กระแสจิติญญาทั้งสองสาย สีแดงสดเข้าประทะกันอย่างไม่ลังเล ทั้งสองคนผละตัวออกจากกันเพื่อมาต้องหลัก
ส่วนเต่านอนเอามือกุมหัว พลางคลานเข้าไปมุดใต้โต๊ะที่อยู่ใกล้ๆ อย่างตาลีตาเหลือก แต่ทว่าเมื่อเข้าไปได้ไม่นาน โต๊ะที่มันใช้กำบังก็แตกออกอย่างรุนแรง สร้างความใให้มันอย่างไม่น้อย มันจึงหนีแอบไปหลบหลังเสาที่อยู่ไม่ไกล
แต่ก็ด้วยความซวยหรืออะไรก็ไม่ทราบ เสาที่ตัวมันใช้กำบังอยู่ก็แตกออกเป็ชิ้นๆเช่นกัน
แม่เล้ามองภาพที่ปรากฏออกมาด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ที่แห่งนี้เป็ที่ๆนางและสามี ค่อยๆเก็บหอมรอมริ มาอย่างยาวนานกว่าจะซื้อมาได้ และตั้งตัวจนสามารถมีได้อย่างทุกวันนี้
นางคิดว่าวันที่นางต้องอยอย่างอดสูจะต้องสิ้นสุดแล้ว เนื่องจากนางนั้นได้เงินที่ขายของด้วยการประมูลในคืนนี้อย่างมากมาย
แต่ทว่ามันกับต้องพังทลายลงอย่างง่ายดาย ด้วยเหตุคู่รักสองคนที่ ทะเลาะกันมาอย่างยาวนาน และเอาความโกรธมาลงที่หอของนาง แม้มันจะเป็เพียงลูกหลงก็ตาม
ส่วนด้านของทอง มันไม่คิดว่า การต่อสู้ของทั้งสองคนจะรุนแรงเช่นนี้ได้ มันไม่เหมือนกับที่คนธรรมดาต่อสู้กัน มันเหมือนกับเหตุวิปโยคที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดเสียมากกว่า
มันรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ตอนมีโอกาสมันไม่หนีออกไปจากหอแห่งนี้อย่างรวดเร็ว แต่ว่าตอนนี้แม้มันจะคิดหนีออกไปก็ไม่สามารถออกไปได้แล้วเนื่องจากเศษข้าวของต่างๆที่พังทลายได้กีดขวางเส้นทางหนีไว้หมดแล้ว
มันมองหาที่กำบังดีๆอย่างรีบร้อน แต่ทว่าเมื่อมันเห็นแววตาที่วูบไหวของดินก็สงบลง แม้ว่าแววตาของดินจะวูบไหว แต่สิ่งนั้นไม่ได้เกิดจากความหวั่นเกรง แต่เป็สายตาที่เกิดจากความตื่นเต้นมากกว่า
แม่นางทั้งสองต่างโรมรันพันตูอย่างดุดัน แม่ว่าทั้งสองจะต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่ทว่าว่ากับไม่มีาแ ปรากฏออกมาจาตัวผู้ใดเลย ราวกับว่าทั้งสองนั้น มีเจตนาที่จะไม่สู้กันถึงแก่ชีวิและาเ็ทางร่างกาย
ฟ้าะโขึ้นไปกลางอากาศสูงเหนือพื้นราวๆห้าหรือสิบเมตรก็ไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัด
นางกวาดดาบไปรอบๆ พลางท่องอาคมที่ตนเองเคยเรียนมา แม้ว่านางจะไม่ได้เป็อาจารย์แต่ก็เป็กึ่งอาจารย์แล้ว จึงได้เรียนการรวบรวมกระแสิญญาจากธรรมชาติมาเป็อาวุธบ้างแล้ว
กระแสิญญาหลอมรวมเข้ากับตัวดาบ ราวกับสายน้ำไหลเข้าลงไปภายในหลุม หมุนวนเข้าราวกับไม่ที่ที่สิ้นสุด กลายเป็คลื่นดาบขนาดั์และฟาดไงลงมายังเบื้องล่าง
น้ำเองก็ไม่น้อยหน้า นางรวบรวมกระิญญาลงไปในตัวดาบเช่นกัน แต่ทว่านางไม่ได้ปรุงแต่งกระแสิญญาให้กลายเป็คลื่นดาบ เช่นเดียวกับที่ฟ้าทำ แต่นางกลับรวมให้มันกลายเป็โล่สีแดงแดงขนาดใหญ่ ตวัดปลายดาบผลักโล่ให้ไปประทะกับคลื่นดาบ
ตูม มม
เศษเสี้ยวกระแสิญญาที่ประทะกันจนแตกหัก กระจายไปทั่วสร้างความเสียหายมหาศาลจนหอสามชั้นแห่งนี้ค่อยๆพังทลายลงอย่างช้าๆ กลุ่มฝุ่นควันที่เกิดจากการพังทลายของหอแห่งนี้
แม่เล้าเห็นเช่นนั้นก็เป็ลมล้มพับไปอีกรอบ ส่วนทองก็มองหาโต๊ะจากใกล้ๆ เนื่องจากการพังทลายลงกะทันหันหอแห่งนี้ มันจึดึงดินเข้าไปไปหลบอย่างรีบร้อนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ยังคงอยู่ในหอเพื่อชื่นชมการต่อสู้ด้วยความสนใจ
เมื่อการพังทลายสิ้นสุดลง โชคดีของแม่เล้าที่มีเพียงเศษไม้เล็กๆเพียงหล่นใส่นางเท่านั้น จึงไม่ได้เป็อะไรมาก แต่ทว่าหากกล่าวถึงความโชคดีแล้วล่ะก็ คงจะหลีกหนีเต่าไปไม่ได้ เนื่องจากมันผู้นี้แม้ว่าไม่สามารถหาที่หลบหรือกำบังได้ แต่ทว่าตัวมันกลับไม่โดนเศษไม้ที่ล่วงหล่นลงมาแม้แต่ชิ้นเดียว
แต่ถ้าหากกล่าถึงความโชคร้าย ก็ต้องกล่าวถึงทองกับดิน ที่แม้ว่าทั้งสองคนจะสามารถหาโต๊ะมาหลบกำบังไว้ได้แต่ทว่ากลับมีเสาไม้ต้นใหญ่ หล่นทับมาทางทั้งสองอย่างรุนแรง แม้ว่าจะถูกต้านทานแรงกระแทกไว้ส่วนหนึ่งแต่ทว่า มันก็มากพอที่จะสร้างความเ็ปให้กับทั้งสองคนที่เป็เด็ก อย่างมาก
แงงงงงงงงง
เสียงร้องไห้ด้วยความเจ็บของทั้งสองคน ดังออกมาพร้อมกัน แม้ว่าความคิดของทั้งสองจะเป็ผู้ใหญ่เกินตัว แต่ก็ยังไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่าทั้งสองนั้นยังคงเป็เด็กน้อยที่ไม่ได้ผ่านความทุกข์ยากของโลกมามากมายอะไร
น้ำและฟ้า ยืนประจันหน้ากันเหนือซากปรักหักพังอยู่กลางอากาศ สายตาของทั้งคู่ยังปรากฏความถือดีไม่เสื่อมคลาย สีหน้าปรากฏความแล้วแน่วแน่ราวกับว่าจะสู้กันจนกว่าใครคนหนึ่งจะล้มลงไปเอง
ทั้งคู่ยืนจ้องตากันสักครู่ ก่อนแสดงท่าทีที่จะออกฝีไม้ลายมือสู้กันอีกครั้ง
แงงงงงงง
เมื่อได้ยินเสียงร้องของเด็กทั้งสองคน ทั้งสองก็เกิดความไหวหวั่นทางแววตา และไม่ทราบว่าเป็เพราะว่าการต่อสู้เมื่อครู่หรือเปล่า ทั้งสองคนก็พ่นเืออกมาคำใหญ่
สีหน้าของพวกนางปรากฏความซีดขาวอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าของนางทั้งปรากฏความหวาดกลัว หันซ้ายหันความกันเลิกลัก เผยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ร่างของทั้งสองค่อยๆล่อนลงมาจากท้องฟ้า นั่งชันเข่าข้าหนึ่งมือพลางกุมอก ก่อนจะวางมือทั้งสองแนบลงกับพื้น กล่าวพร้อมกัน
“ไม่ทราบว่าอาจารย์ท่านใดที่ข้าน้อยทั้งสองสร้างความลำคานให้ โปรดแสดงตัวให้ข้าน้อยทั้งสองขอขมาจากใจจริงนะเ้าคะ”
“.......”
ไม่ว่าจะนั่งรอนานเท่าไร แต่ทว่าก็ไม่มีเสียงตอบหรือการปรากฏของผู้ใดแต่อย่างใด เมื่อเวลาผ่านไปยิ่งนานเท่าไร ใบหน้าทั้งสองก็ยิ่งซีดขาวขึ้นและปรากฏความเ็ปที่มากขึ้นตามไปด้วย
พวกนางทั้งสองจิตใจว้าวุ่นอย่างไม่อยู่สุข นางไม่ทราบว่าอาจารย์ท่านใดทำกับพวกเธอเช่นนี้ และไม่ทราบความ้าของอาจารย์ท่านนั้น้าอะไรกันแน่ เหตุใดยังไม่หยุดสร้างความเ็ปให้กับพวกนางอย่างไม่หยุดเช่นนี้
แงงงงงงง
แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้อย่างเ็ปพวกเธอจึงหันมองไปตามเสียงร้องของเด็กทั้งสอง จึงเห็นเด็กชายอายุประมาณหกถึงเจ็ดขวบทั้งสองคนถูกโต๊ะและเสาไม้ล้มทับ
มันเป็ภาพหน้าสะท้อนใจเป็อันมาก พวกนางไม่รู้เลยว่าการกระทำของพวกนางจะสร้างความเดือดร้อนให้เด็กน้อยทั้งสองคนนี้อย่างไม่น่าให้อภัย
ตอนนี้พวกนางรู้สึกว่ากำลังจะตาย แต่อย่างน้อยก็อยากจะช่วยเหลือเด็กทั้งสอง ที่เกิดจากความใจร้อนและไร้ความคิดของตัวพวกนาง
ฟ้าสะบัดมือใช้กระแสิญญายกสิ่งกีดขวาง แม้ว่าจะเ็ปเจียนตายอย่างมากและมีเืไหลซึมออกจากมุมปาก แต่ว่านางก็ยังคงฝืนใช้กระแสิญญายกเสาและโต๊ะออกมา และเมื่อนางหมายจะใช้กระแสิญญารักษาอาการาเ็ของเด็กทั้งสอง แต่ก็มิอาจสำเร็จได้
นางกระอักเืออกมาคำใหญ่ และนอนหายใจรวยระริน ส่วนน้ำเมื่อเห็นว่าฟ้า ปรารถนาจะช่วยเด็กทั้งนางก็เกิดเห็นด้วยอย่างฉับพลัน เมื่อนางทั้งสองใกล้จะตายแล้ว ก็หวังว่าจะช่วยชดเชยความผิดให้เด็กทั้งสองคนนี้ได้
น้ำสะบัดมือส่งกระแสิญญาเฮือกสุดท้าย ทำให้ร่างของทองและดินรอยสูงขึ้นเหนือพื้น และาแของทั้งสองคนก็ค่อยๆหายไปทีละนิด จนไม่เหลือเลยแม้แต่ลอยถลอก
ร่างของดินและทองก็ค่อยๆลงมาจากกลางอากาศ ทองมองร่างกายของตนเองอย่างงุนงง เมื่อครู่มันมีาแที่เกิดจากการที่เสาไม้หล่นทับ อยู่ทั่วทั้งตัว แต่ทว่าตนนี้มันไม่เพียงไม่มีาแเท่านั้น มันยังรู้สึกว่าพละกำลังในร่างกายของมันเพิ่มขึ้นเป็อย่างมาก
เื่นี้ไม่เพียงเกิดขึ้นกับทองเท่านั้น แม้แต่ดินก็รู้สึกเช่นกัน มันรู้สึกราวกับว่าไม่มีสิ่งใดที่ไม่สามารถทำลายได้ด้วยพละกำลังของมัน
ดินหยิบเศษก้อนหินที่อยู่ใกล้มัน มามองดู ก้อนหินก้อนนี้แลดูแข็งและแกร่งมาก แต่ทว่าเมื่อมันออกแรงบีบก้อนหินก้อนนั้นก็แตกสลายกลายเป็ผงอย่างเหลือเชื่อ
ทองเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว มันลองเอาก้อนหินที่อยู่ใกล้ๆมาลองบีบดูเช่นกัน แต่ทว่ากับไม่ได้แตกละเอียดเช่นดินไม่สิมันไม่ได้เป็รอยอะไรด้วยซ้ำ
น้ำกระอักเืออกมามองทองอย่างเห็นใจ “ดูเหมือนว่าเ้าจะไม่มีพร์อย่างเพื่อนเ้านะ เ้าอ้วนน้อย และเ้าจะถูกลิขิตมาให้เป็คนธรรมดา”
ก่อนนางจะมองไปที่ดิน “บัณฑิตน้อย ไม่ทราบว่าเ้าชื่ออะไร”
ดินตอบอย่างรีบร้อน “ข้าน้อยชื่อภูมี ชื่อเล่นว่าดินขอรับ”
สายตาของน้ำกำลังเลื่อนลอย “เ้านะเป็บุคคลที่ถูกลิขิตมาให้มาเป็คนเหนือคน”พร้อมกับโยนป้ายทองที่มีอักษรว่าเมฆาล่อง “เมื่อเ้าครบสิบขวบ เ้าลองเดินทางเข้าเมืองหลวงดู และมองหาการคัดเลือกของชุมนุมเมฆาล่องดูสิ ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะได้อยู่สำนักเดียวกัน”
เมื่อกล่าวจบนางก็สลบไป โดยที่มีเต่าซึ่งได้สติเมื่อครู่เข้าไปประครอง