ตอนที่ 19 เขี่ยทิ้ง
บรรยากาศยามค่ำคืนของร้านอาหารฝรั่งเศสระดับไฟน์ไดนิ่ง บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมหรูกลางใจเมือง แสงไฟสีทองสลัวทอดประกายกระทบแก้วคริสตัลที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะ เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงแผ่วเบาเคล้าคลอไปกับเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของผู้คนรอบกาย ฉันนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้บุกำมะหยี่สีแดงเข้ม ทอดสายตามองออกไปนอกกระจกบานใหญ่ที่เผยให้เห็นทิวทัศน์แสงสียามราตรีของเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหาและความหลอกลวง
ริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดเหยียดยิ้มบางเบา เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาหื่นกระหายและหลงใหลที่จ้องมองมาอย่างไม่วางตาจากชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ผู้จัดการพงษ์... ชายผู้มีอำนาจล้นฟ้าในโรงงาน ผู้ซึ่งคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนได้ด้วยเงินตราและตำแหน่งหน้าที่การงานของเขา วันนี้เขาสวมชุดสูทสีเข้มที่ดูภูมิฐาน พยายามปั้นหน้าให้ดูเป็นสุภาพบุรุษที่แสนดีและอบอุ่น แต่สำหรับฉันแล้ว ภายใต้เปลือกนอกอันจอมปลอมนั้น มันก็แค่สุนัขแก่จอมตะกละที่พร้อมจะตะครุบเหยื่อทุกตัวที่หลงเข้ามาในอาณาเขตของมัน
“พราวครับ... อาหารมื้อนี้ถูกปากพราวไหม? ถ้ามีอะไรที่พราวอยากทานเพิ่ม สั่งได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ พี่เต็มใจดูแลพราวอย่างดีที่สุดเสมอ” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่พยายามดัดให้ดูนุ่มนวลเอ่ยถามขึ้น พร้อมกับมือหนาที่เอื้อมมาวางทาบทับลงบนมือของฉันที่วางอยู่บนโต๊ะ
ฉันปรายตามองมือสากกร้านของเขาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นสบตากับเขาด้วยแววตาหวานหยดย้อย เรียวปากสีแดงขยับยิ้มพราวเสน่ห์ ส่งผ่านความรู้สึกประโลมโลกที่ฉันจงใจปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกล่อให้เขาตายใจ
“อาหารอร่อยมากเลยค่ะพี่พงษ์ บรรยากาศก็ดีไปหมด พราวมีความสุขมากเลยค่ะที่ได้มาทานข้าวกับพี่พงษ์ในคืนนี้” ฉันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหวานหู ดัดจริตให้ดูไร้เดียงสาและออดอ้อนนิดๆ พอให้ชายแก่ตรงหน้าใจสั่น
ผู้จัดการพงษ์ยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ ดวงตาของเขาเป็นประกายวิบวับเมื่อได้ยินคำพูดที่ราวกับเป็นการยอมจำนนของฉัน เขาขยับตัวนั่งหลังตรงขึ้นเล็กน้อย ราวกับต้องการโอ้อวดความสง่างามและความสำเร็จของตัวเอง ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท และหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงสดใบหนึ่งออกมาวางลงบนโต๊ะ เลื่อนมันมาตรงหน้าฉัน
“สำหรับพราวครับ... ผู้หญิงที่เลอค่าที่สุดของพี่” เขาพูดพลางเปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นสร้อยคอทองคำเส้นโตที่ประดับด้วยจี้เพชรเม็ดงาม น้ำงามเปล่งประกายล้อแสงไฟในร้านอย่างเจิดจ้า
ฉันแสร้งทำตาโตเบิกกว้าง ยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกตะลึง “โอ้โห... พี่พงษ์คะ นี่มัน... สวยมากเลยค่ะ พราวไม่เคยเห็นสร้อยคอที่สวยขนาดนี้มาก่อนเลย”
“พี่ตั้งใจเลือกให้พราวโดยเฉพาะเลยนะ พราวใส่แล้วต้องสวยมากแน่ๆ” พงษ์ยิ้มกว้างจนเห็นรอยตีนกาที่หางตา ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้ออีกครั้ง และคราวนี้ สิ่งที่เขาหยิบออกมาคือซองจดหมายสีขาวสะอาดตา
เขาเลื่อนซองจดหมายนั้นมาวางเคียงคู่กับกล่องเครื่องประดับ “และนี่... เป็นของขวัญอีกชิ้นที่พี่อยากมอบให้พราว”
ฉันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นสงสัย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมาเปิดดู สิ่งที่อยู่ข้างในคือเช็คเงินสดสั่งจ่ายในชื่อของฉัน ระบุตัวเลขจำนวนเงิน '500,000 บาท' ตัวเลขห้าแสนบาทที่แลกมาด้วยเรือนร่างและการแสดงละครฉากใหญ่ของฉัน
“ห้าแสนบาท...” ฉันพึมพำเบาๆ แสร้งทำเสียงสั่นเล็กน้อย “พี่พงษ์คะ... นี่มันเยอะมากเลยนะคะ พราว... พราวรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”
“รับไว้เถอะครับพราว ถือซะว่าเป็นค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ จากพี่” พงษ์พูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ราวกับว่าเงินครึ่งล้านเป็นเพียงเศษเงินสำหรับเขา “พี่อยากให้พราวมาอยู่กับพี่... มาอยู่ที่คอนโดที่พี่เพิ่งให้คนไปจัดการเช่าไว้ให้ ตกแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว พราวแค่หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเข้าไปอยู่ได้เลย พี่จะดูแลพราวเอง พราวไม่ต้องทำงานหนักที่โรงงานอีกต่อไปแล้ว เป็นผู้หญิงของพี่ พี่จะให้พราวทุกอย่างที่พราวต้องการ”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความโอหังและหลงตัวเอง เขาคิดว่าเงินทองและคอนโดหรูจะสามารถซื้อความจงรักภักดีและร่างกายของฉันได้ตลอดไป เขาคิดว่าเขาคือผู้ชนะในเกมนี้ เป็นเพศผู้ที่ได้ครอบครองเหยื่ออันโอชะ
ฉันจ้องมองเช็คเงินสดและสร้อยคอทองคำตรงหน้า นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่สร้างความลุ้นระทึกให้กับการแสดงฉากต่อไป ภายในใจของฉันกำลังหัวเราะเยาะอย่างบ้าคลั่ง ความสะใจเริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย เมื่อเห็นว่าปลาตัวใหญ่ได้งับเหยื่อและติดเบ็ดของฉันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
“พี่พงษ์คะ...” ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มหวานหยดย้อยเมื่อครู่ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเรียบเฉยและเย็นชาที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาของฉัน “พราวขอบคุณสำหรับของขวัญพวกนี้นะคะ มันมีค่ามากจริงๆ”
ฉันรวบกล่องกำมะหยี่และซองเช็คเงินสดเข้ามาไว้ในกระเป๋าสะพายใบหรูของตัวเองอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ พงษ์มองตามการกระทำของฉันด้วยรอยยิ้มกริ่ม เขาคงคิดว่าฉันตอบตกลงรับข้อเสนอของเขาแล้ว
“งั้นคืนนี้... เราไปดูคอนโดของเรากันเลยไหมครับพราว? พี่อยากเห็นพราวใส่ชุดนอนซีทรูที่พี่ซื้อเตรียมไว้ให้จังเลย” พงษ์พูดพลางขยับตัวลุกขึ้นยืน เอื้อมมือมาหมายจะจับมือฉันและโอบไหล่ฉันเพื่อพาเดินออกจากร้าน
แต่ก่อนที่มือสกปรกของเขาจะทันได้สัมผัสตัวฉัน ฉันก็เบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ดึงมือของตัวเองกลับมาประสานไว้บนตัก มองหน้าเขาด้วยสายตาที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
“หยุดค่ะพี่พงษ์” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด “กรุณาอย่ามาแตะต้องตัวพราว”
พงษ์ชะงักงัน มือของเขาค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและงุนงง รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความไม่พอใจและหวาดระแวง
“พราว... นี่มันอะไรกัน? ทำไมพราวถึงพูดแบบนี้? พี่ทำอะไรให้พราวไม่พอใจงั้นเหรอ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง พยายามคาดคั้นหาคำตอบ
ฉันหัวเราะหึในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความสมเพชและเหยียดหยาม “พี่พงษ์ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกค่ะ พี่ทำหน้าที่ ‘เหยื่อ’ ของพราวได้ดีมากต่างหาก”
“เหยื่อ? พราวหมายความว่ายังไง?” พงษ์ขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำด้วยความโกรธที่เริ่มปะทุขึ้น
ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม จัดระเบียบชุดเดรสสีดำเข้ารูปที่เน้นสัดส่วนโค้งเว้าของตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะก้าวเดินไปหยุดยืนเผชิญหน้ากับเขา มองตรงเข้าไปในดวงตาที่กำลังสั่นไหวของชายแก่ที่กำลังสูญเสียความมั่นใจ
“พี่พงษ์คิดจริงๆ เหรอคะว่าพราวจะยอมลดตัวไปเป็น ‘เมียเก็บ’ ของพี่? ไปนอนรอพี่อยู่ในตู้คอนโดแคบๆ เหมือนนกในกรงทอง? คิดว่าเงินแค่ห้าแสนกับทองไม่กี่บาท จะซื้อชีวิตและอิสรภาพของพราวได้งั้นเหรอคะ?” ฉันสาดคำพูดใส่หน้าเขาอย่างไม่ออมชอม น้ำเสียงของฉันเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“พราว! นี่เธอหลอกฉันเหรอ!?” พงษ์ตะคอกเสียงดังจนแขกโต๊ะข้างๆ เริ่มหันมามอง แต่ฉันไม่สนใจ ฉันกำลังสนุกกับการได้ฉีกหน้ากากของผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนี้
“หลอกเหรอคะ? พราวไม่ได้หลอกนะคะ พี่พงษ์ต่างหากที่ ‘โง่’ และ ‘หลงตัวเอง’ จนตามเกมของพราวไม่ทัน” ฉันเหยียดยิ้มกว้างขึ้น “พี่คิดว่าพราวไม่รู้เหรอคะว่าพี่เป็นคนยังไง? พี่มันก็แค่ผู้ชายหน้าไหว้หลังหลอก ที่ใช้อำนาจหน้าที่การงานบีบบังคับผู้หญิงอ่อนแอในโรงงานเพื่อสนองตัณหาของตัวเอง พอเบื่อก็เขี่ยทิ้งเหมือนขยะ เหมือนที่พี่ทำกับ ‘อ้อย’ ไงคะ”
ชื่อของ ‘อ้อย’ ทำให้พงษ์สะดุ้งเฮือก สีหน้าของเขาซีดเผือดลงทันที ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนก
“ธ... เธอรู้เรื่องอ้อยได้ยังไง?” เขาละล่ำละลักถาม
“พราวเป็นนักจิตวิทยานะคะพี่พงษ์ พราวมีวิธีล้วงความลับของคนได้มากกว่าที่พี่คิด” ฉันเดินวนรอบตัวเขาอย่างเชื่องช้า ราวกับนางพญาที่กำลังเดินสำรวจผลงานชิ้นเอกของตัวเอง “พี่หลอกให้อ้อยรัก หลอกให้เธอมีความหวังว่าจะได้เลื่อนตำแหน่ง แต่สุดท้ายพี่ก็แค่ใช้ร่างกายของเธอเป็นที่ระบายความใคร่ พอพี่เจอพราว พี่ก็เขี่ยอ้อยทิ้งอย่างไม่ไยดี พี่คิดว่าพราวจะยอมเป็นรายต่อไปของพี่งั้นเหรอคะ? ฝันไปเถอะค่ะ”
ฉันหยุดยืนประจันหน้ากับเขาอีกครั้ง จ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพช “พี่พงษ์รู้ไหมคะว่าจุดอ่อนของพี่คืออะไร? จุดอ่อนของพี่คือ ‘อีโก้’ และ ‘ความตัณหากลับ’ ของพี่ไงคะ พี่คิดว่าตัวเองแน่ คิดว่าผู้หญิงทุกคนต้องยอมสยบแทบเท้าพี่ แต่พี่ลืมไปว่า... ในโลกนี้ยังมีผู้หญิงที่ฉลาดกว่าและร้ายกาจกว่าพี่อยู่อีกเยอะ”
“นังพราว! นังแพศยา! แกกล้าดียังไงมาด่าฉันแบบนี้!” พงษ์ทนฟังต่อไปไม่ไหว เขาตวาดลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นจนน่าเกลียด เขาพุ่งตัวเข้ามาหาฉันหมายจะบีบคอฉัน แต่ฉันถอยหลังหลบได้อย่างฉิวเฉียด
“หยุดบ้าได้แล้วค่ะพี่พงษ์! ถ้าพี่ไม่อยากให้เรื่องฉาวโฉ่ของพี่ดังกระฉ่อนไปทั่วโรงงาน!” ฉันตวาดกลับด้วยน้ำเสียงที่ดังและทรงอำนาจกว่า จนพงษ์ต้องชะงักงันไปอีกครั้ง
“แกขู่ฉันเหรอ? แกคิดว่าฉันจะกลัวคำขู่ของแกเหรอ? ฉันเป็นถึงผู้จัดการโรงงานนะโว้ย! แกมันก็แค่นักจิตวิทยาต๊อกต๋อย!” พงษ์พยายามข่มขู่กลับ แต่น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ บ่งบอกถึงความหวาดหวั่นที่ซ่อนอยู่ภายใน
“ก็ลองดูสิคะ” ฉันยิ้มเย็นชา หยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องบางเฉียบออกมาจากกระเป๋าสะพาย ชูขึ้นตรงหน้าเขา “พี่พงษ์จำวันที่เราอยู่ในห้องทำงานของพี่ได้ไหมคะ? วันที่พี่พยายามลวนลามพราวบนโต๊ะทำงานน่ะค่ะ... พี่คิดว่าพราวจะยอมให้พี่ทำแบบนั้นฟรีๆ เหรอคะ?”
ดวงตาของพงษ์เบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เหงื่อเม็ดโป้งเริ่มผุดขึ้นตามไรผม “ก... แกทำอะไร?”
“พราวก็แค่กดบันทึกเสียงเอาไว้แค่นั้นเองค่ะ ทั้งเสียงหอบหายใจน่าเกลียดๆ ของพี่ ทั้งคำพูดลามกจกเปรตที่พี่พ่นออกมา และที่สำคัญ... เสียงที่พี่รับสารภาพเรื่องที่พี่บีบบังคับพนักงานหญิงคนอื่นๆ แลกกับการขึ้นเงินเดือน พราวมีหลักฐานครบถ้วนเลยล่ะค่ะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังรายงานสภาพอากาศ
“ไม่จริง! แกโกหก! แกไม่มีหลักฐานอะไรทั้งนั้น!” พงษ์พยายามปฏิเสธ แต่ท่าทางของเขากลับดูเหมือนคนใกล้จะสติแตกเต็มที
“งั้นก็ลองฟังดูไหมคะ?” ฉันทำท่าจะกดเปิดคลิปเสียง แต่พงษ์รีบพุ่งเข้ามาตะครุบมือฉันเอาไว้แน่น
“อย่านะ! ขอร้องล่ะพราว อย่าทำแบบนี้เลยนะ พี่ขอโทษ... พี่ผิดไปแล้ว พราวอยากได้อะไรพี่ให้หมดเลย ขอแค่พราวลบข้อความพวกนั้นทิ้งไป” พงษ์อ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สภาพของเขาตอนนี้ไม่เหลือเค้าโครงของผู้จัดการผู้ทรงอำนาจอีกต่อไป มีเพียงชายแก่ที่น่าสมเพชและหวาดกลัวจนหัวหด
ฉันสะบัดมือของเขาออกอย่างแรงด้วยความรังเกียจ “พราวไม่อยากได้อะไรจากพี่อีกแล้วค่ะ สิ่งที่พราวต้องการ พราวก็ได้มาหมดแล้ว ทั้งเงิน ทั้งทอง และที่สำคัญที่สุด... คือความสะใจที่ได้เห็นผู้ชายสารเลวอย่างพี่ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป”
“เอาเงินและทองของฉันคืนมา! นังโจรปอกลอก!” พงษ์เริ่มคลุ้มคลั่ง เขาพยายามจะแย่งกระเป๋าสะพายของฉัน แต่ฉันเบี่ยงตัวหลบและผลักอกเขาจนเซถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะ
“ถ้าพี่กล้าแตะต้องตัวพราวแม้แต่ปลายก้อย หรือคิดจะทวงของพวกนี้คืน... คลิปเสียงพวกนี้จะถูกส่งตรงไปที่บอร์ดบริหารของโรงงาน และภรรยาที่บ้านของพี่ทันทีค่ะ พี่คงไม่อยากเห็นครอบครัวตัวเองพังพินาศ และต้องกระเด็นออกจากตำแหน่งผู้จัดการหรอกใช่ไหมคะ?” ฉันข่มขู่ด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเด็ดขาด แววตาของฉันไม่มีความปรานีใดๆ หลงเหลืออยู่
คำขู่เรื่องภรรยาและตำแหน่งหน้าที่การงานทำหน้าที่ได้ผลชะงัด พงษ์หยุดชะงัก ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและความกลัวที่ผสมปนเปกัน เขากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาว ดวงตาแดงก่ำจ้องมองฉันด้วยความเคียดแค้น แต่เขาก็ไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่าการยืนนิ่งงันอยู่อย่างนั้น
ฉันมองสภาพอันน่าสมเพชของผู้ชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ เกมนี้ฉันคือผู้ชนะอย่างสมบูรณ์แบบ ฉันได้กระชากหน้ากากของเขาจนขาดวิ่น และเหยียบย่ำอีโก้ของเขาจนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
“ลาก่อนนะคะผู้จัดการพงษ์ หวังว่าเราคงไม่ต้องพบเจอกันอีก... อ้อ แล้วก็อย่าลืมเอาคอนโดนั่นไปปล่อยเช่าต่อนะคะ จะได้ไม่ขาดทุนไปมากกว่านี้” ฉันทิ้งท้ายด้วยประโยคเย้ยหยัน ก่อนจะหมุนตัวเดินสะบัดส้นสูงออกจากร้านอาหารไปอย่างสง่างาม ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองสภาพของผู้พ่ายแพ้ที่อยู่เบื้องหลัง
ฉันเดินตรงไปที่ลานจอดรถ กดรีโมทปลดล็อครถสปอร์ตสีแดงคันหรูของตัวเอง เสียงปลดล็อคดัง ‘ปิ๊บ’ ราวกับเสียงสัญญาณแห่งชัยชนะ ฉันเปิดประตูรถและก้าวเข้าไปนั่งประจำที่คนขับ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ซึมซับความรู้สึกตื่นเต้นและพึงพอใจที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก
ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบซองเช็คเงินสดและกล่องกำมะหยี่ออกมาวางไว้บนเบาะข้างคนขับ มองดูผลพลอยได้จากเกมแห่งมารยาในครั้งนี้ด้วยรอยยิ้มกริ่ม มันไม่ใช่แค่เรื่องของเงินทอง แต่มันคือสัญลักษณ์ของอำนาจและการควบคุมที่ฉันมีเหนือพวกผู้ชายโง่เขลา
ฉันสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงคำรามของเครื่องยนต์สปอร์ตดังกระหึ่มก้องลานจอดรถ ฉันเหยียบคันเร่ง ขับรถออกไปจากที่นั่นด้วยความรวดเร็ว ทิ้งเรื่องราวของผู้จัดการพงษ์ไว้เบื้องหลัง ราวกับเศษขยะที่ถูกเขี่ยทิ้งอย่างไม่ไยดี
มองกระจกมองหลังผ่านๆ ฉันเห็นเงาตะคุ่มของชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงทางออกของลานจอดรถ เขาคือพงษ์... ที่คงวิ่งตามลงมาด้วยความโกรธแค้น เขาทำได้เพียงยืนกำหมัดแน่น มองตามท้ายรถของฉันที่ค่อยๆ ห่างออกไปจนลับสายตา ฉันจินตนาการถึงหยดน้ำตาแห่งความเจ็บใจที่คงจะร่วงหล่นลงมาอาบแก้มของเขา และนั่นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกสะใจมากยิ่งขึ้น