ความรักคืออะไร ยังคงเป็คำถามที่ทำให้ผู้คนค้างคาใจมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าคำถามนี้จะเป็คำถามที่ดูผิวเผิน ไม่รู้จะถามไปเพื่ออะไร แต่ผู้คนมากมายยังคงตั้งข้อสงสัย เพื่อหาความหมายของคำว่า ‘ความรัก’ จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน มีคนนิยามความหมายของคำว่าความรักเอาไว้มากมาย แต่คำว่าความรักยังมีข้อสรุปที่ไม่แน่ชัดนัก
ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘หลายคน หลากหลายความคิด หลากหลายความหมาย’ มีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายว่า ‘ความรักคืออะไร’ และยิ่งยุ่งยากมากขึ้น เมื่อต้องอธิบายคำถามนี้ ให้กับบุคคลที่ไม่เคยมีประสบการณ์ความรักมาก่อน รวมไปถึงคำอธิบายถึงการใช้ชีวิตร่วมกันฉันท์คู่รัก และการมีเพศสัมพันธ์กับความรัก
หญิงสาววางแก้วกาแฟลงบนจานรองแก้ว พลางมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหน้า เธอเคาะนิ้วตัวเองเบาๆ ราวกับว่ากำลังคิดอะไรบางอย่างเอาไว้ในใจ หลังจากตระหนักได้ถึงสิ่งที่ตนเองคิดเอาไว้ รวมไปถึงสิ่งที่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าเอ่ยออกมา เธอจึงฉีกยิ้มให้กับอีกฝ่าย ราวกับว่าเข้าใจในสิ่งที่เขา้า
“ตกลง เราพอกันแค่นี้” สีหน้าของหญิงสาวยังคงเรียบเฉย จนทำให้ชายหนุ่มต้องขมวดคิ้วด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ เพราะสิ่งที่เขาได้พูดออกไปนั้น โดยธรรมดาส่วนใหญ่ มักจะถูกฝ่ายหญิงโต้ตอบด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่จะเหลือบไปมองแก้วกาแฟของอีกฝ่าย
‘อย่าบอกนะ ว่ากลัวฉันจะสาดกาแฟใส่’ จูจินม่ายมองแก้วกาแฟของตัวเอง หลังจากได้เห็นสายตาของฝ่ายชาย ที่กำลังมองแก้วของเธอด้วยสีหน้าที่หวั่นใจ เธอยิ้มมุมปากขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จะจับหูแก้วกาแฟ
“เอาเป็ว่า ฉันจะส่งข้อความไปขอโทษแม่ของเธอ เื่นี้เธอไม่ใช่คนผิด ฉันเป็คนผิดเอง คิดซะว่าสิ่งที่ฉันทำถือว่าการไถ่โทษเธอนะ จูจินม่าย”
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำซะสิ ตอนนี้เลย” จูจินม่ายตอบกลับไปพลางจิบกาแฟ และมองชายหนุ่มที่ยังคงรู้สึกหวาดหวั่น ก่อนที่เขาจะส่งข้อความไปหาแม่ของจูจินม่าย แล้วยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้เธอดู
“เธอโอเคแล้วใช่มั้ย จูจินม่าย” ชายหนุ่มถามหลังยื่นโทรศัพท์ให้แก่เธอ จูจินม่ายเมื่อได้อ่านข้อความ ที่อีกฝ่ายส่งไปให้แม่ของเธอ เธอจึงเหลือบไปมองเขาอีกครั้ง ก่อนที่จะคืนโทรศัพท์ให้เขา
“ถ้านายคิดอย่างนั้น แล้วฉันจะไปห้ามความคิดของนายได้ยังไง จริงมั้ย”
“พรุ่งนี้ฉันจะให้คนส่งของขวัญไปให้คนที่บ้านของเธอ พร้อมกับจดหมายขอโทษ โอเคมั้ย”
“ถ้าอย่างนั้นขอให้นายโชคดีกับผู้หญิงคนใหม่ของนายนะ” เมื่อได้ยินสิ่งที่จู่จินม่ายกล่าว ชายหนุ่มขมวดคิ้วขึ้นมาด้วยสีหน้าที่แปลกใจ พลางมองสายตาของจูจินม่าย ที่กำลังจ้องมองผู้หญิงคนหนึ่ง ที่นั่งห่างจากโต๊ะของพวกเขาทั้งสองคนไม่มากนัก แต่อยู่ในระดับสายตาของจูจินม่ายพอดิบพอดี
“คือว่า…”
“นายไปเถอะ ผู้หญิงคนนั้นกำลังรออยู่”
“ขอบคุณนะ จูจินม่าย ขอให้เธอโชคดีเช่นกัน” ชายหนุ่มกล่าวลาเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเดินไปหาหญิงสาวผู้หนึ่ง จูจินม่ายส่งยิ้มพลางพยักหน้าทักทายฝ่ายหญิง เช่นเดียวกับผู้หญิงคนนั้น ก่อนที่พวกเขาทั้งคู่จะเดินออกไปจากร้าน
“7 ชั่วโมง” จูจินม่ายเอ่ยขึ้นมาพลางก้มมองดูนาฬิกาข้อมือ “34 นาที 22 วินาที ทำสถิติใหม่ขาดลอยแฮะ” จูจินม่ายคลี่ยิ้มขึ้นมาด้วยสีหน้าที่พอใจ ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปจากร้าน
ตี๊รี้ริ้ง…ตี๊รี้ริ้ง…ตี๊รี้ริ้ง
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมาจากด้านในกระเป๋าผ้า ทันทีที่จูจินม่ายเดินออกมาจากร้าน เธอจึงล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา พลางคลี่ยิ้มอย่างพอใจ เมื่อเห็นเบอร์โทรศัพท์มือถือ และชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ก่อนที่จะกดรับสาย
“มีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้หรือเ้าคะ คุณนายหลาน”
“พูดเล่นแบบนี้ ไม่รู้สึกเสียใจเลยสินะ โม่โม่”
“เสียใจ รู้จักกันแค่ 7 ชั่วโมง ถ้าเสียใจมันก็น่าตลกเกินไปนะคะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ หนูไม่ได้เป็อะไรทั้งนั้น ภูมิคุ้มกันของหนูเยอะจะตายไป อย่าลืมสิคะ ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก”
“แม่รู้ ว่าลูกไม่ได้เป็อะไร และแม่ต้องขอโทษลูกด้วย ที่ทำให้ลูกเจอผู้ชายนิสัยไม่ดี ผู้ชายคนนั้นส่งข้อความมาขอโทษแม่ และสารภาพผิดแล้วด้วย ว่ามีคนคุยอยู่อีกคน อีกไม่กี่วันเขาจะส่งของขวัญและจดหมายขอโทษมาที่บ้าน เห็นหน้าตาดี ท่าทางสะอาดสะอ้านดูเรียบร้อย ไม่คิดเลยว่าจะเป็คนแบบนี้”
“ภายนอกไม่ได้บ่งบอกทุกสิ่ง แม่ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกค่ะ เพื่อนของแม่เป็คนแนะนำเขานี่หน่า แม่ไม่ได้รู้จักเขาเป็การส่วนตัวสักหน่อย การที่แม่จะไว้ใจเพื่อนของแม่ก็ไม่ใช่เื่ผิด และที่สำคัญการประพฤติตัวต่อหน้าผู้ใหญ่และลับหลัง ใช่ว่าจะเหมือนกันเสมอไป”
“จริงอย่างที่ลูกพูด เอาเป็ว่าคนต่อไปเดี๋ยวแม่จะหาให้เองกับมือ”
“คนต่อไป คุณนายหลานจะโชว์ฝีมือเองเลยเหรอคะ” จูจินม่ายถามออกไปด้วยสีหน้าที่เหยเกปนเหนื่อยใจ
“ถูกต้อง หลังจากนี้ไปลูกจะได้ไม่ต้องไปนัดบอร์ดแล้ว”
‘คนที่ทำให้ฉันต้องไปนัดบอร์ด คือแม่นั่นแหละ’
“คราวนี้เป็ใครอีกหรือคะ”
“แม่ยังไม่ได้ไปหาเลย แล้วจะรู้ได้ไง”
“รับทราบเ้าค่ะ คุณนายหลาน”
“วันนี้สี่โมงเย็นลูกต้องกลับบ้านนะ”
“สี่โมงเย็น มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมต้องหนูต้องกลับบ้านเร็วขนาดนั้นด้วย”
“เรามีนัดทานข้าวด้วยกัน”
“นัดทานข้าวด้วยกัน ภายในครอบครัวหรือกับใครคะ”
“นัดทานข้าวภายในครอบครัวและครอบครัวสกุลจ้าว”
“ครอบครัวสกุลจ้าว”
“โม่โม่ ลูกจำเพื่อนของแม่ที่แม่เคยเล่าให้ฟัง ตอนที่ลูกยังเป็เด็กได้มั้ย เขามีลูกชายคนหนึ่ง และเป็คนที่เลือกสร้อยข้อมือลูกปัดหยกขาวให้ลูก ในวันเกิดครบรอบ 1 ขวบ"
“จำได้ค่ะ ลูกชายของเพื่อนแม่คนนั้นชื่อจ้าวหลิงเซียว” จูจินม่ายตอบกลับไป พลองมองสร้อยข้อมือลูกปัดหยกขาว สลักชื่อ ‘จ้าวหลิงเซียว’ เอาไว้ ซึ่งเธอสวมเอาไว้มาตลอดั้แ่จำความได้
“พวกเขาจะมาทานข้าวที่บ้านของเรา”
“มาทานข้าวที่บ้านของเรา เพื่ออะไรคะแม่ ในเมื่อพ่อกับแม่เองก็ออกไปทานข้าวกับเพื่อนๆ ของพ่อและแม่บ่อยจะตายไป”
“ลูกชายของพวกเขาเพิ่งจะกลับมาจากลอนดอน พวกเขาถึงได้มาทานข้าวที่บ้านของเรา”
“ลูกชายของเพื่อนแม่กลับมาจากลอนดอน”
‘เสี่ยวเกอเกอะ [1] คนนั้นกลับมาแล้วอย่างนั้นหรอ ถ้าอย่างนั้น…’
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับครอบครัวของเราด้วยล่ะคะ”
“โม่โม่ ทำไมลูกสงสัยเยอะจังเลย”
“ก็มันน่าสงสัยนี่คะแม่ เขาเป็ลูกชายของเพื่อนแม่นะคะ ไม่ใช่ลูกชายของแม่สักหน่อย ทำไมต้องมาทานข้าวที่บ้านของเราด้วย”
“เอาเป็ว่า แม่นัดครอบครัวของเพื่อนแม่มาทานข้าวที่บ้าน เป็อันว่าเข้าใจนะคะ โม่โม่ และที่สำคัญห้ามมาสายเด็ดขาด ลูกต้องมาช่วยแม่ทำกับข้าว”
“รับทราบเ้าค่ะ คุณนายหลาน” เมื่อทุกอย่างถูกตัดจบด้วยประโยคเดียวของผู้เป็แม่ จูจินม่ายจึงวางสายลงทันที ก่อนที่จะยืนมองสร้อยข้อมือลูกปัดหยกขาวอีกครั้ง
“เ้าของตัวจริงของแก จะเป็คนเดียวกันกับคนที่ฉันคิดไว้หรือเปล่านะ” จูจินม่ายส่ายหน้าเบาๆ พลางก้มมองโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของตัวเอง ก่อนที่จะมีข้อความสองข้อความ ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ในเวลาไล่เลี่ยกัน
“เซียวเกอ เสี่ยวเยว่” จูจินม่ายขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จะกดอ่านข้อความของอันชิงเยว่
อันชิงเยว่ : เสี่ยวม่าย ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน
จูจินม่าย : อยู่แถวๆ บริษัทแม่แฟนเธอนั่นแหละ
อันชิงเยว่ : ถ้าอย่างนั้นเธอมาหาฉันหน่อยสิ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะพักเที่ยงแล้ว เราจะได้ไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน”
จูจินม่าย : เธอหมายถึงข้าวในบริษัทใช่มั้ย
อันชิงเยว่ : ถูกต้อง
จูจินม่าย : แล้วหลี่เกอล่ะ เขาไม่อยู่ทานข้าวเที่ยงเป็เพื่อนเธอหรอกหรอ
อันชิงเยว่ : ฉันคิดว่าจะทานข้าวก่อนพักเที่ยงน่ะ ถึงตอนนั้นเขาคงเข้าฉากต่อไปแล้ว
“อันชิงเยว่ เธอเป็อะไรของเธอเนี่ย” จูจินม่ายขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อได้อ่านข้อความจากอันชิงเยว่ ที่เธอพยายามอ่านและพยายามเข้าใจ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็การส่งข้อความเสียงไปแทน
“เสี่ยวเยว่ เธอเป็อะไรหรือเปล่าเนี่ย นี่ฉันพยายามอ่านข้อความของเธอแล้วนะ พิมพ์ให้มันรู้เื่หน่อย และเมื่อกี้เธอบอกว่าจะทานข้าวตอนพักเที่ยง แล้วทำไมถึงได้พูดว่าจะทานข้าวก่อนพักเที่ยง ตกลงเธอจะทานข้าวเวลาไหนกันแน่”
“เสี่ยวม่าย ฉันขอโทษ เมื่อคืนฉันนั่งแก้บททั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอนก็เลยเบลอ และที่สำคัญตอนเช้ายังไม่ได้ทานข้าวด้วย”
“ตกลงเจิ้งหู่หลี่เขาดูแลเธอดีจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย”
“เขาดูแลฉันดี แต่ฉันไม่อยากรบกวนเขา แค่นี้งานของเขาก็เยอะจะตายอยู่แล้ว แถมต้องหาเวลามาดูแลฉันอีก เอาเป็ว่าตอนนี้เธอมาหาฉันหน่อยนะ เสี่ยวม่าย”
“เมื่อก่อนไม่เห็นจะเป็แบบนี้เลย เธอเอาแต่สั่งๆ และก็สั่ง ส่วนเจิ้งหู่หลี่ก็เชื่อฟังเธอทุกอย่าง แต่ตอนนี้ทำหน้าที่สลับกันว่างั้น โอเค เดี๋ยวฉันจะไปหาที่สตูดิโอ”
“โอเค รีบมาเลยค่ะเพื่อน” หลังจากฟังข้อความเสียงสุดท้ายของอันชิงเยว่ จูจินม่ายจึงเดินทางมายังบริษัททันที และมุ่งหน้าไปยังสตูดิโอที่กำลังถ่ายทำละครชื่อดัง ที่กำลังเป็กระแสอยู่ในตอนนี้