ซินเยวี่ยรอคอยจดหมายจากหานหมิงหย่วนอย่างใจจดใจจ่อเธอลืมไปแล้วว่าชาติก่อนได้รับจดหมายในวันที่เท่าไรของเดือนกันยายนพยายามรื้อฟื้นความทรงจำที่ถูกฝังกลบไว้เธอก็ยังจำได้เพียงแค่ว่าจดหมายมาถึงหลังจากวันที่หนึ่งกันยายน
ซินเยวี่ยหวาดหวั่นว่าเส้นทางชีวิตในชาตินี้จะแตกต่างจากชาติที่แล้วช่วงเวลาที่ยังไม่ได้รับจดหมายจากหานหมิงหย่วนจึงเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
รอแล้วรอเล่า รอคอยจนเกือบจะสิ้นหวังในที่สุดซินเยวี่ยก็ได้รับจดหมายจากหานหมิงหย่วนในกลางเดือนกันยายน
หานหมิงหย่วนเป็นคนรอบคอบเพราะเรื่องการแต่งงานระหว่างเขากับซินเยวี่ยยังไม่แน่นอนตอนนี้ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หากชาวบ้านรู้เรื่องที่ทั้งสองติดต่อกันจะส่งผลเสียต่อซินเยวี่ย หานหมิงหย่วนไม่กลัวเสียชื่อเสียงแต่เขาต้องปกป้องชื่อเสียงของซินเยวี่ยให้ดี แม้ว่ายุคสมัยพิเศษนั้นจะผ่านไปแล้วแต่ในหมู่บ้านเฉวียนสุ่ย การรักกันอย่างอิสระยังคงเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ
ทุกครั้งที่เขียนจดหมายถึงซินเยวี่ยหานหมิงหย่วนจะใช้ชื่อหญิงสาว
ซินเยวี่ยรู้สึกซาบซึ้งใจในความตั้งใจดีของหานหมิงหย่วนเป็นอย่างยิ่ง
บุรุษไปรษณีย์จะส่งจดหมายไปที่สหกรณ์ของหมู่บ้านจากนั้นคนในสหกรณ์จะแจ้งให้เจ้าของจดหมายมารับ
ในหมู่บ้านนี้ซินเยวี่ยมีจดหมายค่อนข้างเยอะ นอกจากหานหมิงหย่วนแล้ว ก็ยังมีซูลั่วอิงและเพื่อนสนิทคนอื่นๆ ที่เขียนจดหมายมาหาเธอ
หลังจากได้รับจดหมายจากหานหมิงหย่วนซินเยวี่ยก็รีบกลับบ้านทันที
เธอขังตัวเองอยู่ในห้อง และค่อยๆฉีกซองจดหมายออกด้วยใจที่เต้นระรัว
ซินเยวี่ยไม่รอให้เสียเวลาแกะแสตมป์บนซองจดหมายออกมาสะสมชาติก่อนเธอไม่ได้สนใจแสตมป์บนซองจดหมาย แต่เมื่อยี่สิบกว่าปีต่อมาเธอรู้ว่าแสตมป์ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 สามารถขายได้ในราคาสูงก็เสียใจจนแทบกระอักเลือด ดังนั้นในชาตินี้ เธอจะต้องเก็บแสตมป์ในยุคนี้ไว้ให้หมดอีกยี่สิบปีข้างหน้าจะต้องขายได้เงินก้อนโตแน่นอน
ซินเยวี่ยเปิดซองจดหมาย แล้วค่อยๆดึงกระดาษจดหมายออกมา
กระดาษจดหมายถูกพับเป็นรูปหัวใจแต่หานหมิงหย่วนไม่เคยพับจดหมายแบบนี้ เขาจะพับเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้ามากกว่า
ครั้งนี้กลับเป็นรูปหัวใจแสดงว่าเขาใส่ใจเป็นพิเศษ
ซินเยวี่ยเปิดกระดาษจดหมายที่พับไว้อย่างช้าๆด้วยความตื่นเต้น
ตัวอักษรปากกาหมึกซึมที่ไม่ค่อยสวยงามนักปรากฏอยู่บนกระดาษ
ลายมือของหานหมิงหย่วนไม่สวยงามเป็นพิเศษแต่ทุกตัวอักษรกลับหนักแน่นและมีพลัง
เขาว่ากันว่าจิตใจคนสะท้อนออกมาในตัวอักษรแต่ในกรณีของหานหมิงหย่วนกลับเป็นข้อยกเว้น รูปร่างหน้าตาของหานหมิงหย่วนหล่อเหลาแต่ลายมือของเขากลับเทียบไม่ได้เลย
“ถึงเยวี่ยเยวี่ยที่รัก
ขอให้พี่เรียกเธอแบบนี้นะพี่รู้สึกอายมากจริงๆ ที่เรียกเธอแบบนี้เป็นครั้งแรก หน้าพี่แดงไปหมดแล้วพี่คิดว่าตอนที่เธอเห็นจดหมายฉบับนี้ หน้าเธอก็คงจะแดงเหมือนกัน
จริงๆแล้วพี่มีหลายเรื่องที่อยากจะบอกกับเธอแต่พอจับปากกาขึ้นมากลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหนดี เยวี่ยเยวี่ย เธอรู้ไหมวันที่พี่รับโทรศัพท์ของเธอ พี่ดีใจจนนอนไม่หลับไปหลายคืน พี่รู้สึกเหมือนฝันไปพี่ได้ยื่นเรื่องขอลาแล้ว ถึงจะกลับไปช่วงวันชาติไม่ได้ แต่ยังไงก็ต้องกลับไปก่อนปีใหม่ให้ได้เยวี่ยเยวี่ย พอกลับไปถึง พี่จะไปสู่ขอเธอที่บ้าน
เยวี่ยเยวี่ย ตอนสิบขวบเธอเข้ามาอยู่ในใจพี่เป็นครั้งแรก ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยลืมเลือนพี่จำได้อย่างแม่นยำว่าพี่ซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำกับพี่สาวเธอถูกพี่ชายจูงมือเดินข้ามฝั่งแม่น้ำมา เธอสวมเสื้อสีชมพูที่ปะชุน ผมเผ้ารุงรังดวงตาของเธอเป็นประกายสดใส เธอหัวเราะออกมาโดยไม่รู้สาเหตุรอยยิ้มของเธอช่างหวานซึ้ง พี่ไม่เคยเห็นรอยยิ้มที่สวยงามขนาดนี้มาก่อนไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักขนาดนี้มาก่อน ช่วงเวลาพิเศษเด็กหลายคนในหมู่บ้านไม่เล่นกับพี่ เยาะเย้ยพี่ บางคนยังขว้างปาก้อนหินใส่พี่ตอนที่พี่นั่งร้องไห้อยู่บนพื้น เธอเดินเข้ามาปลอบใจเธอเด็ดดอกท้อมาให้เพื่อทำให้พี่มีความสุขพี่มารู้ทีหลังว่าเธอโดนพ่อแม่ตีเพราะเล่นกับพี่
เยวี่ยเยวี่ย ตั้งแต่พี่รู้จักความรักพี่ก็รักเธออย่างสุดซึ้ง พี่ไม่เคยเห็นนางฟ้ามาก่อน แต่เธอคือนางฟ้าในใจของพี่เยวี่ยเยวี่ย ก่อนหน้านี้พี่เขียนจดหมายถึงเธอมากมายแต่พี่ไม่เคยกล้าที่จะบอกความในใจให้เธอรู้ พี่รู้ว่าถ้าพี่ไม่รีบคว้าเธอไว้พี่อาจจะพลาดเธอไปจริงๆ เธอดีขนาดนี้ คนที่อยากจะสู่ขอเธอคงมีเยอะตอนนี้พี่เป็นผู้กองแล้ว พี่จะพยายามต่อไป พี่จะต้องทำให้เธอภูมิใจในตัวพี่ทำให้เธอมีชีวิตที่ดี พี่รู้ว่าเธอเสียใจที่ไม่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้ก่อนหน้านี้เธอเขียนจดหมายมาบอกว่าเธอตั้งใจจะเรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำ พี่สนับสนุนเธออย่างเต็มที่พี่รู้ว่าเธอกังวลเรื่องเงิน ไม่เป็นไรพี่จะใช้เงินเดือนของพี่สนับสนุนเธอเรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำ เยวี่ยเยวี่ยเธอคือหงส์ฟ้า ชนบทที่ยากจนไม่ใช่รังของเธอ”
หลังจากนั้นหานหมิงหย่วนยังเขียนอีกหลายเรื่องเช่น สถานการณ์ล่าสุดในกองทัพ และเรื่องราวในอดีตที่เขาเคยมีร่วมกับซินเยวี่ย
ในท้ายจดหมายหานหมิงหย่วนเขียนคำที่ลึกซึ้งกินใจว่า “ตราบชั่วชีวิตนี้รักเพียงหนึ่งเดียว”
เมื่อเห็นคำเหล่านี้ซินเยวี่ยก็ปล่อยโฮออกมา
ในชาติก่อนหานหมิงหย่วนพิสูจน์ให้เห็นถึงการยึดมั่นในคำเหล่านี้แม้ว่าต่อมาเขาจะแต่งงานกับเฉินอันน่า แต่เขาก็ไม่เคยลืมความตั้งใจเดิมและการแต่งงานของเขากับเฉินอันน่าก็ไม่ได้ยั่งยืนหากเขาแต่งงานกับเฉินอันน่าเร็วกว่านี้ การก้าวหน้าในหน้าที่การงานของหานหมิงหย่วนคงจะดีกว่านี้
ซินเยวี่ยจำได้อย่างชัดเจนว่าก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในชาติก่อนหานหมิงหย่วนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพล ยศพลตรี และยังคงเป็นโสด