สายนอกในรุ่นนี้ สติปัญญาของเหลิงอู่เหยียนนั้นยอดเยี่ยมที่สุดจึงถูกสาขาลัวซารับเข้าเดิมทีเหลิงอู่เหยียนตั้งใจจะย้ายไปยังสาขาเทียนซิง ทว่ากลับถูกหลินโม่ยับยั้งเอาไว้ให้เขาอยู่ที่สาขาลัวซาต่อไป
เมื่อยืนอยู่ปากประตูทางเข้าสาขาเทียนซิง หลินโม่ก็ตกตะลึงอย่างอดไม่ได้
ประตูใหญ่เก่าทรุดโทรมผนังกำแพงเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว โขดหินปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำเขียวขจีวัชพืชแห้งรกหลากชนิดสูงยาวปกคลุมทั่วบนพื้น กำแพงที่หักเอียงไปด้านข้างให้ความรู้สึกเหมือนจะพังลงได้ตลอดเวลา
ก่อนหน้าที่จะเข้ารายงานตัวหลินโม่ได้เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว ทว่าก็ยังถูกสภาพความทรุดโทรมตรงหน้ากระแทกเข้าจนนิ่งค้างไป
หากไม่ใช่เพราะบนสุดของประตูใหญ่แขวนป้ายสภาพสีซีดใกล้ตายนี้มีอักษรสี่ตัวเขียนเอาไว้บนนั้นว่า‘สาขาเทียนซิง’ ล่ะก็ หลินโม่คงนึกสงสัยจริงๆว่าตัวเองเดินมาผิดที่แล้วหรือเปล่า
ระหว่างทางขามาหลินโม่เดินผ่านสาขาทั้งสาม
ทางเข้าของสาขาลัวซายิ่งใหญ่เลิศหรูสมฐานะเสาัหยกแกะสลักไว้อย่างละเอียดราวกับมีชีวิต ทางเข้าของสาขาซานเจว๋ถูกปูด้วยหินอ่อนลายครามมองแล้วงดงามเกินหาที่เปรียบได้ ต่อให้สาขาเสวียนหลิงจะเป็อันดับสามหน้าทางเข้าต่างปลูกเต็มไปด้วยดอกไม้และพฤกษานานาพันธุ์ แม้กระทั่งยังมีศิษย์พี่สาวงามยืนคอยต้อนรับที่หน้าประตูอีกด้วย
ทางเข้าของสาขาแยกทั้งสามต่างโดดเด่นมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครทั้งยังประตูใหญ่ และดูสนุกสนานครื้นเครงอีกด้วย
ยามนี้ภายในประตูใหญ่มีเสียงเอะอะดังออกมา
จึงเห็นกลุ่มศิษย์นับสิบพุ่งออกจากประตูใหญ่มาด้วยความโมโหสุดขีดคนเหล่านี้ต่างสวมชุดของสายนอกเอาไว้เห็นได้ชัดว่าเพิ่งถูกคัดเลือกเข้าสาขาเทียนซิง
“เหล่าศิษย์น้องชายศิษย์น้องสาวทุกคน พวกเ้าอย่าไปนะ เช่นนั้นข้าจะไปปรึกษากับเ้าสาขาสักครู่ให้เลื่อนระดับความยากในการประเมินเข้าสาขาลงเป็อย่างไร?”
ชายหนุ่มร่างผอมบางราวกับลิงเดินตามออกมาชายผู้นี้รูปร่างหน้าตาดูแปลกไม่เหมือนใคร ใบหูกางใหญ่แต่อวัยวะทั้งห้าบนใบหน้ากลับเล็กมาก ทั้งคิ้วหางตกทรงเลขแปดเมื่อมองภายนอกโดยรวมแล้ว ไม่ใช่แค่ดูขี้เหร่ ทว่าดวงตาล่อกแล่กกลิ้งไปมานั้นยังให้ความรู้สึกลับๆล่อๆ บางอย่างอีกด้วย
“สามสาขาที่เหลือต่างไม่ต้องรับการประเมินเข้า สาขาเทียนซิงของพวกเ้าเองก็เก่งนี่ที่ยังสามารถผ่านการประเมินเข้ามาได้”
“สาขาขยะก็คือสาขาขยะ เพราะสร้างกฎเกณฑ์มากมายเช่นนี้ก็สมควรที่พวกเ้ารั้งคนเอาไว้ไม่ได้”
“ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ ถ้าต้องอยู่ที่พังทรุดโทรมเช่นนี้ ให้กลับไปสอบตำแหน่งอาจารย์ที่สายนอกยังจะดีกว่าเสียอีก” เหล่าศิษย์เดินจากไปไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ครั้นมองตามกลุ่มศิษย์ที่ห่างออกไปชายหนุ่มรูปร่างแปลกไม่เหมือนใครถอนหายใจยาวเหยียดอย่างจนปัญญาขึ้นพลางเอ่ยพึมพำกับตนเอง “ค่าสินบนของศิษย์กลุ่มนี้ไม่น้อยเลย อย่างไรก็เป็ถึงศิษย์ที่สอบเข้าสายในนี่นา ใยจึงมีเงินน้อยขนาดนี้ล่ะ”ขณะพูดบนมือของเขากลับมีถุงเงินอยู่นับกว่าสิบถุง
หลินโม่มองชายหนุ่มคนนั้นด้วยความประหลาดใจ
เห็นได้ชัดว่าถุงเงินเ่าั้คือถุงที่ศิษย์เ่าั้ห้อยติดตัวไว้เมื่อก่อนหน้านี้ั้แ่หัวจรดหางหลินโม่ต่างไม่ทันสังเกตว่าถุงเงินเ่าั้หล่นลงสู่ฝ่ามือของชายหนุ่มได้อย่างไร?
เมื่อเก็บถุงเงินแล้วชายหนุ่มจึงหันกายกลับมา ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นหลินโม่ ริมฝีปากพลันแสยะยิ้มเผยให้เห็นฟันทองทั้งปาก “ศิษย์น้องคนนี้มารายงานตัวหรือ?”
“อืม!” หลินโม่พยักหน้าตอบ
“เช่นนั้นก็ดีเลยตามข้ามาเถอะ ก่อนอื่นขอแนะนำตัวสักครู่ ข้าชื่อจินเฉียนหยินจากนี้เ้าก็เรียกข้าว่าศิษย์พี่จินก็แล้วกัน” ขณะที่จินเฉียนหยินกำลังพูดคิ้วของเขาพลันกระตุกหลายรอบ ท่าทางน่าเกลียดนั่นก็ยิ่งทวีความน่าเกลียดขึ้นไปอีก
หลินโม่ตามไป ขณะเดียวกันก็กุมถุงเงินของตนไว้แน่น
“ข้าเห็นศิษย์น้องคราแรกก็รู้ได้เลยว่าเ้าจะต้องเข้าร่วมสาขาของเราอย่างแน่นอนเ้าวางใจเถิด ศิษย์พี่ไม่ลงมือกับพวกเดียวกันหรอก เศรษฐีรักโชคลาภนั้นต้องได้เงินมาอย่างถูกวิธีใช่ไหมล่ะ”จินเฉียนหยินหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยหยอก
หลังจากเดินเข้าประตูใหญ่มาแล้วหลินโม่พลันตระหนักได้ว่าที่สาขาเทียนซิงถูกขนานนามว่าสาขาขยะนั้นเป็เพราะอะไรตำหนักสำนักก็เก่าทรุดโทรมอย่างสุดแสนจะทนได้ แต่ก็ช่างเถอะ ทว่าใยแมงมุมมากมายชักใยไปทั่วอีกทั้งข้าวของรอบกายนี้ล้วนแต่ผุพังชำรุดจนสิ้น
หลินโม่จ้องมองตำหนักใหญ่อันกว้างขวางพลางถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ศิษย์พี่จิน คนอื่นล่ะ?”
จินเฉียนหยินยกมือแบออกอย่างไม่แยแส“เมื่อครู่เ้าไม่ได้เห็นแล้วหรอกหรือ? นั่นคือศิษย์กลุ่มสี่และก็เป็กลุ่มสุดท้าย นอกจากเ้า คนอื่นต่างก็ไปหมดแล้ว”
ไปหมดแล้ว...
หลินโม่มองจินเฉียนหยินด้วยความเหลือเชื่อ
แม้ว่าสาขาเทียนซินจะตกต่ำกลายเป็เช่นนี้ทว่าระดับความเข้มข้นของพลังแห่งฟ้าดินที่นี่กลับสูงกว่าห้องพลังปราณของสายนอกมากสภาพแวดล้อมถึงจะแย่ไปบ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถรั้งคนเอาไว้ได้อยู่ดี
ราวกับััได้ถึงความสงสัยของหลินโม่จินเฉียนหยินแสยะปากเผยฟันทองและเอ่ยขึ้น “ทำอย่างไรได้ ไม่มีใครทำให้เ้าสาขายืนยันการประเมินเข้าสาขาได้สักคน”
“ประเมินเข้าสาขา?”หลินโม่ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย
“ไม่ใช่การประเมินเข้าสาขาธรรมดาแต่เป็การประเมินที่สืบทอดต่อกันมาั้แ่ก่อนก่อตั้งสาขาเทียนซิงแล้ว ศิษย์น้องเ้าเพิ่งเข้ามา ไม่รู้เื่ราวก็ไม่แปลกศิษย์พี่คนนี่จะบอกเ้าเองก็แล้วกัน เมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้นสาขาเทียนซิงไม่ได้เป็สาขาของสำนักเทียนซิง ทว่าเป็นิกายเทียนซิงหนึ่งในนิกายชั้นนำแห่งดินแดนใต้ มีการบันทึกในม้วนหนังสือนิกายว่า่เวลารุ่งโรจน์ขีดสุดของนิกายเทียนซิงนั้น มีศิษย์สาวกในนิกายนับหมื่นต่อมาเมื่อเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้น นิกายเทียนซิงเกิดความสูญเสียร้ายแรงการสืบทอดที่สำคัญที่สุดจึงสูญสลายไป”
“หลังจากห้าร้อยปีผ่านไปพระราชวังศักดิ์สิทธิ์ชิงหลีก็ก่อตั้งขึ้น ซึ่งนำโดยนิกายเทียนซิงแล้วก่อตั้งสำนักเทียนซิงขึ้นที่เมืองหลินโจวเดิมทีั้แ่หายนะครั้งนั้นเป็ต้นมา สาขาเทียนซิงของพวกเราก็ได้รับการแต่งตั้งเป็อันดับแรกในสี่สาขาใหญ่มาโดยตลอดแต่ช่างน่าเสียดาย เมื่อร้อยปีก่อนการสืบทอดของสาขาเทียนซิงกลับสูญสิ้นไปอีกครั้งและครองตำแหน่งไว้ไม่ได้จึงร่วงลงสู่อันดับสุดท้ายของสาขาทั้งสี่”
หลินโม่ตกตะลึงอย่างถึงที่สุดไม่เคยคาดคิดว่าสาขาเทียนซิงแท้จริงแล้วจะมีประวัติอันน่าใเช่นนี้ในตอนที่อยู่สายนอก เขาเคยอ่านหนังสือโบราณอยู่บ้างในนั้นก็กล่าวถึงนิกายเทียนซิงก่อนเกิดภัยพิบัติขึ้น
ตอนนั้นนิกายเทียนซิงคือนิกายชั้นนำผู้ครองอำนาจแห่งดินแดนใต้ ซึ่งดินแดนใต้เกือบหนึ่งในสามของพื้นที่เรืองอำนาจอย่างขีดสุด ทว่าต่อมาเป็เพราะภัยพิบัติล้างโลกนั่นจึงได้ถอยออกจากเวทีแห่งประวัติศาสตร์
หลินโม่ไม่เคยคาดคิดเลยสักนิดว่าสาขาเทียนซิงก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วคือนิกายเทียนซิง
“ส่วนการประเมินเข้าสาขาคือประเพณีที่มีมาแต่ไหนแต่ไรของสาขาเทียนซิง การประเมินแบ่งเป็สามขั้นสูงสุดคือขั้นที่สาม ตอนก่อตั้งสาขาเทียนซิงขึ้นนั้นใช้ระบอบการประเมินคือขั้นที่สองผู้ที่ผ่านไปได้ล้วนเป็อัจฉริยะผู้มีพร์ของสาขาเทียนซิง ทว่าต่อมาเพราะพลังแห่งฟ้าดินที่นานวันเข้ายิ่งแห้งขอดพร์ก็โรยราไป จึงเลื่อนระดับความยากลงมายังขั้นที่หนึ่งแทน ด้วยเหตุนี้ศิษย์ที่ผ่านการประเมินขั้นที่หนึ่งไปได้ หากอยู่ท่ามกลางสาขาทั้งสี่ล่ะก็ก็ยังเป็บุคคลชั้นเยี่ยมเฉกเช่นเดิม นับั้แ่ร้อยปีก่อนจนถึงบัดนี้มีเพียงส่วนน้อยสุดเท่านั้นที่ผ่านการประเมินเข้าสาขาไปได้” จินเฉียนหยินเล่าขึ้น
“เช่นนั้นศิษย์พี่ท่านก็ผ่านการประเมินเข้าสาขาแล้วสิ?” หลินโม่เอ่ยถาม
“หึ หึ! ข้าน่ะโชคดีที่ไม่ต้องประเมินเพราะหากจะเปิดการประเมินเข้าสาขา จำต้องเป็ไปตามเงื่อนไขข้อหนึ่งนั่นคือจะต้องได้ศิษย์อย่างน้อยสองคนจึงจะเปิดการประเมินเข้าสาขาได้ รุ่นของข้ามีเพียงข้าคนเดียวที่มารายงานตัวดังนั้นจึงเลี่ยงการประเมินเข้าสาขาไปได้” จินเฉียนหยินหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยต่อ “ศิษย์น้อง โชคของเ้าก็ไม่แย่ ในยามนี้มีเพียงเ้า คนเดียวของรุ่นเท่านั้นดังนั้นจึงไม่ต้องทำการประเมินเข้าสาขาไปชั่วคราว”
“ชั่วคราว?”
“อืม เป็กฎของเ้าสาขาั้แ่วันนี้เป็ต้นไปกระทั่งถึง่รายงานตัวในสิ้นเดือนนี้ เมื่อถึงยามนั้นก็ดูว่า จะมีเ้าเพียงคนเดียวหรือจะมีศิษย์อื่นมารายงานตัวอีกทีหลังหากเป็เช่นนั้นเ้าจำต้องเข้าร่วมการประเมินเข้าสาขา จากที่ข้าดูคาดว่าคงไม่มีศิษย์อื่นอีกแล้วล่ะ” จินเฉียนหยินยักไหล่ “ใช่สินอกจากเ้ากับข้า และเ้าสาขาสามคนแล้ว สาขาเทียนซิงของเรายังมีศิษย์พี่จูและศิษย์พี่หญิงใหญ่อีกสองคน”
ครั้นพูดถึงตรงนี้จินเฉียนหยินพลันกดเสียงต่ำลง พลางเหลียวมองรอบกายอย่างหวาดกลัวแล้วเอ่ย “ที่สาขาเทียนซิง เ้าหรือไม่ว่าใครก็สามารถยั่วยุหาเื่ได้ แต่มีเพียงคนเดียวที่ห้ามหาเื่อย่างเด็ดขาด”
“เ้าสาขา?” หลินโม่ถามอย่างสงสัย
“ผิด! ศิษย์พี่หญิงใหญ่ต่างหาก!”