บทที่ 14 เขาเป็คนผิด
เช้าวันใหม่ที่ครอบครัวฉีกำลังเตรียมทานอาหารเช้าในห้องอาหารชั้นล่าง แต่เมื่อผู้เฒ่าฉีเห็นว่าลู่จั่นเหยียนยังไม่ลงมา เขาก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปยังฉีส่าวฉิงที่อยู่ข้าง ๆ และเอ่ยถามออกมา
“ทำไมเหยียนเหยียนยังไม่ลงมาอีกล่ะ? ไปตามเธอมาหน่อยไป”
“พ่อ ถ้าหากเธออยากนอนตื่นสาย แล้วทำไมต้องส่าวฉิงไปปลุกด้วยล่ะคะ?”
ฮั่วิเซียงพูดพลางส่งสายตาให้คนรับใช้เป็สัญญาณให้ไปตามคนมา แต่ผู้เฒ่าฉีกลับห้ามไว้เสียก่อน
“เพราะเขาคือคนผิด ฉะนั้นก็ให้เขาไปเรียกซะสิ”
ฉีส่าวฉิงจึงลุกขึ้นยืนอย่างไม่ใส่ใจ แล้วขึ้นไปบนชั้นสองทันที แต่เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูก็รีบหยิบยาเม็ดเล็ก ๆ ที่ถูกบรรจุอย่างสวยงามออกมาจากกระเป๋า
เมื่อคืน… เขาเสียการควบคุมจนถึงขั้นทิ้งบางสิ่งบางอย่างไว้ในร่างกายของเธอ
ส่าวฉิงกำลังเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู แต่จู่ ๆ ก็หยุดลงอย่างกะทันหันและก้มลงมองยาในมือพลางขมวดคิ้วอยู่สองสามวินาที ก่อนจะโยนยากลับลงไปในกระเป๋าในทันใด
เมื่อประตูห้องนอนถูกเปิดออก ลู่จั่นเหยียนที่เพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ออกมาจากห้องแต่งตัวพอดี และคิดว่าอาจจะเป็คนรับใช้ที่เข้ามาตามจึงไม่ได้สนใจอะไร
แต่กลับผิดคาดไปทั้งหมด เพราะคนที่เข้ามานั้นคือฉีส่าวฉิงที่พิงกรอบประตูด้วยท่าทีอ่อนโยน ทว่าก็ยังแสดงท่าทางแสนยั่วยวนเฉกเช่นเคย ทันใดนั้นดวงตาของหญิงสาวที่กำลังจ้องมองเปลี่ยนเป็ความเ็าลง
เพราะสำหรับเธอแล้ว… เื่เมื่อคืนเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นเลย!
“อย่ามองผมแบบนั้นสิ ผมก็แค่มาเรียกคุณลงไปกินข้าวเอง”
ฉีส่าวฉิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มสบาย ก่อนจะหันหลังเดินลงบันไดจากไป ลู่จั่นเหยียนจึงรีบจัดการตัวเองให้เสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็ลงไปที่ห้องอาหารชั้นล่างทันที
เมื่อผู้เฒ่าฉีเห็นหญิงสาวลงมาถึงที่ห้องทานอาหาร ทำให้มีรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าที่แสนเคร่งขรึมในทันใด
“สาวน้อย เมื่อคืนกลับมาตอนไหนล่ะ? แล้ว… นอนหลับสบายดีไหม?”
งานศพของเมื่อวานเป็งานที่ยิ่งใหญ่จนไม่มีใครเทียบได้แน่นอน แต่ทว่ากลับไม่สามารถเยียวยาาแในใจของหญิงสาวคนนี้ได้เลยเช่นเดียวกัน
“เธอนอนหลับสนิทดีครับ”
ฉีส่าวฉิงที่กำลังจิบซุปอยู่เงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยแล้วตอบออกมาอย่างเรียบเฉย แต่รอยยิ้มที่มุมปากของเขานั้นกลับทำให้ลู่จั่นเหยียนกำหมัดแน่นใต้โต๊ะอาหาร
“ถ้านอนหลับสบายก็ดีแล้ว คนหนุ่มสาวควรนอนหลับพักผ่อนให้มาก ๆ แม้จะมีเื่ใหญ่โตแค่ไหนก็จะผ่านไปได้”
ผู้เฒ่าฉีพูดออกมาด้วยรอยยิ้มแสนจะจริงใจ แม้จะรู้ดีว่าท่านหมายถึงเื่ของพ่อแม่และน้องสาว แต่เธอกลับอดไม่ได้ที่จะนึกถึงฉากต่าง ๆ ในห้องน้ำเมื่อคืนแทน
“คุณปู่คะ พอดีว่าตอนนี้บริษัทลู่มีงานค่อนข้างเยอะมากค่ะ หนูจึงเช่าอะพาร์ตเมนต์ชุดหนึ่งข้าง ๆ บริษัท และตั้งใจว่าจะย้ายไปอยู่ที่นั่นวันนี้เลย แล้วถ้าหากทำแบบนี้ก็จะประหยัดเวลาการเดินทางไปได้เยอะ คุณปู่ว่าดีไหมคะ?”
เพราะเธอไม่มีทางเผชิญหน้ากับฉีส่าวฉิงที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อีก และยังกลัวว่าจะเหมือนเมื่อคืนนี้ที่เผลอมีความสัมพันธ์กับคนที่เกลียด แต่หัวใจกลับยิ่งเต้นแรงโดยไม่สามารถควบคุมได้
“จะย้ายออกไปเหรอ?”
ผู้เฒ่าฉีวางตะเกียบในมือลง จากนั้นบรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับกลายเป็ความเงียบสงัดในทันที เพราะคนในครอบครัวต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าคุณปู่้าให้สมาชิกในครอบครัวอยู่ด้วยกันเพื่อความอบอุ่น
“อันที่จริงคนหนุ่มสาวจะใช้เวลาให้มากขึ้นก็คงจะเป็ประโยชน์ดี ไม่อย่างนั้นก็คงมัวแต่ทำอะไรที่เสียเวลาชีวิตไปวัน ๆ”
ผู้เฒ่าฉีเอ่ยพูดขึ้นมาพลางจ้องมองไปที่ฉีส่าวฉิงอย่างดุดัน ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับมายิ้มแย้มเมตตาเหมือนเดิม แล้วหันไปพูดคุยกับลู่จั่นเหยียนอีกครั้ง
“สาวน้อย หนูจะย้ายออกไปก็ได้ แต่ปู่กลัวว่าหนูจะไม่มีข้าวร้อน ๆ กินน่ะสิ งั้นเอาอย่างนี้มั้ย? ปู่จะให้ป้าเฉินไปอยู่เป็เพื่อนหนูด้วยเลย เธอจะได้ช่วยทำความสะอาด และทำอาหารเช้ากลางวันเย็นให้กิน”
ฮั่วิเซียงที่ได้ยินดังนั้นก็โกรธจนมือสั่นทันที เพราะเธอไม่คาดคิดว่าผู้เฒ่าฉีจะอนุญาตได้อย่างง่ายดายขนาดนี้ แถมยังจัดคนรับใช้ให้ไปด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกอีกต่างหาก
เพราะตอนแรกที่เธอแต่งงานเข้าตระกูลมานั้น เธอแทบไม่อยากอยู่ร่วมกับพ่อแม่สามีและพี่สะใภ้ด้วยซ้ำไป เธอจึงเสนอว่าจะย้ายออกไปอยู่กับิหย่วนข้างนอก แต่ตอนนั้นคุณปู่กลับทำหน้าบึ้งและบอกกับเธอว่า
‘หากฉันยังไม่ตายก็อย่าได้คิดถึงวันนั้นเลย!’
แล้วลู่จั่นเหยียนคนนี้มีเวทมนตร์อะไรกันแน่? ถึงได้ทำให้คุณปู่รักใคร่เธอขนาดนี้?
“ใครจะแย้งอะไรหรือไม่?”
ผู้เฒ่าฉีใช้สายตาคมกริบกวาดมองสมาชิกในครอบครัวที่อยู่บนโต๊ะอาหาร ก่อนจะหยุดลงอยู่ที่ใบหน้าของฉีส่าวฉิง และเห็นได้ชัดว่าถ้าหากเขากล้าพูดคำว่าไม่ออกมาก็คงจะมีผลที่ตามมาร้ายแรงมาก
“ช่างมันเถอะ ผมมีธุระต่อ ขอตัวก่อนนะครับ”
ฉีส่าวฉิงวางตะเกียบและชามที่กินไปครึ่งหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเลิกคิ้วเพียงเล็กน้อยมองไปยังลู่จั่นเหยียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทีปกติ แต่ภายในแววตากลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้นเป็อย่างยิ่ง
“ไอ้เด็กสร้างปัญหา!”
ผู้เฒ่าฉีเห็นหลานชายตัวเองหันหลังและเดินจากไปจริง ๆ เขาจึงส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจและก่นด่าไปหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันมายิ้มให้หลานสะใภ้ที่อยู่อีกฝั่ง
“สาวน้อย ปู่รู้ว่า่นี้หนูกำลังรู้สึกไม่สบายใจ งั้นหนูก็ออกไปอยู่ข้างนอกได้เลย เพราะอย่างไรแล้วปู่ก็จะสนับสนุนหนูเสมอ”
“ขอบคุณค่ะ คุณปู่”
ลู่จั่นเหยียนรู้ดีว่าผู้เฒ่าฉีรักเธออย่างจริงใจ เพราะั้แ่เธอแต่งงานเข้ามาในตระกูลฉี ชายชราก็รักใคร่เธอโดยไม่มีเงื่อนไขมาโดยตลอด
แต่ในเมื่อยิ่งเป็แบบนี้แล้ว เธอกลับยิ่งรู้สึกเ็ปในใจขึ้นมากกว่าเดิม
ลู่จั่นเหยียนกินอาหารเช้าเข้าไปได้เพียงไม่กี่คำ จากนั้นเธอก็ขึ้นไปเก็บกระเป๋าบนห้องตัวเองทันที
แต่ทว่ากระเป๋ายังไม่ทันได้ถูกจัดการดี ประตูห้องก็ถูกผลักออกจากด้านนอกและตามมาด้วยเสียงไม่พอใจของฮั่วิเซียงดังเข้ามาในทันใด
“ลู่จั่นเหยียน อย่าคิดว่าคุณปู่รักเธอ แล้วจะเอาแต่ใจยังไงก็ได้นะ!”