ตอนที่11 เลี้ยงหนูไว้ไม่ขาดทุน
ฉินรุ่ยเดินเข้าไปเขาไม่เห็นใครอยู่ในห้องก็โล่งใจและส่ายหัวเล็กน้อย นี่เขาคิดอะไรอยู่ ? เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เด็กน้อยอยู่ในห้องเด็กที่อยู่ถัดไป
เขาเดินเข้าไปกราบหุ่นไม้ที่แท่นบูชาแล้วปักธูปพร้อมกับวางของบางสิ่งไว้ตรงนั้น ถึงได้เดินออกไป
เมื่อเขาเดินออกไปแล้วโจวโจวจึงได้เอายันต์ซ่อนตัวออก และเมื่อหนูน้อยเห็นสิ่งที่เขาเพิ่งวางลงไปนั้นใบหน้าเล็ก ๆ ก็พลันเคร่งขรึมขึ้นทันที
ประมาณ10 นาทีต่อมา
“อาเลี่ยนี่กำลังจะไปแล้วหรือ? เดี๋ยวอาเอาของให้เธอติดไม้ติดมือกลับไปด้วย แล้วก็หนูน้อยที่มากับเธออีกคนเดี๋ยวอาจะเอาขนมให้หนูน้อยไปกิน ไม่ต้องเกรงใจนะ”
ขณะที่พูดประตูห้องเด็กได้ถูกเปิดออกจากด้านนอกฉินรุ่ยเห็นว่าโจวโจวกำลังนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่ที่พื้นั์ตาของเขายิ้มกว้างขณะหันไปมองฉินเลี่ย
ฉินเลี่ยเดินเข้ามาก็เห็นว่าโจวโจวนั่งเล่นอยู่ตรงนั้น คิ้วของเขาจึงขมวดขึ้นเล็กน้อย
“พ่อ”โจวโจวที่เห็นเขาก็รีบวิ่งโผเข้าไปในอ้อมกอดของเขาทันที ในเวลาเดียวกันหนูน้อยได้ยัดบางอย่างลงในกระเป๋าเสื้อของอย่างรวดเร็วและกระพริบตามองเขาอย่างเงียบๆ
ฉินเลี่ยชำเลืองมองเธอด้วยความสงสัยเขาไม่ได้พูดอะไร แต่กลับอุ้มเธอไว้อย่างให้ความร่วมมือ “พวกผมกลับก่อนนะครับอา”
ได้ยินแบบนั้นฉินรุ่ยก็ยิ่งยิ้มลึกขึ้น เขาเดินออกไปด้านนอกพลางพูดว่า: “เฮ้อหยาทำไมกลับเร็วนักล่ะ ? ไม่อยู่ต่อสักหน่อยหรือ ? ”
แม้ปากจะพูดไปแบบนั้นแต่มือของเขากลับเอื้อมไปเปิดประตูอย่างรวดเร็วราวกับ้าจะไล่พวกเขาสองคนออกไปใจจะขาด
ฉินเลี่ยไม่ใช่คนโง่เขามองออกว่าอีกฝ่ายเร่งผลักไสพวกเขา เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมาเท่านั้น
“ไม่ต้องส่งหรอกครับ”เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หลังจากพูดจบก็รีบสาวเท้าเดินออกไปทันที
ตลอดทางฉินเลี่ยไม่พูดไม่จาอะไร เขาอุ้มหนูน้อยโจวโจวมาที่โรงแรมแล้วก็ชำเลืองมองผู้ช่วยพลางพูดว่า “ไปทำธุระของตัวเองเถอะ ถ้าฉันไม่อนุญาต ไม่ต้องเข้ามา”
“ครับ”
รอจนกระทั่งผู้ช่วยปิดประตูห้องให้แล้วฉินเลี่ยจึงรีบวางหนูน้อยโจวโจวลงด้านข้างแล้วหยิบเอาของที่หนูน้อยเพิ่งจะยัดใส่กระเป๋าเสื้อของเขาตอนที่อยู่บ้านของอาฉินรุ่ยออกมาดูและเมื่อเห็นว่ามันเป็ยันต์ เขาชะงักไปเล็กน้อยแล้วโยนมันไปด้านข้างทันที“บอกมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
โจวโจวมองไปที่ขาของเขาเหมือนอยากจะนั่งบนตักของเขาต่อ
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอันแสนเ็าของเขาหนูน้อยฉลาดพอที่จะไม่เข้าใกล้เขา และดึงกระดาษยันต์ออกเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน
มันคือ‘เส้นผม’
ฉินเลี่ยเลิกคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ:“เธอเข้าไปในห้องนั้นเพื่อเอาเ้าสิ่งนี้ออกมาน่ะหรือ ? ”
โจวโจวพยักหน้าแล้วถามอย่างสับสน:“ว่าแต่พ่อรู้ได้ยังไงว่าหนูเข้าไปในห้องนั้น ? ”
เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นคือเธอเข้าไปในห้องเด็ก
“นี่ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ ? ”
ไม่อย่างนั้นจู่ๆ เธอจะขอขึ้นไปชั้นบนทำไม ถึงแม้ฉันจะไม่รู้ว่าเธอเข้าไปในห้องนั้นได้อย่างไรและไม่รู้ว่าทำไมบนตัวของหนูน้อยถึงไม่มีกลิ่นธูปเหมือนฉินรุ่ย
แต่สัญชาตญาณของเขามันบอกเขาว่าหนูน้อยเข้าไปในนั้น
เขามองเธอแล้วคาดเดาบางอย่างออกมา “ฉินรุ่ยบูชาอะไรบางอย่างในห้องนั้นใช่ไหม ? ”
โจวโจวพยักหน้าเป็ไก่จิกข้าวเปลือกแล้วมองเขาด้วยแววตานับถือ “พ่อฉลาดมากเลย ! ”
พูดจบหนูน้อยก็ชี้ไปยังเส้นผมในยันต์ แล้วพูดว่า “นี่คือเส้นผมของพ่อ”
ของเขางั้นหรือ ?
ฉินเลี่ยประหลาดใจมากแต่พอมองอย่างละเอียดก็พบว่าทั้งความยาวและสีของมันคล้ายกับเส้นผมของเขาจริง ๆ
สายตาของเขายังเหลือบไปเห็นกระดาษยันต์ด้านล่าง“เธอเป็คนวาดยันต์นี้หรือ ? ”
โจวโจวส่ายหน้าเธอมองไปยังยันต์แผ่นนั้น ในแววตาแปรเปลี่ยนเป็ความเยือกเย็น“คนชั่วคนนั้นเป็คนวาด”
เธอมองไปที่ลายเส้นสีแดงเข้มบนนั้นด้วยความรังเกียจ“หนูไม่ใช้ยันต์สกปรกแบบนี้หรอก”
สิ่งที่เธอใช้คือชาดมันมีไว้ขับไล่ความชั่วร้ายและหลีกเลี่ยงความชั่วร้าย แต่ยันต์นี้ใช้เืเขียนซึ่งผลที่ได้จะตรงกันข้าม แน่นอนว่ายันต์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดิญญาชั่วร้ายโดยเฉพาะ
เธอพูดด้วยใบหน้าเ็าว่า“นี่คือยันต์เปลี่ยนโชคชะตา หากนำสิ่งของของบุคคลนั้นไปวางบนยันต์แผ่นนี้มันจะสามารถส่งต่อโชคของบุคคลนั้นให้กับคนเขียนยันต์และผู้ที่ถูกขโมยโชคไปจะโชคร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าโชคทั้งหมดจะถูกขโมยไปถ้าร้ายแรงที่สุดก็อาจจะเสียชีวิต หากไม่ตายก็ต้องเจ็บหนัก”
ระหว่างที่พูดหนูน้อยก็เงยหน้ามองเขา
เมื่อเห็นแววตาที่จริงจังของหนูน้อยหนังตาของฉินเลี่ยก็กระตุก “เธอกำลังจะบอกว่าฉินรุ่ยขโมยโชคของฉันไปใช่ไหม ? ”
โจวโจวผงกหัว“ใช่ พ่อคะ พ่อลองคิดดูว่าั้แ่ที่ฉินรุ่ยปรากฏตัวออกมาพ่อก็กลายเป็คนดวงซวยใช่ไหม ? ”
ได้ยินแบบนั้นฉินเลี่ยเหลือบมองเธออย่างงุนงง
เธอว่าเขาว่าอะไรนะ?ใครเป็คนดวงซวย?
สิ่งที่เธอเพิ่งพูดไปนั้นเกินกว่าขอบเขตการรับรู้ของฉินเลี่ยทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็เื่เหลวไหล แต่เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของเธอ เขาก็อดคิดไม่ได้
เพราะดูเหมือนมันจะเป็แบบนั้นจริงๆ
เขาเริ่มโชคร้ายั้แ่เมื่อ5 ปีก่อน ตอนนั้นเป็ตอนที่ฉินรุ่ยเพิ่งมาถึงจิงเฉิงพอดี
หรือว่ามันจะเป็แบบนี้เธอพูดจริงๆ โชคดีของเขากำลังถูกขโมยไป ?
แต่มันจะเป็ไปได้หรือ?
เขามองไปยังหนูน้อยโจวโจวอย่างสงสัยหนูน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มแก้มนุ่มฟู ดูเป็ที่รักของคนที่พบเห็นแต่กลับมีแผ่นทองแดงสามแผ่นห้อยคอไว้ ในกระเป๋าก็เต็มไปด้วยเครื่องรางของขลังทำให้เธอดูเหมือนหมอดูตัวน้อย
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งปวดหัว
เื่นี้มันจะน่าขันเกินไปแล้ว
“พ่อไม่เชื่อหนูหรือ ? ” เมื่อเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปโจวโจวมีเซ้นส์ััได้ถึงความคิดของเขาหนูน้อยมุ่ยปากอย่างหมดความอดทนพลางบ่นอุบว่า “หนูไม่โกหกพ่อหรอก”
ขณะที่เธอพูดนั้นเธอหยิบยันต์ออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้เขา “หนูให้ยันต์นี้กับพ่อ พ่อนำมันติดตัวไว้เถอะมันช่วยป้องกันไม่ให้โชคของพ่อถูกขโมยไปรอหนูเตรียมของอีกหน่อยแล้วทำลายสิ่งชั่วร้ายนั่นได้แล้วพอถึงตอนนั้นโชคของพ่อก็จะกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง”
จะว่าไปแล้วความมั่งคั่งและปราณิญญามีส่วนเกี่ยวข้องกันเพราะหากโชคของคนนั้นลดน้อยลง ก็จะส่งผลต่อความมั่งคั่งของพวกเขาด้วย
และหากพ่อของเธอกลายเป็คนยากจนขึ้นมาแบบนี้ก็เลี้ยงดูหนูน้อยให้อิ่มท้องไม่ได้แล้วน่ะสิ
แบบนี้ไม่ได้เธอจะปล่อยให้ตั๋วอาหารระยะยาวหลุดลอยไปไม่ได้เด็ดขาด !
โจวโจวกำมือเล็กๆ ไว้แน่นด้วยสีหน้าจริงจัง หนูน้อยไม่รอช้า รีบลุกขึ้นยืนอย่างฮึกเหิมเตรียมจะไปหาของที่ต้องใช้ในการทำลายสิ่งชั่วร้ายนั่น
ฉินเลี่ยจับคอเสื้อของหนูน้อยเอาไว้เพื่อดึงเธอกลับมา“จะไปวิ่งวุ่นที่ไหนอีก ? ”
“หนูไม่ได้วิ่งวุ่นเสียหน่อย”เมื่อเผชิญหน้ากับการจ้องมองอย่างเ็าของเขาโจวโจวก็นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้ทันที ดูเหมือนเธอจะวิ่งวุ่นออกไปจริงเพราะตอนนั้นพ่อกำลังประชุมอยู่ หนูน้อยไม่อยากเข้าไปรบกวนเขาอีกทั้งด้วยความร้อนใจ เธอถึงไม่ได้บอกเขาก่อน
สุดท้ายแล้วมันเป็ความผิดของเธอเองโจวโจวไม่เถียงและไม่แก้ตัวใดๆ หนูน้อยรีบเข้าไปกอดแขนของเขาอย่างประจบแล้วคลึงใบหน้าอ้วน ๆ ของเธอกับฝ่ามือของเขา พลางพูดอย่างสำนึกผิดว่า“หนูขอโทษนะพ่อ ต่อไปนี้หากหนูจะไปไหน หนูจะบอกพ่อก่อนทุกครั้ง อย่าโกรธหนูนะ”
หนูน้อยตัวอ้วนฟูอีกทั้งพวงแก้มของเธอก็นุ่มฟูมากเช่นกัน เธอถูแก้มกับฝ่ามือของเขาแบบนี้ ทำให้ฉินเลี่ยบีบมันโดยไม่รู้ตัวซึ่งมันนุ่มเด้งมาก ให้ความรู้สึกดีไม่น้อย
เมื่อรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปเขาก็ตีหน้าขรึม รีบหดมือกลับแล้วพูดเบา ๆ “อยู่นิ่ง ๆ เข้าล่ะ คืนนี้มีงานเลี้ยง”
“อ้อๆ ” โจวโจวตอบรับ แล้วจ้องหน้าเขาอยู่พักหนึ่ง
ด้วยเครื่องรางของเธอมันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพ่อใน่นี้ ซึ่งเธอไม่จำเป็ต้องกังวลเกี่ยวกับเขาเลย
ตกเย็นฉินเลี่ยพาโจวโจวมาที่งานเลี้ยง
ผู้ช่วยเหลือบมองนาฬิกาพลางพูดด้วยความประหลาดใจ “วันนี้เจอไฟเขียวตลอดทางเลยหรือเนี่ย ? ”
ผิดปกติจริงๆ
นับั้แ่ที่เขาติดตามประธานฉินและขึ้นรถไปกับท่านประธานนั้นเขาไม่เคยเจอแยกไหนที่ไฟเขียวให้ตลอดทางแบบนี้เลยสักครั้งไม่ว่าจะแยกไหนล้วนติดไฟแดงตลอด แต่ครั้งนี้ทำไมถึงไฟเขียวตลอดทางเลยล่ะ ? และด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงมาเร็วกว่าที่คาดไว้ครึ่งชั่วโมง
ฉินเลี่ยเองก็สังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงนี้เขาใช้นิ้วแตะกระดาษยันต์ที่โจวโจวยัดใส่กระเป๋าเสื้อมาให้โดยไม่รู้ตัวแล้วมองหนูน้อยอย่างเงียบ ๆ
เมื่อสังเกตเห็นถึงสายตาของเขาโจวโจวทำเป็ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มหวานว่า “เป็ไงคะพ่อยันต์ของหนูใช้ได้ผลดีเลยใช่ไหม ? แต่ตัวหนูน่ะเก่งยิ่งกว่ายันต์ของหนูอีกนะต่อไปนี้เวลาพ่อไปไหนแล้วพาหนูไปด้วยล่ะก็หนูรับประกันเลยว่าปราณชั่วร้ายจะไม่มีวันได้เข้าใกล้พ่อเด็ดขาดไม่ว่าใครก็อย่าหวังว่าจะได้ขโมยโชคของพ่อไป ! ”
ระหว่างที่พูดหนูน้อยก็กอดมือเขาไว้แล้วแกว่งตัวเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี “พ่อคะ หนูเก่งมากเลยนะ ! เลี้ยงหนูไว้ไม่ขาดทุนหรอก! ”