เช้าวันที่สองเซียวจิ่งเถียนแบกจอบออกจากบ้านไปกับเซียวจงไห่ั้แ่เช้าม่ายซุ่ยก็ตื่นแต่เช้ามาช่วยเมิ่งซื่อหุงหาอาหารเช่นกัน
เซียวฝูเถียนกับเซียวกุ้ยเถียนออกเรือไปหาปลากันั้แ่เช้าส่วนเฉินซื่อและเฉียวซื่อยังไม่ตื่นนอน
ประตูของทั้งสองห้องยังคงปิดสนิท ท่าทีเหมือนหมูที่ตายแล้วไม่กลัวน้ำร้อนลวกอย่างไรอย่างนั้น
เซียวอวิ๋นเหนียงตั้งใจเคาะถังไม้ดังๆ อยู่กลางลานบ้าน นางอดไม่ได้ที่จะปลุกพี่สะใภ้จอมี้เีสองคนนั้นให้ลุกขึ้นมาทะเลาะกับนางสักยกเพราะพวกนางแสดงออกอย่างชัดเจนว่าจงใจ
“เดี๋ยวพี่ใหญ่กับพี่รองเ้ากลับมาจากออกเรือ พวกนางก็ต้องออกไปขายปลาอยู่ดีเ้าก็ให้พวกนางนอนพักผ่อนสักหน่อยเถอะ!” เมิ่งซื่อดุ “ข้าเป็แม่สามี ข้ายังไม่ถือสา แล้วเ้าจะมาเดือดร้อนทำไมกัน?”
“ได้ๆๆ เป็ข้าที่ผิดเอง เช่นนั้นท่านก็เป็แม่สามีที่แสนดีของท่านต่อไปเถอะ!” เซียวอวิ๋นเหนียงโยนถังไม้ทิ้งแล้วเดินหนีออกจากบ้านไปอย่างโมโห
บ้านหลังนี้อยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว!
“เฮ้อ...ข้าตามใจอวิ๋นเหนียงจนเสียนิสัยไปแล้ว” เมิ่งซื่อพูดอย่างปลงๆ
ม่ายซุ่ยได้แต่ยิ้ม
นางรู้สึกว่าที่จริงเซียวอวิ๋นเหนียงมีความสุขมากๆ เลย นางมีทั้งบิดามารดาพี่ชายพี่สะใภ้ที่สำคัญมีบ้าน
เมื่อภพก่อนนางอาศัยอยู่เขตชานเมือง ที่บ้านก็เคยปลูกพืชผักทำไร่ทำนามาก่อนเนื่องจากลูกของแม่เลี้ยงอายุน้อยกว่านาง และบิดาก็ออกไปทำงานที่ต่างเมืองตลอดหลายปีดังนั้นงานไร่นาปลูกผักเก็บเกี่ยวทั้งหลายนางจึงเป็คนทำเองทั้งหมด
ต่อมาเมื่อนางเรียนจบแล้วไปทำงานที่ต่างเมือง ก็กลับบ้านน้อยครั้ง
คิดไปคิดมานางก็รู้สึกแสบตาแสบจมูกขึ้นมา อันที่จริงนางก็เหมือนไม่มีตัวตนอยู่ในครอบครัวอยู่แล้วถึงนางจะจากมายังภพนี้คิดว่าแม้แต่บิดาแท้ๆ ของนางก็คงไปเสียใจนานเท่าใดนัก
เมื่อกินข้าวเสร็จเมิ่งซื่อก็พาม่ายซุ่ยถือหม้อดินเผานำอาหารไปส่งให้สองพ่อลูกที่ไร่นา
เพื่อไม่เป็การรบกวนเวลาในการเดินทางไปกลับ พวกเขาจึงกินข้าวกันที่นั่นแทน
“จิ่งเถียนแขนของเ้าหายดีแล้วหรือยัง?” เมิ่งซื่อถามอย่างเป็ห่วง
“หายแล้ว” เซียวจิ่งเถียนนั่งกับพื้นกินโจ๊กไม่พูดไม่จา แม้ว่าจะกำลังทำนาอยู่แต่เสื้อผ้าของเขาก็คงสะอาดสะอ้านดูเรียบร้อยอยู่ทรงผมก็ไม่เสียทรงยุ่งเหยิง ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของหญ้าโชยออกมาจากตัวเขาอีก ม่ายซุ่ยจัดการเทผักดองในหม้อดินเผาออกมาตรงหน้าเขา
“ข้าดูาแของจิ่งเถียนแล้ว เกือบจะหายดีแล้ว” เซียวจงไห่เงียบไปสักพักจากนั้นก็พูดต่อ “ปีนี้ได้จิ่งเถียนกลับมาช่วยพวกเรา ที่ดินตรงนี้ไม่ช้าก็จะลงเมล็ดเสร็จแล้วข้าคิดดูแล้วว่าปีนี้ปลูกธัญพืชน้อยหน่อย แล้วปลูกข้าวสาลีให้มากหน่อย จะได้มีสินสอดนำไปเติมให้พวกนาง”
เมื่อพูดถึงข้าวสาลีเมิ่งซื่อก็ถอนหายใจเฮือก
ปีนี้ที่บ้านจะต้องปลูกข้าวสาลีมากหน่อยจริงๆ ไม่เช่นนั้นภรรยาทั้งสองของบุตรชายคนโตและคนรองไม่มีทางรามือแน่นอน
“ท่านพ่อท่านแม่ เื่แป้งสาลีสองกระสอบของพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองเดี๋ยวข้าจะจัดการเองท่านทั้งสองไม่ต้องกังวล” เซี่ยวจิ่งเถียนกินโจ๊กหมดก็วางชามลง เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อที่หน้าผากพูดอย่างเ็าว่า “ข้าเห็นมีที่ดินรกร้างอยู่บนสันเขาเฟิ่งหวง เดี๋ยวพวกเรากลับไปถามผู้นำหมู่บ้านว่าที่ดินผืนนั้นจะให้พวกเราเช่าเพื่อปลูกข้าวสาลีได้หรือไม่เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีที่ข้านำกลับมาด้วยไม่เหมือนกับเมล็ดพันธุ์ที่นี่ หากเดือนหน้าหว่านเมล็ดประมาณสามเดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ต่อไปพวกเราก็จะมีแป้งสาลีกินไม่ขาด”
“จิ่งเถียนเ้าเพิ่งจะกลับมา คงยังไม่รู้ที่ดินผืนนั้นปลูกอะไรก็ไม่มีขึ้นหรอก”เมิ่งซื่อพูด “อีกอย่าง ด้านหน้าของที่ดินรกร้างผืนนั้นก็เป็ป่าช้าเก่าของหมู่บ้านขนาดตอนกลางวันแสกๆ ยังทำให้คนรู้สึกขนหัวลุกได้เลย ไม่เช่นนั้นจะถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไรเมล็ดพันธุ์ดีๆ ที่เ้าอุตส่าห์นำมาด้วย อย่าได้ไปเสียให้กับที่เช่นนั้นเลย”
“ข้ามีวิธีของข้า พวกท่านอย่าได้กังวลเลย” เซียวจิ่งเถียนลุกขึ้นปัดเศษดินบนตัวแล้วจูงวัวที่กำลังก้มหัวเล็มหญ้าอ่อนอยู่และหยิบคันไถเดินออกไปไถนาต่อ ลมยามเช้าพัดมาเบาๆพร้อมกลิ่นสดชื่นของดิน บริเวณที่นามีต้นไม้เล็กใหญ่ขึ้นให้ความร่มรื่นพร้อมอากาศที่บริสุทธิ์ไม่นานก็มีเสียงหัวเราะพูดคุยกันดังมาแต่ไกลชาวบ้านค่อยๆ ทยอยกันเข้ามาทำงานแล้ว
“ในเมื่อเ้ามีวิธีเช่นนั้น ่บ่ายพวกเราไปถามหัวหน้าหมู่บ้านกัน”เซียวจงไห่นั่งยองอยู่บนพื้น หยิบหินขึ้นมาวาดลงบนดินพร้อมพูด “ขอเพียงแต่หัวหน้าหมู่บ้านอนุญาตที่ดินผืนนี้ก็ทำการเพาะปลูกได้”
เมื่อเมิ่งซื่อรู้แล้วว่าเกลี้ยกล่อมบุตรชายไม่ได้ นางจึงได้แต่หยิบถุงเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาแล้วเดินตามหลังเขาเพื่อหว่านเมล็ด
เมื่อก่อนม่ายซุ่ยก็เคยทำด้านการเกษตรมาก่อน นางจึงหยิบคราดไม้ไปช่วยเกลี่ยดินมากลบเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งหว่านลงไปอีกทั้งม่ายซุ่ยคนก่อนก็ไม่ใช่คนที่ถูกเลี้ยงมาอย่างคุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็ เมื่อรวมกันแล้วทำให้อิริยาบถของนางเป็ไปอย่างธรรมชาติและคล่องแคล่วว่องไวจนทำให้เมิ่งซื่อรู้สึกละอายแก่ใจเล็กน้อย นางจึงหยุดเดินแล้วหันมาพูดกับม่ายซุ่ยว่า“ลูกสะใภ้เ้าเพิ่งแต่งเข้าบ้านเรามาไม่ถึงหนึ่งเดือน ตามธรรมเนียมแล้วงานหนักที่ใช้แรงงานเช่นนี้เ้าไม่ควรจะทำหากทางบ้านเ้ารู้เข้าจะเข้าใจเอาได้ว่าพวกข้าทำให้เ้าลำบาก”
“ท่านแม่ไม่เป็ไรหรอก งานพวกนี้ตอนข้าอยู่บ้านข้าก็ทำจนเคยชินแล้ว”ม่ายซุ่ยพูดพร้อมเช็ดเหงื่อบนใบหน้า “อีกทั้งตอนนี้เป็่ฤดูกาลเพาะปลูกต้องรีบลงเมล็ดจะมามัวถือสาธรรมเนียมเหล่านี้ได้อย่างไรกัน”
อีกอย่างนางก็ไม่มีคนในครอบครัวที่นี่เสียหน่อย
ครอบครัวม่ายซานเฉวียนต่างก็หลบหน้านาง มีหรือจะมาสนใจว่านางเป็ตายร้ายดีอย่างไร
“ช่างเป็ภรรยาที่ดีและรู้ประสาเสียจริง” รอยยิ้มของเมิ่งซื่อเริ่มกว้างขึ้นนางเงยหน้ามองเซียวจิ่งเถียนที่กำลังดำนาอยู่แล้วกระซิบถามม่ายซุ่ย “ลูกสะใภ้เ้าคิดว่าจิ่งเถียนเป็อย่างไรบ้าง?”
ถึงแม้คนภายนอกจะเล่าลือกันว่าบุตรชายนางเป็โจร
แต่ในสายตาของนางบุตรชายของนางคนนี้ดีที่สุดแล้ว แม้เขาอาจจะเคยเป็โจรจริงๆแต่นางก็เชื่อว่าเขาจะต้องมีเหตุผลของเขา และนางก็หวังเป็อย่างยิ่งว่าม่ายซุ่ยจะคิดเช่นนั้นเหมือนกัน
“เขา...ดี...ดีมาก” เมื่อม่ายซุ่ยได้ยินนางถามเช่นนี้หน้าก็ค่อยๆแดงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
อย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็ดีกว่าที่นางคิดไว้
นางได้ยินมาตลอดว่าเขาเป็โจรที่โเี้สามารถฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตาแต่ว่าหลายวันที่ได้ทำความรู้จักกับเขา นางค้นพบว่านอกจากนิสัยเขาที่ค่อนข้างเ็าและเ้าอารมณ์แล้วก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ผู้คนเล่าลือกัน
ที่สำคัญคือหลายคืนมานี้ เขาไม่ได้ทำให้นางลำบากใจเลยแม้แต่น้อย
นี่คือสิ่งที่ทำให้นางสบายใจเป็ที่สุด
“เช่นนั้นเ้าต้องอยู่ดูแลเขาดีๆ นะ” เมิ่งซื่อถือโอกาส “พวกเ้าอาศัยอยู่ห้องเดียวกันอีกทั้งยังเป็สามีภรรยากัน เจอกันตลอดแทบทุกเวลา เช่นนี้เ้าจะต้องมีโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับเขายิ่งขึ้นแน่ๆลูกชายของข้าแน่นอนว่าเข้าใจเขาดีที่สุด หากเ้าสามารถตั้งครรภ์ได้ละก็ เขาจะต้องดีต่อเ้ามากๆแน่นอน”
ตั้งครรภ์?
ม่ายซุ่ยหน้าแดงขึ้นอย่างฉับพลัน
นางคิดภาพวันที่นางกับเขามีลูกด้วยกันไม่ออกจริงๆ
เซียวจิ่งเถียนต้อนวัวเดินผ่านหญิงทั้งสองคนไปด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกเขาทำงานจนร้อนแล้วจึงถอดเสื้อออก เผยให้เห็นไหล่หนาที่สง่าผ่าเผยและแผ่นหลังใหญ่โตบนไหล่ของเขายังคงมีรอยแผลที่ยังไม่หายดีปรากฏอยู่ รอยแผลนี้ค่อนข้างสะดุดตาเมื่อมองมา
ม่ายซุ่ยรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
ต้องรอให้บรรยากาศอันน่าหลงใหลนี้ไกลออกไป นางจึงจะสามารถดึงสติกลับมาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเริ่มลงมือกลบดินร่วนซุยที่พื้นต่อไป
หลังจากรอให้คนและวัวเดินผ่านไปไกลแล้ว เมิ่งซื่อก็เริ่มชักจูงม่ายซุ่ยต่ออย่างไม่ลดละ“ลูกสะใภ้นิสัยของจิ่งเถียนออกจะแปลกไปหน่อย แต่ว่าที่จริงแล้วเขาเป็คนดีมากนะ เ้าคิดดูสิเขาออกไปท่องยุทภพอยู่ตั้งหลายปี สุดท้ายก็ยังกลับมาที่หมู่บ้านนี้ วันที่เขากลับมาเขาบอกว่าเขาจะอยู่เพื่อดูแลบิดามารดาไปจนแก่เฒ่าพวกเราคนเป็พ่อเป็แม่แน่นอนว่าอยากเห็นเขาแต่งงานมีครอบครัวเป็ของตนเอง ได้ใช้ชีวิตปกติธรรมดาเช่นเดียวกับคนหนุ่มคนสาวในหมู่บ้านดังนั้นเ้าจะต้องทำให้เขารู้สึกดีที่มีภรรยามีครอบครัวถึงจะดี”
ม่ายซุ่ยถึงกับพูดไม่ออกชั่วขณะ
นี่ท่านแม่้าให้นางเป็ฝ่ายไปยั่วยวนเซียวจิ่งเถียนอย่างนั้นหรือ?
เมื่อนึกถึงดาบยาวที่คมกริบเล่มนั้นของเขานางก็รีบปฏิเสธแม่สามีทันทีนางไม่อยากรนหาที่ตาย...
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/989b72eeb7cc486fe81b7f5e2bdce5a8
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่Fisherman หนุ่มประมงที่รักที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #Fisherman หนุ่มประมงที่รัก #readAwrite ด้วยน้า