ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 33 เฆี่ยนตี

            ม่อเวิ่นเฉินมิได้ถามอะไรนาง เขาแค่สั่งให้นางกำนัลไปยกน้ำอุ่นมาเพื่อให้ซูฉีฉีสามารถแช่น้ำอยู่ในนั้นได้อย่างสบายๆในเวลาที่ไม่มีแสงจันทร์นี้ม่อเวิ่นเฉินก็ถือโอกาสย่องไปที่ตำหนักหลักของวังหลวง

            หลายวันมานี้ม่อเวิ่นเสวียนไม่ได้จัดการลงมือใดๆทว่านี่กลับทำให้ม่อเวิ่นเฉินยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากกว่าเก่า

            แม้ว่าจะได้รับราชโองการให้มาเยี่ยมครอบครัวทว่าซูฉีฉีก็ได้พบกับมารดาแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้นหลังจากนั้นนางก็ไม่มีอิสรภาพอีกต่อไป นางอยากที่จะไปเจอเสี่ยวเตี๋ยอีกสักครั้งและถามนางว่าในปีนั้นเกิดอันใดขึ้นกันแน่

            ตอนเช้ามืดของวันที่สองซูฉีฉีก็ถูกไทเฮาเชิญไปที่พำนักของพระองค์อีกครั้ง ก่อนจะลงโทษให้คุกเข่าต่อ

            ไทเฮาไม่บอกเหตุผลใดกับนางแม้แต่น้อย

            เพียงแต่ว่าวันนี้อยู่ๆซูฉีฉีก็รู้สึกว่าหัวเข่าเจ็บปวดเกินจะทนแค่เพียงนางคุกเข่าลงไปก็เริ่มรู้สึกเจ็บปวดเข้ากระดูก

            เมื่อนางก้มหน้าลงมองก็เห็นว่าตรงตำแหน่งหัวเข่าบนชุดสีแดงของตนนั้นมีรอยเลือดปรากฏอยู่แถบหนึ่งที่แท้บนแผ่นหญ้าสานนี้มีเข็ม...

            นางกัดฟันแน่นพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ล้มลงไป ขอเพียงซูฉีฉีทำได้เพียงแค่อดทนไม่รู้ว่าการลงโทษครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่

            ทางด้านไทเฮานางยิ้มอย่างมีเมตตาพลางสวดมนต์ เคาะมู่อวี๋ไปเรื่อยๆ โดยไม่มองซูฉีฉีแม้แต่น้อย

            ตอนนี้เป็นเวลากลางวันแล้วแต่เพราะอยู่ในช่วงกลางฤดูหนาวทำให้ภายในห้องนั้นรู้สึกหนาวเย็นไม่น้อยซูฉีฉีอดทนต่อความเจ็บที่หัวเข่าพลางตัวสั่นระริกเพราะความเหน็บหนาว เพราะได้รับคำสั่งของไทเฮาทำให้พวกนางกำนัลได้นำเตาผิงยกออกจากห้องไปจนหมด

            มือทั้งสองที่กดลงบนหัวเข่านั้นค่อยๆ เป็นสีขาวซีดบนเล็บของซูฉีฉีนั้นได้กลายเป็นสีเขียวจากแรงกดเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพื่อไม่ให้ตนเองร้องโอดครวญออกมาเพราะความเจ็บปวดซูฉีฉีจึงได้แต่กัดริมฝีปากของตนเองไว้แน่นทำให้มุมปากมีรอยช้ำแดงๆ ปรากฏขึ้น

            ซูฉีฉีที่เป็นเช่นนี้ยังคงดูบอบบางอ่อนแอทว่าแผ่นหลังที่ผอมบางของนางกลับยืดตรงขึ้นเพื่อไม่ให้ผู้คนเกิดความรู้สึกสงสาร

            ม่อเวิ่นเฉินที่แอบดูนางอยู่ตลอดช่วงเช้านั้นมีสีหน้าเขียวคล้ำแล้วใบหน้าที่แต่เดิมไม่แสดงอารมณ์ใดๆ บัดนี้ยิ่งทำให้ดูโหดร้ายและน่ากลัวมากยิ่งขึ้นทั่วทั้งร่างกายของเขาแผ่ไอสังหารออกมา

            ทว่าเขากลับไม่สามารถช่วยอะไรได้

            เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องมากมายตามมา เขาจึงทำได้เพียงแค่ต้องอดทนอดกลั้นเท่านั้น

            ตอนนี้ยิ่งเป็นเวลาสำคัญถ้าหากพลาดแม้แต่ก้าวเดียวอาจจะทำให้ล้มทั้งกระดานได้

            สตรีเช่นนี้ เขาควรจะทำอย่างไรต่อนางดี?

            หลังจากที่ไทเฮาสวดมนต์จบบทแล้วก็เดินออกจากห้องไปภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ลมเย็นๆ พัดมาโดนตัวของซูฉีฉีทำให้นางต้องใช้มือทั้งสองโอบไหล่ของตนเองเอาไว้นางคิดอยากจะขยับหัวเข่าของตนทว่ามันกลับเจ็บเสียจนขยับไปไหนไม่ได้อีก

            ซูฉีฉีจึงทำได้เพียงแค่ให้เลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากแผลบนหัวเข่าเท่านั้น

            มุมปากของนางกระดกยิ้มเย็นขึ้นในสถานที่บำเพ็ญเพียรเช่นนี้ นางกลับเลือดไหลดุจสายน้ำ

            ไม่มีทางเลือกจริงๆบนโลกนี้มีหลายเรื่องที่ยากจะแก้ไขได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชีวิตของซูฉีฉี

            แน่นอนว่าตอนนี้ม่อเวิ่นเฉินเองก็รู้สึกอับจนหนทางเช่นกันเขาหันกลับไปมองที่ซูฉีฉีอย่างลึกซึ้งอีกครั้งก่อนจะกำมือแน่น อดทนอีกไม่กี่วันข้าจะต้องช่วยเจ้าอย่างแน่นอน

            จากนั้นเขาก็หมุนตัวจากไป

            ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงแล้วตลอดทั้งวันซูฉีฉีไม่ได้กินน้ำกินอาหารสักคำ เลือดบนหัวเข่าไหลออกมาไม่หยุดทั่วทั้งร่างของนางสั่นระริกเพราะอากาศที่หนาวเย็นนางรู้สึกว่าตนเองอาจจะมีชีวิตไม่เกินวันนี้แล้ว นางมองไปรอบๆในใจก็รู้สึกไม่เป็นธรรมนัก

            นางจะต้องตายไปอย่างไม่รู้อะไรเลยเช่นนี้หรือ?

            แม้กระทั่งว่าเพราะเหตุใดนางต้องคุกเข่าอยู่ที่นี่นั้นนางเองก็ยังมิรู้เลย

            บุญคุณความแค้นของคนรุ่นก่อนกลับให้นางรับมันไว้คนเดียวทั้งหมด

            ทว่ารับเคราะห์แทนมารดาของตนนั้นนางยินยอม แต่ว่าในใจของนางบอกว่ามารดาของตนจะต้องไม่ทำเรื่องที่ผิดต่อใครอย่างแน่นอน

            คิดมาถึงตรงนี้ซูฉีฉีก็กัดฟันของตนไว้แน่นก่อนจะพยายามออกแรงพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นร่างของนางโคลงเคลงอยู่หลายครั้งแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ล้มลงไปเมื่อนางเห็นเข็มขนาดเล็กที่บนแผ่นหญ้าสาน ดวงตามีความเย็นชาปรากฏขึ้นแต่ที่มากกว่าความเย็นชานั้นคือความเกลียดชังที่นางมีอยู่ในตอนนี้

            นางกำมือทั้งสองแน่นเล็บยาวๆ ได้ทิ่มแทงเข้าไปในฝ่ามือของนาง มีเพียงเช่นนี้ซูฉีฉีถึงจะรู้สึกมีสติขึ้นมาเพราะตอนนี้ทั่วทั้งร่างกายของนางรู้สึกเหน็บชาไปจนหมดเสียแล้ว

            ยังไม่ทันที่นางจะได้หมุนตัวจากไปบานประตูก็เปิดขึ้นอย่างกะทันหันแรงมหาศาลจากด้านหลังถีบนางให้ล้มลงไปคุกเข่าอยู่บนหญ้าสานอีกครั้งอย่างแม่นยำ

            “อ๊า...”

            ครั้งนี้ซูฉีฉีทนเอาไว้ไม่ไหวอีกแล้วนางร้องออกมาอย่างเจ็บปวด แต่เดิมเข็มเหล่านี้แค่ทิ่มลงไปในผิวหนังของนางแต่ว่าตอนนี้นางคุกเข่าลงอย่างแรงทำให้เข็มเหล่านั้นเสมือนทิ่มเข้าไปในเนื้อของนางทั้งหมดแล้วความเจ็บปวดพุ่งขึ้นมาราวกับลำไส้ของนางกำลังฉีกขาดก็มิปาน

            “เพี๊ยะ...”

            เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของซูฉีฉีกลับแลกมาด้วยแรงตบอย่างหนักจากฝ่ามือของไทเฮา “บังอาจในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้เจ้ากลับกล้าส่งเสียงร้องโวยวายได้ข้ายังไม่อนุญาตให้เจ้ากลับไป เหตุใดเจ้าถึงลุกขึ้นยืนเสียแล้ว? ”

            ดวงตาของนางดุร้ายขณะจับจ้องไปที่ซูฉีฉีที่มีรอยเลือดจางๆปรากฏขึ้นที่มุมปาก

            เมื่อเห็นซูฉีฉีเป็นเช่นนี้แววตาของไทเฮาก็มีความยิ้มเยาะอย่างสะใจปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง

            ซูฉีฉีอดทนต่อความเจ็บปวดและก้มหน้าลง พยายามกลืนโลหิตที่อยู่ในปากกลับเข้าท้องของตนไปนางกัดริมฝีปากล่างแน่นเพื่อไม่ให้ตนส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดออกไปนางรู้ว่าตอนนี้ถ้าหากนางส่งเสียงอีกแม้แต่นิดเดียวไทเฮาจะต้องหาวิธีทรมานนางเพิ่มขึ้นอีกเป็นแน่

            ไทเฮาเหมือนกับว่ากำลังดูละครอยู่เสียอย่างนั้นนางเดินวนรอบตัวซูฉีฉีรอบหนึ่งก่อนจะมีท่าทีพึงพอใจเป็นอย่างมาก “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ากับมารดาของเจ้านั้นเป็นเพื่อนสนิทกันท่ามกลางหมู่คุณหนูสกุลผู้ดีทั้งหลายพรุ่งนี้ข้าคิดว่าจะเชิญมารดาของเจ้ามาเข้าเฝ้าในตำหนักและให้นางมาเยี่ยมบุตรสาวแสนรักของตนเสียหน่อย”

            “อย่า! ไทเฮาเพคะขอพระองค์อย่า...” ซูฉีฉีนิ่งอึ้งไปในทันที นางคุกเข่าลงไปอย่างไม่คิดชีวิต

            น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเว้าวอนหางตาก็คลอขึ้นด้วยน้ำตา

            ถ้าหากให้มารดาของตนเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ นางมิรู้ว่ามารดาของตนจะร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่ตรงนี้หรือไม่

            ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ให้นางรับไว้แต่เพียงผู้เดียวก็พอแล้วจะให้มารดาของนางมาทรมานเหมือนกับนางมิได้

            ไทเฮายกเท้าขึ้นออกแรงถีบซูฉีฉีที่คุกเข่าอยู่อย่างแรง “เรื่องที่ข้าจะทำ ยังไม่ถึงคราวที่คนอย่างเจ้าจะมาชี้แนะสั่งสอนได้ใครก็ได้ มาลากตัวนางไปเฆี่ยนเดี๋ยวนี้”

            ไทเฮาเดิมกำลังคิดหาเหตุผลลงโทษนางมิได้ตอนนี้นางได้โอกาสแล้วนางจ้องไปที่ซูฉีฉีด้วยสีหน้ารังเกียจก่อนจะตะโกนออกคำสั่งอย่างโมโห

            มีนางกำนัลสองคนรีบเข้ามาดึงแขนของซูฉีฉีไว้แต่แรกแล้วพวกเขาลากตัวนางออกไป คราบเลือดจากหัวเข่าของซูฉีฉีไหลออกมาเป็นทางยาว

            “ไทเฮาพระองค์จะให้หม่อมฉันทำอะไรก็ได้ แต่ขอพระองค์อย่าทรงทำร้ายมารดาหม่อมฉันเลย...”ซูฉีฉีร้องตะโกนอย่างสุดชีวิตนางตะโกนออกมาโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้นแล้ว

            มีชายรูปร่างใหญ่สองคนใช้เชือกหยาบๆ มัดซูฉีฉีเอาไว้แน่นไม่ว่านางจะตะโกนร้องเท่าใด พวกเขาก็ยังออกแรงเฆี่ยนตีนางไปเรื่อยๆแรงที่ฟาดมานั้นรุนแรงมากเสมือนใช้แรงทั้งหมดที่มีก็ไม่ปาน

            “อ๊า!” เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังออกมาจากตำหนักหลังของวังหลวง

              บนแส้นั้นมีหนามแฝงอยู่ด้วยทุกครั้งที่ฟาดลงไปบนตัวซูฉีฉีนั้นก็ทำให้เสื้อผ้าบนตัวนางฉีกขาดออกมาเป็นชิ้นๆเนื้อหนังของนางเกาะติดไปบนหนามของแส้ที่ฟาดลงมาโลหิตค่อยๆ ซึมออกมาจนปรากฏเป็นสีแดงจางๆอยู่บนเสื้อผ้าที่ซูฉีฉีสวมใส่!

            “เพียะ! เพียะ! เพียะ!”

            เมื่อได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของซูฉีฉีผู้ที่ลงมือฟาดซูฉีฉีอยู่นั้นก็เหมือนจะรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากเขาสะบัดแส้ในมือต่อเนื่องกันถึงสามครั้งทุกครั้งที่ฟาดมานั้นผสานกับแรงลมทำให้บนร่างของซูฉีฉีทิ้งร่องรอยบาดแผลลึกๆ เอาไว้เลือดเปรอะเปื้อนบนผิวหนังเสียจนมองไม่เห็นสีผิวของนางอีก

            แส้ที่ฟาดลงมาอีกสี่ครั้งนั้นทำให้แม้แต่แรงกรีดร้องของซูฉีฉีก็ไม่มีเหลืออีกต่อไปแล้วตอนนี้นางถึงจะรู้สึกว่าแรงเฆี่ยนของฮวาเชียนจือนั้นยังถือว่าห่างไกลไปมากซูฉีฉีก้มหน้าลงอย่างหมดแรงนางทำได้เพียงแค่กัดริมฝีปากของตนไว้แน่นเพื่อไม่ให้ตนสลบลงไป

            ไทเฮาโบกมือของพระองค์เป็นการอนุญาตให้ชายทั้งสองถอยออกไปได้แล้ว

            นางเพียงแค่อยากให้ซูฉีฉีทุกข์ทรมานเสียหน่อยมิได้หวังจะทำให้คนถึงตายเพราะว่านางเองก็มิกล้า

            “ไทเฮา...หม่อมฉันขอร้องพระองค์...ละเว้นมารดาของหม่อมฉันด้วย”ซูฉีฉีนั้นอ่อนแอจนจะไร้เรี่ยวแรงแล้วทว่านางยังคงพยายามเงยหน้าของตนขึ้นเพื่ออ้อนวอนต่อไทเฮา!

            ไทเฮากัดฟันของตนแน่นคิดไม่ถึงว่าซูฉีฉีจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ จนถึงเวลานี้นางก็ยังคงคิดถึงมารดาของตน

            “คิดไม่ถึงว่านางจะเลี้ยงบุตรสาวได้ดีถึงเพียงนี้”เมื่อเห็นซูฉีฉีเป็นเช่นนี้กลับทำให้ไทเฮาหวาดกลัวไม่น้อยเป็นแค่สตรีคนหนึ่งแต่กลับมีแรงมุ่งมั่นได้ถึงเพียงนี้

            ปีนั้นถ้าหากตนเป็นเช่นนี้อาจจะไม่ได้มีจุดจบดั่งเช่นทุกวันนี้ก็เป็นได้

            ทันใดนั้นเองก็มีนางกำนัลคนหนึ่งวิ่งมาจากข้างนอกแล้วกระซิบข้างหูไทเฮาไม่กี่ประโยค

            สีหน้าที่แต่เดิมมีความดุร้ายชิงชังนั้นก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนมีเมตตาโดยทันทีสายตานางมองออกไปที่ทิศทางอันไกลโพ้น “ดี ให้เขาไปรออยู่ที่โถงหลัก”

            ความสุขปรากฏขึ้นในแววตาอย่างปิดไม่มิด

    คล้ายกับเรื่องชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663