เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 4 บทที่ 114 เซ่อเจิ้งอ๋องตาบอดจริงๆ

            เมื่อมาถึงเรือนไป๋เซี่ยเหอก็จัดแจงเรื่องมารดาก่อน แล้วให้เจี่ยงอิงเอ๋อร์คอยดูแล

            จากนั้นนางก็พาฝูเอ๋อร์ออกไปเดินเล่น

            นางคิดว่าจะหาซื้อข้าวของเพิ่มเติม

            ถึงแม้ในเรือนจะมีเครื่องใช้ประจำวันครบครันทว่านิสัยชอบเดินเล่นของสตรีก็ไม่จางหาย

            กว่าจะหลุดพ้นจากจวนแห่งนั้นและได้รับอิสรภาพ...

            ย่อมต้องเฉลิมฉลองเสียหน่อย

            หลังจากซื้อเสื้อผ้าหลายชุดจากร้านขายเสื้อผ้าไป๋เซี่ยเหอก็ให้เซี่ยถิงขนกลับเรือนไปก่อน

            จากนั้นนางก็พาฝูเอ๋อร์ที่ดูตื่นเต้นไปยังร้านถัดไป

            มีเสื้อผ้าแล้วเครื่องประดับย่อมไม่อาจขาดได้

            ไม่ว่าจะยุคสมัยใดล้วนต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์

            ตอนนี้แม้ว่านางจะไม่ได้ทำเพื่อภาพลักษณ์ของตนเองทว่ายังต้องคิดถึงภาพลักษณ์ของจวนเซ่อเจิ้งอ๋องด้วย

            ณ หอหลิวหลี

            ไม่ว่าจะเป็นอัญมณี ทอง หรือมรกตอันงดงามตระการตาล้วนชวนให้ละลานตา

            ไม่มีอันใดไม่วิจิตรไม่มีอันใดไม่งดงาม

            นี่คือสถานที่ที่ทำให้สตรีถลำลึกอย่างบ้าคลั่ง

            เพราะเหตุใดน่ะหรือ?

            เพียงดูท่าทีของฝูเอ๋อร์ก็รู้แล้ว

            เมื่อเข้ามาในร้านฝูเอ๋อร์ก็เอามือจับหน้าของตนเอง ปากของนางอ้ากว้าง และใบหน้ารูปไข่ก็แข็งค้างเพราะความประหลาดใจ

            “อันนี้ดูดีเกินไปแล้วคุณหนูดูสิเจ้าคะ...”

            “อันนั้นก็ดูดีเหมือนกัน...”

            “คุณหนู ดูดีไปหมดเลยจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”

            เสียงของฝูเอ๋อร์ไม่ดังไม่เบาทว่าดึงดูดสายตาดูแคลนมาไม่น้อย

            ไม่ทราบว่าเป็นคนบ้านนอกจากที่ใดกัน?

            ต้องพูดเกินจริงปานนั้นด้วยหรือ?

            ทว่าระหว่างที่คนเหล่านั้นค่อนขอดในใจในมือก็ยังถือเครื่องประดับเอาไว้ ไม่ตัดสินใจสักทีว่าจะทำอย่างไร

            ดูดีเหลือเกิน ต้องยอมกระอักเลือดเพื่อซื้อสักชุดหรือไม่?

            “เป็นคนบ้านนอกจริงด้วย ถึงแม้จะสวมผ้าดิ้นอวิ๋นหรงก็กลบกลิ่นสาบคนจนบนตัวไม่ได้หรอก”

            น้ำเสียงเสียดแทงดังขึ้นด้านหลัง

            ไป๋เซี่ยเหอมุ่นคิ้วมองไปยังต้นเสียงที่ไม่คุ้นเคย

            เด็กสาวที่พูดสวมชุดกระโปรงยาวสีชมพูอ่อนรูปโฉมงดงาม สีหน้าเต็มไปด้วยความดูแคลน ทั้งยังยื่นมือโบกไปโบกมาอยู่ที่จมูก

            ราวกับต้องการขับไล่กลิ่นไม่พึงประสงค์ออกไป

            “ผ้าดิ้นอวิ๋นหรง?บนตัวของสตรีนางนี้คือผ้าดิ้นอวิ๋นหรงหรือ? สวรรค์เสียของโดยแท้”

            “เมื่อพูดถึงผ้าดิ้นอวิ๋นหรงสตรีนางนี้คือว่าที่พระชายาเซ่อเจิ้งอ๋องกระมัง”

            ฝูงชนเงียบเสียงลงชั่วครู่ก่อนจะมีเสียงพึมพำดังขึ้นอีกครา

            “เกิดเรื่องยุ่งยากเสียแล้วกู้หมิงเยวี่ยกับพระชายาเซ่อเจิ้งอ๋อง มีละครให้ชมแน่”

            ฝูงชนค่อยๆ ล้อมเป็นวงกลมโดยยืนล้อมเหล่าตัวเอกไว้ข้างใน

            ไป๋เซี่ยเหอไม่รู้จักกู้หมิงเยวี่ยทว่าฝูเอ๋อร์เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน

            ตอนแรกกู้หมิงเยวี่ยกับฉินจิ่นยวนแย่งชิงท่านอ๋องจนหัวร้างข้างแตกกันไปข้าง

            ทว่าสุดท้ายแล้วเพราะตระกูลฉินมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่จึงสามารถกดศีรษะของอีกฝ่ายไว้ได้

            ทำให้กู้หมิงเยวี่ยต้องตัดใจ

            นางรอจนกระทั่งฉินจิ่นยวนตาย

            ผู้ใดจะรู้ว่าไป๋เซี่ยเหอดันปรากฏตัวขึ้นสิ่งสำคัญคืออีกฝ่ายยังมาพร้อมกับสมญานามเศษสวะไร้ความสามารถอีกด้วย!

            ขณะที่ไป๋เซี่ยเหอจ้องมองกู้หมิงเยวี่ยกู้หมิงเยวี่ยก็จ้องมองไป๋เซี่ยเหอเช่นกัน

            กู้หมิงเยวี่ยมองไป๋เซี่ยเหอด้วยสีหน้าดูแคลนดูใบหน้าอัปมงคลนี่สิ ช่างเป็นการสิ้นเปลืองผ้าดิ้นอวิ๋นหรงที่หรูหราจริงๆอาภรณ์ล้ำค่าเช่นนี้ต้องให้นางสวมใส่เพียงผู้เดียว จึงจะแสดงความงดงามของมันออกมาได้อย่างแท้จริง

            “นางคือไป๋เซี่ยเหอว่าที่พระชายาเซ่อเจิ้งอ๋องหรือ?”

            บุรุษที่ยืนอยู่ข้างกายกู้หมิงเยวี่ยถามขึ้น เขามองไป๋เซี่ยเหอด้วยสีหน้าดูแคลนแบบเดียวกันความหยิ่งผยองแผ่ออกมาจากกระดูก

            “เซ่อเจิ้งอ๋องต้องตาบอดเป็นแน่ถึงชมชอบสตรีเช่นนี้ได้ถึงอย่างไรจิ่นยวนก็แข็งแกร่งกว่าสตรีนางนี้เป็นร้อยเป็นพันเท่า”

            ไม่รอให้ไป๋เซี่ยเหอสงสัยเสียงกระซิบของฝูงชนโดยรอบก็ช่วยคลายความสงสัยให้นางทันที

            บุรุษผู้นี้มีนามว่ากู้ตั๋วเป็นพี่ชายแท้ๆ ของกู้หมิงเยวี่ยขณะเดียวกันก็เป็นผู้พิทักษ์บุปผาของฉินจิ่นยวนเช่นกัน

            ข่าวการเสียชีวิตของฉินจิ่นยวนได้โจมตีเขาอย่างใหญ่หลวงทำให้เขาเซื่องซึมไปหนึ่งเดือน ทว่าคู่ต่อสู้ดันเป็นฮั่วเยี่ยนไหวเสียนี่!

            เมื่อเปรียบเทียบกับการแก้แค้นให้สาวงามแล้วชีวิตน้อยๆ ของตนเองนับว่ามีความสำคัญกว่า ดังนั้นเขาจึงต้องกล้ำกลืนฝืนทน

            “ท่านหุบปากเสีย!”

            กู้หมิงเยวี่ยโมโหจนตวาดใส่บุรุษข้างกายหากไม่ใช่มารดากังวลว่านางจะพบเจออันตรายจนต้องให้พี่ชายตามมาด้วยนางก็ไม่อยากพาคนโง่ผู้นี้ออกจากจวนหรอก

            นึกไม่ถึงว่าเขาจะเป็นผู้พิทักษ์บุปผาให้กับศัตรูหัวใจของนางผู้เป็นน้องสาวแท้ๆของเขา ช่างน่ารังเกียจเสียจริง

            ตระกูลกู้แตกต่างจากตระกูลอื่นที่ให้ความสำคัญกับบุรุษและดูแคลนสตรีเนื่องจากตระกูลกู้ล้วนเต็มไปด้วยบุรุษ มีเพียงกู้หมิงเยวี่ยที่เป็นเด็กสาวเพียงคนเดียวดังนั้นทุกคนในตระกูลจึงประคบประหงมนางไว้ในฝ่ามือด้วยความรักและเอ็นดู

            เมื่อบุรุษอย่างกู้ตั๋วที่สูงเจ็ดฉื่อถูกน้องสาวตวาดท่ามกลางสายตาของฝูงชนนอกจากเขาจะพึมพำเสียงเบาประโยคหนึ่งแล้วก็ไม่ได้พูดสิ่งใดอีก

            “คนจนอย่างเจ้าไม่คู่ควรที่จะมายังมาสถานที่เช่นนี้ด้วยซ้ำเจ้ารู้หรือไม่?”

            กู้หมิงเยวี่ยสาวเท้าเข้ามาด้านหลังนางนอกจากกู้ตั๋วแล้ว ยังมีองครักษ์อีกแปดคนติดตามมาอย่างเอิกเกริก พวกเขาโอบล้อมนางไว้ตรงกลางราวกับดาวล้อมเดือน

            กู้หมิงเยวี่ยดูราวกับนกยูงที่เย่อหยิ่งตัวหนึ่งนางเดินนวยนาดมายังที่จัดวางเครื่องประดับ ราวกับกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้หลังบ้านของตนก็ไม่ปาน

            ปลายนิ้วอันเรียวบางและขาวผ่องชี้มั่วๆไปยังเครื่องประดับสามสี่ชิ้น “อันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนี้ ห่อให้ข้าทั้งหมด!”

            เมื่อสบกับสายตายั่วยุของกู้หมิงเยวี่ยไป๋เซี่ยเหอก็มีท่าทีเรียบเฉย แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน

            จะแข่งกับนางหรือ?

            ทั้งยังคิดจะแย่งฮั่วเยี่ยนไหวกับนางอีกเกรงว่านี่จะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันของคนปัญญาอ่อนเสียแล้ว

            “เรียกเถ้าแก่ของพวกเจ้าออกมา”

            น้ำเสียงของไป๋เซี่ยเหอฟังดูเลื่อนลอยทว่าแฝงด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่อาจเพิกเฉย นั่นคือรัศมีที่แผ่ออกมาจากกระดูกชวนให้นับถืออย่างอดไม่ได้

            เพียงครึ่งเค่อ[1] บุรุษผู้มีพุงพลุ้ยผู้หนึ่งก็วิ่งเหยาะๆอย่างกระหืดกระหอบออกมาจากห้องด้านหลัง

            แม้ว่าในร้านจะมีลูกค้าที่แย่งชิงเครื่องประดับกันอยู่บ่อยครั้งถึงอย่างไรปัญหาเหล่านั้นล้วนคลี่คลายได้อย่างง่ายดาย

            ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกัน

            ได้ยินว่ามีพระชายาเซ่อเจิ้งอ๋องด้วย!

            เซ่อเจิ้งอ๋องคือผู้ใดน่ะหรือ? เขาคือบุคคลที่เมื่อคนธรรมดาได้ยินชื่อก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น

            “คารวะแม่นางทั้งสองข้าน้อยคือเถ้าแก่ของหอหลิวหลี ไม่ทราบว่าทั้งสองท่านเรียกหาข้าน้อยด้วยเหตุอันใดหรือขอรับ?”

            ขณะที่เถ้าแก่พูดก็ควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก

            “ข้าไม่ได้เรียกหาเจ้า เหตุใดข้าถึงต้องเรียกด้วย?” กู้หมิงเยวี่ยเชิดศีรษะขึ้นสูง ราวกับจะใช้รูจมูกในการมองผู้คน

            “ไม่แน่ว่าว่าที่พระชายาเซ่อเจิ้งอ๋องอาจอายที่ตนเองยากจนจึงอยากเรียกเถ้าแก่อย่างเจ้าออกมาลดราคาให้นางกระมัง”

            หลังพูดจบ เสียงหัวเราะก็ดังครืน

            เถ้าแก่ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนเขากล่าวขอโทษกู้หมิงเยวี่ย จากนั้นก็หันไปมองไป๋เซี่ยเหอ ทว่าเพียงแวบเดียวก็ก้มหน้าลงทันที

            “ไม่ทราบว่าแม่นางไป๋มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?”

            หากต้องการให้เขาลดราคาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างมากเขาก็มอบเครื่องประดับสองสามชุดให้พระชายา ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรไม่ใช่หรือ?

            ไม่แน่ว่าวันหน้าพระชายาอาจเอ่ยคำพูดดีๆต่อหน้าเซ่อเจิ้งอ๋องแทนเขาสักสองสามประโยคก็ได้

            ไป๋เซี่ยเหอชำเลืองมองกู้หมิงเยวี่ยจากนั้นน้ำเสียงอันเกียจคร้านก็ดังก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่ของหอหลิวหลี

            “ร้านนี้ของเจ้าราคาเท่าไร? ข้าต้องการซื้อ!”

            “!!!”

            คำกล่าวนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ว

            ฝูงชนเงียบเป็นเป่าสาก

            ผู้ที่ได้สติคนแรกคือกู้หมิงเยวี่ย

            หลังจากกู้หมิงเยวี่ยหายตกตะลึงนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะจนตัวสั่น นางกุมท้องหัวเราะจนน้ำตาเล็ด

            “ข้าก็นึกว่าคนอย่างเจ้าจะสักเท่าไรกันเชียวเจ้าคิดว่าเจ้าอยู่ที่จวนตระกูลไป๋หรืออย่างไร? จะซื้อร้านนี้หรือ? เจ้ามีความสามารถมากขนาดนั้นเชียว?”

            หอหลิวหลีเป็นร้านเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงบรรดาบุคคลสำคัญล้วนเป็นลูกค้าของร้านนี้  แม้แต่สตรีที่มีอำนาจสูงส่งในวังหลวงก็ล้วนชื่นชอบเครื่องประดับของหอหลิวหลีกันทั้งสิ้น

            หลังจากเถ้าแก่เช็ดเหงื่อขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลืองที่ผุดขึ้นมาตรงหน้าผากสีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความงุนงงและกระอักกระอ่วน

            “แม่นางไป๋แม้ว่าท่านจะเป็นว่าที่พระชายาเซ่อเจิ้งอ๋อง แต่การกล่าววาจาหยอกล้อชาวบ้านอย่างพวกเราคงไม่ดีนักกระมังขอรับ”

            แม้ว่าสตรีส่วนใหญ่จะได้รับเงินค่าขนมจากตระกูลของตนเองทว่าพวกนางก็ได้รับประมาณยี่สิบสามสิบตำลึง มีบางคนที่ได้รับมากถึงห้าสิบหกสิบตำลึง

            เนื่องจากกู้หมิงเยวี่ยเป็นสตรีเพียงคนเดียวในตระกูลดังนั้นบรรดาญาติๆ จึงชอบให้เงินค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ กับนาง ดังนั้นเงินที่นางได้รับจึงเยอะกว่าบรรดาบุตรีของตระกูลขุนนางอยู่มากโข

            “เจ้าคิดว่าพระชายาของเปิ่นหวังจ่ายไม่ไหวหรือ?”

            ------------------------

            [1] เค่อหมายถึง 15 นาที

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185