“เอ้า กลับก็กลับ” น้ำใสสรุปทุกอย่างประโยคนี้ของน้ำใสสร้างรอยยิ้มให้เกิดแก่สุดาทิพย์
“ครับ” เมื่อได้รับคำตอบลุงเ้าของเรือจึงหันหลังเดินกลับไปท้ายเรือ เพื่อประจำตำแหน่งคนขับแกปลดล็อกพวงมาลัยเรือ แล้วค่อย ๆ หมุนพวงมาลัยจนสุดเพื่อหันหัวเรือกลับเข้าฝั่ง
“น้ำ พวกเราจะปลอดภัยมั๊ย” สุดาทิพย์ถามเสียงระรัว
“ทิพย์ ใจเย็น ๆ ก่อน น้ำว่า” น้ำใสนิ่งอึ้งครุ่นคิดในหัวมันค่อนข้างสับสน น้ำใสพยายามตั้งสติว่าหล่อนควรจะทำอะไรก่อนหลังดีหนึ่ง สอง สาม หญิงสาวนับเลขในใจเพื่อเรียกสติ
“ทิพย์ ก่อนอื่นเราไปหาเสื้อชูชีพมาใส่กันก่อนดีกว่า”
สุดาทิพย์พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายแล้วค่อย ๆ เกาะเหนี่ยวตัวเรือที่โยกไปมาเดินตามน้ำใสไปที่ข้างเรือสองสาวหยิบเสื้อชูชีพสีส้มสดมีแถบสะท้อนแสงพาดขวางตัวเสื้อออกมาสองตัวจากนั้นพากันสวมใส่โดยไม่ลืมที่จะสอดแท่งพลาสติกสำหรับล็อกเข้าในช่องที่มีอยู่เพื่อให้เสื้อแ่าและแข็งแรงน้ำใสทดลองดึงตัวล็อกแรง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่หลุดออกง่ายโดยมีสุดาทิพย์ทำตามทุกขั้นตอนเมื่อจัดการกับเสื้อชูชีพเรียบร้อยสุดาทิพย์ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อยหันมามองน้ำใสซึ่งกำลังสำรวจในกระเป๋าเป้อยู่ว่า
“น้ำ หาอะไรเหรอ”
“ไฟฉาย มีด ไฟแช็ก แล้วก็ เอ มีอะไรที่พอจะเหน็บติดตัวได้บ้างนะ” น้ำใสตอบโดยไม่หันหน้ามาเพราะกำลังสาละวนรื้อของในกระเป๋าดูทีละอย่าง
“หาทำไมเหรอ” สุดาทิพย์ยังไม่วายสงสัย
น้ำใสหันมองหน้าที่ขาวซีดของเพื่อนแล้วตอบเสียงเรียบเพื่อไม่ให้เพื่อนรู้สึกใว่า
“ก็หาของที่พอจะเหน็บติดกระเป๋ากางเกงยีนส์ได้น่ะ เผื่อเอาไว้ก่อนหากเกิดอะไรที่มัน เอ่อ แย่กว่านี้ เราจะได้ใช้ประโยชน์จากมัน ปลอดภัยไว้ก่อนไง”
“ดีจัง เดี๋ยวทิพย์จะดูกระเป๋าของทิพย์บ้างว่ามีอะไรพอจะใช้ประโยชน์ได้บ้าง”
น้ำใสได้ของครบตาม้าคือไฟฉายอันเล็ก มีดพับที่สามารถพับด้านคมสอดเก็บไว้ในด้ามได้ แล้วก็ไฟแช็กอันเล็ก ส่วนสุดาทิพย์ได้แต่ไฟฉายแล้วก็มีดซึ่งก็ไม่ใช่มีดพับแบบน้ำใสแต่เป็มีดคัตเตอร์พลาสติกอันไม่ใหญ่นัก
“ว้า ทิพย์ไม่มีไฟแช็คเลยนะน้ำ” สุดาทิพย์ร้องเสียงหลงดูเหมือนหล่อนจะลืมพายุที่กำลังใกล้เข้ามาแล้ว
น้ำใสระบายยิ้มบางๆ อย่างน้อยตอนนี้ ทั้งสุดาทิพย์และหล่อนก็รู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้างแล้ว
“ไม่เป็ไร เอาของน้ำไปใช้ก็ได้”
“อ้าว แล้วน้ำจะใช้อะไรล่ะ”
“ทิพย์ พวกเราแค่เผื่อไว้ก่อนไม่ได้หมายความว่าจะเกิดเื่ร้ายอย่างที่เรากลัวจริงนี่ บางทีเราอาจจะไม่ต้องใช้พวกมันก็ได้”
“ฮื่อ” สุดาทิพย์เริ่มเข้าใจ จริงอย่างที่น้ำใสพูดบางทีลุงเ้าของเรืออาจจะพาเรากลับถึงฝั่งโดยปลอดภัยก็ได้ บางทีพายุอาจจะเปลี่ยนทิศทางไม่มาทางนี้ หรือบางทีทั้งที่พยายามคิดในทางที่ดีแล้วยังไงหล่อนก็อดกลัวไม่ได้อยู่ดี
น้ำใสบีบมือเพื่อนให้กำลังใจแต่ในใจกลับไม่ค่อยดีเลย น้ำใสนึกถึงพ่อ ขอภาวนาให้ท่านคุ้มครอง
ลมเริ่มพัดแรงขึ้นจนเรือโครงเครงไปมาแรงกว่าเดิมน้ำใสรู้สึกใบหน้าตึงชาเมื่อหล่อนหันหลังกลับไปมองเื้ัในทิศทางที่มีเมฆฝนดำทะมึนเรือจันทร์แรมแล่นฉิวบนผืนน้ำถอยห่างออกจากกลุ่มเมฆด้วยความเร็วค่อนข้างมากแต่ดูเหมือนว่าทั้งเรือและเมฆจะอยู่ไม่ห่างกันเลย
สักพักท้องฟ้าก็ค่อย ๆ มืดลง น้ำฝนเม็ดโตหล่นจากฟ้าทีละน้อย ทีละน้อยแล้วทวีความแรงขึ้นแรงขึ้น
“ว้าย” สองสาวร้องขึ้นพร้อมกันก่อนจะคว้ากระเป๋าลุกขึ้นเดินปะทะกับแรงลมเกาะเหนี่ยวเรือไปด้านหลังโดยมีจุดหมายคือห้องคนขับ
ประตูห้องคนขับถูกผลักเปิดอย่างแรงพร้อมกับสองสาวที่วิ่งเข้ามาจนประชิดตัวลุงแก่ด้วยเนื้อตัวเปียกปอน
ลุงแก่ที่ตอนนี้หน้าง้ำเหงื่อไหลซึมเป็เม็ดพราวเต็มใบหน้ากำลังเกร็งมือทั้งสองข้างบังคับพวงมาลัยเรือไม่ให้แกว่งตามแรงมหาศาลของพายุฝนที่ถาโถมเข้าใส่เรือ
“ลุง ลุง” ทั้งสองเรียกลุงออกมาแทบจะพร้อมกัน น้ำใสมองไปที่พวงมาลัยที่ลุงกำลังบังคับและเอี้ยวตัวโผล่หน้ามองขึ้นไปดูท้องฟ้าที่บัดนี้ความมืดโรยตัวบดบังแสงแดดยามเย็นจนมืดมิดด้วยใจระทึก
“น้ำ น้ำ ทำไงดี” สุดาทิพย์ระร่ำระลักหันไปถามเพื่อน
“ครับ ๆ ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมจะพยายามอย่างสุดความสามารถ ผมจะทำให้ดีที่สุด” ชายสูงวัยตอบโดยไม่หันหน้ามามองคนถาม สายตาแกจับจ้องอยู่ที่ทะเลและเกลียวคลื่นก้อนโตที่เคลื่อนตัวพุ่งปะทะตัวเรือดุจจรวดพวงมาลัยเรือสั่นกระเพื่อมและหมุนได้เองเป็ระยะยามต้องต่อสู้กับกำลังแรงที่มีมาอย่างมหาศาลของลมพายุ
ลุงแก่พยายามเหนี่ยวรั้งพวงมาลัยเรือให้อยู่นิ่งแกโยกตัวเกร็งมือทั้งสองข้างจนเส้นเอ็นบนหลังมือปูดขึ้นเป็เส้นหนาชายชราพยายามใช้แรงทั้งหมดของร่างกายที่มีดึงพวงมาลัยให้อยู่นิ่งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้กำพวงมาลัยเรือด้วยสองมือแน่นดุจคีมล็อกเพื่อบังคับไม่ให้มันขยับเขยื้อนรอจังหวะเมื่อคลื่นมาปะทะก็จะผ่อนเบาเรือตามแรงคลื่นไม่ต้านแข็งขืนจากประสบการณ์นั่นคือวิธีที่ปลอดภัยเพราะหากขืนดื้อรั้นเร่งเรือเข้าปะทะ เรืออาจพลิกคว่ำได้
ขาสองข้างของแกแยกจากกันเล็กน้อยงอเข่าเพื่อให้การยืนหยัดมีกำลังพอบังคับพวงมาลัยได้มั่นคงขึ้น ใบหน้าแกเครียด แกกัดฟันจนเส้นเืปูดเต้นกระตุ๊บเป็จังหวะที่ขมับทั้งสองข้าง
คลื่นใหญ่ลูกหนึ่งวิ่งมาปะทะตัวเรือแรงกระแทกส่งผลให้เรือเอนวูบไปด้านข้าง ซึ่งเป็ด้านที่น้ำใสกับสุดาทิพย์ยืนอยู่น้ำใสที่ไม่ทันตั้งตัวจึงล้มลงก้นกระแทกกับพื้นหญิงสาวร้องลั่น “ว้าย”
ส่วนสุดาทิพย์ยืนอยู่ชิดผนังห้องคนขับจึงคว้าชั้นวางของที่อยู่ตรงผนังห้องเกาะไว้ทำให้ไม่ล้มลงตามน้ำใสไปด้วย
“โครม เพล้ง ” ข้าวของที่แขวนอยู่ที่ฝาผนังห้องตกแตกกระจายเกลื่อนเต็มพื้น
น้ำใสเจ็บแปลบที่ฝ่ามือเศษแก้วตำเข้าไปในเนื้อตอนที่หล่อนล้มลงแล้วเอามือยันพื้นไว้เพื่อทรงตัวเืสีแดงเข้มไหลซึมออกเป็สาย สุดาทิพย์เองก็โดนเศษแก้วตำเช่นกันหญิงสาวหน้าเสีย พยายามแกะเศษแก้วอันเล็กที่ตำตรงฝ่าเท้าออกปากร้องครวญไม่เป็ภาษา ลุงแก่ที่กำลังขับเรือก็โดนตำที่เท้าเช่นเดียวกับสุดาทิพย์