บทที่ 18: ข้อความลับ
แต่กรีดหน้ากระดาษมากไปสมุดบันทึกก็เริ่มยับเล็กน้อย
สมุดบันทึกนี้ดูเก่าแก่มากก็จริงแต่ถูกเก็บรักษาอย่างดีทำให้ผ่านมาเป็พันปีแล้วก็ยังไม่ได้รับความเสียหายหรือปลวกเจาะตอนจับก็รู้สึกได้ว่ามันเป็กระดาษแต่ตอนกรีดเล่นหลายครั้งแล้วแทบไม่เสียหายเลยทำให้รู้ว่ามันไม่น่าจะใช่แค่กระดาษ
แต่ที่เชือกที่เย็บแผ่นที่คล้ายกระดาษนี้เข้าด้วยกันดูจะเปราะบางกว่ามากเมื่อถูกกรีดไปมาอย่างไม่ทะนุถนอมเชือกก็เริ่มปริแตก แค่เอาปากกาสอดเข้าไปที่เชือกแล้วดึงก็สามารถทำให้เชือกขาดได้โดบไม่ทำให้กระดาษเสียหาย
เหมือนอีกฝ่ายจะเตรียมพร้อมมาเพื่อให้เขารับข้อความลับนี้อย่างดี
ดีเกินไปจนน่ากลัวนะเนี่ย
แต่เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นลูซีฟไม่คิดเสียดายกับการทำลายเชือกหรือทำให้บันทึกเสียหายเขาแกะเชือกออกแล้วดึงเอากระดาษเปล่าสองแผ่นออกมา แล้วหาอะไรทับบันทึกเอาที่เหลือเอาไว้หากมันหล่นกระจัดกระจายเขาคงไม่มีปัญญาเรียงคืน
ลูซีฟจุดเทียนแล้วลนหน้ากระดาษว่างเปล่าด้วยไฟตัวอักษรค่อยๆ ปรากฏขึ้นเมื่อเจอกับความร้อน เป็อักษรภาษาไทยที่เขียนอย่างบรรจงเหมือนกับหน้าแรกของบันทึกดูออกว่าเป็คนเขียนเดียวกัน
และไม่ต้องบอกก็สามารถรู้ได้เลยว่าคนเขียนจดหมายนี้ต้องเป็คนจากต่างโลกเหมือนกัน
แถมไม่ใช่คนไทยด้วย ดูได้จากคำขึ้นต้น
‘ถึงอธิช ก่อนจะคุยเนื้อหาขอผมบ่นสักหน่อย ภาษาไทยยากมาก ขอบคุณที่รับฟัง!’
“...”
ลูซีฟได้แต่กะพริบตาปริบๆ ไม่รู้จะตอบสนองยังไง
เขียนตัวใหญ่สุดในหน้านี้ด้วยนะ คงอัดอั้นมาก
‘คุณคงรู้แล้วว่าผมเป็ใครจากชื่อบนปกหนังสือ แต่แนะนำตัวอีกครั้ง ดาเรียนอากัส ผู้ข้ามโลกมาเหมือนคุณ และผู้วิเศษเหมือนคุณ
‘แต่พวกเรามาจากคนละ่เวลาและอยู่กันคนละ่เวลา ผมมีชีวิตอยู่ใน่ 1994AD[1] ไม่รู้ว่าห่างจากยุคที่คุณมาแค่ไหน เพราะไม่สามารถอ่านชะตาของคุณที่โลกเดิมได้’
อย่างที่คิดดาเรียน อากัส เป็ผู้วิเศษที่สามารถอ่านชะตาได้แถมยังเป็คนโลกเดียวกับเขาด้วยลูซีฟรู้สึกตื่นเต้นรีบอ่านต่อ
‘คุณอาจจะยังไม่ไว้ใจผม แต่เชื่อเถอะว่าผมอยู่ข้างคุณ เพื่อช่วยคุณในการกลับโลกเดิมไม่ต้องกังวล ผมไม่ได้โกหก การช่วยคุณกลับโลกเดิมได้ก็เป็ประโยชน์กับพวกเราเหมือนกัน
‘คุณคงคิดว่าการกลับโลกเดิมไม่มีอุปสรรคอะไรมากมายเพียงแค่ผมบอกวิธีคุณก็กลับได้แต่ขอบอกเลยว่าไม่ใช่ ผู้ที่ข้ามโลกมาที่นี่ล้วนมีภารกิจเพื่อจะได้สิทธิ์กลับโลกเดิมหรืออยู่ที่นี่ต่อไปพวกเขาทุกคนจะรู้ในเื่นี้แต่คุณจะไม่มีวันรู้ พวกมันจะไม่ยอมให้คุณได้ทำภารกิจสำเร็จ
‘นั่นเพราะภารกิจของคุณจะขัดแย้งกับพวกมันมีหลายคนที่ได้รับภารกิจเหมือนคุณ แต่พวกเขาล้วนถูกฆ่าตายก่อนสำเร็จและเมื่อเกิดขึ้นหลายครั้งเส้นทางภารกิจของคุณก็เริ่มถูกปิดผนึกชะตาของคุณก็เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะเดินหน้าหรือไม่ทำอะไรเลย เส้นทางที่รออยู่มีแต่ความตาย
‘สำหรับคนก่อนหน้าคุณ ผมรู้ว่าพวกเขาจะต้องตาย ผมอ่านชะตาในอนาคตไว้ตั้งนานแล้วและเริ่มการซ้อนแผนลงในเส้นชะตาอย่างพิถีพิถัน ให้พวกคนที่มีภารกิจเหมือนคุณเติมเต็มเส้นทางโชคชะตาที่ดีที่สุดเพื่อปูทางให้กับคุณ’
อ่านถึงตรงนี้ลูซีฟมีท่าทางสับสนและสงสัย เส้นชะตาของเขาที่แซมเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าถูกคนอื่นสร้างขึ้นหมายถึงฝ่ายดาเรียนกับฝ่ายตรงข้ามใช่ไหมมีสองฝ่ายในเื่นี้?
ภารกิจเป็อะไรกันแน่ถึงทำให้ชาวต่างโลกถูกฆ่าตายมากมายขนาดนั้นฝ่ายตรงข้ามเป็ใคร และความโเี้เด็ดขาดของดาเรียนที่ใช้คนปูทางให้เขาราวกับผู้ชักใยที่แท้จริง
ดูเหมือนดาเรียนจะมั่นใจมากว่าลูซีฟจะเป็คนที่ทำภารกิจสำเร็จได้ถึงได้เชื่อใจและวางเดิมพันไว้ที่เขาขนาดนี้
ลูซีฟเปิดอ่านกระดาษแผ่นต่อไปอย่างรวดเร็ว
‘ผมไม่รู้ว่าคุณจะเป็คนที่ทำภารกิจสำเร็จหรือไม่ ผมเห็นแค่คุณเป็คนสุดท้ายของเส้นทางชะตานี้และเห็นแค่ตอนคุณอ่านสาสน์ลับนี้บางทีนี่อาจเป็ขีดจำกัดพลังของผมเอง
‘ผมมีบันทึกมากมาย แน่นอนว่าได้เขียนเื่ราวเอาไว้หลายภาษาทิ้งไว้ให้กับผู้ข้ามโลกคนอื่นก่อนหน้าคุณผมไม่ได้บังคับพวกเขาเพื่อปูทางให้คุณ พวกเขาทำด้วยตัวเอง มันเป็ทางเลือก การปูทางคือการสร้างช่องว่างบนผนึกหรือถ้าคิดว่าสามารถดันทุรังฝ่าฟันภารกิจได้ก็ตามใจคุณและพวกเขามีสิทธิ์เลือก
‘สำหรับเื่ภารกิจหรืออะไรบางอย่างที่คุณอยากรู้อย่างละเอียดผมแนะนำให้ตามหา กรีมัวร์ (Grimoire) คัมภีร์ศิลาสุดระยำนั่นตอบคุณได้ทุกอย่างไม่สิ สำหรับคุณมันอาจจะมาหา เมื่อเจอแล้วเตะมันสักครั้งก่อนพูดคุย เข้าใจนะ?’
“...”
ลูซีฟวางกระดาษลงแล้วหยุดอ่าน จากสับสน สงสัยและไม่เข้าใจอยู่ดีๆ ก็กลายเป็การฝากฝังความแค้นผ่านสาสน์ลับ
ปรับอารมณ์ไม่ทันเลยครับพี่น้อง
ดาเรียนมีปัญหาอะไรกับคัมภีร์ศิลานั่นกันแน่ จากที่เขียนไว้ถึงจะมีความเป็มิตรแต่ก็แฝงความอาฆาตมาดร้าย
แล้วกรีมัวร์คัมภีร์ศิลานี่เป็วัตถุพูดได้ใช่ไหมมันจะมาหาแบบไหนกันนะอยากรู้จริง
คงต้องเลิกสนใจกรีมัวร์ไปก่อน ยังเหลือข้อความให้อ่านอยู่
‘สิ่งที่ผมอยากบอกมีมากมาย แต่หน้ากระดาษจำกัด คงบอกได้แค่เื่สำคัญอีกไม่กี่อย่างขอให้ระวังตัวจากวิหารอนันต์ องค์เทพทั้งสิบ พวกเขาไว้ใจไม่ได้และต้องปกปิดความลับของตัวเองให้ดีจนกว่าคุณจะได้คำตอบทั้งหมดจากกรีมัวร์ และระบุด้วยตัวเองว่าศัตรูที่แท้จริงเป็ใคร
‘การปูทางให้คุณมีเหลือถึงคุณอยู่ไม่มาก เพราะบางอย่างถูกพวกมันทำลายไปที่คุณมีอยู่ใกล้ตัวตอนนี้คือตระกูลฮามิลตัน พวกเขาจะเป็เบี้ยและโล่ให้กับคุณจนกว่าสายเืนั้นจะล่มสลายอย่าลังเลที่ใช้พวกเขา
‘ตามหาบันทึกดาราศาสตร์ 2 ของแอนเทีย สมิท มันมีประโยชน์กับคุณและสุดท้ายสร้างมิตรให้ตัวเอง คุณจำเป็ต้องมีหมากในมือเพื่อต่อกรกับพวกมัน
‘ขออวยพรให้คุณเข้มแข็งในเส้นทางแห่งความโศกเศร้าและจุดจบ... ดาเรียน อากัส’
“เส้นทางแห่งความโศกเศร้าและจุดจบ อ่านแล้วไม่รู้สึกว่าเป็ลางดีเลยนะ”ลูซีฟจุดเทียนเผาหน้ากระดาษแผ่นนั้นหลังอ่านจบทันทีข้อความพวกนี้ไม่ควรเหลือเอาไว้ให้ใครดู
จากข้อความที่ดาเรียนเขียนไว้ก็บอกให้รู้ได้แล้วว่าเื่นี้หนักหนาแค่ไหนแต่มันก็ทำให้เขามองเห็นเส้นทางข้างหน้าได้ชัดเจนมากขึ้น
เขามาที่นี่เพื่อทำภารกิจบางอย่างแต่เพราะถูกปิดกั้นเลยไม่สามารถรับรู้ได้ผู้อยากให้เขาทำภารกิจเป็ใครไม่ทราบแต่ต้องเป็ผู้มีพลัง ในส่วนที่สงสัยนี้เขาจะถามกรีมัวร์เมื่อเจอกัน
เขามีศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่จ้องจะฆ่าเขาทุกวิถีทางไม่ว่าจะอยู่เฉยหรือต่อต้าน ดูแล้วน่าจะเป็ศัตรูกับผู้มาจากต่างโลกทุกคน
ชาวต่างโลกที่มาก่อนหน้าเขาพยายามฝ่าฟันแต่พบกับความล้มเหลวจึงได้เลือกที่จะปูทางไว้ให้คนถัดไปที่จะมาถึง ดาเรียนอาจเป็คนแรกที่เริ่มแผนการปูทางให้กับชาวต่างโลกเพราะเขาเป็คนที่อ่านเส้นชะตาได้ไกลที่สุด
เขาสามารถตัดสินใจเชื่อดาเรียนได้มากกว่าครึ่งเพราะในสาสน์ลับนี้อีกฝ่ายเพียงบอกเล่าและเตือน ไม่ได้ชี้นำให้เขาทำอะไรเป็พิเศษศัตรูเป็ใครเมื่อถึงเวลาเขาจะตัดสินด้วยตนเอง
เหมือนกับแซมที่แค่บอกเล่าแต่ไม่บอกความเห็น ไม่ชี้นำใดๆทั้งสิ้น แม้กระทั่งอ่านข้อความของดาเรียนจนจบก็ไม่มีการเอ่ยแทรกสักนิด
ทุกอย่างให้ตัวเขาเป็ผู้ตัดสิน
ที่น่าสนใจคือพวกเขาเหลืออะไรไว้ให้กับลูซีฟบ้างเพื่อช่วยเหลือเขาในการทำภารกิจดูแล้วทาง ‘พวกมัน’ ก็น่าจะมีผู้ที่อ่านเส้นชะตาได้เหมือนกันแล้วตระกูลฮามิลตันที่เป็เบี้ยและโล่ของเขานั้นจะใช้งานได้อย่างไรในเมื่อไม่มีสัญลักษณ์อะไรที่บ่งบอกได้ว่าทายาทตระกูลจะยอมช่วยเหลือเขา
ดาเรียนน่าจะเขียนบอกรายละเอียดให้มากกว่านี้หน่อยนะ
ตอนนี้ตระกูลฮามิลตันกำลังประสบปัญหากับคำสาปอยู่ด้วยอาจจะเป็ฝีมือของ ‘พวกมัน’ ที่พยายามจะทำลายความช่วยเหลือชาวต่างโลกอีกครั้งไม่รู้ว่าเขาควรจะช่วยเหลืออีกฝ่ายดีหรือเปล่า
ก็เป็เบี้ยกับโล่นี่นา... เหอะๆ
ลูซีฟส่ายหน้าไปมาเบาๆ อย่างขบขันเล็กน้อย เขาก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดใช้คนแล้วทิ้งเหมือนเบี้ยหมากจริงๆไม่มีความจำเป็ที่จะให้คนอื่นมารับเคราะห์แทนโดยที่พวกเขาไม่เต็มใจ ส่วนจะได้พวกเขาช่วยเหลือหรือไม่ก็คงต้องใช้ความสามารถของตนเองแลกความเชื่อใจแล้ว
ตระกูลฮามิลตันก็มีความร่ำรวยและเส้นสายมาก ถ้าเป็ไปได้ก็อยากได้มาเป็หมากจริงๆนั่นล่ะ
น่าเสียใจนิดหน่อยตรงที่เขาไม่รู้จักศัตรูเลยไม่รู้ว่าจะเริ่มเตรียมตัวยังไง สิ่งที่พอทำได้ตอนนี้มีอยู่น้อยนิด ทำตัวเป็พลเมืองดีช่วยเหลือตำรวจเื้ัแล้วฝึกพลังพิเศษต่อไปจนถึงระดับสูงรวมไปถึงการหาทางปลดผนึกพลังอีกสองประเภทที่เหลือด้วย เพราะมันจำเป็กับเขาในอนาคตจริงๆ
หลังจากไปร่วมพิธีฝังศพของเพื่อนนักศึกษาแล้วลูซีฟไม่ได้ไปเรียนแต่แต่กลับมาบ้าน ่นี้เขาใช้สมองมากเกินไปทำให้รู้สึกเหมือนจะพักผ่อนไม่เพียงพอในแต่ละวันกระนั้นก็ไม่ลืมที่จะออกกำลังกายทุกเช้าก่อนเวลาอาหาร
เขาต้องพัฒนาพลังกายภาพของเขาขึ้น ต่อให้เป็ไปอย่างช้าๆก็ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ
ตลอดสัปดาห์กับการสืบสวนที่ดูจะไม่มีความคืบหน้าสักเท่าไหร่เทจ โคลเลอร์ไม่ได้ติดต่อหาเขาเลยสักครั้ง น่าจะเป็ความวุ่นวายภายในของพวกเขาเอง
ยังมีข่ายที่พูดถึงการฆาตกรรมต่อเนื่องอยู่เป็ระยะเพื่อแสดงออกถึงการติดตามสถานการณ์ นี่เป็เื่ร้ายแรงที่ยังไม่ถูกปิดคดี
ลูซีฟเคยถูกนักข่าวมาสัมภาษณ์อยู่บ้างอยุ่สองสามครั้งแต่ไม่ได้บอกอะไรออกไปเพราะเขาไม่ได้อยู่ในที่ที่นั่นเมื่อเกิดเหตุแต่ปรากฏตัวทีหลัง การเล่าออกไปถึงไม่มีสาระสำคัญที่พวกเขาอยากรู้
ตัวตนของเขาถูกนักข่าวมองข้ามได้อย่างง่ายดายคฤหาสน์บารอนลอเรนถูกนักข่าวไปเกาะรั้วติดตามอยู่ใกล้ชิดมากที่สุด
ใน่สุดสัปดาห์ที่นัดหมายกันในครอบครัวว่าไปจะเที่ยวผ่อนคลายครอบครัวฮิลเกรมขึ้นรถม้าไปทางตะวันตกของเมืองเพื่อดูคณะละครสัตว์
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่พอทำงานแล้วความอยากเที่ยวจะลดลงตามกาลเวลาอย่างเขาแล้วการดูคณะละครสัตว์เป็อะไรที่เสียเวลามาก ถ้ามีเวลาเขาจะใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าในโลกที่สื่อบันเทิงเข้าถึงได้ง่ายแม้จะอยู่บ้าน เขาไม่จำเป็ต้องไปไหน
แต่บอกตามตรง เขาไม่เคยดูคณะละครสัตว์มาก่อน
นี่เป็ครั้งแรกที่ได้ดูสิ่งที่เรียกว่าละครสัตว์มันจะเหมือนกับโชว์ปลาโลมาในสวนสัตว์ไหม หรืออะไรที่พิเศษกว่านั้นเขาตื่นเต้นกับมันนิดหน่อย
เต็นท์ผ้าใบใหญ่สีสันสดใสสูงเท่ากับบ้านห้าชั้นโครงพื้นฐานทำจากเหล็กขนาดใหญ่และแข็งแรง เสาใหญ่ที่อยู่ในกลางเต็นท์เพื่อยกใจกลางเต็นท์ให้สูงขึ้นสำหรับการแสดง
ภายในเต้นมืดสลัว มีรูที่เจาะเพื่อให้แสงจากภายนอกเข้ามาส่องไปที่ใจกลางพื้นที่แสดงราวกับสปอร์ตไลท์การแสดงเริ่มขึ้นด้วยเสียงดนตรีที่สนุกสนานเพื่อปลุกเร้นอารมณ์ ก่อนจะมีการแสดงกายกรรมผาดโผดน่าตื่นเต้นพวกเขาเคลื่อนไหวเร็วและชำนาญ บ่งบอกถึงความพยายามในการฝึกฝนของพวกเขา
การฝึกสัตว์ร้ายอย่างสิงโตให้ทำตามคำสั่งมีช้างเดินพาเรดพร้อมกับสาวสวยในชุดสีสันสดใส การแสดงด้วยไฟที่อาจเกิดเพลิงไหม้การแสดงละครขบขันของตัวตลก และปิดท้ายการแสดงด้วยอีกหนึ่งบทเพลง พร้อมกระดาษสีที่โปรยปราย
หลังการแสดงจบภายในหนึ่งชั่วโมงลูซีฟอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นปรมมือให้กับพวกเขามันยอดเยี่ยมกว่าที่เขาคิดเอาไว้ โดยเฉพาะการแสดงกายกรรม โอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงจริงๆทำเอาระทึกไม่น้อย
แต่ก็คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
พวกเขาไม่ได้รีบร้อนกลับบ้านแต่แวะร้านอาหารสำหรับชนชั้นกลางเพื่อผ่อนคลายมาร์ชดูชอบการแสดงอยู่ไม่น้อย เขาพูดถึงมันในระหว่างมื้ออาหารและตาเป็ประกายลูซีฟมองน้องชายอย่างขบขัน
เขาคิดว่าหากมีเวลาว่างโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับหายนะอื่นๆพวกเขาควรไปเที่ยวกับครอบครัวให้มากขึ้น
ครอบครัวฮิลเกรมเดินเล่นเพื่อย่อยอาหารกันเล็กน้อย พื้นที่แถวนี้ห่างไกลจากเขตอุตสาหกรรมทำให้มลพิษค่อนข้างเบาบางเดินเล่นได้สบายใจมากขึ้น
พอกลับมาถึงบ้านใน่เย็น ลูซีฟเห็นมีคนยืนรออยู่ที่หน้าทางเข้าบ้านของเขาสองคนเป็คนคุณหน้าคุ้นตายที่ไม่อยากเจออีกเช่นเคย
“สายัณห์สวัสดิ์มิสเตอร์ลูซีฟ ผมกำลังรอคุณอยู่เลย”
“สายัณห์สวัสดิ์มิสเตอร์สเตลล์” ลูซีฟถอนหายใจ “พ่อกับมาร์ชกลับไปรอที่บ้านก่อนนะผมขอคุณกับพวกเขาสักครู่”
การที่ตำรวจมาเยือนไม่ใช่เื่ที่ดีโดยเฉพาะการมาหาเขาอยากจำเพาะอย่างจงเพื่อพูดคุยด้วยแล้วยิ่งไม่ดีเข้าไปใหญ่ เขาไม่อยากให้อลันและมาร์ชเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก
อลันคล้ายรับรู้เขาพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรก่อนจะพามาร์ชขึ้นไปที่ห้องเช่า
ที่ยืนอยู่ตรงนี้เหลือเพียงสองตำรวจและหนึ่งคนธรรมดาดูรว์ สเตลล์ไม่พูดเวิ่นเว้อตรงเข้าประเด็นในทันที
“ในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง เราพบผู้เสียชีวิตรายที่สิบเอ็ดแล้วมิสเตอร์ลูซีฟ คุณจะเป็รายต่อไป”
“...”
อย่าพูดเหมือนผู้ร้ายกำลังหมายหัวคนอยู่ได้ไหมเฮ้ย
พวกนายยังเป็ตำรวจอยู่นะ!
[1] คริสต์ศักราชภาษาอังกฤษ ก็คือ Anno Domini เป็ภาษาละติน แปลว่า"หลังจากพระคริสต์" ตัวย่อคือ AD หรือ A.D.