หลังจากซื้อเครื่องนอนหมอนผ้าห่ม แล้วก็ช่วยกันแบกกลับมาที่ห้อง หลี่ชิงเหมย ก็ได้เวลาต้องคิดที่จะหาเงิน
"ถ้าจะหาเงินในยุคนี้ ก็ต้องเป็ เสื้อผ้า แต่จะหาทุนมาจากที่ใหนเล่า มีอยู่ร้อยกว่าหยวน แค่ค่าเดินทางไปหาซื้อ ก็ไม่น่าจะพอแล้ว"
"คิดสิคิด....ชิงเหมยเอ๋ย...ชิงเหมยผู้ฉลาดปราดเปรื่อง คิดให้ได้สิ"
"ตอนแรกนี่ต้องเป็อะไรที่ไม่ต้องใช้ทุนเยอะก่อน เื่เสื้อผ้าค่อยคิดทีหลัง "
"ละอะไรล่ะที่ไม่ต้องใช้ทุนเยอะ...ก็ต้องเป็ของกิน อาหาร......"
หลี่ชิงเหมยคิดหัวแทบแตก ว่าจะเริ่มต้นด้วยอะไรดี ที่ไม่จำเป็ต้องมีทุนเยอะ เื่เสื้อผ้ารูปแบบทันสมัยที่รู้ว่าจะขายดี หรืออสังหาริมทรัพย์ ที่รู้ว่าราคามันจะขึ้นพรวดๆ จำเป็ต้องทิ้งไว้ก่อน ตอนนี้ต้องหาอะไรที่มันสามารถทำได้ภายในวันสองวันนี้ก่อน คิดจนหัวแทบแตกยังไงก็ได้คำตอบเดียวก็คืออาหาร..........แล้วอาหารอะไรดีล่ะ......
โจวชิงหลาน แม่ของเ้าของร่างนั้นถือว่าเป็คนทำอาหารเก่งคนหนึ่ง รับรองว่าขายได้แน่นอน แต่ปัญหาคือสถานที่น่ะสิ เงินแค่ร้อยกว่าหยวน ไม่มีปัญญาเช่าร้านได้แน่นอน ถ้าเช่าไม่ได้ ก็ขายเป็รถเข็นก็ได้นี่นา....คิดได้แบบนี้แล้วก็หันไปหาโจวชิงหลาน ที่ทำหน้างงอยู่นานแล้วว่าลูกสาวเป็อะไร เห็นนั่งนิ่งคิดอะไรมาตั้งนานแล้ว
"แม่ เรามาขายอาหารกันเถอะ ที่นี่ก็ใกล้โรงงาน ใกล้โรงเรียน หนูว่าถ้าเป็ฝีมือแม่ จะต้องขายดีแน่ๆ"
"แล้วเราจะขายยังไงล่ะ ชิงเหมย เงินไม่พอเช่าร้านหรอกนะ"
"ไม่ต้องเช่าร้านหรอกแม่ เราทำเป็รถเข็นขายเอา ทำจานเนื้ออย่างนึง จานผักซักสองอย่าง ตักราดใส่ข้าวขายเป็ชามเอา ดีไหมแม่"
โจวชิงหลานคิดตามที่ลูกสาวพูด แต่ยังไงก็ฟังลูกอยู่แล้ว ชิงเหมยเป็คนฉลาดั้แ่เด็ก เรียนหนังสือก็เก่ง ว่าไปลูกทั้งสองคนเรียนหนังสือเก่งทั้งคู่ หลี่หลิงเองก็ได้อันดับหนึ่งของชั้นมาตลอดเช่นเดียวกัน
เพียงแค่สงสัยนิดหน่อย เพราะหลังๆมานี่ ชิงหลานเหมือนจะเปลี่ยนไปพอสมควร ทั้งวันนี้ที่กล้าเถียงย่าหลี่ ก็แปลกใจอยู่แล้ว แต่ไม่เป็ไร ยังไงก็ลูก ขอให้เป็คนดีก็พอ
"งั้นก็เอาตามลูกบอก พรุ่งนี้เราก็ต้องออกไปซื้ออุปกรณ์อีกหลายอย่างอยู่"
โจวชิงหลานยังกังวลว่าเงินไม่ถึงสองร้อยหยวนนี่จะพอซื้อข้าวของมาลงทุนไหม ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า คิดถึงสามีที่ตายไป
"แม่ อย่าร้องไห้นะ เราจะสู้ไปด้วยกัน เชื่อหนู เชื่อน้อง ชีวิตพวกเราจะต้องดีขึ้น ดีขึ้นจนพวกบ้านหลี่มันอิจฉาตายไปเลย"
"แม่หนูก็จะช่วยด้วยนะแม่นะ"หลี่หลิงที่นานๆจะพูดที ก็ยังเอ่ยปลอบใจโจวชิงหลาน
"ได้จ้ะ เรามาสู้ไปด้วยกันนะ"
โจวชิงหลานเริ่มมีกำลังใจขึ้นมา สามีที่ตายไปแล้วยังไงก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ลูกทั้งสองคนที่ยังอยู่ ยังไงก็ต้องสู้
วันถัดมา สามคนแม่ลูกไปหาซื้ออุปกรณ์ทำอาหาร กะทะใบใหญ่ราคา10หยวน แพงกว่าค่าเช่าห้องอีก ชิงเหมยพยายามคำนวนค่าเงินของยุคนี้ เงิน100เฟิน เท่ากับ 1หยวน มีเงิน15เฟินสามารถกินบะหมี่ได้1ชาม จักรยานใหม่หนึ่งคันราคาอยู่ที่80หยวน รถมอเตอร์ไซค์สามล้อราคา700หยวน รถยนต์ยังไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่ เพราะในเมืองเจิ้งโจวนี้ยังไม่เห็นมีขาย แต่ก็พอมีขับขี่ตามถนนบ้างประปราย
ซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ทั้งกะทะ หม้อใบใหญ่ ชามกับตะเกียบอีก 30ชุด โต้ะและเก้าอี้พับอย่างละ2ชุด ชุดหนึ่งมีโต้ะ1ตัวเก้าอี้4ตัว หมดเงินไปเกือบร้อยหยวน ยังจะต้องหาซื้อรถเข็นอีก
รถเข็นมือหนึ่งราคาตั้ง60หยวน คำนวนดูแล้วถ้าซื้อรถเข็น เงินค่าซื้อวัตถุดิบ ไม่น่าจะพอ แต่พอหาดูดีๆก็มีรถเข็นมือสองขายในราคา35หยวน สภาพยังคงดีอยู่
ตอนนี้เหลือเงินแค่40หยวนแล้ว ถ้าซื้อพวก วัตถุดิบ คงจะเหลืออีกนิดหน่อย ถือว่าการค้าครั้งนี้ จะพลาดไม่ได้เลย
ทั้งสามลากรถเข็นไปตลาด ซื้อเนื้อหมู ผักต่างๆ เครื่องปรุง หมดเงินไปอีก15หยวน แต่ก็ถือว่าของครบแล้ว พรุ่งนี้จะทำตุ๋นเนื้อหมู กับผัดผักอีกสองอย่างลองไปขายดูก่อน ว่าผลตอบรับจะเป็ยังไง
เสร็จจากการจับจ่ายซื้อของและไม่ลืมที่จะแลกเงินเฟินเอาไว้ทอน สามแม่ลูกก็ลากรถเข็นที่เต็มไปด้วยข้าวของ กลับมาที่ห้องเช่า เอารถเข็นจอดไว้ที่หน้าห้อง ยังดีที่ห้องอยู่ชั้นล่าง เลยขนของเข้าห้องได้ไม่ยาก ช่วยกันขนข้าวของเข้าไปไว้ในห้องเสร็จแล้ว ก็ใช้โซ่กับกุญแจที่แถมมากับรถเข็น ล็อครถเข็นไว้กับราวเหล็กที่หน้าห้อง
"วันนี้เราต้องนอนกันเร็วหน่อยนะแม่ หลิงเอ๋อด้วย พรุ่งนี้จะตื่นมาทำอาหารั้แ่เช้ามืด จะได้ทันไปขายตอนเช้า"
ชิงเหมยเล็งสถานที่ขายไว้แล้ว อยู่หน้าโรงงานพอดี มีต้นไม้ใหญ่สองต้นคู่กัน บังแสงแดดได้ตลอดวัน ชิงเหมยที่เป็คนบอกทุกคนให้เข้านอนเร็วๆ กลับนอนไม่หลับในตอนนี้
อีกไม่ถึงเดือน โรงเรียนก็จะเปิดแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องพาหลี่หลิงไปสมัครเรียน คงจะเป็โรงเรียนเดียวกับตนเองนั่นแหละ อะไรๆจะได้ง่าย
ชิงเหมยคิดอะไรๆอีกเยอะแยะ กว่าจะนอนหลับก็ปาไปตั้งเที่ยงคืนแล้ว