เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงกลางท้องฟ้าสีครามสดใสกะทันหันสายลมพัดโหมแปรปรวน ท้องนภาสั่นไหว กระแสอากาศนับไม่ถ้วนหมุนวนอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งฝูงอสรพิษที่เลื้อยดาหน้าเข้ามาจากรอบทิศ
หลี่ว์โฮ่วเดือดดาลสบถด่าออกมาในทันใด “เ้าระยำ ตั๊กแตนจ้องจับจักจั่น นกขมิ้นเหลืองอยู่ด้านหลัง[1]อย่างนั้นหรือมาดูกันหน่อยเถิดว่าฟันของนกขมิ้นเหลืองเช่นเ้าจะแข็งแรงพอหรือไม่ระวังฟันจะหักหมดปาก...”
ทันทีที่เขาสะบัดแขนเสื้อกระบี่ชิงฝูก็พุ่งทะยานออกมา แล้วแยกออกจากกันเป็ส่วนๆกลายเป็เหรียญทองแดงจำนวนแปดสิบเอ็ดชิ้นอีกครั้ง
เหรียญทองแดงกระจัดกระจายออกไปทั่วทั้งสี่ทิศพวกมันโลดแล่นร้องคำรามกลายเป็กระบี่ยาวเล่มเล็กสีหม่นจำนวนมากทั้งแหลมคมและทรงพลังมากพอที่จะสามารถเชือดเฉือนกระแสอากาศที่แปรปรวนให้ขาดออกจากกันได้อย่างง่ายดาย
กระแสอากาศอันผันผวนสลายหายไปในชั่วพริบตา
“ส่งเขาคืนมาเสียแล้วเ้าจะไสหัวไปที่ใดก็ไป!”
ในเวลาเดียวกันนั้นเองกระแสพลังไอร้อนพลันแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า
“ผู้ใดกัน”
หลี่ว์โฮ่วกวาดสายตามองด้วยความเ็าพร้อมสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ยามนี้ชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายเหาะเข้ามาชุดที่เขาสวมใส่ช่างงดงาม ประดับไปด้วยเงินและทองคำห้อยรยางค์ประดับประดาด้วยไข่มุกและหยกประดุจลูกหลานขององค์ชายผู้มีอำนาจสูงศักดิ์
ทว่าใต้ฝ่าเท้าขององค์ชายผู้นี้กลับเป็กระดองเต่าที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราวหนึ่งหมี่
กระดองเต่าชิ้นนี้พิเศษโดดเด่นเปล่งประกายวับวามด้วยแสงสีทองแดงประหลาด ด้านท้ายยังมีพลังไอร้อนพวยพุ่งออกมาช่วยพยุงให้องค์ชายผู้นี้เหาะเหินเดินอากาศได้อย่างรวดเร็วปานดาวตก
ทันทีที่หลี่ว์โฮ่วมองเห็นฉากตรงหน้านี้สีหน้าของเขายิ่งเคร่งขรึม ปากพึมพำราวกับกำลังแอบก่นด่าอะไรบางอย่างก่อนที่จะคลี่ยิ้มกว้างพร้อมเอ่ยเสียงดัง “หรือว่านี่คือองค์ชายเซินที่สามเซินอู๋ซาง ผู้เป็ศิษย์ในสำนักาุโเต่าศักดิ์สิทธิ์แห่งถ้ำหินบริเวณูเาเยี่ยนตั้งอย่างนั้นหรือ”
ฟึ่บ!
เซินอู๋ซางผู้ยืนอยู่บนกระดองเต่าทองแดงพ่นไฟลอยปรี่เข้ามาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์พลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า “ข้าจะพูดอีกรอบ ส่งตัวเขามาเสีย แล้วเ้าก็ไสหัวไปซะ!”
“อะแฮ่ม องค์ชายเซินที่สามท่านพูดจาหยาบคายได้เก่งดีจริง แต่ผู้ใดได้ตัวก่อนก็ต้องมีสิทธิ์ก่อนสิ”หลี่ว์โฮ่วขมวดคิ้วพูดแย้ง “ข้าคือผู้ตามหาเขาพบก่อน การที่ท่านเข้ามาแทรกเช่นนี้เกรงว่าคงไม่ดีกระมัง”
“ไสหัวไปซะ!”
เซินอู๋ซางไม่อยากต่อล้อต่อเถียงเขาแผดเสียงตะคอกก่อนที่ป้ายคำสั่งสีทองสลักเต็มไปด้วยอักษรประหลาดจะลอยขึ้นมาจากด้านหลังของเขาฟาดลงด้วยกำลังที่หนักอึ้งดั่งเขาไท่ซาน ทันทีที่ป้ายคำสั่งลอยออกมา พื้นดินภายในรัศมีราวสิบจั้งก็ถูกกดทับด้วยแรงมหาศาลจนดูเหมือนห้วงอากาศกำลังพังทลาย
“ไปตายซะ...”
หลี่ว์โฮ่วขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเขารู้ดีว่าปกติแล้วเซินอู๋ซางมักยืมอำนาจของผู้าุโเต่าศักดิ์ศิษย์มาใช้วางอำนาจบาตรใหญ่ในเขตูเาเยี่ยนตั้งจนเกิดเป็นิสัยหยิ่งผยองและไม่เห็นหัวผู้อื่นการใช้คำพูดคำจาหว่านล้อมเฉกเช่นเดียวกับที่ทำกับเณรน้อยนั้นเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้
เขาไม่มีหนทางอื่น คงทำได้เพียงใช้ไม้แข็งเท่านั้น
หลี่ว์โฮ่วตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เขาชี้นิ้วออกกระบี่เล็กทั้งแปดสิบเอ็ดเล่มที่ล้อมรอบกายพลันกลับกลายเป็เกลียวคลื่นอันคดเคี้ยวเริงระบำเหาะเหินอยู่กลางอากาศประหนึ่งั
ฟิ้วๆๆ ...
กระบี่เล่มเล็กโลดแล่นจนพายุเพลงกระบี่ก่อตัวขึ้นรอบกายหลี่ว์โฮ่วภายในชั่วพริบตาวงกระบี่อันแหลมคมห่อหุ้มเขาและเซียวจิ่งหยวนไว้ภายในประหนึ่งเม่นที่มีหนามปกคลุมอยู่ทั้งตัว
สิ่งนี้เป็เพียงการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นมาฉกฉวยแย่งชิงเท่านั้นแต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับอาวุธวิเศษอย่างป้ายคำสั่งของเซินอู๋ซางแล้วการป้องกันเท่านี้คงไม่มีประโยชน์อะไรมาก หลี่ว์โฮ่วก็เข้าใจจุดนี้ดี ดังนั้นขณะที่แสงแห่งกระบี่ปกคลุมตัวเขาเขาก็สำรอกกริชโบราณเล่มเล็กงดงามประณีตเล่มหนึ่งออกมาลักษณะคล้ายกับอสรพิษตัวเล็กสีเงินเป็ประกายที่ลอยอยู่ท่ามกลางวงกระบี่ ก่อนพุ่งเข้าใส่ป้ายคำสั่งเ่าั้
กริชโบราณนี้ดูคล้ายถูกตีขึ้นด้วยสัมฤทธิ์รอบด้านปกคลุมไปด้วยหมอกสีเขียวประหลาดและแสงที่ส่องประกายดุจดวงดาวกริชนี้คืออาวุธที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของปรมาจารย์ั้แ่สมัยาเป็การรวมสุดยอดแห่งธาตุอันทรงพลังทั้งห้ามาผสานรวมเข้ากับพลังแห่งดวงดาวทั้งห้าก่อนนำมาตีขึ้นรูปด้วยศาสตร์แห่งเต๋าขั้นสูง
อาวุธวิเศษอันล้ำค่าชิ้นนี้แม้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดและรูปแบบก็ดูเรียบง่ายแต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นคือความคมที่เพิ่มขึ้นเป็เท่าทวี
กระทั่งใช้แค่คำว่าคมมาอธิบายยังไม่พอ
คมกริชพุ่งผ่านอากาศเข้าไปปะทะกับป้ายคำสั่งอย่างรวดเร็วทำให้แรงกดดันอันหนักอึ้งสลายหายไปในชั่วพริบตาทว่าการเข้าปะทะกันระหว่างอาวุธวิเศษทั้งสองชิ้นนั้นกลับทำให้เกิดกระแสพายุอันน่าสะพรึงะเิขึ้นชั้นอากาศกระจายออกไปรอบด้านประหนึ่งคลื่นั์ที่อยู่ในทะเลอันบ้าคลั่งเหล่าเมฆที่ล่องลอยอยู่บนฟากฟ้าถูกพัดหายไปในพริบตา
เปรี้ยงๆๆ ...
คลื่นอากาศปะทุขึ้นบนยอดเขาก่อนเคลื่อนตัวลงไปด้านล่าง พัดโหมให้ต้นไม้ที่ตั้งตระหง่านต่างทยอยหักโค่นลงเถาวัลย์และวัชพืชถูกฉีกออกจากกันเป็ผุยผง ละอองดินปลิวว่อนูเาทั้งลูกถูกทำลายลงจนกลายเป็หลุมขนาดมหึมา
“ปัญหาใหญ่จริงๆ !”
เมื่อการปะทะของอาวุธทั้งสองจบลงหลี่ว์โฮ่วหน้าซีดและตัดสินใจได้ในทันทีเขารู้ดีว่าพละกำลังของตนเองไม่เป็รองเซินอู๋ซาง ทว่าต่อให้เขาเอาชนะอีกฝ่ายได้ก็ควรต้องคำนึงไว้ด้วยว่าเซินอู๋ซางอาจจะยังมีอาวุธวิเศษหายากหรือกระบวนท่าอื่นๆอยู่อีก ดังนั้นการใช้ไม้แข็งจึงไม่ใช่ทางออก
อีกประการหนึ่ง เื้ัของเซิงอู๋ซางยังมีสำนักที่ทรงพลังอยู่กลับกันเขานั้นเป็เพียงผู้บำเพ็ญธรรมดาเท่านั้นหากเซินอู๋ซางเรียกพวกพ้องมาร่วมสู้ด้วยไม่ใช่ตัวเขาเองหรอกหรือที่ต้องกลายเป็ฝ่ายพ่ายแพ้ เมื่อคิดไตร่ตรองได้ถึงจุดนี้หลี่ว์โฮ่วจึงตัดสินใจรีบคว้าตัวเซียวจิ่งหยวนแล้วขี่แสงเขียวหลบหนีไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รีรอให้กริชโบราณลอยกลับมา
“คิดจะหนีอย่างนั้นหรือไม่มีทางเสียหรอก...”
เซิงอู๋ซางแสยะยิ้มอย่างเ็าหลังจากที่เขาดึงป้ายคำสั่งกลับมากระดองเต่าทองแดงที่อยู่ใต้เท้าก็ปล่อยไอร้อนระอุก่อนที่เขาจะเคลื่อนตัวพุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วประหนึ่งลูกศรเพลิง
ความเร็วของเต่านั้นช้าแต่กระดองเต่าทองแดงชิ้นนี้เป็อาวุธวิเศษที่ใช้สำหรับการเหาะเหินเดินอากาศสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันโดยปรมาจารย์ด้วยวิธีลับเฉพาะ ระหว่างที่กำลังเหาะกระดองเต่าจะไม่ถูกแรงเสียดสีของอากาศต้าน ทำให้รวดเร็วดั่งสายอัสนี
หลี่ว์โฮ่วหลบหนีไปได้ไม่ไกลก็ถูกตามจนทัน
“เ้าตัวปัญหา!”
หลี่ว์โฮ่วชำเลืองมองเซียวจิ่งหยวนที่อยู่ในอ้อมแขนของตนเล็กน้อยก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองเื้ั
เหล่ากระบี่ที่ลอยอยู่รอบตัวบินออกไปปลายกระบี่เ่าั้เป็ดั่งหนามแหลมที่กระจายแผ่กว้างไปทั่วท้องฟ้า
กระบี่ที่เป็เหมือนดวงดาวอันเจิดจ้าทั้งแปดสิบเอ็ดเล่มโผบินว่องไวปานดาวตกแม้แต่เซินอู๋ซางผู้เย่อหยิ่งยังต้องหยุดกลางอากาศไม่กล้าปรี่ไปด้านหน้าเพียงพริบตาเดียว ฝนกระบี่ดาวตกก็พุ่งตรงเข้ามาหมายชีวิตเขา
พลังแห่งกระบี่แข็งแกร่งพอที่จะทะลุผ่านทั้งเหล็กและทองคำนอกจากนี้ยังสามารถทำลายเสาหยกหรือก้อนหินใหญ่ให้แตกออกเป็เสี่ยงๆ ได้แน่นอนว่าเซินอู๋ซางที่อยู่ห่างเพียงไม่กี่จั้งนั้นััได้ถึงความแหลมคมที่เคลื่อนเฉียดิัทิ้งความเจ็บแสบเอาไว้บนร่างกาย
“ชิ!”
ทว่าเซินอู๋ซางกลับไม่ได้ขยับตัวหลบเลยแม้แต่น้อยเขาเพียงกระทืบเท้าเบาๆ กระดองเต่าซึ่งอยู่เบื้องล่างก็บินสวนขึ้นมาเป็เกราะกำบังอยู่ตรงหน้าในทันทีรอยบากบนกระดองเต่าตัดกันไปมาดูน่าพิศวงทันใดนั้นเองก็มีลำแสงพวยพุ่งสาดสว่างออกมาจากรอยบากเ่าั้ แล้วม้วนพันสอดประสานกันจนเกิดเป็ลวดลายอันวิจิตร
เมื่อลวดลายสอดผสานสำเร็จเกราะแสงที่แข็งแกร่งดั่งปราการก็ก่อตัวขึ้นรอบกายของเซินอู๋ซาง
ฝนกระบี่ที่กระหน่ำสาดลงมากระทบเสียดสีกับเกราะแสงเกิดเป็ประกายไฟจำนวนมากมันเปล่งแสงสว่างไสวราวกับดอกไม้ไฟในงานวันเทศกาลแต่ไม่ว่าดอกไม้ไฟนั้นจะสวยงามเพียงใด กลับไม่เคยมีอันตรายจนถึงแก่ชีวิต
ในยามที่ประกายไฟสลายหายไปเซินอู๋ซางยังคงปลอดภัยเหมือนดั่งความหมายของชื่อตน (อู๋ซาง พ้องเสียงกับคำว่าไร้าเ็)
“ไอ้ลูกเต่าเวรเอ้ย!”
หลี่ว์โฮ่วสบถด่าออกมาอย่างอดไม่ได้นิ้วมือกระดิกเบาๆ เหรียญทองแดงที่กระจัดกระจายอยู่รอบด้านก็ทยอยลอยกลับมารวมตัวอัดแน่นจนกลายเป็กระบี่ชิงฝูอีกครั้ง
“เ้าไปรออยู่ด้านล่างก่อนข้าจัดการเขาเสร็จแล้วจะไปตามหาเ้า”
เมื่อหลี่ว์โฮ่วคว้ามือจับกระบี่เซียวจิ่งหยวนก็รู้สึกว่าตนเองเป็เหมือนลูกะุปืนใหญ่ที่ร่วงหล่นสู่พื้นดินเขาะโร้องเสียงหลง เหงื่อไหลท่วมตัว
ขณะที่เซียวจิ่งหยวนคิดว่าตนเองต้องกลายเป็ชิ้นเนื้อแหลกเละเป็แน่แท้เขาก็ััได้ว่าเบื้องล่างคือทะเลสาบลึกสีครามแห่งหนึ่งร่างเขากระทบอย่างแรงจนทำให้เกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่ซัดออกไปไกลกว่าสามพันฉื่อ แต่เพราะมีการปกป้องจากอาคมผนึกเขาจึงไม่รู้สึกเ็ปจะมีก็เพียงอาการวิงเวียนที่ใช้เวลาสักพักกว่าจะหายดี
สายน้ำเบื้องบนยังคงกระเพื่อมปั่นป่วนไปมาอย่างต่อเนื่องเนิ่นนานกว่าจะสงบลง
เซียวจิ่งหยวนนอนเบิกตากว้างมองขึ้นไปยังท้องนภาที่อยู่เบื้องบนอย่างเงียบๆจากใต้ก้นทะเลสาบ
ในยามนี้หลี่ว์โฮ่วและเซินอู๋ซางยังคงต่อสู้กันอย่างไม่รามือพวกเขาปะทะกันั้แ่บนฟากฟ้าจนร่วงหล่นสู่พื้นดินก่อนพุ่งทะยานจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องนภาอีกครั้ง
ในระหว่างการต่อสูู้เาหลายลูกถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี เทือกเขาที่ทอดยาวถูกทำลายจนกลายเป็พื้นราบหุบเหวลึกถูกเติมเต็มจนก่อตัวสูงกลายเป็เนินเขา ภายใน่เวลาอันสั้นนี้พื้นที่ในรัศมีสิบลี้เปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือเค้าเดิม พลิกจากหน้ามือเป็หลังมือ
เซียวจิ่งหยวนมองด้วยจิตใจที่ยุ่งเหยิงเขาถอนหายใจให้กับพลังวิเศษอันแข็งแกร่งของคนทั้งสองไปพลาง เกลียดความอ่อนแอและความไร้สามารถของตนเองไปพลาง
เขายังคงจำได้ดีว่าคนทั้งสองมาสู้รบกันเพื่อสิ่งใดพวกเขาทั้งสองล้วนมองเขาเป็เนื้อที่อยู่บนเขียงซึ่งการต่อสู้ในตอนนี้เป็เพียงการแย่งชิงเพื่อหาว่าผู้ใดจะได้เนื้อชิ้นนี้ไปกินก็เท่านั้น
“สู้กันไปเถิดสุนัขกัดกันปากคงมีแต่ขน ดีที่สุดคือเจ็บและพินาศไปพร้อมๆ กันนั่นแหละ!”
เซียวจิ่งหยวนปลอบใจตัวเองพลางแอบสาปแช่งอยู่ในใจ
“เอ๊ะ!”
เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนานเซียวจิ่งหยวนกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเขาพบว่าร่างกายของตนราวกับถูกสิ่งของบางอย่างค่อยๆดึงให้ลอยขึ้นจากก้นทะเลสาบทีละน้อย และในตอนที่เขาลอยพ้นขึ้นจากผิวน้ำก็มีหมอกบางประหลาดกลุ่มหนึ่งแผ่ปกคลุมเข้ามาปิดบังเขาไว้จนมิด
“นกปากซ่อมกับหอยกาบสู้กันชาวประมงได้รับผลประโยชน์เช่นนั้นหรือ”
เซียวจิ่งหยวนผุดความคิดขึ้นมาในหัวทันทีใจของเขาตื่นเต้นปนหวาดกลัว รู้ดีว่าต้องมีบุคคลที่สามแอบแทรกแซงเข้ามาอย่างแน่นอนแต่เขาไม่รู้ว่าบุคคลที่สามนี้มาดีหรือร้ายเป็ไปได้หรือไม่ว่าผู้นั้นจะเป็เณรน้อยที่เมื่อรู้ว่าตนเองโดนหลอกจึงแอบลอบเข้ามาช่วยเขาออกไป
ความคิดของเซียวจิ่งหยวนยุ่งเหยิงทั้งมีความหวังและหวาดกลัวแต่ถึงอย่างไรก็ตามเขาเองกลับรู้ดีเช่นกันว่าร่างกายของตนเองเป็สิ่งล้ำค่าในยามที่ยังไม่ได้ป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์ไปเขาก็น่าจะยังปลอดภัยเหมือนมีอะไรบางอย่างคุ้มครอง
อย่างมากทุกคนคงมาเพื่อแย่งชิงตัวเขาคงไม่ทำร้ายเขาหรอก...มั้ง
เมื่อคิดได้เช่นนี้แน่นอนว่าเซียวจิ่งหยวนคงไม่มีทางพูดเตือนคนทั้งสองที่กำลังสู้รบกันอย่างดุเดือดแต่กลับเฝ้ามองตนเองที่ถูกพลังที่มองไม่เห็นฉุดดึงให้ลอยพ้นจากทะเลสาบมุ่งหน้าตรงไปยังบึงน้ำในหุบเขาอย่างเงียบเชียบด้วยความสงสัย
เพียงแต่บุคคลที่สามที่แอบยื่นมือเข้ามาแทรกแซงผู้นี้กลับประเมินความระแวดระวังของหลี่ว์โฮ่วต่ำเกินไป
“เขาหายไปแล้ว...”
เมื่อหลี่ว์โฮ่วที่ลอยอยู่กลางอากาศเหลือบมองลงมาพบกับก้นทะเลสาบที่ว่างเปล่าสีหน้าของเขาก็ซีดเผือดพลางะโแผดเสียงดังออกมาในทันที “เซินอู๋ซางเ้าช่างชั่วช้าและหน้าด้านเสียจริง เ้าเล่นสกปรกใช้กลอุบายหลอกล่อให้ข้าติดกับ...”
[1]ใช้เพื่อเปรียบเปรยถึงผู้ที่ไร้วิสัยทัศน์มักเล็งผลระยะสั้นโดยไม่ระวังว่าจะมีผลร้ายในระยะยาวรออยู่นอกจากนี้ยังใช้กระทบกระเทียบกับผู้ที่เอาแต่จ้องจะคิดบัญชีกับผู้อื่นโดยลืมไปว่าตนเองก็อาจจะกำลังถูกผู้อื่นจ้องจะคิดบัญชีเช่นกัน