จับเข่าคุย
“โอ๊ย!!”
เสียงเพเนียสร้องขึ้นอย่างตกใจใช่ ส่วนใหญ่เพราะตกใจบวกกับความเจ็บที่ตัวเขาทิ่มไปข้างหน้าอีกแค่เล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องร้องออกมาก่อนเพราะตื่นตกใจ!
“ยานเป็นอะไรไปครับ” เพราะอยู่ๆยานก็หยุดนิ่งลอยเคว้งอยู่กลางอวกาศเพเนียสเลยรีบลืมอารมณ์ก่อนหน้าแล้วรีบหันหลังมาถามคีเฟอร์ทันทีด้วยหน้าตาตื่นๆ
“เป็น เป็นนิดหน่อย”
“ซ่อมได้ไหมครับหรือเราต้องโทรตามคนมาช่วย” เพเนียสยังคงมีท่าทางแตกตื่นเลยไม่ได้สนใจท่าทีของคีเฟอร์ที่ตอบอย่างสบายๆ ไร้ซึ่งวี่แววตกใจใดๆ ทั้งสิ้นเพราะตอนที่ยานหยุดมันกะทันหัน ไม่ใช่ค่อยๆ หยุดเหมือนปกติที่นุ่มนวลกว่านี้มากเลยทำให้มันดูผิดปกติ เพเนียสเลยมีความกังวลใจว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นระหว่างทาง
“ไม่ต้องหรอก แค่พักเครื่องสักครู่ก็พอ”
“จริงเหรอครับ?” ง่ายๆ แบบนั้นเลย
“ใช่ ส่วนตอนนี้เรามาคุยกันหน่อยเป็นไง”คีเฟอร์ไม่เพียงพูดเพื่อรอคำตอบตกลงจากอีกคน แต่เขากลับหมุนเก้าอี้ของเพเนียสเพื่อให้กันมาหาตัวเองในทันทีเก้าอี้ถึงจะมีความแข็งแรงทนทานแต่ก็ยังมีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะใช้งานในหลายรูปแบบด้วยเรื่องที่จะจับหมุนไม่ใช่เรื่องง่าย เพียงแต่จับให้ถูกจุดก็เพียงพอแล้ว
“ขะ...คุยอะไรครับเรื่องยานผมซ่อมไม่เป็นหรอกนะ” ก็ตกใจสิ ที่อยู่ๆเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่ก็ถูกหันมาให้เผชิญหน้ากับคีเฟอร์ตรงๆและใกล้ชิดขนาดที่ว่าเข่าชนเข่าเลยทีเดียว
“เปล่า ลืมเรื่องนั้นไปก่อนเถอะน่า...”คีเฟอร์เผยรอยยิ้มขบขันออกมาเมื่อเพเนียสยังคงปล่อยคำถามเหมือนเล่นมุกออกมาได้อยู่ฮึๆๆ สงสัยรู้นั่นแหละว่าจะชวนคุยเรื่องอะไร แต่ก็อยากเฉไฉไปเรื่องอื่น ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ย้ำว่าเพเนียสไม่ได้โง่เง่าขนาดนั้น โดนแกล้งทีหรือพูดเรื่องอะไรให้ฟังมา เขาก็เข้าใจได้แล้ว แต่บางครั้งก็ทำเป็นไม่รู้ไปบ้างเอ๊ะ หรือบางครั้งก็ไม่รู้จริงๆ แต่ทำเป็นเหมือนแกล้งว่าไม่รู้ (สรุปยังไงกันแน่เนี่ย)
“ว่ายังไง”รอยยิ้มของคีเฟอร์ที่ส่งมาให้เพเนียส ถึงจะไม่ได้ยิ้มที่กว้างและเห็นฟันสวยหากแต่ก็เป็นรอยยิ้มที่ชวนมองเอามากๆ และไม่ใช่แต่ยิ้มเพียงแค่ริมฝีปากแต่ดวงตาและแววตาที่มองมา มันยังสื่อถึงคนที่เขากำลังจ้องมองอยู่ได้ว่ารู้สึกยังไงมีแต่ความชื่นชอบ เอ็นดู รักใคร่ และอยากทะนุถนอม
ภาพที่เพเนียสเห็นเขาเข้าใจถึงอารมณ์ที่อีกคนสื่อมาได้ ไหนจะภาพประกอบพื้นหลังของคีเฟอร์ที่เหมือนปกคลุมไปด้วยฟิลเตอร์หวานๆนี่อีก
“เอ่อ...”เพเนียสถึงกลับต้องหลบสายตาอีกคนอย่างขัดเขินมันไม่ใช่สายตาแบบที่เขาจะได้รับมาทั่วๆ ไปเสียหน่อยแววตาแบบนี้ไม่ว่าจะจากครอบครัว เพื่อนฝูง หรือแฟนคลับ เขาก็ไม่เคยได้รับมันมาก่อนถึงแม้จะมีรูปแบบใกล้เคียงกันบ้าง แต่เขาก็ยังแยกแยะได้ ว่าความหมายมันต่างกันยังไงถ้าเขาไม่รู้แล้ว คงไม่รู้สึกเขินอายจนต้องหลบหรอก
“มองพี่หน่อยสิครับ”คีเฟอร์ไม่ยอมยังเอ่ยขอออกมาอย่างออดอ้อน ไม่สิมีเพียงคำพูดที่เหมือนจะดูเหมือนขอร้อง หากแต่ว่ามือทั้งสองข้างของเขาก็ถือวิสาสะค่อยๆประกบข้างแก้มที่แดงระเรื่อและแผ่ความร้อนผ่าวออกมาพาเพเนียสให้หันมองมาทางเขาเองช่างเป็นการเอ่ยปากขอร้องแต่การกระทำบังคับเสียอย่างนั้น
“เวลาไม่กี่สิบชั่วโมงมันไม่ได้นานเลยนะพี่ขอให้เราได้อยู่ด้วยกันให้คุ้มค่าที่สุดได้ไหม นะ?”
“ตอนนี้พี่อยากพูดคุยกับเรา กินข้าวด้วยกันสอนเราบังคับยานบิน แล้วก็... มองเราแบบนี้ให้ได้นานๆ”
“เราเข้าใจใช่ไหม ว่าพี่หมายความว่ายังไงแต่ถ้าหากไม่ พี่จะได้บอกตรงๆ ว่า...”หลังจากที่สองมือประกบข้างแก้มนุ่มนิ่มของเพเนียสพร้อมเกลี่ยเบาๆ ให้เพเนียสกลับมามองสบตากับเขาได้แล้วแต่เพเนียสก็ยังไม่ได้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระแต่อย่างใดสองแก้มแดงระเรื่อยังถูกกุมให้เป็นตัวประกันอยู่ก่อนที่อีกคนจะเริ่มเปิดเผยความในใจที่อยากจะบอกออกมา
“อย่า อย่าพึ่งครับ ผม ผมขอทำใจก่อน”
“หือ?”
“ไม่ใช่สิๆ ผมขอเตรียมตัวก่อนฟังได้ไหม”ด้วยบรรยากาศและอารมณ์ที่พาไป เพเนียสพอที่จะคาดเดาได้บ้างว่าต่อไปนี้จะเป็นไปในทิศทางไหนหากแต่ก็ยังอยากเอ่ยร้องขอเวลาสักครู่ เพื่อทำใจเหมือนที่ว่าหรือเตรียมตัวเตรียมใจก็ไม่อาจจะบอกได้แน่ชัดเพียงแต่ว่าเขาไม่เคยอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ เลยไม่รู้จะทำตัวยังไง
“ลำบากใจเหรอที่อยู่กับพี่ ถึงกับต้องทำใจ”คีเฟอร์ถาม พร้อมกับดวงตาที่ลู่ลงอย่างเศร้าๆ ถ้าอยู่ในร่างวอมแบตหัวโตๆของเขาคงแนบลงชิดกับตัวแล้ว
“ไม่ใช่แบบนั้นครับ ผมแค่ผมแค่หมายความว่า เอ่อ ทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็เท่านั้นเองครับอย่าทำหน้าแบบนั้นเลยครับ ผมรู้สึกผิดนะ”
“แล้วเหตุการณ์ที่ว่า คือยังไงเหรอ?”คีเฟอร์ยอมกลับมาสบตาเพเนียสอีกครั้งแต่ครั้งนี้กลับมีแววความขี้เล่นขี้แกล้งผสมอยู่ด้วยแถมรอยยิ้มยังหยักลึกตรงมุมปากอีกด้วย เหมือนอยากจะแกล้งคนตรงหน้าอีกหน่อยให้แก้มนุ่มๆ นี่แดงกว่าเดิมไปเลย แอบบีบแก้มไปอีกหนึ่งทีอย่างมันเขี้ยว
“ก็ เอ่อ... แบบว่าแบบที่มีแค่เราสองคนตรงนี้ไงครับ” จะให้บอกออกตรงๆ ได้ยังไงกัน อีกอย่างเพเนียสเองก็ยังหาคำจำกัดความที่จะเรียกจริงๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำรู้แค่ว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้ส่งผลร้ายอะไรแต่ก็สร้างความเขินอายจนตัวจะแตกได้มากอยู่เหมือนกัน เหมือนฟิลเตอร์รอบๆ ตัวตอนนี้ที่มีลูกโป่งมากมายล่องลอยอยู่หากว่าเขาพูดอะไรผิดไปจนอีกคนหน้าหม่นลงลูกโป่งพวกนี้ก็คงโป่งพองขึ้นแล้วแตกโป้งป้างต่อๆ กันจนหมดเป็นแน่ซึ่งเขาเองก็ไม่อยากให้เป็นอยากนั้น
“เจ้าเด็กน้อยเอ๊ย”คีเฟอร์ก็พอจะรู้อยู่หรอกว่าคนตรงหน้าทำเป็นเฉไฉไปเรื่อย ตอบอ้อมไปอ้อมมากถ้าเขาเป็นอาจารย์นะ คำตอบแบบนี้ ไม่ได้คะแนนหรอก ดีไม่ดี ติดลบไว้ด้วย
“อื้อ...”สองมือของคีเฟอร์ที่บีบแก้มเพเนียสเบาๆ และจับส่ายไปมาอย่างหมั่นไส้ทำให้เพเนียสต้องออกปากร้องประท้วงออกมาเบาๆตอนนี้อยากหาอะไรแหลมๆ มาจิ้มฟิลเตอร์ลูกโป่งพวกนี้แล้วล่ะ ดูสิลอยไปลอยมาอย่างสนุกเชียว
“ทำเป็นไม่รู้ไปได้ว่าพี่ชอบเราอยู่”รอยยิ้มอารมณ์ดีของคีเฟอร์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า พาให้บรรยากาศดูผ่อนคลายเช่นเดียวกับเพเนียสที่แค่ทำสีหน้ายุ่งนิดหน่อยเท่านั้นเลยยิ่งทำให้คีเฟอร์ชอบใจและเผยความรู้สึกออกมาอย่างไม่เก็บงำ และเพเนียสไม่ทันได้ตั้งตัว
สองแก้มนุ่มยังถูกสองมือกุมไว้อย่างเบามือพร้อมกับดวงตาที่มีประกายสดใสสองคู่ที่ประสานกันอย่างมีความหมาย
ความเงียบเข้าปกคลุมหลังจากที่คีเฟอร์เอ่ยจบ
ริมฝีปากบางถูกเม้มก่อนที่จะใช้ฟันขาวขบมันเบาๆเพื่อระบายความรู้สึกเหมือนตัวจะแตกของเพเนียสได้เป็นอย่างดีถึงแม้คีเฟอร์จะจ้องมองมานิ่งๆ เพื่อยืนยันคำพูดที่ออกมาจากใจแต่ดวงตาของเพเนียสกลับกะพริบบ่อยเข้าเหมือนว่านี่คือการแสดงออกอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับสองมือที่กำเนื้อผ้าตรงกางเกงไว้แน่น
“อย่ากะพริบตาบ่อยสิ เดียวก็ปวดตาหรอก”คำพูดอ่อนโยนและมือที่ลูบไปบนเปลือกตาเบาๆ เป็นการเตือน
“ฮึๆทำอย่างกับไม่รู้ไปได้ว่าพี่คิดยังไง” เพราะท่าทางของเพเนียสที่แสดงออกมาชัดเจนแน่นอนว่าคีเฟอร์ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงออกมาอย่างเอ็นดู
“แล้ว แล้วถ้าผมไม่รู้ล่ะครับ?”
“ถ้าไม่รู้ ก็รู้ไว้ซะนะ”
“ว่าพี่ ชอบเรามากๆ เลยล่ะ”ไม่ได้พูดเปล่าอย่างลอยๆ หากแต่วาคีเฟอร์ยังเอนตัวเข้ามาใกล้เพเนียสอีกจนตัวจะติดกันก่อนที่มือขวาตอนแรกที่แนบแก้มของเพเนียสไว้อยู่จะเขี่ยปลายจมูกเพเนียสเบาๆอย่างชอบใจ
การแสดงออกของคีเฟอร์ไม่ว่าจะจากการกระทำ หรือจะเป็นแววตาและความรู้สึกที่เขาส่งออกมาอย่างชัดเจนเพเนียสที่รับรู้ได้อย่างดี แน่นอนว่าปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาจะตั้งรับได้ถูกเนื้อตัวยังนั่งนิ่งอยู่แต่ปลายหูและแก้มที่ถูกมือแนบไว้อยู่กลับร้อนขึ้นมาอีกครั้งสองมือยังกำกางเกงแน่นไม่เปลี่ยน ส่วนมุมปากที่เผลอไม่ได้มันอยากจะยกขึ้นสูงอยู่ตลอดเวลาจนเขาต้องเม้มเอาไว้เป็นเส้นตรงส่วนดวงตาที่ถูกบังคับให้จ้องมองคีเฟอร์ไว้นั้นต้องหลุบลงอย่างทำตัวไม่ถูกอีกรอบซึ่งนับไม่ได้แล้ว ว่าเป็นอย่างนี้กี่ครั้งแล้ว
“แล้วเราล่ะ ชอบพี่บ้างไหมไม่เห็นบอกกันบ้างเลย? พี่เองก็อยากรู้เหมือนกันนะ ว่าจริงๆแล้วเราได้รู้สึกแบบเดียวกันหรือเปล่า”คีเฟอร์ทำเสียงเศร้าเมื่อไม่ได้รับคำตอบแบบเดียวกันกลับมาเสียทีสีหน้าของเขาจากอิ่มเอิบกลับมีความท้อแท้ใจที่สื่อออกมาให้เห็นได้ทันทีเมื่อเอ่ยจบแถมยังปล่อยสองมือที่กอบกุมแก้มเพเนียสไว้อย่างหมดแรงอีกด้วย
นอกจากสายตาตัดพ้อน้อยใจที่คีเฟอร์ส่งมาให้แล้วยังคงมีความต้องการและคาดหวังให้อีกคนเอ่ยคำหวานซึ้งที่เขาอยากจะฟังออกมาด้วย สายตาเว้าวอนที่ส่งมาเพเนียสเองก็ไม่อาจจะต้านทานมันได้ เขารู้สึกผิดมากๆ ถ้าหากไม่สามารถทำตามคำขอข้อนี้ได้เหมือนกับว่าเขาไม่ชอบเลยที่อีกคนตีหน้าเศร้าสลดลงแบบนี้หัวใจของเขามันรู้สึกกระตุกวูบแปลกๆ เจ้าฟิลเตอร์ลูกโป่งอย่าพึ่งเหี่ยวแฟบลงนะ
“ผมก็... รู้ครับผมเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน” เพราะเขาไม่อยากให้อีกคนทำหน้าเศร้าเพเนียสเลยตัดสินใจแบบกล้าหาญบอกออกไปด้วยสีหน้าที่แน่วแน่แต่ใบหูและแก้มนุ่มยังแดงระเรื่ออยู่ในเมื่ออีกฝ่ายเผยความในใจขนาดนี้แล้ว เขาเองก็ไม่ควรจะทำเป็นนิ่งเฉยแล้วไหมไม่ว่าตัวเองจะคิดยังไง ก็ควรที่จะบอกออกไปตามตรง อีกคนเขาจะได้ไม่รออย่างเปล่าประโยชน์
“...”ถึงแม้เพเนียสจะทำใจกล้าบอกออกไปแล้ว และเขาก็หวังว่าอีกคนจะมีสีหน้าที่ดีขึ้นแต่ไม่เลย คีเฟอร์ยังมีหน้าสลดและก้มหน้าหลบสายตาเขาไม่เปลี่ยน เป็นเพราะอะไร?
“พี่คีเฟอร์ครับ พี่เป็นอะไรหรือเปล่า?” จากสองมือที่กำกางเกงตัวเองไว้แน่นจำต้องคลายมือออกก่อน แล้วยื่นไปจับต้นขาของคนพี่แล้วเขย่าเรียกเบาๆอย่างไม่เข้าใจ
“เปล่า พี่ไม่ได้เป็นอะไร”ถึงอีกคนจะบอกมาแบบนี้ แต่เพเนียสยังคงมีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ ทำไมน้ำเสียงดูฝืนๆ
“เงยหน้าขึ้นมาคุยกันหน่อยได้ไหมครับนะครับ” สองมือเรียวสวยและยิ่งดูดีเมื่อทำอาหารยังคงเขย่าเบาๆ พร้อมกับเพิ่มมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนในแบบที่ไม่ได้ปรุงแต่งหรือตั้งใจหากแต่ว่าคนฟังกลับรับรู้ได้ว่ามีความอ้อนอยู่ในนั้นด้วย
“หรือว่าสิ่งที่ผมพูดมันช้าเกินไปแล้วครับ” เพเนียสเอ่ยออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเริ่มมีน้ำสีใสเอ่อคลอ
“ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว”
“แล้ว ผมต้องเข้าใจแบบไหนล่ะครับก็พี่...”
“อย่าคิดมากเลย ไม่ใช่แบบที่เราคิดหรอกพี่ก็แค่” คีเฟอร์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนก่อนจะยื่นมือออกไปลูบผมสีขาวปลอดของเพเนียสอย่างแผ่วเบาพร้อมกับรอยยิ้มที่กลับมาประดับดวงหน้าของเขาอีกครั้ง จริงๆ แล้วเขาดีใจมากๆที่ได้ฟังคำนั้นจากอีกคนเสียที หากแต่ว่าในใจลึกๆแล้วเขารู้ว่าเพียงแค่นี้มันยังไงเพียงพอต่อใจจึงได้ใช้เวลาเมื่อกี้คิดไตร่ตรองความรู้สึกนี้ให้ดีภาพลักษณ์ภายนอกที่ออกมาเลยดูเหมือนว่าเขาดูสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่