คมดาบกำลังจะตกลงใส่ร่างเล็กข้างล้อเกวียน
ลั่วจวินขยับแล้ว
แต่ในเสี้ยวเดียวกับที่ร่างกายพุ่งออกไป ใจเขากลับรู้คำตอบก่อนเท้าจะถึงพื้น
ไม่ทัน
ต่อให้เหยียบถึงขอบเกวียน ต่อให้ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดไปข้างหน้า ต่อให้ฝืนไหล่ขวาจนแผลเก่าเปิดออกอีกครั้ง เขาก็ยังไปไม่ทัน
เว้นแต่จะใช้กระบี่
ปลายนิ้วของลั่วจวินเลื่อนไปใกล้ด้ามกระบี่เก่า
ช่วยหรือไม่ช่วย
คำถามนั้นไม่ควรมีอยู่ด้วยซ้ำ
ร่างเล็กตรงหน้าไม่รู้เื่ใดทั้งสิ้น นางไม่ได้ถืออาวุธ ไม่ได้เลือกอยู่กลางศึก และไม่ได้เกี่ยวข้องกับความลับที่เขาถูกสั่งให้ซ่อนไว้
แต่หากกระบี่เล่มนี้ออกจากฝัก ต่อให้เพียงครึ่งชุ่น สิ่งที่ควรถูกเก็บไว้ใต้แขนเสื้ออาจไม่มีทางเก็บกลับไปได้ง่ายอีก
ลั่วจวินรู้ดีว่า โลกภายนอกไม่ได้ให้อภัยคนที่เปิดไพ่ผิดเวลา
หยวนชิงย้ำเื่นี้ไว้มากกว่าหนึ่งครั้ง
นิ้วของเขาเกือบแตะด้ามกระบี่แล้ว
ชั่วลมหายใจนั้นเอง เสียงขลุ่ยสายหนึ่งพลันดังขึ้นจากเบื้องบน
เสียงนั้นไม่ดัง
ไม่ยาว
แต่พอแล่นผ่านสนามต่อสู้ ความวุ่นวายทั้งขบวนกลับเหมือนถูกกดให้ช้าลงครึ่งจังหวะ
คมดาบของคนร้ายชะงักในอากาศเพียงเสี้ยวเดียว
ฝีเท้าของลั่วจวินกลับเบาขึ้นในเสี้ยวเดียวกัน
ไม่ใช่เพราะพลังของเขาเพิ่มขึ้น
แต่เพราะจังหวะของทั้งสนามถูกใครบางคนขยับเสียใหม่
ปลายนิ้วของลั่วจวินหยุดห่างจากด้ามกระบี่เพียงนิดเดียว
จากนั้นเขาก็ปล่อยมือ
ฝ่าเท้าซ้ายแตะขอบลังแตกตรงพื้นก่อนถีบต่อ ร่างทั้งร่างพุ่งผ่านช่องระหว่างล้อเกวียนกับสัตว์เทียมที่กำลังกระชากตัว เส้นแก่นพลังในอกสั่นขึ้นทันทีจากการฝืนแรงเกินกว่าร่างกายยามนี้ควรรับ
แต่ครั้งนี้ เขาทัน
เมื่อคนร้ายตวัดดาบลงอีกครั้ง ฝ่ามือของลั่วจวินก็มาถึงก่อน
เขาปัดข้อมืออีกฝ่ายออกด้านข้าง สอดตัวเข้าคั่นระหว่างคมดาบกับร่างเล็ก แล้วซัดฝ่ามือเข้าใส่อกคนร้ายในระยะประชิด
เหยียนในร่างเขาไหลขึ้นอย่างฝืดเคืองกว่าปกติ
ร่างกายที่ผ่านคืนยาวและศึกก่อนหน้ายังไม่คืนแรงดี
แต่ฝ่ามือนั้นยังหนักพอ
คนร้ายกระอักเสียงหนึ่ง ร่างปลิวถอยไปชนล้อเกวียนอีกคันจนล้อทั้งวงสั่นะเื
ลั่วจวินไม่ตามซ้ำ
เขาก้มลงคว้าร่างเล็กขึ้นมา ส่งคืนให้อ้อมแขนของมารดาที่คลานเข้ามาด้วยใบหน้าขาวซีด
สตรีผู้นั้นรับบุตรสาวไว้แน่นราวกับกลัวว่าเพียงปล่อยมืออีกครั้ง ทุกอย่างจะหายไปตลอดกาล
“ขอบคุณ...ขอบคุณท่าน...”
เสียงของนางสั่นจนถ้อยคำแทบไม่เป็รูป
ลั่วจวินเพียงพยักหน้า
เขาไม่มีแรงเหลือพอจะปลอบใคร และไม่ถนัดจะปลอบใครอยู่แล้ว
สิ่งที่เขาทำได้คือหันกลับไปหาเ้าของเสียงขลุ่ย
บนกิ่งไม้เหนือขบวน มีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นั้แ่เมื่อใดไม่อาจรู้ได้
เสียงคมอาวุธรอบด้านยังไม่หยุดลง
เสียงร้องใยังค้างอยู่ข้างเกวียน
แต่ร่างบนกิ่งไม้นั้นกลับนิ่งเกินกว่าจะเหมือนคนที่เพิ่งถูกเหตุร้ายบังคับให้ลงมือ นางยืนอยู่เหนือความวุ่นวายราวมองกระดานหนึ่งแผ่นที่เพิ่งเปิดออกตรงหน้า ปลายเท้าแตะกิ่งไม้เพียงเบา ๆ หากกิ่งไม้นั้นกลับแทบไม่ไหว
ลั่วจวินมองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้อาศัยแค่ความคล่องตัว
การยืนเช่นนั้นต้องใช้แก่นพลังประคองน้ำหนักอย่างละเอียด
ละเอียดพอจะไม่ทำให้ใบไม้ร่วง
และนิ่งพอจะทำให้คนที่กำลังถือดาบอยู่เบื้องล่างรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุจังหวะเข้าไปก่อนแล้ว
นางก้าวลงมาอย่างเนิบช้า
อาภรณ์ครามดำขลิบฟ้าพลิ้วผ่านเงาไม้และแสงแดดบาง ๆ ปลายคอเสื้อปักด้ายแดงเป็ลายเปลวบาง ขลุ่ยหยกสีขาวแนบอยู่ใกล้ริมฝีปาก ผมดำเก็บหลวมด้านหลัง มีปอยผมบางส่วนตกข้างแก้มเมื่อปลายเท้าแตะขอบเกวียน
ครามดำนั้นไม่กลืนหายไปกับเงาไม้
ตรงกันข้าม ยิ่งเมื่อขยับผ่านฝุ่นและแดดอ่อน ขลิบฟ้าตามชายแขนกลับลากเป็เส้นเย็นบาง ๆ ให้สายตาคนตามทันโดยไม่รู้ตัว ส่วนด้ายแดงตรงคอเสื้อวาบขึ้นเพียงเสี้ยวเดียว คล้ายเปลวเพลิงที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความนิ่ง
ไม่ใช่เครื่องแต่งกายของคนผ่านทาง
และไม่ใช่ท่าทีของผู้ที่จำเป็ต้องรอให้คนอื่นอนุญาตก่อนจึงลงมือได้
ใบหน้ายังเยาว์วัย
แต่ั์ตาคู่นั้นไม่เหมือนคนที่หลงเข้ามากลางเหตุร้ายโดยบังเอิญ
นางมองสนามต่อสู้อย่างเร็วและชัด
มองโจรห้าคน
มองตำแหน่งคนเจ็บ
มองเส้นทางหนี
แล้วจึงเลื่อนสายตามายังลั่วจวินเพียงชั่วอึดใจ
เหมือนชั่งเขาไว้ในใจแล้วครึ่งหนึ่ง
“ทำร้ายคนไร้ทางสู้”
เสียงของนางดังไม่มาก แต่ตัดผ่านความวุ่นวายได้พอดี
“ไม่ใช่เื่น่าภูมิใจนัก”
คนร้ายผู้ถูกลั่วจวินซัดไปเมื่อครู่ยันตัวขึ้น สีหน้าเริ่มบิดด้วยโทสะ
“เ้าเป็ใคร”
หญิงสาวไม่ตอบ
นางเพียงยกขลุ่ยขึ้นแตะริมฝีปากอีกครั้ง
ทำนองสายใหม่แล่นออกไป
คราวนี้เสียงขลุ่ยไม่ได้กระจายหายไปในอากาศ
มันกางออก
บางมาก
ราวม่านใสที่มองเห็นได้เพียงยามฝุ่นในอากาศไหวผ่าน
อาณาเขตโปร่งบางนั้นแผ่จากปลายขลุ่ยลงคลุมเกวียนท้าย ล้อเกวียน ลังไม้ และคนที่ยังยืนอยู่ในระยะรอบขบวน
ไม่กว้าง
ไม่หนาแน่น
แต่พอให้ทุกสิ่งภายในนั้นเหมือนถูกจับวางไว้บนจังหวะเดียวกัน
จากในม่านใสนั้น เส้นเสียงสี่สายแยกออกไปคนละระดับ
สายแรกต่ำและหนัก ตัดใกล้พื้นก่อนกดขึ้นถึงข้อมือของคนร้ายที่กำลังฟัน ทำให้คมดาบชะงักหนักขึ้นครึ่งส่วน
ไม่ใช่แรงมากพอจะหยุดดาบทั้งเล่ม
แต่มากพอจะทำให้ข้อมือที่กำลังเร่งสุดแรงเสียความคมไปครึ่งลมหายใจ
สายที่สองเบากว่า คล้ายมีมือที่มองไม่เห็นแตะฝุ่นบนพื้นแล้วยกมันขึ้นเพียงชั่วพริบตา
ฝุ่นใต้เท้าผู้คุ้มกันที่เกือบเสียหลักหมุนเป็วงเล็ก ๆ ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีแรงบางอย่างดันส้นเท้ากลับเข้าที่ พอให้ตั้งกระบี่ทันก่อนคมดาบจะถึงคอ
สายที่สามไม่แตะคนโดยตรง
มันลอดผ่านเพลาล้อเกวียนและลังไม้ที่แตกอยู่บนพื้น เสียงสั่นบางมากสะท้อนขึ้นตามไม้เก่า ทำให้สัตว์เทียมที่กำลังตื่นหยุดสะบัดหัวพอดีให้คนบนเกวียนคว้าขอบไม้ไว้ได้
สายสุดท้ายจึงลอยสูงขึ้นผ่านหลังลั่วจวิน
ไม่เพิ่มพลังให้เขา
เพียงเปิดช่องว่างเล็กมากช่องหนึ่งในสนามที่แทบไม่มีช่องว่างเหลืออยู่
ช่องว่างนั้นไม่ได้เกิดจากแรง
แต่มาจากจังหวะ
ทำนองของนางไม่ได้ผลักคนร้ายออกไป ไม่ได้ยกเขาให้เร็วขึ้น และไม่ได้ทำให้ผู้คุ้มกันกลายเป็ยอดฝีมือในพริบตาเดียว
มันเพียงขยับสิ่งที่กำลังจะเกิดให้เหลื่อมออกจากเดิมนิดเดียว
ดาบช้าลงครึ่งเสี้ยว
ฝ่าเท้าคนหนึ่งมั่นขึ้นครึ่งส่วน
เกวียนที่กำลังเสียจังหวะกลับนิ่งพอให้คนเกาะไว้ได้
และตรงช่องเล็กที่สุดนั้นเอง ลั่วจวินจึงมีทางผ่าน
ลั่วจวินรู้ทันทีว่าวิชานี้ไม่ได้กวาดแบบไร้ทิศทาง
นางไม่ได้มาเพียงช่วย
นางกำลังคุมสนาม
ยิ่งกว่านั้น นางคุมโดยไม่ทำให้ตัวเองกลายเป็ศูนย์กลางของสนาม
นางปล่อยให้สายตาคนร้ายยังจับอยู่ที่ดาบของตน จับอยู่ที่ลั่วจวิน จับอยู่ที่ขบวนสินค้า แล้วแทรกจังหวะเข้าไปในช่องว่างระหว่างสิ่งเ่าั้อย่างแม่นยำ
หากลั่วจวินเป็คมมีดที่เสียบเข้ารอยแยก
เสียงขลุ่ยของนางก็คือมือที่ทำให้รอยแยกนั้นเปิดพอดี
คนร้ายฝั่งซ้ายพุ่งเข้าหาลั่วจวินอีกครั้ง
คราวนี้อีกฝ่ายระวังกว่าเดิม คมดาบสั้นกวาดต่ำเข้าหาชายโครงของเขา ขณะมืออีกข้างซัดฝ่ามือกดมาจากมุมสูง หมายบังคับให้เขาเลือกว่าจะกันคมดาบหรือรับฝ่ามือ
ลั่วจวินไม่เลือกทั้งสองอย่าง
เขาเหยียบขอบลังแตกที่พื้น หมุนตัวครึ่งรอบ ปล่อยให้คมดาบเฉียดผ่านชายเสื้อ แล้วใช้แรงหมุนเดียวกันขยับเข้าใต้แนวฝ่ามือของอีกฝ่าย
เดิมทีช่องนั้นแคบเกินไป
แต่ทำนองขลุ่ยทำให้ฝ่ามือของคนร้ายช้าลงเพียงชั่วเสี้ยว
เสี้ยวนั้นพอให้ลั่วจวินสอดเข้าไป
ศอกซ้ายของเขากระแทกเข้าที่ชายโครงของอีกฝ่าย
ตามด้วยฝ่ามือขวาที่กดสั้นเข้ากลางอก
คนร้ายถอยเซไปสองก้าว
ยังไม่ล้ม
แต่จังหวะรุกขาดแล้ว
ด้านหน้าเกวียน เสียงคมอาวุธชนกันถี่ขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มห่างออกเป็่
คนของขบวนตั้งหลักได้แล้ว
โจรสองคนที่ปิดหัวขบวนเริ่มถอยไปทางแนวไม้
คนที่อยู่ท้ายขบวนเห็นเช่นนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนตามทันที
พวกมันไม่ได้กลัวคนคุมขบวน
ไม่ได้กลัวคนโดยสาร
แต่มันเริ่มเข้าใจว่าขบวนนี้มีคนที่ไม่ควรมีอยู่พร้อมกันมากเกินไป
ลั่วจวินเองรู้สึกได้ว่าร่างกายกำลังหนักขึ้นทุกขณะ
ไหล่ขวาปวดลึกจากการดีดตัวเมื่อครู่
ชายโครงซ้ายเสียดแปลบทุกครั้งที่หายใจ
ฝ่ามือที่ใช้ซัดคนร้ายชาไปครึ่งแถบ
เขาไม่ควรลากศึกนี้ให้ยืดต่อ
เมื่อโจรผู้ถือดาบสั้นถอยหนึ่งก้าว ลั่วจวินจึงไม่ไล่
เขาเพียงยืนขวางระหว่างคนบนเกวียนท้ายกับทางที่พวกมันอาจพุ่งกลับเข้ามา
ทำนองขลุ่ยแทรกสูงขึ้นอีกครึ่งเสียง
โจรคนหนึ่งที่คิดจะฉวยจังหวะอ้อมไปทางสตรีกับบุตรสาวพลันสะดุดเท้าตนเองราวพื้นใต้ฝ่าเท้าหายไปชั่วขณะ
คนคุมขบวนฟันสวนเข้าใส่จนมันต้องถอยฉากกลับไป
จากแนวไม้ด้านหน้า มีเสียงะโขึ้น
“ถอย!”
คำสั่งนั้นไม่ได้ดังเต็มนัก
แต่คนที่เหลือรอฟังอยู่แล้ว
เงาหลายสายกระโจนกลับเข้าแนวไม้พร้อมกัน บางคนลากพวกที่าเ็ไปด้วย บางคนถูกทิ้งไว้เพราะไม่มีผู้ใดกล้าเสียเวลาแบก
เพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าของโจรก็ถูกป่ากลืนหาย
เหลือเพียงลานทางดินที่เต็มไปด้วยฝุ่น ลังแตก สายป่านขาด และคนในขบวนที่ยังไม่กล้าหายใจแรง
เสียงขลุ่ยค่อย ๆ จางลง
ทันทีที่ทำนองถอนออก ความเบาที่เคยพยุงจังหวะของลั่วจวินก็หายไปพร้อมกัน
ร่างทั้งร่างหนักขึ้นราวมีใครเอาหินก้อนหนึ่งวางลงบนไหล่
เขากดลมหายใจไว้
ไม่ให้ความเจ็บขึ้นมาบนสีหน้า
แต่ปลายนิ้วขวายังสั่นอยู่ใต้ชายแขน
หญิงสาวผู้ถือขลุ่ยลดมือลง
สายตาของนางกวาดผ่านขบวนที่เพิ่งรอดจากความตาย ก่อนหยุดลงที่ลั่วจวินอีกครั้ง
“กระบวนท่าคมดี”
ลั่วจวินสบตานาง
“เสียงขลุ่ยของเ้าก็แม่น”
มุมปากของนางขยับขึ้นเพียงน้อย
ไม่ถึงกับยิ้ม
แต่ก็พอให้ถ้อยคำถัดมาดูเหมือนกำลังทดสอบมากกว่าชม
“คนที่าเ็แล้วยังเลือกยืนขวางหน้าคนอื่น ไม่ค่อยพบง่ายนัก”
“คนที่ใช้ขลุ่ยเล่มเดียวคุมทั้งสนาม ก็ไม่ใช่พบง่ายนัก”
“คุมทั้งวงต่อสู้หรือ”
นางทวนคำเบา ๆ ดวงตายังอยู่ที่เขา
“หากข้าคุมได้จริง คนพวกนั้นคงไม่มีแรงหนีเข้าป่าแล้ว”
ลั่วจวินเหลือบมองแนวไม้ที่โจรหายลับไป
“เ้าเปิดทางให้พวกมันถอยต่างหาก”
เยว่หลันมองเขานิ่งขึ้นเล็กน้อย
คำตอบนั้นเร็วเกินกว่าที่นางคาดไว้
“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น”
“ทำนองเมื่อครู่กดคมดาบ ช่วยคนเจ็บ และประคองเกวียนไว้”
ลั่วจวินกล่าว
“แต่ไม่แตะทางหนีของพวกมันเลย”
เขาหยุดไปเพียงนิด
“หากเ้าคิดจะรั้งพวกมันไว้ ทางเข้าป่าคงไม่ว่างถึงเพียงนั้น”
ลั่วจวินเลื่อนสายตาไปยังขบวนที่ยังมีคนเจ็บหลายคน
“หากศึกเมื่อครู่ยืดเยื้อต่อไปอีกครึ่งก้านธูป ขบวนนี้คงมิได้เสียหายเพียงลังสินค้า”
เขามองคนเจ็บรอบขบวนครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อเสียงเรียบ
“ถึงตอนนั้น เกรงว่าคงมีคนต้องทิ้งชีวิตไว้บนทางสายนี้จริง ๆ”
“และถ้าปล่อยให้พวกมันหนี อาจกลับมาอีก”
“เื่นั้นไว้คิดหลังจากคนที่ยังหายใจอยู่ไม่ตายก่อน”
ปลายตาของเยว่หลันไหวขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ชัดกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย
นางไม่ได้ตอบทันที เพียงหมุนขลุ่ยหยกในนิ้วช้า ๆ หนึ่งรอบ
“ดูท่าเ้าไม่ได้เก่งแค่ขยับเร็ว”
“เ้าก็ไม่ได้เก่งแค่ทำให้คนช้าลง”
คราวนี้มุมปากของนางยกขึ้นจริง
น้อยมาก
แต่พอให้คนตรงหน้ารู้ว่า คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้นางไม่พอใจ
ก่อนลั่วจวินจะตอบ สือชิงก็เดินเข้ามาจากด้านหน้าขบวน
บนแขนเสื้อของสือชิงมีคราบเืเปื้อนเป็ทางจาง ๆ
ไม่มาก
และดูไม่ใช่เืของเขาเอง
“สี่ห้วงหนึ่งทำนอง”
สือชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
หญิงสาวเลื่อนสายตาไปหาเขา
นางไม่ได้แสดงความใ เพียงมองเขานิ่งขึ้นเล็กน้อย
“ท่านรู้จักชื่อวิชานี้”
สือชิงยิ้มบาง
“เคยได้ยินอยู่บ้าง”
“เพียงเคยได้ยินอยู่บ้าง แต่ฟังไม่ถึงหนึ่งท่อนก็เรียกชื่อได้ถูก”
นางหมุนขลุ่ยหยกในมือช้า ๆ
“สายตาของท่านคงไม่ธรรมดา”
สือชิงมองนางอยู่เสี้ยวหนึ่ง
“คุณหนูเยี่ยนเองก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน”
คำเรียกนั้นทำให้ดวงตาของเยว่หลันนิ่งลงเล็กน้อย
“ท่านรู้จักข้า?”
“รู้จักตระกูลเยี่ยน” สือชิงกล่าว “ส่วนเ้า เพิ่งพบวันนี้”
เยว่หลันพิจารณาเขาอีกเสี้ยวหนึ่ง
“ท่านดูเหมือนคนที่จำของมีค่าได้เร็วเกินไป”
สือชิงก้มมองรอยดาบบนพื้นดินครู่หนึ่ง
“คนเดินทางไกล หากจำของมีค่าไม่ได้ ย่อมอยู่ได้ไม่นาน”
คำตอบนั้นไม่ได้ชี้ไปที่ใคร
แต่กลับทำให้คนฟังรู้ได้ในทันทีว่าเขาจงใจให้คำพูดนั้นมีหลายปลาย
ลั่วจวินไม่แทรก
เขาเพียงมองคนทั้งสองผลัดกันอย่างเงียบ ๆ
คนหนึ่งไม่ยอมเปิดไพ่
อีกคนหนึ่งยิ้มเหมือนรู้ว่าไพ่บนโต๊ะยังไม่ครบ
ในขบวนสินค้าที่เพิ่งรอดจากคมดาบมาได้ไม่ถึงครึ่งถ้วยชา ความเงียบระหว่างทั้งสองกลับทำให้ลั่วจวินรู้สึกว่าคมอาวุธเมื่อครู่อาจไม่ใช่สิ่งที่น่าระวังที่สุดในเส้นทางนี้
คำว่า คุณหนูเยี่ยน ทำให้คนคุมขบวนที่เพิ่งเดินเข้ามาใกล้ชะงักทันที
เขารีบค้อมตัว
“ต้องขอบคุณทั้งสองท่าน หากไม่มีพวกท่าน ขบวนของเราเกรงว่า...”
“ไปดูคนของเ้าก่อนเถิด”
หญิงสาวตัดบทโดยไม่รอให้คำขอบคุณยืดยาว
น้ำเสียงไม่แข็ง
แต่ไม่มีส่วนใดเปิดช่องให้ต่อความ
คนคุมขบวนรีบพยักหน้า แล้วถอยออกไปสั่งลูกจ้างตรวจคนเจ็บและเก็บของที่กระจัดกระจาย
สตรีวัยกลางคนที่ลั่วจวินช่วยไว้ประคองบุตรสาวเดินเข้ามาใกล้
นางยังกอดร่างเล็กไว้แน่นเกินกว่าคนที่เพิ่งผ่านความหวาดกลัวจะยอมปล่อยมือ บุตรสาววัยห้าขวบซบอยู่กับอกมารดา สะอื้นจนไหล่เล็กสั่นเป็ระยะ
เมื่อหยุดลงตรงหน้าลั่วจวิน สตรีผู้นั้นจึงค้อมศีรษะลงอย่างลำบาก ทั้งที่แขนยังโอบบุตรสาวไว้ไม่คลาย
“ขอบคุณคุณชาย...หากเมื่อครู่ไม่มีท่าน...”
เสียงของนางขาดห้วงไปกลางประโยค
นางก้มหน้าลงอีกครั้ง น้ำตายังไหลไม่หยุด
ลั่วจวินมองเพียงครู่เดียวพยักหน้าครั้งหนึ่งก็หันกลับ
หญิงสาวเห็นท่าทีนั้น
“เ้าไม่คิดจะรับคำขอบคุณสักคำหรือ”
“ได้ยินแล้ว”
นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“ได้ยิน กับ รับไว้ มิใช่เื่เดียวกันกระมัง”
“พวกนางยังมีชีวิตอยู่ นั่นต่างหากที่สำคัญ”
ปลายตาของนางไหวขึ้นเพียงนิด
คราวนี้นางไม่ได้ถามต่อ
ลมสายหนึ่งพัดผ่านทางดิน
ฝุ่นที่ลอยอยู่ค่อย ๆ เบาลง
บนพื้นมีรอยดาบ รอยเท้า และรอยล้อเกวียนที่ครูดลึกกว่าก่อนหน้า หลายลังแตกเสียหาย สายป่านหลายเส้นขาดกระจาย คนของขบวนเริ่มช่วยกันมัดของใหม่ด้วยมือที่ยังสั่น
หญิงสาวหมุนขลุ่ยหยกสีขาวในมือหนึ่งรอบ ก่อนเก็บเข้าชายแขน
“ดูท่าข้าคงต้องไปแล้ว”
สายตาของนางเลื่อนกลับมาที่ลั่วจวิน
หยุดที่ชายโครงซ้ายของเขาเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนกลับขึ้นมาสบตา
“เ้าาเ็”
“ยังเดินได้”
“ข้าไม่ได้ถามว่าเดินได้หรือไม่”
ลั่วจวินเงียบ
“ช่างเถิด” นางกล่าว “ดูท่าเ้าคงไม่ชอบให้ผู้ใดพูดซ้ำ”
ลั่วจวินไม่ปฏิเสธ
นางจึงกล่าวต่อด้วยเสียงที่เบาลงกว่าก่อนหน้าเพียงน้อย
“เป่ยหลัวไม่เหมือนหมู่บ้านริมทาง”
สายตาของนางเลื่อนไปทางสือชิงครู่หนึ่ง
แล้วกลับมาหาลั่วจวิน
“คนที่ยื่นมือให้เ้า อาจไม่ได้มีเพียงมือข้างนั้นที่ยื่นออกมา”
สือชิงได้ยินชัด
แต่เขาเพียงยิ้ม เหมือนคำพูดนั้นไม่เกี่ยวกับตนแม้แต่น้อย
ลั่วจวินรับคำเตือนนั้นไว้โดยไม่ตอบ
หญิงสาวจึงกล่าวเพียงสั้น ๆ
“ข้าเยว่หลัน”
ลั่วจวินมองนางอยู่ชั่วครู่
“ลั่วจวิน”
“ข้าจำชื่อเ้าไว้แล้ว”
มุมปากของนางยกขึ้นบางมาก
“หากพบกันครั้งหน้า ข้าหวังว่าเ้าจะยังน่าสนใจอยู่”
เสียงลมกรีดต่ำดังลงมาจากฟ้า้า
เงาขนาดใหญ่สายหนึ่งโฉบผ่านเหนือขบวน
คนในขบวนหลายคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน บางคนยกแขนบังแรงลมที่ตีกระแทกลงมา บางคนถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
นกคล้ายเหยี่ยวขนาดใหญ่ลดระดับลงใกล้ทางดิน
ปีกของมันกว้างพอให้เงาพาดข้ามเกวียนครึ่งคัน ขนตามแนวปีกด้านนอกเป็สีดำเกือบสนิท เมื่อรับแดดอ่อนกลับสะท้อนประกายเขียวหม่น อานหนังและสายรัดบนลำตัวบอกชัดว่ามันไม่ใช่นกป่าที่ถูกฝึกอย่างหยาบ ๆ แต่เป็พาหนะที่คุ้นมือเ้าของเป็อย่างดี
เยว่หลันก้าวขึ้นหลังมันอย่างคล่องแคล่ว
นางไม่ได้กล่าวลาอีก
พาหนะนั้นสะบัดปีกครั้งเดียว ฝุ่นบนทางดินถูกแรงลมกวาดออกเป็วงกว้าง ปลายอาภรณ์ครามดำขลิบฟ้าของเยว่หลันพลิ้ววาบอยู่เหนือเงาปีก
เพียงไม่กี่ลมหายใจ หนึ่งคนหนึ่งนกก็ทะยานข้ามแนวไม้ หายลับไปจากสายตาของคนทั้งขบวน