุณปู่จะเอาออกให้แล้วเดี๋ยวลูกศิษย์ปู่จะขับไปส่งที่คอนโด"
"ไอ้เหี้ย น่ากลัว แล้วทำไมถึงทำใส่รถวะ"
"กะเอาตายล่ะมั่ง"
"เห้ย ไอ้น้ำ มึงอย่าพูดเื่ความเป็ความตายหน้าตาเฉยงี้ดิวะ"
"ก็เื่จริงแต่มึงไม่ต้องห่วงนะ พี่มึงไม่ถึงคาดและเหมือนมีคนคอยช่วยด้วย"
"ใครวะ"
"กูไม่รู้เหมือน แค่รู้สึกว่าพี่มึงมีสิ่งที่มองไม่เห็นคอยช่วยอยู่"
"หรือจะเป็พี่พุฒ..."
"ใครนะ?"
"ป่าวๆไม่น่าใช่หรอกมั้ง"
"มึง วันนี้ที่แกลลอรี่มีงานเหรอวะ รถจอดเต็มเลย" ผมขับรถมาถึงแกลลอรี่ของพี่หนึ่ง ที่วันนี้ดูแตกต่างจากทุกวันเพราะที่จอดรถเต็มหมด ทั้งโซนธรรมดาและวีไอพีซึ่งปกติโซนธรรมดาจะว่างให้ผมเสมอ
"ไม่รู้วะ รอแปปเดี๋ยวกูโทรถามหนึ่งให้"
"ไอ้น้ำ หนึ่งให้จอดไว้หน้าแกลลอรี่เลย เดี๋ยวคนขับรถของพี่พร้อมจะมาขับไปจอดให้ด้านในให้" เฟียสบอกผมหลังจากคุยโทรศัพท์กับพี่หนึ่ง
"ในไหนวะ"
"ด้านในที่เป็ที่จอดสำหรับเ้าของแกลลอรี่ไง"
"โอโห มึงนี่วีไอพีมากนะเฟียส"
"แน่นอนครับ ไปกันเถอะกูรีบ" เฟียสพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี ก่อนเดินผิวปากนำผมเข้าไปด้านใน
"แล้วถ้าจะกลับกูจะไปเอารถที่ไหน"
"มึงก็โทรบอกกู เดี๋ยวเขาขับมาให้"
“อ๋อ โอเค”
"ลาเต้เย็นไม่หวานครับ" หลังจากได้ที่จอดรถเรียบร้อย ผมก็แยกย้ายกับเพื่อนและตรงไปร้านกาแฟทันที สั่งกาแฟเสร็จก็เดินออกมานั่งรอที่โซนด้านนอกเหมือนทุกๆครั้ง
"ลาเต้เย็นได้แล้วค่ะ" พี่พนักงานเดินมาเสิิร์ฟลาเต้ให้ผมที่โต๊ะหินอ่อนด้านนอก
"ขอบคุณครับ" ผมเอ่ยบอกพร้อมกับส่งยิ้มให้ ก่อนที่พี่พนักงานสาวสวยตรงหน้าจะทำท่าทางอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูดกับผม
"เอ่อ คือ...คือว่า..."
"ครับ?"
"ใช่น้องน้ำมนต์ที่เป็เพื่อนกับคุณเฟียสหรือเปล่าคะ"
"อ๋อ ใช้ครับผมเอง มีอะไรหรือเปล่าครับ" ผมถามกลับไปด้วยท่าทางสบายๆ
"หายไปไหนมาคะ ทำไม่นี้ไม่ค่อยมาแกลลอรี่เลย"
"อ๋อ พอดีติดงานน่ะครับ ่นี้ยุ่งหน่อยเลยไม่ค่อยได้มา"
"อย่างนี้นี่เอง งั้นดื่มกาแฟให้อร่อยนะคะ อยากได้อะไรเพิ่มเรียกได้เลยค่ะ"
"ขอบคุณครับ"
"ยินดีค่ะ"
"ว่าแต่วันนี้ที่นี่มีงานอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมคนเยอะจัง"
"อ๋อ วันนี้ที่แกลลอรี่มีประมูลภาพศิลปะค่ะ" คำตอบที่ได้ยินทำเอาคนหลงรักงานศิลป์อย่างผมตื่นเต้นไม่น้อย
"จริงเหรอครับ ผมเข้าไปดูได้ไหม"
"รู้สึกว่าน่าจะเฉพาะแขกวีไอพีที่จองไว้เท่านั้นนะคะ"
"ว๊า~~ เสียดายจังเลยนะครับ ผมน่าจะจองไว้บางเนอะ" ผมแกล้งตอบคนตรงหน้ากลับไปด้วยน้ำเสียงเสียดายก่อนปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม
"คะ? ค่ะ!… " พี่พนักงานไม่ตอบคำถามของผม แต่กลับรีบเดินหนีไปทันที
/// ไม่อยากคุยกันต่อแล้วเหรอ สงสัยเราเล่นมากไปหน่อยมั้ง ///
ผมนั่งชมวิวดื่มกาแฟได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงบ่นที่คุ้นหูดังอยู่ใกล้ๆ
"ทำไมตอนเย็นถึงมียุง แต่ตอนนี้ไม่มียุงนะ"
/// ใคร? ///
"ทำไมยุงถึงมีแค่ตอนเย็น"
/// ยุงอีกแล้วเหรอ? ///
ผมพยายามมองหาต้นเสียงจนทั่วร้านกาแฟและในที่สุดก็เจอจนได้
ชายในชุดสูทสีดำกำลังยืนหันหลังห่างจากผมไม่ถึงห้าเมตร จากลักษณะของการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็แขกวีไอพีของแกลลอรี่ที่มาประมูลงานศิลปะวันนี้แน่ๆ
"พร้อมแพ้ยุ่งด้วย ทำยังไงดีนะ..."
"หรือจะเอาสนไล่ยุงมาปลูกดี มันจะไล่ยุงได้จริงๆไหม" เสียงบ่นพึมพำยังคงดังออกมาเรื่อยๆ จนผมอดอมยิ้มตามไม่ได้ คนอะไรจะมายืนบ่นเื่ยุงเป็จริงเป็จังขนาดนี้ เขาต้องเป็คนเดียวกับที่บ่นยุงเมื่อวานแน่นอนเพราะผมจำเสียงได้
"ต้นสนไล่ยุงไม่ได้จริงๆหรอกครับ" ผมเดินเข้าไปคุยกับคนที่ยืนบ่นอยู่ ไม่รู้ทำไมผมรู้สึกคุ้นเคยและอยากเข้าไปคุยกับคนแปลกหน้าคนนี้ขนาดนั้น คงเป็เพราะความน่ารักในการบ่นละมั้ง
"คุณ…คุณคุยกับผมเหรอ" คนในชุดสูทหันมาหาผม พร้อมกับถามคำถามที่ผมพอจะเข้าใจได้ เพราะผมไม่รู้จักเขาแต่กลับเดินเข้ามาคุยแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยคงทำให้เ้าตัวงงอยู่ไม่น้อย
"ครับ ผมคุยกับคุณนั่นแหละ ได้ยินคุณบ่นเื่ยุงมาสักพักแล้ว"
"………" คนตรงหน้านิ่งไปเมื่อได้ยิน จนผมรู้สึกประหม่า
"เอ่อ ผมกวนคุณหรือเปล่าครับ"
"เปล่า เปล่าครับไม่ได้กวน แต่ไม่มีคนคุยกับผมนานแล้ว"
"เหรอครับ…คุณคุยกับผมได้นะ ผมชอบมาที่แกลลอรี่บ่อยๆ"
"อย่างนั้นเหรอครับ คุณพูดแล้วนะ" คนตรงหน้าพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
"ครับ ผมน้ำมนต์นะยินดีที่ได้รู้จักครับ"
"ผมพุฒครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันนะคุณน้ำมนต์" คุณพุฒส่งยิ้มบางมาให้ คนในชุดสูทสีดำผิวขาวซีดดูแปลกตา ตาคมมองสบตาผมนิ่ง ใบหน้านี้ดึงดูดผมให้ตกอยู่ในภวังค์ ทั้งดวงตา จมูกและริมฝีปากของคุณพุฒเหมือนกับผมเคยเห็น...เคยััมาแล้ว
"คุณน้ำมนต์ น้ำมนต์ครับ!"
"ครับ?"
"คุณเป็อะไรหรือเปล่า"
"เอ่อ เปล่าครับๆ"
“คุณน้ำมนต์ คุณมองเห็นผมจริงๆใช่ไหมครับ”
“จริงสิคุณ คุณตัวสูงขนาดนี้ใครจะไม่เห็นล่ะครับ”
“แปลกนะครับ”
“แปลกยังไงครับ”
“จริงๆ แล้ว ในแกลลอรี่นี้ไม่มีใครเห็นผมหรอกครับ”
“อ๋อ คงเป็เพราะที่แกลลอรี่ค่อนข้างมืดน่ะครับ สงสัยเ้าของประหยัดไฟ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นแน่ๆ ว่าแต่คุณชอบงานศิลป์เหรอครับ”
“ครับ ชอบดูครับเพลินดี แล้วคุณล่ะ”
“ผมมาดูแลน้องครับ”
"ดูแลน้อง?" ผมถามกลับไป นึกถึงเด็กตัวเล็กๆที่วิ่งเล่นในแกลลอรี่ ก่อนที่คำตอบของคนตรงหน้าจะทำผมฝันสลายทันที
"น้องผมอยู่ที่งานประมูลครับ"
"อ๋อ ที่แท้คุณก็มางานนี้นี่เอง"
"ครับ จะว่าอย่างนั้นก็ได้"
"แล้วคุณไม่เข้างานเหรอครับ เหมือนจะเริ่มประมูลกันแล้วนะ" ผมยกนาฬิกาบนข้อมือขึ้นดูก่อนถามคุณพุฒกลับไป
"ไม่ครับ ผมไม่ถนัดงานศิลป์เท่าไหร่"
"ไปดูภาพที่เอามาประมูลไงคุณพุฒ สวยๆทั้งนั้นเลยนะ ผมอยากเข้ามาเลยแต่เสียดายผมไม่วีไอพี" ผมพูดติดตลกกลับไปพร้อมกับหัวเราะ
"คุณอยากเข้าไปดูงานประมูลเหรอครับ" คุณพร้อมถามกลับมาด้วยใบหน้าแปลกใจ
"แน่นอนสิครับ แต่ไม่ได้ไปประมูลนะไปเสพศิลป์ครับ" ผมพูดพร้อมกับส่งยิ้มทะเล้นไปให้
"งั้นเอาอย่างนี้ไหม คุณเอาบัตรผมไปเพราะยังไงวันนี้ผมไม่เข้าอยู่แล้ว"
"คุณพุฒ! คุณพูดเื่ดีๆแบบนี้แล้วห้ามเปลี่ยนใจนะครับ" ผมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"คุณเป็คนตลกเหรอครับ"
"ฮ่าๆ ส่วนใหญ่เป็ตอนดีใจครับ" ผมยืนคุยเรื่อยเปื่อยกับเพื่อนใหม่อยู่พักใหญ่ก่อนที่คุณพุฒจะบอกให้ผมเข้างานก่อนที่การประมูลจะจบลงซะก่อน
"งั้นผมไปแล้วนะครับ"
"เสพศิลป์ให้สนุกนะครับ"
"ขอบคุณอีกครั้งนะคุณพุฒ ไว้เจอกันครับ"
"ครับ แล้วเจอกันนะ...น้ำมนต์"
ผมแขวนบัตรที่คุณพุฒให้ไว้ก่อนเดินเข้างาน แต่ตอนนี้เหมือนผมจะเริ่มมึนกับโซนด้านในที่พี่ออแกไนท์บอกทางผมมา เพราะในส่วนของแกลลอรี่ด้านหลังที่ใช้จัดงานผมไม่เคยเข้ามาเลย
"ขอโทษนะครับงานประมูลไปทางไหนครับ" ผมถามพี่พนักงานที่อยู่ในชุดสูททักซิโด้ดูเรียบร้อยแขวนป้ายที่คอว่า STAFF VVIP
พี่พนักงานหนุ่มดูมีอายุตวัดสายตามองป้ายผมพร้อมกับโค้งให้อย่างสุภาพ
"เชิญที่ห้องรับรองชั้นสองครับ เดี๋ยวผมนำทางไป"
"ครับ? ผมแค่จะมาดูงานเฉยๆครับ ไม่ต้องห้องรับรองก็ได้"
"สำหรับแขก VVIP เราดูแลเป็พิเศษอยู่แล้วครับ เชิญครับ" พูดจบพี่พนักงานก็หมุนตัวเดินนำผมเข้าไปด้านใน ผมก้มมองป้ายที่คอตัวเองทันทีก่อนจะเห็นคำว่า VVIP ติดอยู่ตัวเบ้อเร้อ
/// คุณเป็ใครนะคุณพุฒ VVIP มันเฉพาะคนที่เป็หุ้นส่วนไม่ใช่เหรอ ///
*** Rw…