“ความเสียหายเป็นยังไงบ้าง” ตงฟางซานถามตงฟางหยางหรือก็คือปู่ใหญ่ของเว่ยเมิ่ง “เสียหายไม่มาก หากไม่นับตำหนักเจ้ารองมัน ก็มีบ้านเรือนไม่กี่หลังที่เสียหาย ส่วนคนเจ็บหนักสุดก็แค่แขนหัก เบาสุดก็ช้ำ แต่.......” ตงฟางหยาง หันไปมองร่างๆหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น “เป็นเพราะท่านปู่สุยเข้าไปขัดขวางไม่ให้พวกมันลักพาตัวเยว์เอ๋อร์พวกมันจึงทำร้ายปู่สุยจนตาย!”“ท่านอาสุย เป็นคนดีแท้ๆ”“ไป! พวกเราไปแก้แค้นให้ปู่สุย!!”“บัดซบ ข้าจะถลกหนังพวกมันทั้งเป็น!”เสียงชาวบ้านร้องโห่ด้วยความโศกเศร้าและเครียดแค้น ตงฟางซานสีหน้าเคร่งเครียดหันไปถามกับพี่ใหญ่ของตน “พี่ใหญ่แล้วเรื่องหลานเยว์เอ๋อร์...” “ตอนนี่ยอดฝีมือในหมู่บ้านกำลังไล่ติดตามพวกมันอยู่ ข้าคาดว่าพวกมันหนีได้ไม่เกินรุ่งสางแน่” ตงฟางหยางตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ข้าก็ขอให้เป็นเช่นนั้น หากยายเฒ่านั้นกลับมาแล้วรู้ว่าหลานนางเป็นอะไรไปละก็ เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆแน่ๆ” ตงฟางซานถอนหายใจตงฟางซานหรือตงฟางหยางไม่ได้สังเกตเลยว่าในฝูงชนรอบๆศพของลุงสุย มีเด็กชายที่คุ้นเคยนั่งจับมือร่างที่ไร้วิญญาณอยู่ เว่ยเมิ่งพึ่งกลับเข้ามาในหมู่บ้าน เขาไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาได้แต่อาศัยเสียงพูดคุยกันของชาวบ้านมาปะติดปะต่อกันเอาเองมีคนบุกรุกหมู่บ้าน องค์หญิงถูกลักพาตัว หลี่เยว์เอ๋อร์ถูกจับตัวไปและ.........ปู่สุยถูกทำร้ายจน‘ตาย’ เว่ยเมิ่งนั่งจับมือที่เย็นเฉียบของผู้อาวุโสในหมู่บ้านอยู่ซักพัก ก่อนที่ร่างของลุงสุยจะถูกยกออกไป “คุณชายย ท่านอยู่ที่นี่เองหรือขอรับ แฮ่ก แฮ่ก นายท่านมี....คำ..สั่ง ให้ไปหลบภัยอยู่ที่บ้าน คุณชายขอรับ?” เสี่ยวซุนวิ่งตาเลือกมาหาเว่ยเมิ่งเพราะได้รับคำสั่งจากตงฟางซานให้ตามหาตัวเว่ยเมิ่งและพาไปหลบที่บ้าน แต่เสี่ยวซุนก็ต้องชะงักไปเมื่อท่าทีเหม่อลอยของคุณชายของมัน“เสี่ยวซุน ถ้าหาก‘ตาย’แล้ว ก็แปลว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วหรอ?” “เอ๋? คุณชาย หมายถึง ปู่สุยหรือขอรับ?”“ข้าอยากไปตกปลากับปู่สุยอีกจังเลย....” ในขณะที่เสี่ยวซุนกำลังงงง่วยกับคำพูดของเว่ยเมิ่ง เด็กชายเดินไปหยิบคันเบ็ดที่ตกอยู่บนพื้นมันคือคันเบ็ดสุดรักสุดหวงของปู่สุยที่มักจะพกติดตัวไว้เสมอไม่เว้นแม้แต่ตอนนอน“เจ้าไปอยู่กับท่านแม่ก่อนก็ได้ ถ้าท่านปู่ถามก็บอกว่าข้ายังไม่กลับจากน้ำตกก็แล้วกัน” เว่นเมิ่งเอียงคอคิดก่อนบอกกับเสี่ยวซุน ร่างของเด็กน้อยค่อยๆพร่าเลือนหายไป ทิ้งเสี่ยวซุนยืนทำตัวไม่ถูก
ซูอวิ้นกับพวกมือสังหารเดินทางอย่างเร่งรีบ แต่เพราะต้องพาตัวคนไปด้วยถึงสองคนทำให้พวกมันช้ากว่าปกติอยู่เล็กน้อย“เร็วกว่านี้!!” พี่ใหญ่มือสังหารเร่ง เมื่อเห็นจากความผิดปกติจากที่ไกลๆ มือสังหารที่เหลือกัดฟันเร่งฝีเท้าอย่างสุดกำลัง อย่างไรก็ตามป่าที่พวกมันกำลังหลบหนีออกไปราวกับมีอาณาเขตกว้างยาวไร้ที่สิ้นสุด พวกวิ่งติดต่อกันมาซักพักแล้ว แต่ก็คล้ายไม่พบทางออกเลยซักนิดกลับกันเหมือนกับพวกมันวิ่งวนเป็นวงกลมเสียมากกว่า ‘ค่ายกล!!’ ซูอวิ้นกับพี่ใหญ่มือสังหารไม่ใช่ชนชั้นธรรมดา อย่างน้อยที่สุดพวกมันก็คือ ยอดฝีมือระดับเจ็ดที่ในแผ่นดินนี้มีไม่มากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงประสบการณ์ในฐานะหัวหน้าองค์รักษ์กับหัวหน้ามือสังหารมือสังหารที่เหลือก็อยู่ในระดับยอดฝีมือระดับห้าถึงระดับหก ถึงแม้ไม่อาจมองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่พวกมันก็รับรู้ถึงความผิดปกติ“พี่ใหญ่...” มือสังหารอารมณ์ร้อนร้องเรียกพี่ใหญ่มือสังหารครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยตอบ “ค่ายกลนี่น่าจะเป็นค่ายกลที่พวกมันติดตั้งไว้นานแล้ว และเป็นค่ายกลประเภทที่จะแสดงพลังเมื่อพวกเราเข้ามาในอาณาเขต ไม่มีทางที่พวกมันจะติดตั้งค่ายกลได้ทันโดยที่พวกเราไม่รู้” พี่ใหญ่มือสังหารเบนสายตาไปมองซูอวิ้น “เจ้าคิดเห็นเช่นไรบ้าง?”ซูอวิ้นส่ายหน้า “ทำไมเจ้าไม่ถามคนที่น่าจะรู้เล่า?” ซูอวิ้นชี้ไปทาง หลี่เยว์เอ๋อร์ที่กำลังจ้องมองเขม็งมาทางพวกมัน สายตาเย็นชาของนางทำให้มือสังหรอารมณ์ร้อนหัวเสีย “บอกมา! ทางออกอยู่ที่ใด!” มันตวาดลั่นถุยหลี่เยว์เอ๋อร์ถ่มน้ำลายลงพื้น ตามมาด้วยเสียงตบดังฉาดของของมือสังหารอารมณ์ร้อน หน้าของนางหันไปตามแรงตบจนพาร่างของนางลงไปกองกับพื้น
พี่ใหญ่มือสังหารมองไปยังร่างที่ล้มลงไป ก่อนหันไปบอกกับมือสังหารอารมณ์ร้อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถอดเล็บนางให้หมดก่อน หากนางยังไม่บอก ค่อยไล่ตัดนิ้วนางทีละนิ้ว” มือสังหารอารมณ์ร้ายหัวเราะอย่างโหดเหี้ยม มันชักมีดมาจ่อที่ลำคอของหลี่เยว์เอ๋อร์ “เจ้าก็ได้ยินแล้วว่าพี่ใหญ่ข้าพูดเช่นไร ยิ่งเจ้าพูดเร็วเท่าไรก็ยิ่งเจ็บน้อยเท่านั้น” แทนคำตอบหลี่เยว์เอ๋อร์ใช้หัวโขกไปที่จมูกด้วยแรงทั้งหมดของนาง จนแรงร่างของมือสังหารอารมณ์ร้อนเสียหลักเซไปถอยออกไป“นังเด็กเวร!!” มือสังหารร้อนใช้มือกุมจมูกที่เลือดไหล มันสบทอย่างหัวเสียเดินเข้าจะเอาเรื่องหลี่เยว์เอ๋อร์ แต่ก็ถูกพี่ใหญ่จับไหล่ไว้ซะก่อน“ไม่มีประโยชน์แล้ว” พี่มือสังหารบอกกับมือสังหารอารมณ์ร้อน เมื่อครู่มันมองเข้าไปในดวงตานาง ดวงตาของนางปราศจากความหวาดกลัว ความหวั่นไหว มีเพียงแต่ความมุ่งมั่น ความเกรี้ยวกราด ความโกรธแค้น มันรู้ดีว่าคนประเภทนี่ใช้ทัณฑ์ทรมานความเจ็บปวดทางร่างกายก็เสียเวลาเปล่าบางทีหากมันมีเวลา อาจจะพอหาทางง้างปากนางได้อยู่บ้าง น่าเสียดายที่เวลาคือส่งที่มันขาดแคลนที่สุดในตอนนี้“จัดการนางซะ เอานางไปด้วยก็เป็นภาระเปล่าๆ ข้ากับซูอวิ้นจะฝืนทลายค่ายกลออกไป แม้อาจจะต้องบาดเจ็บซักหน่อยแต่ก็ดีถูกพวกมันตามมาได้ทัน” พี่ใหญ่มือสังหารส่งสัญญาณให้มือสัหารที่เหลือ“หึหึ เป็นโชคดีของเจ้า” มือสังหารอารมณ์เค้นเสียงอย่างชั่วร้ายชักกระบี่มาทางหลี่เยว์เอ๋อร์“ท่านลุงอย่าทำร้ายพี่หลี่เยว์เอ๋อร์นะ หากท่านยายหลี่รู้เข้าต้องโกรธมากแน่ๆ” เสียงกระโกนเบาๆของเด็กชายดังมาจากต้นไม้ หากเป็นปกติพวกมันคงไม่คิดอะไรหากแต่ไม่ใช่ในยามนี้ แม้พวกมันจะดูเหมือนไม่ระวังตัวแต่จริงๆแล้วพวกมันคอยสำรวจรอบๆเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครติดตามมาหรือซ่อนตัวอยู่ และเสียงเบาๆเด็กชายก็เป็นเหมือนอัสนีบาตที่ผ่าลงมาข้างหูโดยเฉพาะพี่ใหญ่มือสังหาร สำหรับมันที่เป็นนักฆ่ามาตลอดชีวิต การที่เด็กน้อยคนนี้มาถึงตัวพวกมันโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวก็ไม่ต่างกับถูกเอามีดจ่อไว้ที่คอ“เจ้าเป็นใคร” พี่ใหญ่มือสังหารถามเสียงเครียด มือสังหารที่เหลือก็ชักกระบี่ออกมาเตรียมพร้อม“เว่ยเมิงหนีไป!” หลี่เยว์เอ๋อร์หน้าถอดสี ต่อให้นางถูกทำร้ายหรือตายไปก็ไม่เป็นไร หากแต่นางทนเห็นคนในหมู่บ้านต้องมาถูกทำร้ายไม่ได้ภาพของลุงสุยที่รับกระบี่แทนนางยังคงหลอกหลอนนางมาถึงตอนนี้ เด็กชายบนต้นไม้ก็เว่ยเมิ่งนั้นเอง ร่างน้อยๆนั่งห้อยขาบนกิ่งก้านต้นไม้ผสานกลับความเงียบงันยามค่ำคืนเป็นภาพที่ชวนขนหัวลุกเสียเหลือเกินสำหรับพวกมันซูอวิ้นขมวดคิ้ว “หากข้าจำไม่ผิดเด็กนี่คือน่าจะเป็นหลานของคนสำคัญในหมู่บ้าน” เว่ยเมิ่งยิ้มเอ่ยต่อ “ข้าพเจ้าก็จำท่านได้ ท่านอยู่ที่ของตำหนักปู่รอง ท่านมากับองค์หญิงใช่หรือเปล่า?”ซูอวิ้นไม่ตอบคำ เพียงชายตาไปมองพี่ใหญ่มือสังหารและพยักหน้า “เด็กนี่น่าจะมีประโยชน์ อย่างน้อยก็คงใช้ต่อรองกับพวกมันได้” พี่ใหญ่มือสังหารเองก็พยักหน้าเห็นด้วย แต่บางอย่างในส่วนลึกในสัญชาตญาณกลับมีความรู้สึกแปลกๆกับเด็กที่อยู่ตรงหน้า“เว่ยมเมิ่ง!หนีไป! หากพวกเจ้าแตะต้องเขาแม้แต่นิดเดียว ข้าขอสาบาน! ข้าจะฉีกพวกเจ้าเป็นชิ้นๆ!” หลี่เยว์เอ๋อร์ตะโกนออกมาพวกมือสังหารคร้านจะไปสนใจนาง มือสังหารอารมณ์ร้อนเดินไปหาเว่ยหมิ่ง “มาๆ เด็กน้อยบิดาจะเจ้าไปเที่ยวเล่น” เว่ยหมิ่งยิ้มยื่นมือออกมาสองข้างเหมือนขอให้ช่วยอุ้มลงจากต้นไม้มือสังหารอารมณ์ร้อนแค่นเสียง ‘รอบิดาลากเจ้าลงมาก่อนเถอะ ข้าทุบตีเจ้าจนกว่าเจ้าจะจำหน้ามารดาตนเองไม่ได้’ มันคิดในใจก่อน ก่อนกระโดดไปบนต้นไม้เพื่อเอาตัวเว่ยหมิ่งลงมาเว่ยเมิ่งเอียงคอมองมือสังหารที่ขึ้นมาบนต้นไม้ “บิดา เว่ยเมิ่งมีเรื่องจะขอร้อง” “หา?” “ท่านช่วยไปตกปลาเป็นเพื่อนลุงสุยได้มั้ย” พริบตานั้นความรู้สึกอัปมงคลพุ่งทะยานขึ้นมาในใจของพี่ใหญ่มือสังหาร “ถอยออกมา!!” แต่สายไปแล้วยังไม่ทันสิ้นเสียงตวาด ร่างของเว่ยเมิ่งพร่าเรือนอย่างฉับพลัน มือสังหารอารมณ์ร้อนรู้สึกเจ็บแปลบที่คางแต่ยังไม่ทันได้รู้ว่าเป็นอะไร สติของมันก็ดับวูบไป หัวหน้ามือสังหารกับซูอวิ้นมองขั้นไปบนท้องงฟ้า เว่ยเมิ่งตอนนี้ตีลังกาอยู่บนอากาศมือขวาถือคันเบ็ดไม้ไผ่เก่าๆ ร่างของเด็กน้อยเหยียบลงเบาๆเหมือนกับผีเสื้อที่บินมาแตะดอกไม้ เว่ยเมิ่งยิ้มให้กับสังหาร มือซ้ายคอยรับสายเบ็ดและตะขอตกปลาที่กำลังตกลงมา “เจ้าเป็นใครกัน!?” หนึ่งในมือสังหารตะโกนถาม แต่ก็ไม่อาจข่มความตกใจเมื่อเห็นสิ่งที่ตะขอตกปลาเกี่ยวอยู่ถ้าสนุกหรือชอบก็ comment ไว้คุยกันได้นะครับ