มินตราจัดการเื่งานศพของลูกสาวเสร็จ ก็ถึงเวลาต้องไปลอยกระดูกลูกสาวที่แม่น้ำ
“ฉันจะไปจัดการเอง คุณไม่ต้องไป” มินตราเอ่ยบอกสามีชั่วของตัวเอง
“ยังไงผมก็เป็พ่อของแก เื่นี้คุณห้ามไม่ได้” พลไม่ยอม เขาจะไปด้วย
“ทีอย่างนี้มาบอกว่าตัวเองก็เป็พ่อ ทำไมถึงไม่ทำหน้าที่พ่อให้เร็วกว่านี้” มินตรากล่าวและเดินขึ้นรถไป พลมองและเดินขึ้นรถไปอีกคน
มินตราจัดการทำพิธีลอยอังคารให้ลุกสาวเสร็จ เธอรู้สึกว่าบนคนที่ขึ้นเรือมาพร้อมเธอเงียบไป
“คุณไม่คิดจะพูดอะไรกับลูกเป็ครั้งสุดท้ายหรือไง” มินตราหันไปมองสามี เธอใที่สามีมายืนอยู่ด้านหลังเธอ
“จะทำอะไร มายืนด้านหลังของฉันทำไม!” มินตราเอ่ยถาม และพยายามถอยหนีออกมา
“คุณต้องโทษความโง่เขลาของตัวเอง ถ้ายอมหย่าดีๆ ก็คงไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ มินตรา…คุณอย่าได้โทษผมเลย ผมไม่มีทางเลือก” พลกล่าวบอกภรรยา
“ผู้ชายอย่าคุณมันชั่วจริงๆ ความรักที่เรามีให้กัน มันไม่เลือกเลยหรือ” มินตราเอ่ยถามเสียงเบา แต่พลก็ได้ยิน
“มันหมดไปั้แ่ที่คุณหมดความสวยแล้วมินตรา คุณไม่อาจโทษผมได้ คุณต้องโทษตัวเองที่ปล่อยให้ตัวเองโทรม” พลกล่าวบอกมินตรา เหตุผลของการหมดรักของผู้ชายคนหนึ่ง
“ฉันคงต้องโทษตัวเอง ที่ชาตินี้…ฮึ…รักผู้ชายผิด” มินตรากล่าวและร้องไห้
“ชาติหน้า…คุณก็อย่าบอกผิดอีกล่ะ” พลกล่าวและผลักมินตราตกน้ำ
ตูม..
พลมองดูภรรยาที่จมหายลงไปในน้ำ ก่อนจะทำเป็ร้องะโให้คนขับเรือ รีบมาช่วยภรรยาที่กระโดนน้ำฆ่าตัวตายตามลูกของเธอ
…
มินตราที่รู้สึกอึดอัน หายใจไม่ออกเจ็บหน้าอกและแสบจมูก ก่อนความรู้สึกทั้งหมดจะหายไป กับแสงสว่างที่ออกมาจากกำลังเชือกถักสีแดงที่ข้อมือ
มินตราลืมตาขึ้น และสูดลมหายใจเข้าปลอดแรงๆ"ฉันยังไม่ตาย!"
“ร่างเดิมของเธอตายไปแล้วมินตรา” อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียง มินตรามองไปที่เสียงเมื่อกี้ เธอเห็นแม่หมอที่กำลังมองเธอ แม่หมอที่เธอเห็นรอบนี้ไม่ได้หลับตา
“แม่หมอ…คุณช่วยฉันไว้” มินตราเอ่ยถาม
“มินตรา…ลูกตายไปแล้ว ที่เป็อยู่ตอนนี้คือร่างจิตของลูก” แม่หมอบอกมินตรา
“ฉันตายไปแล้ว… แล้วลูกฉันล่ะ แม่หมอบอกว่าฉันได้กลับคืน” มินตราเอ่ยถามแม่หมอ
“ใช่…เธอกำลังจะได้กลับคืน ลูกของเธอในอดีต” แม่หมอกล่าว
“ฉันไม่เข้าใจ ในสิ่งที่คุณพูด” มินตราเอ่ยถาม
“เมื่อไปที่นั้นแล้ว เธอจะเข้าใจเอง ตอนนี้มีเวลาไม่มาก มินตราฉันให้สิ่งที่เธอ้าได้หนึ่งอย่าง จงขอมา” แม่หมอบอก
“ลูกสาวของฉัน คืนเธอให้ฉัน” มินตราไม่ได้ใช่เวลาคิด
“สิ่งมีชีวิตฉันให้ไม่ได้และฉันบอกแล้ว ว่าเธอจะได้คือ จงของสิ่งที่เธอ้า” แม่หมอเอ่ยถามอีกครั้ง
“ฉันไม่รู้ว่า ฉันจะไปที่ไหน แล้วจะขอได้ยังไง” มินตราเอ่ยบอก เธอไม่รู้ว่าเธอจะได้ไปที่ไหน สิ่งที่้าคืออะไร
“เธอจะได้ไปในยุคที่เหมือนกับนิยายที่เธออ่าน คราวนี้ขอได้หรือยัง” แม่หมอกล่าว เวลาใกล้หมดแล้ว
เหมือนกับนิยายที่อ่าน…นิยายที่เราอ่านก่อนตาย เป็เื่ราวที่อยู่ในยุค60ของประเทศจีน เป็ยุคที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรม เป็ที่ที่แทบไม่มีกิน ไม่มีอาหารให้เพียงพอ ไม่มียาให้รักษาเพียงพอและไม่สามารถค้าขายได้
“ฉัน้า…ซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีทุกอย่าง อาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม จะต้องมีอยู่ในนั้น” มินตราเอ่ยบอก
“ได้…ฉันจะให้ตามที่เธอขอ มินตาาตินี้ เธอจะต้องมีความสุขนะ” แม่หมอบอกมินตรา
“ทำไมคุณถึงได้ดีกับฉัน และคุณเป็ใคร” มินตราเอ่ยถาม
“ฉันเป็ใครไม่สำคัญ สิ่งที่ฉันทำคือความหวังดีต่อเธอ” แม่หมอบอกมินตรา
“ฉันไม่รู้ว่เพราะอะไร คุณถึงดีกับฉัน แต่ฉันก็ต้องขอบคุณคุณมาก รอบนี้…ฉันจะมีความสุขตามที่คุณบอก” มินตรากล่าวและส่งยิ้มไปให้แม่หมอ รอยยิ้มที่หายไปั้แ่ที่เธอแต่งงานกับชายชั่ว
“เธอยิ้มสวยมาก ต่อไป…เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว รอยยิ้มนี้…อย่าปล่อยให้มันหายไปอีกนะ” แม่หมอบอกและส่งยิ้มไปให้
“อืม…มันจะไม่หายไปอีก ไม่ว่าฉันจะเจอกับอะไร” มินตราบอก และร่างของเธอก็หายไป
“ลูกจงรักษามันเอาไว้ ความสุขที่ลูกจะได้เจอ” แม่หมอบอก ตามหลังมินตรา ซึ่งมินตราไม่อาจได้ยินแล้ว
…………………………………………………………………………………………………………………
*การการปฏิวัติวัฒนธรรม เกิดมาจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ประชาชนอดอยากเสียชีวิตหลายสิบล้านคน แม้จะมีการสั่งหยุดนโยบายไปในปี 1962 แต่อำนาจของเหมากลับไม่มั่นคงเหมือนเก่า เนื่องจากเสียความนับถือในหมู่ผู้นำพรรคและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง เหมาเลยแก้เกมโดยสนับสนุนให้กลุ่มเยาวชนที่ถูกล้างสมองให้รักตน ออกมาปราบศัตรูทางการเมืองภายใต้แคมเปญ "การปฏิวัติวัฒนธรรม" ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 1966 โดยอ้างว่าเป็การจัดการศัตรูของชนชั้นกรรมาชีพ...
ในการปฏิวัติวัฒนธรรมนั้น อะไรที่เกี่ยวกับการปฏิวัติ มาจากชนชั้นกรรมาชีพก็ถือเป็ของดี อะไรที่เก่าแก่โบราณ มาจากชนชั้นนายทุนก็ถือเป็ของเลว หากคนยุคนั้นแสดงความนับถือสิ่งเก่าแม้เพียงเล็กน้อยจะโดนกลุ่มเยาวชนที่เรียกว่าพวก “เรดการ์ด” (Red Guard) กดขี่อย่างโหดร้าย ทั้งประณาม, เข่นฆ่า, คุมขัง และทรมาน เหมาได้สั่งให้หน่วยงานรักษากฎหมายทั้งตำรวจทหารไม่ต้องไปยุ่งกับเรดการ์ด จึงไม่มีใครห้ามความบ้าคลั่งนี้
ในทางปฏิบัติไม่ว่าใครก็สามารถถูกกล่าวหาว่า “เป็พวกล้าหลัง” ได้ แค่ใช้ของที่ดูฟุ่มเฟือย, อ่านหนังสือขงจื้อ, หรือไหว้เ้าก็ถูกจับกระทืบได้หมด ขณะเดียวกัน อำนาจรัฐตกอยู่ในมือของกลุ่มคนใกล้ชิดเหมาที่เรียกว่า “แก๊งสี่คน” (Gang of Four) หัวหน้าแก๊งมีนามว่า “เจียงชิง” เป็ภรรยาเหมา