สาวบ้านไร่กับมารร้ายจอมป่วน (锦绣农家女)

    ตอนที่ 48 ถูกทำให้ตกใจ

            “พี่รอง ท่านมาดูเร็ว มาดูเร็วเข้า”ความสุขของเฉียวไป่ในทุกวันคือการวิ่งเข้าไปในแปลงผักไม่ก็ตามลูกไก่ที่วิ่งไปวิ่งมาในลานบ้าน ไม่ก็ฝึกเขียนตัวอักษรในห้องเงียบๆ

             

            การฝึกคัดตัวอักษรเป็นภารกิจที่เขาต้องทำให้สำเร็จทุกวันนี่เป็นหน้าที่ที่เฉียวซีกำหนดให้เขาทำ หากทำไม่เสร็จ เรื่องอื่นก็อย่าได้คิดเลย

             

            ระหว่างรอพี่ใหญ่กลับมานางก็ตัดสินใจจะส่งน้องชายไปเรียนหนังสือกับอาจารย์ในเมือง

             

            เฉียวซีกำลังนั่งบันทึกรายรับรายจ่ายช่วงที่ผ่านมาบนเตียงของตัวเอง

             

            หักสามร้อยตำลึงที่นางชิงผู้อื่นมาและขายยาได้ออกไปและหักเงินที่ได้จากการช่วยเหลือคนคนนั้นเอาไว้อีกห้าพันตำลึงในบ้านก็จะมีเงินเก็บถึงหนึ่ง 160 ตำลึงแล้ว เช่นนั้นก็หมายความว่ามีเงินพอจะสร้างบ้านแล้ว

             

            นางรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเสียงเรียกของน้องชาย จึงรีบเก็บเงินเข้ากล่องแล้วใส่เข้าไปแหวนเก็บของ จากนั้นจึงสวมรองเท้าก่อนจะวิ่งออกจากห้องไป

             

            “มีอะไรหรือ เกิดอะไรขึ้น” เฉียวซีถามขณะที่ยังวิ่งอยู่

             

            “พี่รอง ท่านดูสิคิดไม่ถึงว่าจะโตขึ้นได้ถึงเพียงนี้ ทั้งยังเป็นเถาวัลย์อย่างกับแตงกวามันคืออะไรหรือ ยังมีเจ้านี่อีก เจ้านี่เหมือนกับต้นไม้ขนาดเล็กเลย”เฉียวไป่กระโดดโลดเต้น เดี๋ยวก็ชี้ต้นมะเขือเทศ เดี๋ยวก็ชี้ต้นแตงโมไม่อย่างนั้นก็วิ่งไปหยุดอยู่ที่หน้าต้นพริก

             

            ช่วงนี้ไม่ได้สนใจพวกมันมากนักนึกไม่ถึงว่าพวกมันจะโตถึงเพียงนี้แล้ว แตงโมเป็นเถาแล้วทั้งยังสามารถเห็นดอกเล็กๆ ได้อีกด้วย ส่วนพริกก็เป็นเช่นนั้นมีเพียงมะเขือเทศที่ตั้งตรงเหมือนกับต้นอ่อน ซึ่งไม่ได้เติบโตดีนักแต่ก็มีสีเขียวสวยงาม

             

            “แตงโม พริกและยังมีมะเขือเทศจ้ะแตงโมเป็นผลไม้ พริกเอาไว้ทำอาหารอร่อยมาก แต่ค่อนข้างเผ็ดส่วนมะเขือเทศสามารถกินเป็นผลไม้หรือจะนำไปทำอาหารก็ได้”เฉียวซีมองผักผลไม้เหล่านี้ด้วยรอยยิ้ม

             

            ในไม่ช้านางจะได้ใช้พริกทำอาหารได้แล้วเมื่อคิดถึงรสเผ็ดนั้นน้ำลายก็แทบไหลแล้ว กระตุ้นต่อมรับรสมากจริงๆ

             

            “ผลไม้ เหมือนกับส้มหรือสาลี่ใช่หรือไม่”เฉียวไป่งุนงงเล็กน้อยก่อนหน้านี้ตอนที่พ่อของเขายังเป็นอาจารย์อยู่เขาเคยเห็นแค่ส้มกับสาลี่ที่นักเรียนของพ่อเป็นคนปลูกและคนคนนั้นก็นำมาให้พ่อกิน โชคดีที่พวกเขาได้กินด้วย

             

            “ใช่จ้ะ มันอร่อยมาก เนื้อสีแดง มีรสหวาน”เมื่อเฉียวซีคิดว่าจะได้กินแตงโม นางก็ลืมไปแล้วว่าร่างนี้ไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อนจะรู้ได้อย่างไรว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไร รู้ได้อย่างไรว่ามีรสชาติเป็นอย่างไร

             

            “พี่รอง ท่านกับข้าต่างก็ไม่เคยชิมมาก่อนท่านรู้ได้อย่างไร” เฉียวไป่คิดไม่ออก ทำไมพี่รองถึงรู้ทุกเรื่องเล่า

             

            “ข้า... เห็นในหนังสือน่ะ”เวลามีอะไรที่อธิบายไม่ได้ เฉียวซีจะอ้างหนังสือที่พ่อทิ้งไว้ตลอดอย่างไรก็ตามเวลานี้หนังสือในบ้านกว่าครึ่งหนึ่งได้ขายออกไปแล้วหากคิดจะหาก็หาไม่เจอ

             

            “พี่รอง เมื่อไหร่จึงจะกินแตงโมได้หรือ”ถูกพี่รองบอกว่าอร่อยถึงเพียงนั้น มันไปกระตุ้นความตะกละตะกลามของเขาเข้าเสียแล้วเขาก็อยากลองชิมเช่นกัน!

             

            “น่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งเดือนกระมัง”เรื่องนี้นางก็ไม่ค่อยแน่ใจเช่นกัน นางเคยกินเพียงเท่านั้น ไม่เคยปลูกมาก่อนเวลานี้นางทำได้เพียงคาดเดา

     

            “หนึ่งเดือนหรือเช่นนั้นก็ใกล้จะได้กินแล้ว”

             

            “เจ้าแมวน้อยจอมตะกละอยากกินถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”

             

            “ถูกต้องใครใช้ให้ท่านพูดให้ว่ามันน่าอร่อยถึงเพียงนั้นเล่า น้ำลายข้าไหลแล้ว”เฉียวไป่กล่าวพร้อมหัวเราะคิกคัก

             

            “อะไรน่าอร่อยจนทำให้เจ้าน้ำลายไหลหรือ”เสียงของเฉียวซงดังมาจากด้านหลังของสองพี่น้อง

             

            ท่อนไม้ขนาดเล็กในมือของเฉียวไป่หล่นลงพื้นส่งเสียงดังกังวานเขาตะโกนเรียกพี่ชายอย่างตะกุกตะกัก “พะ... พี่ใหญ่”

             

            เฉียวซีก็ตกตะลึงเช่นกันนางไม่เคยคาดคิดว่าพี่ใหญ่จะกลับมาเวลานี้ แต่นางตั้งสติได้เร็วจึงเรียกออกไปด้วยน้ำเสียงดีใจ “พี่ใหญ่”

             

            “พวกเจ้าสองคนทำอะไรอยู่ตรงนี้หรือ” เขากลับมาและเคาะประตูได้สักพักแล้วและต้องประหลาดใจที่ไม่มีใครมาเปิดประตูให้เขาเลยดังนั้นเขาจึงลองผลักดูว่าจะเปิดประตูได้หรือไม่คิดไม่ถึงว่าออกแรงผลักเพียงเล็กน้อยประตูก็เปิดออกแล้วเขายังคิดว่าในบ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นจึงไม่ได้ลงกลอนประตู

             

            เขาหาในบ้านจนทั่วกลับไม่เห็นทั้งสองคนเมื่อได้ยินเสียงเบาๆ ดังมาจากสวนหลังบ้าน เขาก็ตามเสียงนั้นไปและได้ยินน้องชายพูดว่าน่าอร่อย น้ำลายจะไหลแล้ว

             

            น้องรองตั้งฉายาให้น้องสามว่า‘แมวน้อยจอมตะกละ’ ซึ่งดูเข้ากับเขาเสียจริงๆเขาเหมือนกับแมวน้อยจอมตะกละราวกับแกะ ในหัวของเขาทุกอย่างดูน่าอร่อยไปหมด

             

            “พี่ใหญ่ท่านเห็นเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ที่พี่รองซื้อมาคราวก่อนหรือไม่ ตอนนี้พวกมันโตหมดแล้วนี่คือแตงโม นี่คือมะเขือเทศ นี่เรียกว่าพริกพี่รองบอกว่าของเหล่านี้เป็นของดีทั้งหมด แถมยังอร่อยอีกด้วย”เฉียวไป่แนะนำพี่ใหญ่ด้วยความตื่นเต้นดีใจ ท้ายที่สุดก็ไม่ลืมที่จะพูดว่าอร่อยจะพูดกี่ประโยคก็ไม่พ้นเรื่องกิน

             

            “แตงโม? มะเขือเทศ? พริก?ของพวกนี้คืออะไรหรือ” เฉียวซงกำลังมองสิ่งที่ตนไม่แน่ใจว่าเป็นอาหารหรือไม่เหล่านั้นของเหล่านี้เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน อย่าไปพูดถึงเรื่องกินเลย จะกินได้หรือ!

             

            คำถามของเฉียวซงทำเฉียวไป่อึ้งไปเขาไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วมันคืออะไร อย่างไรก็ตามเขารู้ว่ามันอร่อยก็พอแล้วเขาพูดด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย “เอ่อ... พี่ใหญ่ ข้าก็ไม่รู้ท่านไม่ถามพี่รองดูเล่า นางรู้แน่นอน” เฉียวไป่โยนคำถามอย่างไหลลื่นพร้อมผลักพี่สาวของเขาออกไป

             

            ถูกแล้ว เขาจะถามน้องชายไปทำไมนั่นเป็นเจ้าแห่งการกิน จะถามเขาไปก็เท่ากับถามไปเสียเปล่าดังนั้นเขาจึงหันไปหาน้องสาวของตน หวังว่านางจะอธิบายให้เขาเข้าใจได้

             

            เฉียวซีอดไม่ได้ที่จะกรอกตาใส่น้องชายสิ่งที่นางเพิ่งจะพูดไปมากมายล้วนพูดไปเสียเปล่าทั้งสิ้น เรื่องเหล่านั้นไม่เข้าหูของเขาเลยเขาจำได้เพียงว่าสิ่งเหล่านี้อร่อย ไม่มีเรื่องอื่นเลย

             

            “พี่ใหญ่ นี่คือแตงโม เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งเหมาะที่จะกินในฤดูร้อนมากที่สุด หากมีน้ำแข็งแช่ไว้ให้เย็นสักหน่อยกินเข้าไปจะรู้สึกสบายกายเป็นอย่างยิ่ง อันนั้น...” เฉียวซีอธิบายทั้งสามสิ่งนี้ให้เฉียวซงฟังอย่างฉะฉานแล้วจึงนึกถึงเรื่องพี่ใหญ่“พี่ใหญ่ เหตุใดท่านกลับมาเร็วถึงเพียงนี้ สอบเสร็จแล้วหรือ” นางไม่ได้ถามไปโดยตรงว่าผ่านหรือไม่จะเป็นเช่นไรนางก็ไม่ได้ว่าอะไรทั้งสิ้น

             

            “สอบเสร็จแล้ว ผ่านแล้ว” คำพูดไม่กี่คำของเฉียวซงดูไม่ต่างกับเสียงจากสวรรค์

             

            เฉียวซีกับเฉียวไป่ฟังที่พี่ใหญ่พูดแล้วคนหนึ่งยิ้ม คนหนึ่งกระโดดโลดเต้น “พี่ใหญ่ ท่านเก่งมาก”

             

            “ยินดีด้วยพี่ใหญ่”เฉียวซีกล่าวอย่างเรียบง่ายมาก “พี่ใหญ่ลำบากมากเลย ประเดี๋ยวข้าจะทำอะไรอร่อยๆให้ แล้วเรามาฉลองกันสักหน่อยนะพี่ใหญ่” เขาสอบถงเซิงครั้งสุดท้ายผ่านแล้วพี่ใหญ่พร้อมจะเข้าร่วมการสอบซิ่วไฉแล้วหากสอบซิ่วไฉครั้งนี้ไม่ผ่านไม่ต้องไปสอบถงเซิงใหม่สามารถเข้าร่วมการสอบของทางการในปีหน้าได้เลย แต่มีโอกาสเพียงแค่ห้าครั้งหากสอบไม่ผ่านทั้งห้าครั้ง เท่ากับชีวิตถูกลิขิตไว้ว่าไม่มีวาสนาที่จะได้เป็นซิ่วไฉและซิ่วไฉเป็นเพียงด่านคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถด่านหนึ่งเท่านั้นเมื่อสอบผ่านแล้วถึงจะสามารถเข้าร่วมการสอบในระดับมณฑลและการสอบหน้าพระที่นั่งต่อไปได้

             

            “เอาล่ะเช่นนั้นข้าจะรอสักประเดี๋ยวก็แล้วกัน”

             

            “ท่านรอก่อนนะจะต้องทำให้ท่านพอใจได้แน่นอน” เมื่อเฉียวซีพูดถึงการทำอาหารหัวใจของนางก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ!

             

            ทั้งสามคนกลับเข้าไปในตัวบ้านเฉียวซีไปที่ห้องครัวเพื่อทำอาหาร เฉียวซงพาน้องชายกลับไปที่ห้องถือโอกาสทดสอบความรู้ของน้องชายด้วย

             

            เมื่อกินข้าวเย็นเสร็จเฉียวซีเล่าเหตุการณ์ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาให้พี่ใหญ่ฟังครอบครัวของพวกเขาเริ่มจัดส่งผักให้กับจวี้เซียนโหลวอีกครั้งแล้วทั้งยังสารภาพเรื่องวิทยายุทธกับพี่ใหญ่ด้วยพร้อมทั้งถือโอกาสเล่าเรื่องการทำการค้ากับหลิงเฉี่ยวเก๋อด้วย

             

            เมื่อเฉียวซงได้ฟังน้องสาวเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนึ่งเดือนเขายิ่งฟังก็ยิ่งตกใจ เรื่องจวี้เซียนโหลวเขารับได้ถือเป็นธุรกิจที่เดิมก็ทำอยู่แล้วได้ทำอีกครั้งหนึ่งแล้วถือว่าเถ้าแก่หยางต้องพอใจเป็นแน่แต่เรื่องที่น้องสาวมีวิทยายุทธและเรื่องที่นางแอบเข้าไปทำการค้าในเมืองใหญ่ระดับอำเภอทั้งยังได้เงินกลับมามากมาย ทำให้สมองของเขารู้สึกงุนงงเหตุใดจึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงกันเล่า

             

            น้องรองอายุเท่าไรกันสมองของนางทำด้วยอะไรกัน คิดอะไรมากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไรแล้วนางเรียนวิทยายุทธเมื่อไร พวกเขาทั้งบ้านน่าจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยกระมังแม่หนูผู้นี้ปิดบังได้เก่งเกินไปแล้วการที่เขาโกรธนางเมื่อคราวก่อนนั้นถือว่าเสียเปล่าอย่างนั้นหรือแม่หนูผู้นี้ยังมีความลับอีกมากเท่าใดกัน น่าตกใจอะไรเช่นนี้!

             

            สายตาที่เฉียวซงใช้มองน้องสาวเปลี่ยนไปไม่ว่าจะมองอย่างไรเขาก็รู้สึกว่าน้องสาวน่าจะเป็นเซียนที่ตกลงมายังโลกมนุษย์เป็นแน่มาที่บ้านของพวกเขาเพื่อมาบำเพ็ญตนกระมัง ไม่อย่างนั้นจะมาด้วยเหตุใด...

             

            “พี่ใหญ่... พี่ใหญ่...” เฉียวซีมองพี่ใหญ่ผู้ใจลอยออกไปไกลด้วยความเป็นห่วงทั้งยังกลัวว่าพี่ใหญ่จะโกรธนาง

             

            “น้องรองเจ้าเป็นเทพเซียนที่มาอยู่ที่บ้านพวกเราใช่ไหม”เฉียวซงพูดประโยคนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหันโดยไม่ได้คิด

             

            เทพเซียน เอ่อ...นึกไม่ถึงเลยว่าพี่ใหญ่ของนางจะให้นางเป็นเทพเซียนไปเสียแล้ว “พี่ใหญ่... ฮ่าๆท่านคิดมากเกินไปหรือเปล่า ข้าจะเป็นเทพเซียนได้อย่างไรหากว่าข้าคือเทพเซียนข้าคงจะร่ายคาถาให้ครอบครัวของเราหลุดพ้นจากความยากจนไปแล้ว”นางไม่ใช่เทพเซียน นางแค่มีความทรงจำของสองชาติเรื่องที่ทำได้ก็มีมากกว่าผู้อื่นเล็กน้อยเท่านั้น

             

            “เอ่อ...” เมื่อได้ยินน้องสาวของตนพูดเช่นนี้เฉียวซงก็รู้สึกว่าตนคิดมากเกินไปแล้ว เขาเห็นตอนที่น้องสาวเกิดดังนั้นนางจะเป็นเทพเซียนได้อย่างไร น้องสาวเขาอาจจะเป็นอัจฉริยะในหมู่ผู้คนก็ได้ไม่อย่างนั้นจะอธิบายความสามารถทั้งหมดของนางได้อย่างไร

             

            แข่งเรือแข่งพายได้ แต่แข่งบุญวาสนาไม่ได้เห็นได้ชัดว่าพ่อแม่เดียวกันแท้ๆ เหตุใดพี่น้องสองคนจึงแตกต่างกันถึงเพียงนี้โชคยังดีที่มีแค่น้องรองคนเดียวที่ฉลาดเป็นกรด น้องสามกับเขาอยู่ในขอบข่ายคนปกติ“อย่าหัวเราะสิ ข้าถามเจ้าอีกเรื่อง เจ้ายังมีเรื่องอะไรอีกไหมหากมีก็พูดออกมาให้หมดเสีย” อย่างไรก็ตามวันนี้เขาถูกทำให้ตกใจไปแล้ว มีเรื่องอะไรอีกสักเรื่องสองเรื่องเขาย่อมรับได้อยู่แล้วอย่าให้ต้องรอถึงครั้งหน้า แล้วมาทำให้เขาตกใจอีกทีเถิดเขากลัวว่าหัวใจของเขาจะเปราะบางเกินไป เล่ามาทั้งหมดในครั้งเดียวเสียดีกว่า

               

            นางยังมีเรื่องต้องพูดอีกจริงๆแต่มีอีกแค่หนึ่งอย่าง แต่ไม่รู้ว่าจะพูดดีหรือไม่ หากพูดแล้วจะอธิบายอย่างไรจะบอกเหมือนกับเรื่องวิทยายุทธดีหรือไม่ บอกว่าผู้เฒ่าหนวดขาวสอนหรือพี่ใหญ่ฉลาดมากถึงเพียงนั้น ไม่ได้ตบตาได้ง่ายๆ อย่างน้องสามเฉียวซีมองไปที่พี่ใหญ่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจที่จะพูดเช่นนี้ในอนาคตหากนางคิดจะทำอะไรจะได้ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกนางจะได้สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างสบายใจ

             

            “ข้ายังรู้วิชาการแพทย์อีกด้วย”ประโยคง่ายๆ ถูกกล่าวออกจากปากของนาง

             

            “อะไรนะ การแพทย์? คุณพระคุณเจ้า ไม่ไหวแล้วข้าจะเป็นลม ข้าจะเป็นลมแล้ว” เฉียวซงจับขอบโต๊ะด้วยมือข้างหนึ่งมืออีกข้างลูบหน้าผาก ร่างกายของเขาอยู่ในสภาพง่อนแง่นดูเหมือนจะเป็นลมได้ทุกเมื่อจริงๆ

    คล้ายกับเรื่องสาวบ้านไร่กับมารร้ายจอมป่วน (锦绣农家女) ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247