บทที่ 35 ฉันไม่สุขุมเยือกเย็นพอเหรอ? (รีไรต์)
“เธอก็รู้ว่าถ้าต้องการควบคุมอำนาจในเฉียวกรุ๊ป ยิ่งมีหุ้นในมือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี หุ้น 0.1 เปอร์เซ็นต์นี้ คิดเป็นเงินหยวนก็แค่ 10 ล้าน ยังไม่พอจ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาของเธอเลย ถ้าเธอโอนให้ฉัน ฉันจะให้เธอ 10 ล้านหยวน และยกเลิกสัญญาให้โดยไม่เรียกร้องอะไรทั้งนั้น แบบนี้เธอก็ได้ประโยชน์เต็ม ๆ ไม่เสียอะไรเลยด้วยซ้ำ”
เฉียวอวี้เหอราวกับงูพิษ หล่อนคลอเคลียอยู่ข้างหูของเสิ่นชิง ค่อย ๆ ชักจูงอย่างเชื่องช้า ดวงตาเปล่งประกายคล้ายนักล่า
ในสายตาของเฉียวอวี้เหอ เงื่อนไขที่เธอเสนอออกมานั้นคงเพียงพอที่จะทำให้เสิ่นชิงตอบตกลง
ทว่าเสิ่นชิงก็ไม่ได้โง่ สัญชาตญาณมันร้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เธอรู้สึกว่าเฉียวอวี้เหอกำลังขุดหลุมพรางรอให้เธอกระโดดลงไป
เมื่อเห็นเสิ่นชิงยืนเงียบไม่ปริปากพูดสักคำ เฉียวอวี้เหอก็แสยะยิ้ม พลางเคาะเถ้าบุหรี่ “ตอนนี้เธอเป็นนักแสดงในสังกัดของฉัน เรื่องอย่างคืนนี้ จะต้องมีอีกแน่ ครั้งนี้มีคนช่วย แต่ครั้งหน้า… ก็ไม่แน่หรอกนะ”
เสิ่นชิงก้มหน้าลง ซ่อนแววตาเย็นชา เป็นการใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง เพื่อข่มขู่และล่อลวงไปพร้อม ๆ กัน
เสิ่นชิงกระแอมไอ แล้วพูดว่า “ดูเหมือน ประธานเฉียวจะเกลียดฉันมากนะคะ”
เฉียวอวี้เหอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เธอยึดครองทุกอย่าง แย่งตัวตนของฉัน ยึดครองพ่อแม่ของฉัน ฉันไม่ควรเกลียดเธอเหรอ?”
สายตาของเสิ่นชิงมองอย่างมุ่งมั่น ดูเหมือนเฉียวอวี้เหอจะยังไม่รู้ความจริงของเรื่องนี้
เสิ่นชิงมองเฉียวอวี้เหออย่างแน่วแน่ เอ่ยเน้นย้ำทุกประโยค “ที่จริงแล้ว ตอนนั้นพ่อแม่ของเธอนั่นแหละที่สลับตัวพวกเรา พวกเขาเลี้ยงดูฉันให้เป็นถุงเลือดของคุณปู่ ใช้ฉันเป็นเครื่องมือในการแย่งชิงมรดก”
เดิมทีเธอคิดว่าเฉียวอวี้เหอจะต้องตกใจมากเมื่อได้ยินความจริง แต่หลังจากที่เฉียวอวี้เหอฟังจบ กลับไม่มีความหวั่นไหวปรากฏบนใบหน้าแม้แต่น้อย
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสอง
หลังจากนั้นไม่นาน เฉียวอวี้เหอก็พ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างไม่แยแส “งั้นเหรอ? แล้วไงต่อ เรื่องนี้มันทำให้ฉันเกลียดเธอไม่ได้เหรอ?”
เสิ่นชิงขมวดคิ้ว “หืม?”
เธอไม่คิดว่าเฉียวอวี้เหอจะมีปฏิกิริยาแบบนี้หลังจากได้ยินความจริง
เสิ่นชิงลุกขึ้นยืนช้า ๆ จ้องเขม็งไปที่เฉียวอวี้เหอ ดวงตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“คนเลวย่อมกล่าวโทษผู้อื่นก่อน นี่เป็นทักษะที่สืบทอดกันมาในครอบครัวของเธอสินะ”
“สมองของเธอมีปัญหาหรือเปล่า พ่อแม่ของเธอทอดทิ้งลูกสาวของตัวเอง เธอควรจะเกลียดพวกเขาสิ? เธอมีสิทธิ์อะไรมาเกลียดฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอมีในตอนนี้ เป็นผลจากการที่สูบเลือดฉันไปทั้งนั้น!”
เฉียวอวี้เหอปรายตามองเสิ่นชิงอย่างเหยียดหยาม “เธอบ่นอะไร? คนชั้นต่ำอย่างเธอ ใช้เลือดแลกกับความสุขสบายตลอด 20 ปี ก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้ว”
เสิ่นชิงหัวเราะเยาะ มองหน้าเฉียวอวี้เหอ “ไร้สาระสิ้นดี”
ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวเดียวกัน คงไม่สามารถเข้าใจกันได้ขนาดนี้ เฉียวอวี้เหอกับสามีภรรยาตระกูลเฉียว พวกเขาเป็นพวกเดียวกันโดยแท้
“ฉันจะไม่เซ็นเอกสารการโอนหุ้นนี้ ขอบคุณที่คุณเอาพินัยกรรมของคุณปู่มาให้ฉัน” เสิ่นชิงพูดด้วยสีหน้าเย็นชา หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลบนโต๊ะแล้วเดินออกไป
เฉียวอวี้เหอขมวดคิ้ว เธอคิดว่าเงื่อนไขที่ตัวเองเสนอน่าดึงดูดใจมาก แต่ไม่คิดว่าเสิ่นชิงจะปฏิเสธตรง ๆ แบบนี้
มองดูแผ่นหลังหยิ่งผยองของเสิ่นชิง เฉียวอวี้เหอก็เหยียดยิ้มมุมปาก “ดูเหมือนว่า ฉันยังร้ายกับเธอไม่มากพอสินะ”
แต่ไม่เป็นไร เธอชอบทำลายความเย่อหยิ่งและบดขยี้คนอื่นมากที่สุด
ขณะที่เสิ่นชิงเดินผ่านห้องรับรองชั้นบนสุด เธอเห็นสปอนเซอร์หลายคนกำลังกุมท้องและอาเจียนไม่หยุด บางคนถูกบังคับให้ดื่มจนหมดสติไปเรียบร้อย
พริตตี้สาวสวยที่ปากร้ายพวกนั้น ต่างพากันนั่งขดตัวอยู่ที่มุมห้องน้ำตานองหน้า บนใบหน้าแดงเถือกไปด้วยรอยฝ่ามือ
ลู่เย่เหยียบร่างของอันธพาลที่ลงมือคนแรก เหวี่ยงมือซ้ายขวา ตบหน้าของเขาจนบวมเป่งเหมือนหัวหมู
ตอนที่ลู่เย่ต่อยคนอื่น เขายิ้มอย่างชั่วร้ายและบ้าคลั่งราวกับเป็นนักเลงเสียเอง
เสิ่นชิงเดินเข้าไปหาและเอ่ยเบา ๆ ว่า “ลู่เย่ เรื่องในวันนี้ฉันขอบคุณมากนะ”
น้ำเสียงอันแผ่วเบาของเสิ่นชิงลอยเข้าหูของลู่เย่ ราวกับมีขนนกมาจั๊กจี้หัวใจของเขา
“ไม่ค่อยชินกับการที่เธอขอบคุณฉันเลยแฮะ” ลู่เย่เอียงคอเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างอันหล่อเหลา เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พลางพูดว่า “แต่เธอไม่จำเป็นต้องขอบคุณฉันหรอก อันที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากมาสักเท่าไหร่ แต่ฉันติดหนี้เฉียวเทียนเอินอยู่ก็เลยต้องมาแค่นั้นเอง”
เสิ่นชิงเข้าใจทันที ที่แท้เฉียวเทียนเอินเป็นคนเรียกเขามา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงรู้ว่าเธอมาหาเฉียวอวี้เหอ
ลู่เย่บีบก้นบุหรี่ เดินเข้าไปหาเสิ่นชิงอย่างคนเจ้าเล่ห์พลางพูดว่า “แต่ว่า เธออยากเป็นน้องสาวฉันไหม? เธอก็เห็นแล้วว่าหางโจวคืออาณาเขตของฉัน ถ้าเธออยู่กับฉัน จะไม่มีใครกล้ารังแกเธออีก”
เสิ่นชิงมองเขาด้วยหางตา ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง พร้อมกับเอ่ยทิ้งท้ายว่า “ใครจะไปอยากสุงสิงกับนาย ฉันจะเป็นอัยการนะ”
ลู่เย่มองตามหลังเสิ่นชิงที่เดินจากไป พลางทำมือป้องปากตะโกนว่า “น่ากลัวจังเลยท่านอัยการ แล้วแบบนี้ต่อไปจะมาจับผมไหมเนี่ย”
เสิ่นชิงที่หันหลังไปแอบอมยิ้มมุมปาก “ก็อยู่ที่นายทำตัวแล้วละ”
…
เสิ่นชิงกลับมาที่ห้อง 802 อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็โทรหาเฉียวเทียนเอิน
ระหว่างคุยโทรศัพท์ เสิ่นชิงถึงได้รู้ว่าเฉียวเทียนเอินถูกเด็กคนหนึ่งแกล้งถูกรถชนระหว่างทาง เลยมาไม่ได้
เสิ่นชิงก้มหน้าลง เรื่องที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ ต้องเป็นฝีมือของเฉียวอวี้เหอแน่นอน
เพียงแค่คิดไม่ถึงว่าเฉียวอวี้เหอจะใจร้ายถึงขั้นใช้ให้เด็กมาแกล้งถูกรถชนแบบนี้
“ในเมื่อเฉียวอวี้เหอลงทุนลงแรงมากขนาดนี้ แถมยังเสนอเงื่อนไขที่เย้ายวนใจขนาดนั้น แสดงว่าพินัยกรรมในมือเธอน่าจะเป็นของจริง” เฉียวเทียนเอินวิเคราะห์อย่างจริงจังทางโทรศัพท์
“แต่พี่ไม่รู้สึกเหรอว่าเรื่องราวทั้งหมดในคืนนี้มันจงใจเกินไป” เสิ่นชิงพูดพลางขมวดคิ้ว
“ตอนที่ฉันเปิดพินัยกรรม ตราประทับยังอยู่ครบ แสดงว่าไม่มีใครเปิดอ่านมาก่อน แต่เฉียวอวี้เหอกลับรู้ว่าคุณปู่จะยกหุ้นให้ฉัน ถึงขั้นเตรียมเอกสารการโอนหุ้นไว้เรียบร้อยแล้ว”
“โดยปกติแล้ว ในพินัยกรรมสามารถเขียนอย่างอื่นได้ เช่น ยกมรดกเป็นอสังหาริมทรัพย์ เงินสด โบราณวัตถุ เครื่องประดับ ฯลฯ”
เฉียวเทียนเอินฟังเสิ่นชิงวิเคราะห์อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีลับลมคมในอย่างมาก เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ชิงชิง ถ้าเธอเชื่อใจฉัน ส่งพินัยกรรมนั่นมาให้ฉัน ฉันจะเอาไปให้คนช่วยตรวจสอบให้”
เสิ่นชิงพูดว่า “พี่เฉียว พี่ก็รู้ว่าในบรรดาคนตระกูลเฉียว ฉันเชื่อใจแค่พี่คนเดียว”
“เข้าใจแล้ว” เฉียวเทียนเอินอมยิ้ม “งั้นเดี๋ยวพี่ไปรับเธอนะ สองวันนี้มาอยู่กับพี่ก่อน”
เฉียวเทียนเอินมีเพนท์เฮาส์ขนาด 800 ตารางเมตรอยู่ใจกลางเมือง ใกล้กับมหาวิทยาลัยเจิ้งต้า เสิ่นชิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบตกลง
20 นาทีต่อมา เฉียวเทียนเอินก็ปรากฏตัวที่หน้าโรงแรมนานาชาติหางโจว และบังเอิญเจอกับลู่เย่พอดี
เฉียวเทียนเอินกำลังจะเอ่ยปากขอบคุณ ลู่เย่ก็โบกมือ ตบไหล่เขาอย่างยิ้มแย้มแล้วพูดว่า “โชคดีแล้วที่วันนี้นายไม่มา ฉันได้ต่อยคนแบบสะใจสุด ๆ”
มองท่าทางคล้ายอันธพาลของลู่เย่ เฉียวเทียนเอินก็ส่ายหน้า “นายเป็นแบบนี้ตลอด ระวังชิงชิงจะรำคาญนะ น้องสาวฉันชอบผู้ชายสุขุมรอบคอบ”
ลู่เย่ยักไหล่ “หืม นี่ฉันยังไม่สุขุมเยือกเย็น ไม่รอบคอบพอเหรอ?”