หลังจากวันที่ไปเที่ยวด้วยกันครั้งนั้นน่านน้ำก็เริ่มสนิทกับคินทร์มากขึ้น ระยะเวลาประมาณหกเดือนที่คินทร์พยายามทำลายกำแพงในใจน่านน้ำที่มีต่อตนเองสำเร็จเป็ที่เรียบร้อย
แม้ว่าเด็กคนนี้จะยังพูดน้อย แต่ดูเหมือนจะสดใสขึ้นมาบ้าง ทั้งยังกล้าพูดกล้าคุยกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก
วันแรกของการเปิดเรียนเทอมสองน่านน้ำลุกขึ้นมาช่วยทำอาหารพร้อมแม่บ้านสาวอย่างเช่นทุกวัน ทว่าวันนี้เขาตั้งใจจะทำอาหารใส่กล่องไปให้เฮียคินทร์ก่อนไปโรงเรียน เพราะยังไงก็เป็ทางผ่านอยู่แล้ว เมื่อคืนนี้คนพี่นอนที่เพนท์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกบริษัท เช้านี้เลยไม่ได้อยู่ทานข้าวเช้าพร้อมทุกคน
“พี่ว่าคุณคินทร์ต้องดีใจมากแน่ ๆ ที่น่านตั้งใจทำอาหารเอาไปฝาก”
นิ่มเอ่ยพูดกับเด็กหนุ่มด้วยท่าทางสนิทสนม แม้ตนจะเป็สาวใช้คนหนึ่งในบ้านหลังนี้ แต่น่านน้ำไม่เคยถือตัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังมองว่าพวกเราสาวใช้ทุกคนเป็เหมือนเพื่อน เหมือนพี่ เมื่อก่อนอาจจะยังเกร็งใส่กันอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปการได้รู้จักและเจอกันทุกวันก็ทำให้ลดความอึดอัด กลายเป็สนิทกันไปโดยปริยาย
“เดี๋ยวน่านขอฝากเอาไว้ก่อนนะครับ หลังทานข้าวเสร็จจะมาเอา”
“ได้ค่ะ” หญิงสาวรับคำดูแลกล่องอาหารที่จะเอาไปให้คุณคินทร์เป็อย่างดี
เปิดเทอมวันแรกน่านน้ำมาพร้อมเคนกับคีนโดยมีลุงแช่มขับรถมาส่ง ทว่าเขาขอแวะที่บริษัททรีเคไดมอนด์ก่อนไปโรงเรียน ซึ่งทั้งสามคนไม่มีใครว่าอะไร
เป็ครั้งแรกที่น่านน้ำมาเหยียบภายในบริษัท ปกติแค่นั่งรถผ่านเท่านั้น
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามาติดต่อเื่อะไรคะ?” พนักงานต้อนรับเอ่ยถาม เพราะหากไม่ใช่พนักงานบริษัทหรือลูกค้าคนสำคัญที่นัดไว้จะไม่มีสิทธิ์ผ่านล็อบบี้ด้านหน้าไปได้
“ผมมาหาคุณคินทร์ครับ”
“ได้นัดไว้หรือเปล่าคะ?”
“ไม่ได้นัดครับ”
“ถ้าอย่างนั้นดิฉันคงไม่สามารถให้คุณขึ้นไปได้”
ได้ยินอย่างนั้นใบหน้าจิ้มลิ้มเซื่องซึมลงเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ ให้พนักงานสาว เขาเข้าใจว่าเป็หน้าที่ของเธอ อีกอย่างไม่มีใครรู้จักเขา หากเป็เคนหรือคีนคงไม่มีพนักงานคนไหนต้องถามแต่ปล่อยให้ขึ้นไปโดยง่าย ซึ่งนั้นก็ถูกต้องแล้ว
“ไม่เป็ไรครับ ถ้าอย่างนั้นผมแค่ฝากอันนี้ให้คุณคินทร์หน่อยนะครับ”
“ให้แจ้งว่าใครเป็คนฝากคะ”
“น่านน้ำครับ”
“ได้ค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
เด็กมารยาทดียกมือไหว้ขอบคุณพนักงานสาวก่อนจะรีบกลับมาที่รถ เพื่อเดินทางไปโรงเรียน
เย็นนี้เขาตั้งใจว่าจะนั่งรถเมล์กลับด้วยตัวเอง ซึ่งจริง ๆ ก็อยากจะลองไปกลับด้วยตัวเองตลอดเทอมนี้ เป็การทดลองว่าทำได้หรือเปล่า จะได้ไม่ต้องรบกวนเฮียคินทร์หรือลุงแช่มมากเกินไป
Rrrrr…
มาถึงโรงเรียนก่อนเรียกแถวประมาณสิบนาที ระหว่างเข้าโรงเรียนไปพร้อมกับคีนเสียงมือถือดังขึ้น น่านน้ำจึงต้องหยุดเดินเพื่อรับสาย
“ฮัลโหลครับเฮีย”
[ถึงโรงเรียนหรือยัง]
“ถึงแล้วครับ กำลังจะเดินไปใต้โดม”
[เฮียได้รับข้าวที่น่านฝากไว้แล้วนะ ขอบคุณนะครับ]
“ยินดีครับ” ปากบางยกยิ้มน้อย ๆ ราวกับคนที่อยู่ในสายยืนอยู่ตรงหน้า
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เบิกคิวขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของน่านน้ำ จริงอยู่ที่่นี้คนพี่ดูสดใสขึ้น แต่ไอ้อาการหน้าแดงยืนอมยิ้มคนเดียวแบบนี้เขาไม่ชินจริง ๆ
[ไปเข้าแถวเถอะ เฮียไม่กวนแล้ว เจอกันตอนเย็นครับ]
“ครับ”
น่านน้ำกดวางสายเก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกงตามเดิม ก่อนจะหันมาเห็นใบหน้าขาวของคีนที่ยื่นเข้ามาหรี่ตามองเขาราวกับจับผิด
“คุยกับเฮียคินทร์เหรอ?”
“อา.. อืม ใช่” ยิ่งตอบกลับด้วยน้ำเสียกอึกอักยิ่งทำให้คีนสงสัยเพิ่มขึ้น
“แค่คุยกับเฮียพี่น่านต้องหน้าแดงด้วยเหรอ”
“!!!”
สองมือเล็กยกขึ้นประกบแก้มตัวเองสองข้าง กลอกตาไปมาอย่างเลิ่กลั่ก ก่อนจะเปลี่ยนเื่เดินนำไปที่โดมโดยไม่รอให้คีนได้ถามอะไรต่อ
“ไปกันเถอะ ใกล้จะเข้าแถวแล้ว”
“เดี๋ยวสิพี่น่าน! รีบเดินไปไหน รอคีนด้วย”
เสียงดังไล่หลังมาติด ๆ ก่อนจะมาเดินอยู่ข้าง ๆ เมื่อไล่ตามทัน กระนั้นได้ยินเสียงขำเบา ๆ จากเด็กมอหนึ่ง น่านน้ำเม้มปากราวกับคนเก็บอาการไม่อยู่
ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรแต่เขากลับทำตัวมีพิรุธเหมือนคนปิดบังหรือทำอะไรผิดอยู่อย่างไรอย่างนั้น
.
.
ระหว่างเช็กเอกสารรองผู้บริหารเอาแต่มองนาฬิกาอยู่บ่อยครั้ง ตั้งใจจะไปรับน้องชายทั้งสามคน ทว่าคนกลางบอกจะไปเที่ยวกับเพื่อนต่อ ส่วนคนเล็กกับน่านน้ำจะนั่งรถเมล์กลับกันเอง
อย่างที่เคยรับปากกับน่านน้ำเอาไว้เมื่อเทอมที่แล้วว่าจะยอมปล่อยให้กลับบ้านเองตามที่้า แม้จะนึกเป็ห่วงแต่ไม่อยากขัดใจน้องสักเท่าไร ถึงอย่างนั้นมีคีนอยู่ด้วยก็พอจะเบาใจลงบ้าง
“คุณคินทร์มีธุระอะไรต่อหรือเปล่าค่ะ”
เลขาสาวเอ่ยถามเ้านายตัวเองระหว่างรอเอกสาร ครั้นเห็นอีกฝ่ายเอาแต่มองนาฬิกาบ่อยจนเกินไป
“เปล่าครับ คุณปาริตามีอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ตาแค่เห็นว่าคุณคินทร์เอาแต่มองนาฬิกา เลยคิดว่ามีธุระต้องไปทำต่อ”
“อ๋อ.. ไม่มีครับ” เมื่อถูกจับได้ก็รีบอ่านเอกสารเช็กความเรียบร้อย เซ็นเสร็จก็ยื่นให้เลขาที่ยืนรออยู่ “นี่ครับ”
“ขอบคุณค่ะคุณคินทร์”
พลันในห้องเหลือเพียงตนเองคนเดียวก็ยกยิ้มขึ้นมา นึกขำกับพฤติกรรมน่าแปลกของตัวเอง หากไม่ถูกเลขาถามเขาก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
เวลาล่วงเลยมาถึงหกโมงเย็น เ้าน้องชายตัวดีโทรมาบอกให้ไปรับ เพราะเดินเล่นจนเหนื่อย ี้เีรอรอบรถ จะขึ้นแท็กซี่น่านน้ำก็กลัวเปลืองเงิน
คินทร์เองไม่มีงานอะไรต้องทำแล้วในวันนี้ จึงไม่ลำบากที่จะออกไปรับ ใช้เวลาเพียงไม่นานเ้าตัวก็มาถึงที่ที่เด็กสองคนยืนรออยู่
น่านน้ำเลือกที่จะนั่งเบาะหลัง ส่วนคีนนั่งเบาะด้านหน้าข้างคนขับ
“เฮ้อ! เหนื่อยมาก” ทันทีที่ทิ้งหลังพิงเบาะคีนก็ถอนหายใจออกมาอย่างคนหมดแรง
“ทานอะไรกันมาหรือยัง”
“แค่ของทานกินครับ”
“แวะหาอะไรทานก่อนเข้าบ้านไหม”
“พี่น่านโอเคหรือเปล่า” คีนเลือกที่จะถามน่านน้ำแทนที่จะตัดสินใจเอง
“พี่แล้วแต่คีนกับเฮีย” แน่นอนว่าน่านน้ำไม่ตัดสินใจเองอยู่ดี
“เฮียเลี้ยงนะ”
“ปกติเฮียก็เลี้ยงอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง”
เด็กหนุ่มหัวเราะคิกคักกับคำพูดของพี่ชาย จริงทุกคำเถียงไม่ได้ พลันคนขับตวัดสายตามองกระจกหลังเอ่ยถามคนที่เอาแต่นั่งฟังเงียบ ๆ
“น่านมีอะไรที่อยากทานเป็พิเศษหรือเปล่า”
“น่านทานอะไรก็ได้ครับ แล้วแต่เฮียกับคีนเลย”
รู้อยู่แล้วว่ายังไงน่านน้ำก็ไม่เลือก ถึงอย่างนั้นเขาก็แค่อยากชวนคุยดีกว่าปล่อยให้นั่งอยู่คนเดียว
“คีนอยากกินชาบู”
“น่านโอเคไหม”
“โอเคครับ”
คินทร์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เลือกที่จะตามใจน้องชาย เพราะเขาเองทานอะไรก็ได้เหมือนกัน
น่านน้ำได้แต่นึกคิดอยู่คนเดียวว่านี่อาจเป็โชคดีของตนที่ได้เจอครอบครัวของคุณรังสรรค์ โชคดีที่ได้เจอกับทุกคนในตระกูลนี้ อย่างน้อย่เวลาที่เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับเขา ก็ถูกเยี่ยวยาได้ด้วย่เวลาดี ๆ ที่ทุกคนมอบให้
ในเมื่อเขาไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขเื่ราวในอดีตได้ งั้นหลังจากนี้เขาจะพยายามรักษา่เวลาดี ๆ และคนดี ๆ ให้อยู่ในชีวิตได้นานที่สุด
เท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้...
TBC.
#คำขอจากเฮียคินทร์