โรงเรียนประถมเอกชนไฮเซนเบิร์ก
โรงเรียนประถมที่ดีที่สุดของจักรวรรดิ
และเป็โรงเรียนประถมเพียงแห่งเดียวในจักรวรรดิ
ทั้งกว้างใหญ่ และหรูหรา
จะว่าไปภาพลักษณ์โรงเรียนกับสถาปัตยกรรมสไตล์ยุคฟื้นฟูโกธิคนี้ ชวนให้นึกถึงมหาวิทยาลัยที่เราเคยจบมาจริงๆ
มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด
ไม่ทราบเหมือนกันว่าโรงเรียนนี้กว้างประมาณไหน
รู้แค่ว่ามีพื้นที่มากพอสำหรับตึกอาคารเรียนที่รองรับนักเรียนกว่า 6,000 คน
โดยแบ่งเป็สองตัวอาคารใหญ่ อาคารฝั่งตะวันออก และตะวันตก
อาคารตะวันออก หรืออาคารเรียน A สำหรับนักเรียนเกรด 1 ถึง 3 หรือ ประถม 1 ถึง ประถม 3
อาคารตะวันตก หรืออาคารเรียน B มีไว้สำหรับนักเรียนเกรด 4 ถึง 6 หรือก็คือ ประถม 4 ถึง ประถม 6
ทางด้านทิศเหนือของอาคารเรียน A จะมีหอประชุมตั้งติดอยู่ หอประชุมที่เคยเข้าไปแล้วในวันปฐมนิเทศ
ด้านหลังของหอประชุมจะเป็จุดลับสายตาคน
เนื่องจากอยู่ติดกำแพง และมีดงต้นไม้รกรุงรังคั่นอยู่ระหว่างกำแพงกับหอประชุมนี้
ตัวผม โยฮัน คาร์ริส ไลท์แมน อายุ 6 ขวบ
ใน่เช้าก่อนเริ่มเรียนวิชาแรกในวันเรียนปกติแบบนี้
กำลังยืนอยู่ที่ด้านหลังหอประชุมดังที่กล่าวไปข้างต้น
เบื้องหน้าผม มีเด็กผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ยืนหันหน้ามาหาผมอยู่
เธอมีผมสีบลอนด์สว่าง ผมเป็ลอนไว้สั้นถึงติ่งหู ติดกิ๊บรูปแมวที่ผมด้านข้าง ตาโตใสสีฟ้า เป็ผู้หญิงที่น่ารัก
เธอคนนี้กำลังยืนก้มหน้า
คิ้วทั้งสองยกขึ้น ลู่ดึงเข้าหากัน
มือทั้งสองพาดประสานไว้ด้านหน้า และกำลังถูฝ่ามือทั้งสองเข้าด้วยกัน
ใบหน้าของเธอ ปรากฏสีแดงระเรื่อบนแก้มทั้งสอง
เธอกำลังเขินอาย กังวล และกำลังใช้ความพยายาม (ถูฝ่ามือ) สงบใจตนเองอยู่
เพราะดูท่าปล่อยไว้ เธอคงจะถูฝ่ามือต่อไปอย่างเดียวไม่หยุด
“ถ้าจำไม่ผิด เธอชื่อ ซาราห์ ใช่มั้ยครับ ซาราห์ ดีน”
ผมจึงเอ่ยไถ่ถาม กระตุ้นให้เธอเปิดปาก
“อะ ค่ะ รู้จักฉันด้วยเหรอคะ!”
เธอเงยหน้ามาสบตาผมจนได้
“ได้ยินผู้ชายในห้องพูดถึงกันน่ะ ว่าเป็เด็กผู้หญิงที่น่ารักมากจากห้อง E”
[โกหกน่ะ ใช้ ‘โปรไฟลิ่ง’ ทำความรู้จักเธอต่างหาก ก็เอาแต่เงียบนี่]
“อะ ค่ะ งั้นเหรอคะ”
“...”
“...”
[เธอเงียบไปอีกแล้ว ก้มหน้ากลับไปอีกรอบ แสดงว่าเราต้องชวนเปิดบทสนทนาฝ่ายเดียวเหรอ ทั้งที่ทางนั้นเป็ฝ่ายเรียกเรามาที่นี่เองนะ]
“มีธุระอะไรเหรอครับ ถึงอุตส่าห์เรียกผมมาที่นี่”
“ค่ะ คือว่า...คือ...”
เธอถูมือเร็วและแรงกว่าเดิม กำลังพยายามน่าดู
“คือว่า ฉัน...ฉัน”
“ครับผม?”
ผมถามกระตุ้นเธอ เป็เชิงให้กำลังใจ
“ฉันชอบคุณค่ะ! ั้แ่วันแรกที่เห็นแล้ว กรุณาคบกับดิฉันด้วยนะคะ!”
[อือ พูดออกมาจนได้ ผมทราบอยู่แล้วแหละว่าเธอจะพูดอะไร นี่ก็เป็คนที่ 12 แล้วสินะ เอ...รู้สึกเธอคนนี้จะเป็คนที่พูดว่า “ฉันตกหลุมรักแล้ว” ในวันปฐมนิเทศตอนที่ผมกับแม่เดินผ่านนี่นา]
“งั้นเหรอครับ ดีใจจังเลย”
ผมตอบเธอ
เธอมีสีหน้าโล่งใจ และกลายเป็เบิกบานทันทีที่ได้ยินผมพูด
“แต่ขอโทษด้วยนะครับ...”
[ผมปฏิเสธเธอ เหมือนกับคนอื่นๆ ในการปฏิเสธหลายๆคนควรใช้เหตุผลเดียวกันกับทุกคนจะดีที่สุด มันจะเป็ผลดีต่ออีกฝ่าย และต่อตัวเรามากกว่า]
“...ตอนนี้ผมยังไม่มีความสนใจในเื่รักใคร่ สิ่งที่ผมให้ความใส่ใจมากที่สุดในตอนนี้คือ การเรียนรู้ครับ ผมอยากจะทุ่มเทให้กับสิ่งนี้มากกว่า ต้องขอโทษที่ผมจำเป็ต้องเพิกเฉยต่อความรู้สึกอันเลอค่าของคุณนะครับ”
[ใช้เหตุผลที่คลาสสิคที่สุด]
เมื่อว่าจบ ผมก็โค้งหัวให้เธอ อย่างสุภาพและอ่อนน้อม
เธอนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนจะกลับไปก้มหน้าอีก
แล้วเอ่ยปากขึ้น คราวนี้น้ำเสียงเธอสั่นระริกเล็กน้อย
“งะ งั้นเหรอคะ ไม่เป็ไรค่ะ...ขะ...ขอบคุณมากนะคะ...ที่รับฟังดิฉัน”
เธอกล่าวจบก็โค้งหัวให้ และหันหลังวิ่งจากผมไป หายลับไปในมุมอับของตัวอาคาร
เปิดเรียนมาได้ 1 สัปดาห์แล้ว
ทุกวันผมจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ตลอด
โดนสารภาพรัก
เธอคนนี้เป็คนที่ 12 นั่นหมายความว่า ผมแทบจะโดนเรียกมาสารภาพรัก 3 เวลาหลังอาหารเลยทีเดียว
“เฮ้อ...ก็คาดการณ์ไว้แล้วล่ะนะ”
[เพราะเห็นท่าทีของเหล่าเด็กสาวในวันปฐมนิเทศทั้งหมดนั่น...ไม่ใช่น้อยๆเลยซะด้วย ดูท่าจะมีมาอีกเรื่อยๆสินะ]
คุณอาจรู้สึกสงสารเด็กสาวอยู่บ้าง
แต่อย่าลืมนะครับ ว่าผมเป็ผู้มาเกิดใหม่ และยังระลึกชาติได้อีก
ตัวผมก่อนตายอายุก็ปาเข้าไป 48 แล้ว
แม้ตัวจะเป็เด็ก แต่จิตใจและสมองเป็ผู้ใหญ่นะ
คุณอยากให้ผมตอบตกลงคบกับเด็กน้อยอายุ 6 ขวบเหรอ
นึกภาพชายวัยกลางคนเดินจับมือกับเด็กสาวแบบนั้น มันก็ไม่ต่างจากเดินจูงมือลูกเลยนะ
ชาติก่อนอาจเคยเจอคนมีรสนิยมชอบคบเด็กมาบ้าง ก็รู้ว่ามีคนประเภทนี้เหมือนกัน แต่ก็เข้ากับพวกนี้ไม่ได้
ผมไม่มีรสนิยมแบบนั้น
“เอาล่ะ วันใหม่ของสัปดาห์ใหม่ ไปนั่งรอในห้องเรียนดีกว่า วันนี้วิชาเวทมนตร์สินะ”
ผมที่ตัดสินใจแบบนั้น จึงหันหลัง แล้วเดินอ้อมหอประชุมเพื่อกลับไปยังอาคารเรียน A ห้อง C ของตัวเอง
เมื่อมาถึงห้อง ผมก็เข้าไปนั่งประจำที่ของผม
ตำแหน่งคือ กึ่งกลางห้องพอดี ทั้งนับจากหน้าห้องไปหลังห้อง หรือด้านซ้ายมาด้านขวา
สาเหตุที่ผมเลือกนั่งตรงนี้ มันพอมีเหตุผลอยู่
ถ้าเลือกนั่งหน้าสุด เหมือนเด็กตั้งใจเรียนทั่วไป ข้อดีคือ เป็ที่สนใจของคุณครู ไถ่ถามได้สะดวก แต่นั่นก็แลกมาด้วยการโดนเพ่งเล็งจากบรรดาคนอื่นที่อยู่ด้านหลังผม ผมไม่อยากเป็เป้าสนใจจากสายตาทิ่มแทงที่แฝงไปด้วยความหมั่นไส้ของผู้ชาย หรือสายตาชื่นชมจนหวานเยิ้มจากผู้หญิง รู้สึกเหมือนมีเข็มเล็กๆมาจี้หลังตลอดเวลางั้นแหละ
แต่จะให้ไปนั่งหลังสุดเหมือนเด็กหลังห้องก็ไม่ค่อยสะดวก ข้อดีอาจเป็ได้เฝ้ามองทุกคนจากมุมกว้าง ควบคุมสถานการณ์ในจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ แต่มันก็มีข้อเสียคือ มองกระดานไม่ค่อยจะเห็น สื่อสารกับคุณครูไม่ค่อยรู้เื่
ด้วยเหตุนี้ผลสรุปจึงกลายมาเป็ ตำแหน่ง ณ ปัจจุบัน แม้จะยังมีสายตาคอยตามทิ่มแทงมาจากด้านหลังอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยก็ลดไปได้ครึ่งหนึ่ง ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้
“อรุณสวัสดิ์ โยฮัน”
เด็กชายคนหนึ่งเดินเข้ามาที่ด้านข้าง กล่าวทักทายก่อนจะนั่งลงข้างๆผม
เค้าคือ ไฮเดลริค เคราเซอร์ หรือชื่อเล่น ไฮดริค เพื่อนซี้ของผม
“อรุณสวัสดิ์ ไฮดริค”
“วันนี้เป็วันแรกที่จะได้เรียนวิชาเวทมนตร์ที่นายบอกว่าสนใจนี่ ตื่นเต้นไหม”
เค้าหันมาถามผม พลางหยิบหนังสือกับสมุดออกมาจัดเรียง
“อื้อ ตื่นเต้นสิ เป็วิชาเดียวที่สนใจที่สุดสำหรับผมแล้วมั้ง”
“ฮะฮะ สำหรับทาเลนท์นายแล้ว วิชาอื่นๆในโรงเรียนมันผ่านตามาหมดแล้วนี่ ั้แ่โรงเรียนกิฟท์เลยนี่นา”
“ใช่แล้วล่ะ” ผมนั่งเท้าคางแล้วบ่น “จะคณิตศาสตร์หรือจะภาษานากราน ผมก็รู้หมดแล้ว ส่วนประวัติศาสตร์อ่านเองมันเร็วกว่านั่งฟังครูพูดซะอีก วิชาพละก็เฉยๆ ที่น่าสนใจหน่อยก็วิชาศิลปะล่ะมั้ง ได้วาดรูปที่ชอบบ้างก็ดี ถึงจะยังไม่ได้เรียนเล่นเครื่องดนตรีก็เถอะ ที่เหลือเลยมีแต่วิชาเวทมนตร์นี่แหละที่น่าสนใจที่สุด”
“งั้นเหรอ แต่ว่า วิชานี้เด็กส่วนใหญ่ดูจะไม่ชอบกันนะ เพราะมันใช้เวลาเรียนวันนึงเต็มๆเลยนี่นา”
“ก็ต้องแบ่งเป็ ครึ่งทฤษฎี กับครึ่งปฏิบัติด้วย...ตามที่ผมลองถามครูอีวานดูอะนะ”
“เวทมนตร์สินะ นายที่มีพลังเวทเยอะที่สุดในโรงเรียนน่าจะไปได้สวยกับวิชานี้มากแน่เลย บางทีอาจเป็จอมเวทเลยก็ได้”
“ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก แต่ถ้าพูดแบบนั้น นายที่ได้ผีเสื้อมาเกีย 2 ตัวเองก็มีคุณสมบัติเพียงพอด้วยนะ”
“เอ...ผมไม่ค่อยมั่นใจหรอก ไม่เคยคิดถึงการเป็นักเวทเลย”
“ยึดมั่นในเป้าหมายการเป็อัศวินองครักษ์ที่ได้ขี่ไวเวิร์นมันก็ดี แต่นายอาจยังไม่รู้ ว่าอัศวินเองก็ใช้เวทมนตร์กันชำนาญมากนะ ยิ่งอัศวินองครักษ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง”
“เอ๋!? จริงเหรอ นายรู้ได้ไง”
“มีโอกาสได้เห็นตอนอัศวินต่อสู้กับั์น้ำแข็งมาน่ะ”
“จริงอะ! เล่าให้ฟังบ้างสิ”
“เล่าก็ได้ แต่เอาไว้เวลาว่างนะ เพราะ...คุณครูเหมือนจะมาแล้ว”
ครืด—
คุณครูอีวาน เลื่อนประตูเปิดเข้ามาทันใด
ครูอีวาน ไรลีย์
ครูชายร่างโย่ง หัวโล้น ตาตี่ ใส่แว่น
ครูประจำชั้นของพวกเรา และเป็ครูที่รับผิดชอบสอนวิชาเวทมนตร์ของนักเรียนเกรด 1 ถึง 3 อีกด้วย
[ก็คิดอยู่หรอกว่าดูจะชำนาญการใช้เวทมนตร์มากตอนวันสาธิตการสอน เป็อย่างที่คิดจริงๆ ครูที่รับผิดชอบวิชาเวทมนตร์]
อนึ่ง ในโลกนี้ หรืออย่างน้อยก็ในจักรวรรดินี้ มีธรรมเนียมการแสดงความเคารพต่ออาจารย์ผู้สอนอยู่
มันเป็หน้าที่ของหัวหน้าห้อง ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคะแนนเสียงภายในห้อง
และหัวหน้าของห้องนี้ก็คือ
“ทั้งหมดทำความเคารพ!”
ผมเอง
ด้วยผลโหวตที่เป็เอกฉันท์
จากคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของผู้หญิงในห้อง และบรรดาผู้ชายบางส่วนที่คล้อยตามพวกเธออย่างช่วยไม่ได้ อันที่จริงก็มีคนไม่เห็นด้วย แต่หน้าที่น่ารำคาญแบบนี้ ถ้าเ้าตัวปฏิเสธในตัวผม ก็มีแต่ต้องมาทำแทนเท่านั้น มันเลยลงเอยที่ ทุกคนในห้องต่างยกมือโหวตผมที่ดูโดดเด่นและน่าเชื่อถือ (ในทุกครั้งที่ผมเอ่ยปาก) ที่สุดไป... ‘อดาจิโอ’ ก็มีข้อเสียสินะ
วิธีแสดงความเคารพของจักรวรรดิ ค่อนข้างน่าอาย...อย่างน้อยก็ในความคิดของผม
คือการกำมือขวา แล้วงอศอกขึ้น ยกกำปั้นมาอยู่ข้างหัวไหล่ขวา
ส่วนแขนซ้าย กำมือไขว้พับไปด้านหลัง
เป็ท่าทางคล้าย วันทยหัตถ์ของพวกทหาร
ซึ่งก็เป็จริงๆ สมกับที่เป็อาณาจักรที่โดดเด่นเื่การา
...ส่วนรองหัวหน้าห้อง เป็สิทธิที่คนเป็หัวหน้าห้องจะเป็ผู้เลือก และผู้โชคดีคนนั้นจะเป็ใครไปไม่ได้ นอกเสียจากเพื่อนรัก เพื่อนซี้ ที่มีทุกข์ต้องร่วมแบ่งปันกัน ไฮดริคนั่นเอง
เอาน่า ถือซะว่าเป็การฝึกเพิ่มความมั่นใจ รักษาอาการติดอ่าง และเตรียมพร้อมจิตใจไปสู่การเป็อัศวินในอนาคต
หลังจากพวกเรานั่งลง คุณครูอีวานก็เริ่มกล่าวการสอน
“สำหรับวิชาเวทมนตร์ของวันนี้ ถ้าไปได้สวย บางทีอาจจะได้ลองร่ายเวทกันเลย ครึ่งเช้าจะเป็การสอนทฤษฎี ส่วนครึ่งบ่ายจะเป็การฝึกปฏิบัติ ตารางการสอนวิชาเวทจะยึดตามนี้เป็หลัก อาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้างถ้าจำเป็”
“ครูจะขอบรรยายสรุปคร่าวๆของเนื้อหาวันนี้ก่อนละกัน ในวันนี้พวกเราจะได้เรียนรู้ 1.ธาตุของเวทมนตร์ 2.การควบคุมพลังเวท สองเื่นี้จะอยู่ใน่เช้า ส่วน่บ่ายจะเรียน 3.ระบุธาตุของเวทมนตร์ และ 4.เรียนรู้การร่ายเวทมนตร์พื้นฐาน”
[ธาตุของเวทมนตร์เหรอ...เวทมีธาตุด้วยเหรอ ยกมาเื่แรกแสดงว่าต้องสำคัญสินะ]
“คิดว่าทุกคนคงรู้จักเวทมนตร์อยู่แล้วว่าคืออะไร อธิบายไปั้แ่วันสาธิตการสอนแล้ว เพราะฉะนั้นจะข้ามมาสู่เนื้อหาหลักของวันนี้เลยละกัน”
(ครูอีวานเริ่มเขียนหัวข้อเนื้อหาบนกระดาน...เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาอ่านไปด้วยในตัว)
“ ‘ธาตุของเวทมนตร์’ เป็เื่สำคัญมาก เพราะเวทมนตร์ทุกชนิดจะมีธาตุของมันอยู่ อย่างเช่น เวทไฟก็จะเป็ธาตุไฟ เวทน้ำแข็งก็จะเป็ธาตุน้ำ ประมาณนี้ ธาตุของเวทมนตร์ จะถูกกำหนดโดยธาตุของพลังเวทในตัวผู้ใช้เวท ซึ่งหมายความว่า พลังเวทมีธาตุอยู่ในตัวด้วยนั่นเอง”
ผมยกมือขึ้น
“หมายความว่า เวทมนตร์ที่เราใช้ต้องสอดคล้องกับธาตุของพลังเวทที่เรามีอยู่ใช่มั้ยครับ”
“ใช่ ถูกต้อง” คุณครูหันมาตอบผม
“และพลังเวท ซึ่งต่อไปนี้ครูจะขอเรียกว่า ‘มานา’ นะ เพราะมันเป็ชื่อที่ในวงการเวทจะเรียกกัน...มานาจะมีธาตุอยู่ทั้งหมด 10 ธาตุ”
(ครูอีวานเขียนชื่อธาตุทั้ง 10 ลงกระดาน แต่เค้าจงใจเขียนแยกกันให้แบ่งออกเป็ 3 กลุ่มอย่างเห็นได้ชัด โดย 5 ตัวอยู่ด้านล่าง อีก 2 ตัวอยู่บนขึ้นไป และอีก 3 ตัวอยู่บนสุด)
“อันได้แก่ 1.ดิน 2.น้ำ 3.ลม 4.ไฟ 5.สายฟ้า 6.แรง 7.แสงหรือมืด 8.จิตใจ 9.ิญญา และ 10.มิติเวลา...10 ธาตุทั้งหมดนี้ คือ ธาตุที่เป็องค์ประกอบพื้นฐานของเวทมนตร์ทุกชนิดบนโลก”
[10 ธาตุเหรอ เหมือน 10 ชนิดมากกว่า บางชนิดก็ดูเหมือนไม่ได้อยู่โดดๆชนิดเดียวอย่าง แสงมีความมืดรวมอยู่ด้วย เช่นเดียวกับ มิติกับเวลา...คาดว่าคงเป็ชนิดเดียวกัน หรือคู่ตรงข้ามกัน...อย่างหยินกับหยาง แสงกับมืด ถึงจะเป็ปฏิปักษ์กันแต่ก็จัดเป็สิ่งเดียวกันที่ขาดกันไม่ได้ เพราะมีแสงจึงมีความมืด (เงา) ประมาณนี้]
“ทีนี้เมื่อรู้เื่ธาตุของมานา หรือธาตุของเวทแล้ว ก็จำเป็ที่จะต้องรู้เื่การแบ่งประเภทของเวทมนตร์ด้วย เพราะมันใช้ธาตุของมานาเป็ตัวแบ่ง”
(ครูอีวานวาดวงกลมล้อมรอบกลุ่มแต่ละกลุ่มของธาตุมานาทั้ง 10 แบ่งออกเป็ 3 วงกลม แล้วเริ่มเขียนชื่อของประเภทไว้้า)
“ประเภทแรกชื่อ ‘ธาตุสามัญ’ บางครั้งคนก็ชอบเรียกว่า ‘เวทธาตุ’ ระวังอย่าสับสนกับ ‘ธาตุของเวทมนตร์’ ที่เรากำลังเรียนอยู่นะ สาเหตุที่เรียกแบบนี้เพราะ เวทในประเภทนี้จะประกอบด้วย ธาตุทั้งห้า ที่เป็องค์ประกอบในธรรมชาติทั้งหมด อันได้แก่ 1.ดิน 2.น้ำ 3.ลม 4.ไฟ 5.สายฟ้า”
[แต่แสงเองก็เป็องค์ประกอบในธรรมชาตินี่นา...อ๋อ คงประมาณ องค์ประกอบของร่างกายมนุษย์มั้ง อย่างกรีกโบราณจะบอกว่า ร่างมนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ส่วนสายฟ้า ถ้าเป็ในเชิงชีววิทยา ก็เหมือนกระแสประสาทนั่นแหละมั้ง ไฟฟ้าเคมีในสมองเป็องค์ประกอบของร่างกายมนุษย์พอดีด้วย]
“ประเภทที่สอง คือเวท ‘ชั้นสูง’ ประกอบด้วย 2 ธาตุ คือ 1.ธาตุแรง และ 2.ธาตุแสงหรือความมืด”
“และประเภทสุดท้าย คือเวท ‘ศักดิ์สิทธิ์’ ประกอบด้วย 3 ธาตุคือ 1.จิตใจ 2.ิญญา และ 3.มิติเวลา”
ผมยกมือขึ้น
“ครูอีวานครับ ผมเข้าใจแล้วว่า ประเภทของเวทมนตร์แบ่งออกเป็ 3 ประเภท แล้วใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินว่า ธาตุนี้ต้องอยู่ในระดับสูง ธาตุนี้ต้องอยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์ล่ะครับ”
“เป็คำถามที่ดี เกณฑ์นั้นคือ 1.ความหายาก และ 2.ความทรงพลัง”
[ความหายากและทรงพลังเหรอ]
“อย่างที่บอกว่า เวทมนตร์ขึ้นอยู่กับธาตุของมานา ดังนั้น ความทรงพลังของเวทมนตร์ก็ขึ้นอยู่กับความทรงพลังของมานาด้วย และอย่างที่เธอเห็นบนกระดาน เวทประเภท ‘ชั้นสูง’ จะทรงพลังกว่าเวทประเภท ‘ธาตุสามัญ’ และเวทประเภท ‘ศักดิ์สิทธิ์’ จะทรงพลังที่สุดในบรรดาเวททั้งหมด”
[เวท ‘ธาตุสามัญ’ อยู่ล่างสุด สูงขึ้นมาคือ เวท ‘ชั้นสูง’ และสูงสุดคือ เวท ‘ศักดิ์สิทธิ์’ สินะ]
“ยิ่งธาตุมานาทรงพลังมาก ก็ยิ่งหาผู้มีมานานี้ได้ยากมาก โดยเฉพาะธาตุระดับ ‘ศักดิ์สิทธิ์’ 3 ตัวนี้ อาจจะมีเพียง 1 ใน 100 เลยก็ได้ที่จะเจอ และผู้ที่มีธาตุมานาในระดับนี้ ก็จะใช้เวทระดับศักดิ์สิทธิ์ ที่ว่ากันว่า มีเพียงจอมเวทชั้นสูงในศาสนจักรเท่านั้นที่ใช้ได้”
“ยกตัวอย่างหน่อยได้ไหมครับ เวทระดับศักดิ์สิทธิ์”
“ครูใช้ไม่ได้หรอกนะ แต่ถ้าเอาแค่ที่รู้จักก็...นั่นสิ เป็เวทมนตร์ที่ทางศาสนจักรผูกขาดแต่เพียงผู้เดียวซะด้วย เพราะมันมีแต่จอมเวทชั้นสูงในสังกัดของทางนั้นเท่านั้นที่ได้รับอนุญาติให้ใช้ได้”
“เวทนั้นคือ?” ผมถาม
“เวทมนตร์รักษา เวท ‘ฮีล’ ไงล่ะ”
“เวท ‘ฮีล’ เหรอ”
“เวทมนตร์ที่สามารถรักษาาแได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเจ็บหนักแค่ไหน ให้หายเป็ปลิดทิ้งในชั่วพริบตาเดียว ถึงจะรักษาโรคร้ายหรืออาการป่วยไข้ไม่ได้ก็เถอะ นั่นแหละ คือเวทระดับศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักร”
“ทำไมมันถึงเป็ระดับศักดิ์สิทธิ์เหรอ”
[แค่องค์ประกอบธาตุทั้งห้าของมนุษย์ ก็น่าจะพอรักษาร่างกายคนได้แล้วนี่นา]
“เอ...อันนี้ครูก็ไม่รู้นะ มันค่อนข้างลึกเกินไป”
[สรุปก็คือ เวทมี 10 ธาตุ ตามธาตุมานาในตัวผู้ใช้เวท และด้วยการแบ่งประเภทของธาตุทั้ง 10 ออกเป็ 3 ประเภท ตามความทรงพลังและหายากของธาตุ จึงทำให้ได้เวทออกมา 3 ระดับ และเวทระดับศักดิ์สิทธิ์คือระดับที่สูงที่สุดของเวทมนตร์ทั้งมวลสินะ...ธาตุจิตใจ ธาตุิญญา และธาตุมิติเวลาเหรอ]
“ครูอีวานครับ แล้วมานาในตัวคนเรามีครบทั้ง 10 ธาตุเลยหรือเปล่าครับ”
“นั่นแหละคือเื่ที่ครูกำลังจะอธิบายต่อไปเลย ที่จริงมนุษย์เรามีธาตุของมานาครบทั้ง 10 ธาตุในตัว แต่อาจมีคุณสมบัติของธาตุที่โดดเด่นไม่เท่ากัน...นั่นสิ เหมือนกับนิ้วมือไง มี 10 นิ้วเหมือนกัน แต่ก็ยาวไม่เท่ากันด้วย และคนๆนั้นก็จะมีธาตุที่โดดเด่นที่สุดเป็ของตนเอง ซึ่งธาตุที่โดดเด่นนี้ จะเป็ตัวกำหนดชนิดของเวทมนตร์ที่เ้าตัวจะใช้ได้อย่างชำนาญด้วย อย่างครูเป็ธาตุไฟ จึงใช้เวทไฟได้อย่างชำนาญที่สุดและง่ายดายที่สุด”
“ถ้ามีทั้งหมด 10 ธาตุ และมีธาตุที่โดดเด่นที่สุดเป็อันดับ 1 แล้วพวกอันดับ 2 อันดับ 3 รองลงมาล่ะครับ” ผมยกมือถาม
“เธอคงหมายถึง การใช้เวทมนตร์ใช่มั้ย ก็เหมือนกัน เราจะใช้เวทได้ชำนาญรองลงมาตามธาตุของมานาที่อยู่ในตัวเรา และธาตุที่มีน้อยที่สุดในตัวคนนั้น ก็จะเป็ตัวระบุของเวทมนตร์ที่ไม่ชำนาญที่สุดไป”
[ความเข้ากันไม่ได้ของธาตุสินะ]
“มีวิธีระบุอันดับของธาตุพวกนี้ไหมครับ” ผมถาม...อันที่จริงถามอยู่คนเดียวในห้องเลย
“มีสิ และเราจะวัดกันใน่บ่ายนี้เอง...แต่ว่านะ น่าเสียดายที่ทางจักรวรรดิมีเพียงวิธีเดียว คือวิธีที่จะระบุธาตุที่โดดเด่นที่สุดอันดับ 1 ได้เท่านั้น อันดับอื่นๆ คงต้องไปให้ทางราชอาณาจักรโรเบ็ตต้า ไม่ก็ศาสนจักร ตรวจวัดด้วยวิธีเฉพาะทางให้ล่ะนะ”
[เห ต้องไปยังอาณาจักรอื่นเท่านั้นเลยเหรอ จริงๆก็ไม่อยากคิดหรอกนะ หรือว่าบางที จักรวรรดินี่จะมีวิทยาการทางเวทมนตร์ด้อยที่สุดในทวีปกันนะ]
“และก่อนจะวัดธาตุใน่บ่ายได้ ก็ต้องเรียนรู้บทเรียนที่สอง ‘ฝึกควบคุมมานา’ ซะก่อน”
คุณครูกล่าวเริ่มบทต่อไป พลางหันไปเขียนหัวข้อบนกระดานดำ
“การฝึกควบคุมมานานี่ เป็การลองควบคุมมานาในร่างกาย ซึ่งครูว่าลองให้ปฏิบัติจริงเลยจะเห็นผลได้เร็วกว่า”
“อ้าวครูครับ ไหนบอกว่าครึ่งบ่ายเป็การปฏิบัติไงครับ”
“การฝึกนี้ ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์และไม่อันตราย ถึงทำในห้องเรียนก็ไม่เป็ไร”
ว่าจบครูอีวานก็หันไปวาดรูปร่างมนุษย์แบบคร่าวๆ แล้วลากเส้นที่เหมือนสายน้ำไหลไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย
“ครูอยากให้พวกเธอคิดว่า มานาเป็เหมือนน้ำที่ไหลไปตามส่วนต่างๆของร่างกายเหมือนในภาพนี้ เอาล่ะลองทำจริงๆกันเลยดีกว่า...ก่อนอื่น หลับตา แล้วจินตนาการว่ามีแม่น้ำไหลอยู่ตามร่าง ให้น้ำเป็สีอะไรก็ได้ตามแต่้าเลย โดยทั่วไปจะใช้สีฟ้ากัน นึกภาพว่าแม่น้ำนี้ไหลไปทุกที่ ทั้งหัว ท่อนแขน มือ ปลายนิ้วมือทั้งสิบ ไหลผ่านลำตัว ลงไปที่ขา ปลายเท้า นิ้วเท้าทั้งสิบ จิตนาการภาพทั้งหมดนี้ให้เด่นชัด ค้างไว้ และััถึงมันให้ได้ ทีนี้ก็ค่อยๆ คิดว่าน้ำเหล่านี้ ไหลมารวมกันที่ฝ่ามือข้างขวาของเรา จากทั้งร่างไหลมากัน ผสานเข้าด้วยกัน ให้มันค่อยๆอัดแน่น กลายสภาพเป็แอ่งอยู่เต็มฝ่ามือ ถ้าทำสำเร็จจะรู้สึกร้อนๆหนาวๆที่มือข้างขวา เหมือนมีไอเย็น ไม่ก็ไออุ่นลอยออกมาจากมือ น้ำพวกนี้ก็คือมานา นี่แหละคือ การฝึกสร้างภาพควบคุมมานาในร่างกาย”
[อา...จริงด้วย รู้สึกเย็นๆที่ฝ่ามือ แถมเหมือนมีไออุ่นๆลอยออกมาอีก แม้จะเห็นเพียงมือเปล่าๆก็ตาม มองไม่เห็นมานา แต่ััได้]
ผมกำลังเพ่งมองไปยังฝ่ามือขวาตนเอง และคิดแบบนั้น...พวกคุณก็ลองทำตามดูก็ได้ อาจจะฟลุคๆรู้สึกเหมือนผม
“ถ้าทำจนชำนาญ จะสามารถสร้างภาพได้แม่เปิดตาอยู่ ทำได้รวดเร็วขึ้น สร้างภาพได้ชัดเจนขึ้น รับรู้ปริมาณน้ำหรือมานาทั้งร่างได้ชัดเจนขึ้น และถึงขั้นควบคุมปริมาณของน้ำที่ต้องใช้ร่ายเวทได้ดั่งใจ จะให้เล็กเท่าหัวเข็มหมุด หรือใหญ่เท่าลูกบอลก็ทำได้ง่ายๆ นักเวทที่ชำนาญสามารถกำหนดน้ำให้เป็รูปร่างที่ซับซ้อนก็ยังทำได้ แบบนี้...”
(ครูอีวานร่ายเวทไฟ ไฟนั้นก่อตัวเป็รูปปลาทูน่า)
[งั้นเหรอ ใช้จินตนาการควบคุมมานาในร่างกายสินะ ต้องทำให้มันเด่นชัดและควบคุมให้ได้ดั่งใจ]
หลังจากนั้นซักพัก ครูอีวานก็ปล่อยให้พวกเราฝึกสร้างภาพกัน
ใครที่มีข้อสงสัย ครูอีวานก็จะเข้าไปตอบคำถามนั้นและให้คำแนะนำ
และเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงยามเที่ยง
“เอาล่ะ คิดว่าทุกคนน่าจะควบคุมมานากันได้พอประมาณแล้ว อาจจะยังไม่ชำนาญมากก็ไม่เป็ไร เพราะแค่นี้ก็เพียงพอสำหรับบทเรียนต่อไปใน่บ่าย การฝึกปฏิบัติ ‘วัดธาตุของเวทมนตร์’ เราจะไปทำกันที่สนามฝึกฝั่งฤดูหนาวกัน หลังทานข้าวแล้วให้ไปเจอกันที่นั่นล่ะ”
ครูอีวานกล่าวจบคาบเรียน่เช้า และพวกเราก็แยกย้ายกันไปโรงอาหาร