วันนี้เป็วันหยุดของตรีและดวงฤทัย แต่ก็ไม่ใช่หยุดจริง ตรียังคงต้องวิ่งรถไปเหนือใต้ วิ่งเข้าออกบ้านเพื่อนบ้านเพื่อหาซื้อสินค้าไปขายต่อในวันรุ่งขึ้น ส่วนดวงฤทัยและดวงตาก็ช่วยกันเตรียมส่วนผสมสำหรับทำอาหารปรุงสุกไว้ขาย วันนี้เตรียมทำสองเมนูคือหมกไข่ปลาท้องนาและแกงหอยขม ซึ่งเป็ของกินหายากสำหรับชาวเมือง วันไหนทำไปขาย ลูกค้ามักจะแย่งกันซื้อและหมดไปภายในเวลาอันรวดเร็วเสมอ
อัญจรีเองก็ไม่อยู่ว่าง เธอช่วยเด็ดผักที่จะใส่ในแกงและหมกไข่ปลาอย่างขยันขันแข็ง แม้ใบหน้าจะแดงก่ำด้วยความเหน็ดเหนื่อยก็ไม่ยอมปริปากบ่นจนคนเป็แม่เห็นแล้วสงสาร
“น้องอัญเก่งมากช่วยแม่เด็ดผักจนหมดเลย”
ดวงฤทัยเอ่ยชมลูก “ตอนนี้ไม่มีงานให้ทำแล้ว เราไปหาซื้อขนมอร่อย ๆ ที่ร้านป้าเกตุกันดีกว่า เมื่อวานแม่เห็นป้าเกตุเข้าเมืองแล้วซื้อขนมใหม่ ๆ มาขายเยอะแยะเลย”
อัญจรีส่ายหน้าปฏิเสธ “อัญไม่ชอบกินขนม”
ดวงฤทัยยิ้มและอุ้มร่างเล็ก ๆ ของลูกขึ้นมา “ไปกันเถอะ ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ้าง เอาแต่นั่งอุดอู้อยู่ในบ้านน่าเบื่อจะตาย เราจะได้ซื้อขนมมาให้ยายด้วยดีไหม”
อัญจรีพยักหน้า
เมื่อออกนอกบ้าน เด็กหญิงได้ขอให้แม่ปล่อยเธอลงเดินเอง สองแม่ลูกเดินจูงมือเคียงกันไปร้านขายของชำหน้าถนนใหญ่ของหมู่บ้านอย่างมีความสุข
“วันนี้ไม่ได้เข้าเมืองหรือดวง” เกตุเ้าของร้านร้องทักขึ้น
“หยุดหนึ่งวันพี่” ดวงฤทัยตอบยิ้ม ๆ
“น้องอัญอยากกินอะไรชี้บอกป้าเกตุนะลูก ให้ป้าหยิบให้”
อัญจรีเดินวนดูขนมอย่างสนอกสนใจ แม้ปากจะบอกว่าไม่ชอบกินขนม แต่เมื่อได้เห็นขนมหลาย ๆ อย่างที่ไม่มีโอกาสได้เห็นแล้วในชีวิตตอนโตของเธอ เธอจึงอดชี้เลือกมาสักหลายอย่างไม่ได้ และเมื่อได้ยินราคารวมของขนมทั้งหมดที่เลือกไว้ อัญจรีก็ทำหน้าเสียและหันไปมองแม่อย่างเกรงใจ
ดวงฤทัยควักเงินจ่ายออกไปโดยไม่มีวี่แววของความไม่พอใจหรือเสียดายเงินในมือแม้แต่น้อย
เมื่อก้าวออกมาจากร้าน เสียงคุยแว่วจากลูกค้าที่ยังคงอยู่ด้านในก็ลอยมาเข้าหูสองแม่ลูก
“ดวงมันเลี้ยงลูกเหมือนเ้าหญิง ตัวเองกับผัวลำบากแทบตายกว่าจะหาเงินได้แต่ละบาท แต่ไม่ยอมสอนให้ลูกรู้ค่าของเงิน ดูไปเถอะ เด็กนั่นจะทำให้เสียใจในสักวัน”
ดวงฤทัยตาวาวโรจน์ กัดริมฝีปากแน่นเตรียมเลี้ยวกลับไปเอาเื่คนพูดเต็มที่แต่มือเล็ก ๆ ของลูกฉุดเอาไว้เสียก่อน
“อัญอยากไหว้พระ” เธอชี้ไปที่วัดประจำหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม
คนเป็แม่ข่มใจตัวเองให้สงบและพาลูกเดินข้ามถนนไป
ทันทีที่เข้ามาในวัด ความเย็นและสงบก็พุ่งมาััทั่วร่างของทั้งสองคนสร้างความสบายใจให้กับสองแม่ลูกได้ในทันที
อัญจรีกวาดตามองไปรอบ ๆ บริเวณวัดด้วยแววตาที่มีความสุข แล้วตาเธอก็เบิกกว้างขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าใครกำลังนั่งอยู่ตรงม้านั่งใต้ต้นโพธิ์
“พี่ธรรม” เธอเรียกเสียงดังพร้อมกับดึงมือแม่ให้เดินตรงไปหาเด็กชายคนนั้นก่อน
ธรรมเหลียวมองตามเสียงเรียกก็ทำท่าแปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะคนที่เรียกนั้นไม่เคยมีโอกาสได้คลุกคลีหรือพูดคุยกันมาก่อน
“สวัสดีครับน้าดวง อัญ” ธรรมวางมือจากงานตรงหน้าและยกมือไหว้ดวงฤทัยอย่างรู้ความก่อนหันมาทักอัญจรียิ้ม ๆ
ดวงฤทัยมองเด็กชายวัยสิบขวบคนนี้ด้วยแววตาเอ็นดูเป็พิเศษ ธรรมเป็เด็กกำพร้าที่มีคนเอามาทิ้งหน้าวัดเมื่อสิบปีก่อน คาดว่าจะเป็คนงานรับจ้างตัดอ้อยซึ่งเป็คนต่างจังหวัด เมื่อมีลูกจึงไม่อยากรับผิดชอบเลยเอามาทิ้งไว้ที่วัดแล้วหนีหายไป
เ้าอาวาสวัดสงสารจึงรับเลี้ยงดูมาั้แ่นั้น และมีญาติโยม คณะศรัทธาที่ให้ความช่วยเหลือดูแลด้วย ธรรมเป็เด็กที่รู้ความ นิสัยดี ทำให้เป็ที่รักของบรรดาชาวบ้านแทบทุกคน เรียกได้ว่าเป็ลูกชายคนหนึ่งของคนในหมู่บ้าน
“รองเท้าเยินขนาดนี้คงเย็บไม่ได้แล้วมั้ง” ดวงฤทัยมองไปที่รองเท้านักเรียนสีน้ำตาลซีดของเขาที่มีรอยขาดรอยปะเต็มไปหมด “ซื้อใหม่ได้แล้ว”
ธรรมรีบส่ายหน้า “เย็บได้อยู่ครับน้า เอาผ้าสีใกล้ ๆ กันมาปะแล้วเย็บก็ใส่ได้ เท้าผมโตขึ้นทุกวันซื้อไปก็เปลืองตังค์หลวงพ่อ รอมันคับจนใส่ไม่ได้แล้วค่อยซื้อ”
“พี่ธรรมเป็คนดี” อัญจรีพูดด้วยสีหน้าและแววตาชื่นชม
ธรรมหน้าแดงน้อย ๆ
“พี่ธรรมกินขนม” อัญจรีพูดเชิญชวนพร้อมดึงถุงขนมออกจากมือแม่ “หนูแบ่งพี่ธรรมได้ไหม” เธอหันมาถามแม่
“ได้สิลูก แบ่งเยอะ ๆ เลยก็ได้ พี่ธรรมจะได้มีกินหลาย ๆ มื้อ”
อัญจรีไม่รอช้า ดึงขนมออกจากถุงหิ้วให้ครึ่งหนึ่ง
“เป็น้ำใจจากน้าและน้อง ธรรมห้ามปฏิเสธ”
ดวงฤทัยขู่เสียงนิ่มเมื่อเห็นเขาทำท่าจะไม่รับ
ธรรมจึงได้แต่ยกมือไหว้ขอบคุณดวงฤทัยและหันมาพูดขอบใจอัญจรีเบา ๆ
เมื่อแยกจากธรรม ทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในอุโบสถเพื่อไหว้พระประธาน หลังจากนั้น สองแม่ลูกก็เดินจูงมือกันกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ดีขึ้นกว่าตอนออกจากร้านขายของชำ